ข้ามไปเนื้อหา

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
Chakri Maha Prasat
ด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
แผนที่
ข้อมูลทั่วไป
ประเภทพระที่นั่งภายในพระบรมมหาราชวัง
สถาปัตยกรรมผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและสถาปัตยกรรมตะวันตก
ที่ตั้งแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
เมืองกรุงเทพมหานคร
ประเทศประเทศไทย
เริ่มสร้างพ.ศ. 2419
ผู้สร้างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การออกแบบและการก่อสร้าง
สถาปนิก
เป็นส่วนหนึ่งของหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
เลขอ้างอิง0005574

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นหนึ่งในพระที่นั่งแปดองค์ภายในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 ตั้งอยู่ระหว่างพระมหามณเฑียรกับหมู่พระมหาปราสาท ประกอบด้วยปราสาทสามองค์ ทอดตัวตามแนวตะวันออก–ตะวันตก แต่ละองค์เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสันตลอดแนว

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมีลักษณะโดดเด่นกว่าพระที่นั่งอื่นในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยโครงสร้างอาคารใช้รูปแบบตะวันตก ส่วนหลังคาเป็นสถาปัตยกรรมไทย จนเป็นที่รู้จักในชื่อเรียกขานว่า "ฝรั่งสวมชฎา"[2][3]

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท (ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2566)

ด้วยความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม ทำให้พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทกลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดของพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ประวัติ

[แก้]
สมัยเมื่อกรุงเทพมหานครยังเป็นจังหวัดพระนครอยู่นั้น กรมศิลปากรได้กำหนดให้ใช้รูปพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นตราประจำจังหวัด

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นท้องพระโรง ใน พ.ศ. 2419 ภายหลังเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา โปรดเกล้าฯ ให้จ้างนายจอห์น คลูนิส ชาวอังกฤษ สถาปนิกจากสิงคโปร์ เป็นนายช่างหลวงออกแบบพระที่นั่ง นายเฮนรี คลูนิช โรส เป็นนายช่างผู้ช่วย โดยมีเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นแม่กอง พระยาเวียงในนฤบาลเป็นผู้กำกับดูแลการทุกอย่าง และพระประดิษฐการภักดีเป็นผู้ตรวจกำกับบัญชีและของทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419

เดิมมีพระที่นั่งต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันรวม 11 องค์ ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 องค์ คือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ และพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ ซึ่งพระที่นั่งทั้งอีก 2 องค์ที่กล่าวถึงนั้นได้รื้อลงแล้วสร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้ ในพ.ศ. 2542 ได้มีโครงการสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทส่วนต่อเติมในพื้นด้านหลัง เพื่อใช้ในการพระราชทานเลี้ยงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549

เริ่มแรกนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งองค์ใหม่เป็นแบบตะวันตก แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบบังคมทูลขอให้ทำเป็นปราสาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนทรงหลังคาเป็นหลังคายอดปราสาท 3 ยอดเรียงกันตามสถาปัตยกรรมไทย[4] และเสด็จยกยอดปราสาทใน พ.ศ. 2421 มีการเฉลิมพระราชมนเฑียรใน พ.ศ. 2425 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระที่นั่งองค์นี้ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระมเหสีตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา เป็นที่เสด็จฯออกให้คณะทูตานุทูต ข้าราชการชั้นสูงเข้าเฝ้า หรือรับรองแขกผู้มีเกียรติ ภายในพระที่นั่งเป็นที่ประดิษฐาน พระที่นั่งพุดตานถม ซึ่งเป็นพระราชอาสน์ราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท องค์พระที่นั่งทำด้วยไม้หุ้มเงินถมลงยาทาทองซึ่งเรียกว่า ถมตะทอง นับได้ว่าเป็นเครื่องถมทองชิ้นใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

โคมไฟแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ภายในพระที่นั่งนั้น ที่จริงแล้วมิใช่สั่งมาโดยตรง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้สั่งมาที่บ้านของตนเอง แต่ปรากฏว่าโคมนั้นมีขนาดใหญ่เกินไป ท่านจึงนำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทยังเป็นสถานที่แห่งแรกในประเทศไทยที่มีการใช้ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกอีกด้วย ด้วยเหตุที่ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ได้ทอดพระเนตรเห็นแสงไฟฟ้านั้นที่ประเทศทางตะวันตก และมีพระราชประสงค์ที่จะมาใช้ในประเทศไทย

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นสถานที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ในการรับรองผู้นำเอเปค ทั้งในการประชุมในปี พ.ศ. 2546[5][6] และ พ.ศ. 2565[7]

สถาปัตยกรรม

[แก้]

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นพระที่นั่ง 3 ชั้นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตก แต่หลังคาเป็นยอดปราสาทแบบไทยมีมุข 3 มุข

ภายในพระที่นั่ง

[แก้]

ภายในพระที่นั่งจะประกอบไปด้วย

พระที่นั่งองค์ตะวันออก

[แก้]

พระที่นั่งองค์กลาง

[แก้]

