พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น 5 พระองค์เจ้าชั้นเอก
กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์.jpg
เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
ดำรงตำแหน่ง1 เมษายน พ.ศ. 2466 - 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466
ก่อนหน้าสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
ถัดไปสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
ภรรยาพระชายา
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์
หม่อม
หม่อมกิม อาภากร ณ อยุธยา
หม่อมแฉล้ม อาภากร ณ อยุธยา
หม่อมเมี้ยน อาภากร ณ อยุธยา
หม่อมช้อย อาภากร ณ อยุธยา
หม่อมแจ่ม อาภากร ณ อยุธยา
ราชวงศ์ราชวงศ์จักรี
พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดาเจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5
ประสูติ19 ธันวาคม พ.ศ. 2423
สิ้นพระชนม์19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466
(42 ปี 151 วัน)

นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 — 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงได้รับสมัญญานามว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย"

พระองค์ทรงเป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" หรือ "หมอพร" และ "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า "พระบิดาของกองทัพเรือไทย"[1] และในปี 2544 แก้ไขเป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย"[2]

ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ได้มีการจัดสร้างศาลและพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งสิ้น 217 แห่งทั่วประเทศไทย[3] เช่น โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร[4] โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี[5] หรือที่พระตำหนักที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร

พระประวัติ[แก้]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่าพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวงและเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ มีพระกนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา (สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส (พระนามเดิม:พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์ ต้น ราชสกุลสุริยง) พระองค์นับเป็นพระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระมารดาของพระองค์กับพระมารดาของพระนางเจ้าสุวัทนาเป็นพี่น้องกัน

การศึกษา[แก้]

ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชันษาได้ 13 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในปี พ.ศ. 2436 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ในปี พ.ศ. 2439 ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ

รับราชการ[แก้]

พระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่วังนางเลิ้งเดิม (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์พณิชยการพระนคร)

เสด็จกลับประเทศไทย ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2443 จึงได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท (ปัจจุบันเทียบเท่า นาวาตรี) [6] ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่ "กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์"[7] ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ และทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ใน พ.ศ. 2449 พระองค์ได้ทรงแก้ไขปรับปรุงระเบียบการในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือ ทรงจัดเพิ่มเติมวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือ เพื่อให้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว สามารถเดินเรือทางไกลในทะเลน้ำลึกได้ คือวิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ พีชคณิต อุทกศาสตร์ การเดินเรือเรขาคณิต

ทรงเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชวังเดิม ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ทำให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่นคง และกองทัพเรือจึงยึดถือวันดังกล่าวของทุกปีเป็น "วันกองทัพเรือ"

พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และรับรักษาโรคให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า ทรงคิดแต่เพียงค่าครูเท่านั้น ทรงเรียกพระองค์เองว่า "หมอพร"[8]

พ.ศ. 2460 ประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกองทัพเรือยังขาดผู้มีความรู้ความสามารถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง จเรทหารเรือ [9] และดำรงตำแหน่ง เสนาธิการทหารเรือ [10]

พ.ศ. 2462 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพื้นยุโรป เรือที่จะจัดซื้อนี้ได้รับพระราชทานนามว่า "เรือรบหลวงพระร่วง" ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือรบหลวงพระร่วงเดินเรือข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร ด้วยพระองค์เอง

พ.ศ. 2463 มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ขึ้นเป็นกรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐ ฯลฯ (คำ "เขตร" ในพระนามเปลี่ยนเป็น "เขต" ด้วย)[11][12]

ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นการไกล พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินบริเวณอำเภอสัตหีบ สร้างเป็นฐานทัพเรือ เมื่อ พ.ศ. 2465 เนื่องจากทรงเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่ น้ำลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด มีเกาะน้อยใหญ่รายล้อม สามารถบังคับคลื่นลมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมื่อเรือภายนอกแล่นผ่านบริเวณนี้จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย

พ.ศ. 2466 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ต่อจากจอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต นับเป็นตำแหน่งทางราชการตำแหน่งสุดท้ายในพระชนม์ชีพของพระองค์

สิ้นพระชนม์[แก้]

ศาลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่หาดทรายรี ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ซึ่งชาวชุมพรได้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

หลังจากทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือได้ไม่นาน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้กราบถวายบังคมลาเพื่อเสด็จออกไปรักษาพระองค์ (ลาป่วย) ณ มณฑลสุราษฎร์ เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากประชวรเรื้อรังด้วยโรคประจำพระองค์มาเป็นเวลานาน โดยประทับพักรักษาพระองค์อยู่ที่ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ระหว่างนั้นทรงถูกฝนและประชวรด้วยพระโรคไข้หวัดใหญ่ พระอาการได้ทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เวลา 11 นาฬิกา 40 นาที[13] สิริพระชันษาได้ 42 ชันษา 5 เดือน มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง[14]

กองทัพเรือไทยได้ถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น "วันอาภากร"

มวยไทย[แก้]

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นผู้มีความสามารถด้านมวยไทย และในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นผู้ฝึกสอนให้กับนักมวยต่างจังหวัด ทั้ง นายทับ จำเกาะ, นายยัง หาญทะเล, นายตู้ ไทยประเสริฐ และนายพูน ศักดา ซึ่งเป็นนักมวยที่มีฝีมือชาวโคราช[15]

งานศิลปะ[แก้]

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ยังมีความสามารถในด้านศิลปะ โดยพระองค์ได้ทรงเขียนภาพพุทธประวัติไว้ที่ผนังโบสถ์ของวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท อันเป็นภาพเหตุการณ์ที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงพบปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงปรากฏสืบมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผลงานที่มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง[16]

งานพระนิพนธ์[แก้]

  • เพลงดอกประดู่ (เพลงสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย)
  • เพลงเดินหน้า (เดิมแบ่งเป็น 2 เพลง ชื่อ "เกิดมาทั้งทีมันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น" และ "เกิดมาทั้งทีมันก็มีอยู่แต่ทุกข์ภัย") สันนิษฐานว่าทรงพระนิพนธ์ขึ้นในช่วงที่ทรงออกจากราชการในสมัยต้นรัชกาลที่ 6
  • เพลงดาบของชาติ ทรงพระนิพนธ์ไว้เป็นโคลงสี่สุภาพ
  • เพลงสรรเสริญพระบารมี สำนวนขับร้องของทหารเรือ (ขึ้นต้นว่า "ข้าวรพุทธเจ้า เหล่ายุทธพลนาวา...")
  • พระคัมภีร์ อติสาระวรรค โบราณะกรรม และปัจจุบันนะกรรม เป็นสมุดข่อยตำราแพทย์ไทยแผนโบราณที่ทรงเขียนด้วยพระองค์เองเมื่อ พ.ศ. 2458

ชีวิตส่วนพระองค์[แก้]

ทางด้านชีวิตส่วนพระองค์ อภิเษกสมรสกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ กรุณาพระราชทานน้ำสังข์ในพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง แต่ในภายหลัง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ ทรงน้อยพระทัยพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ และปลงชีพพระองค์เองด้วยยาพิษ[17]

พระโอรสพระธิดา[แก้]

ตราประจำราชสกุลอาภากร

พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ มีพระโอรสและพระธิดา ดังนี้: [18][19]