พระที่นั่งองค์ตะวันตก

[แก้]
  • ชั้นบนเป็นหอพระอัฐิของพระมเหสีและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่
  • ชั้นกลางเป็นออฟฟิตหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเป็นสถานที่รอเข้าเฝ้าของพระราชอาคันตุกะ
  • ชั้นล่างเป็นห้องเก็บของและห้องสมุด

มุขกระสันด้านตะวันออก

[แก้]

มุขกระสันด้านตะวันตก

[แก้]
  • ชั้นบนประดิษฐานพระสาทิสลักษณ์ของพระอัครมเหสี 6 พระองค์
  • ชั้นกลางเป็นที่สำหรับรับรองพระราชอาคันตุกะ
  • ชั้นล่างเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องอาวุธโบราณ

ท้องพระโรงกลาง

[แก้]
ท้องพระโรงกลางในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท้องพระโรงกลางกว้าง 12.70 เมตร ยาว 24 เมตรเพดานสูง 14 เมตรภายในประดิษฐานพระที่นั่งพุดตานถมซึ่งเป็นพระราชอาสน์ประจำพระที่นั่งซึ่งกางกั้นด้วยนพปฎลมหาเศวตฉัตรใช้เป็นสถานที่สำหรับออกให้คณะทูตานุทูตเฝ้ารวมทั้งถวายพระราชสาสน์ตราตั้งและถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสสำคัญ ๆ ภายในท้องพระโรงกลางนี้ประดิษฐานพระราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่ง มีชื่อว่า พระที่นั่งพุดตานถม

และเพิ่มมาอีก 1 องค์คือ

เหตุการณ์สำคัญ

[แก้]

พระราชพิธีอภิเษกสมรส

[แก้]

พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

[แก้]

พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ขณะนั้นมีพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์) และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ (ขณะนั้นมีพระยศเป็นหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์ ภาณุพันธุ์) พระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ขณะนั้นมีพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช) จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2444 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานและพระราชทานน้ำสังข์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

[แก้]

พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (ขณะนั้นมีพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี) และเรืออากาศโท วีระยุทธ ดิษยะศริน (ยศในขณะนั้น) จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2525 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์พระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และเรืออากาศโทวีระยุทธ หลังจากนั้น กราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกราบเคารพพลอากาศตรี ประหยัด ดิษยะศริน และนางวิจิตรา ดิษยะศริน และถวายคารวะแด่สมเด็จพระบรมวงศ์ ตามลำดับ จากนั้นเสด็จออกประทับ ณ มุขกระสันตะวันออก ห้องพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงลงพระนาม และเรืออากาศโท วีระยุทธ ดิษยะศริน พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สักขีลงนามในทะเบียนนั้นด้วย หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องพระโรงกลางทรงพระกุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลขาธิการพระราชวังอ่านประกาศการพระราชพิธีอภิเษกสมรส จากนั้นพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์แก่เรืออากาศโทวีระยุทธ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กราบบังคมทูลถวายพระพรมงคล จบแล้วพลเอกเปรมพร้อมด้วย พลอากาศเอก หะริน หงสกุล ประธานรัฐสภาในขณะนั้น, บัญญัติ สุชีวะ ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น และสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ถวายของขวัญแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

การเสด็จออกมหาสมาคม

[แก้]

มีการเสด็จออกมหาสมาคมของพระมหากษัตริย์ไทยต่อหน้าพสกนิกรชาวไทย ที่มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวาระสำคัญทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

[แก้]

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 เวลา 17:00 น. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จออกมหาสมาคมต่อหน้าพสกนิกร ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีพระราชพิธีนี้ ซึ่งมีพสกนิกรมาเข้าเฝ้าฯ จนแถวยาวไปถึงประตูพิมานชัยศรี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร) สมุหพระนครบาลในขณะนั้น เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแทนแพ และกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในนามของราษฎร[8]

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จออกมหาสมาคมต่อหน้าพสกนิกร ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทั้งหมด 2 ครั้ง คือในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในเวลา 10:30 น.[9] และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ในเวลา 10:30 น.[10]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ประวัติของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท, โอเคเนชั่น. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2559
  2. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-03-30. สืบค้นเมื่อ 2014-07-28.
  3. http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=7d8f136b9fa86bb8%5Bลิงก์เสีย%5D
  4. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=288594%5Bลิงก์เสีย%5D
  5. หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0504/ว.209
  6. "Ode to Friendship : 1946 - to date". www.nas.gov.sg. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-11-02. สืบค้นเมื่อ 2022-11-02.
  7. "การเตรียมการจัดประชุมสัปดาห์ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ระหว่างวันที่ ๑๔ - ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ". กระทรวงการต่างประเทศ.
  8. "25 กุมภาพันธ์ 2468 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7". ห้องสมุดมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2025.
  9. "พระราชดำรัสพระราชทาน เนื่องในงานพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐". 5 ธันวาคม 2007. สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2025.
  10. "ประมวลภาพ "ในหลวง" เสด็จออกมหาสมาคม - ปชช.เฝ้ารับเสด็จฯ". ผู้จัดการออนไลน์. 5 ธันวาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2025.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

13°45′00″N 100°29′29″E / 13.750041°N 100.491343°E / 13.750041; 100.491343