ประสูติแต่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์
  1. หม่อมเจ้าเกียรติอาภากร อาภากร ประสูติและถึงชีพิตักษัยในวันเดียวกัน ประมาณปี พ.ศ. 2446
  2. พลโท พลเรือโท พลอากาศโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา (24 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 - 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2489) เสกสมรสกับกอบแก้ว วิเศษกุล (หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา)
  3. พลอากาศโท หม่อมเจ้ารังษิยากร อาภากร (11 สิงหาคม พ.ศ. 2449 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2508) เสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์หญิงไพเราะ กฤดากร
    1. หม่อมราชวงศ์หญิงทิพไพเราะ อาภากร สมรสกับ สุคนธ์ ศรโชติ
      1. อรทิพย์ ศรโชติ สมรสกับ กฤษณ์ วสีนนท์
        1. นีติบุตร วสีนนท์
      2. รวคนธ์ ศรโชติ
      3. ภัทเรก ศรโชติ
    2. หม่อมราชวงศ์หญิงดารณี อาภากร สมรสกับ วิบูลย์ วัฒนายากร
      1. สลีลา วัฒนายากร
      2. สิทธิ วัฒนายากร
ประสูติแต่หม่อมกิม อาภากร ณ อยุธยา
ธิดานายตั๊น ซุ่นเพียว
  1. หม่อมเจ้าจารุพัตรา อาภากร (29 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2516) มีพระนามลำลองว่าท่านหญิงใหญ่ ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์เพื่อเสกสมรสกับหลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย)
    1. อาภา ศุภชลาศัย สมรสกับ หม่อมราชวงศ์สุทธิสวาสดิ์ กฤดากร
      1. หม่อมหลวงหญิงลักษสุภา กฤดากร สมรสกับ เข็มชัย รสานนท์ และ กอบศักดิ์ ชุติกุล
        1. อาภาสิริ ชุติกุล
        2. ถิร ชุติกุล
    2. ภากร ศุภชลาศัย สมรสกับ อัจฉรา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
      1. ดรุษา ศุภชลาศัย
    3. จารุพันธุ์ ศุภชลาศัย สมรสกับ ดุษณี วสุธาร
      1. จาตุรนต์ วสุธาร
      2. พลวิตร วสุธาร
      3. ภูวดล วสุธาร
    4. พรศุภศรี ศุภชลาศัย สมรสกับ ศรีศักดิ์ จามรมาน
      1. ศุภศรี จามรมาน
      2. ศรีพร จามรมาน
    5. พัตราพร ศุภชลาศัย สมรสกับ ธนชัย จารุศร
      1. วรพัตร จารุศร
      2. วรา จารุศร
      3. ไปรยดา จารุศร
  2. หม่อมเจ้าเริงจิตร์แจรง อาภากร (7 มิถุนายน พ.ศ. 2448 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2536) มีพระนามลำลองว่าท่านหญิงปุ๊ เสกสมรสกับหม่อมเจ้าไขแสงรพี รพีพัฒน์ และต่อมาทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์เพื่อทำการเสกสมรสกับพระจักรานุกรกิจ (วงศ์ สุจริตกุล)
    1. หม่อมราชวงศ์หญิงเติมแสงไข รพีพัฒน์ สมรสกับปรีดา กรรณสูต
      1. รุจน์ กรรณสูต
      2. จรัลธาดา กรรณสูต
      3. แสงสูรย์ กรรณสูต
      4. ดาลัด กรรณสูต
  3. หม่อมเจ้าสุคนธ์จรุง อาภากร (3 ธันวาคม พ.ศ. 2449 - 2 มีนาคม พ.ศ. 2451) มีพระนามลำลองว่าท่านหญิงน้อย
หม่อมแฉล้ม อาภากร ณ อยุธยา
ธิดานายเต็กสิน
  1. หม่อมเจ้าศิริมาบังอร อาภากร (6 มิถุนายน พ.ศ. 2447 - 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518) มีพระนามลำลองว่าท่านหญิงเล็ก ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์เพื่อทำการสมรสกับสถาพร เหรียญสุวรรณ
  2. พันเอก หม่อมเจ้าดำแคงฤทธิ์ อาภากร (24 ตุลาคม พ.ศ. 2448 - 9 กันยายน พ.ศ. 2505) มีพระนามลำลองว่าท่านชายบ๋วย เสกสมรสกับหม่อมอรุณ สารสิน
    1. หม่อมราชวงศ์สิทธิ อาภากร สมรสกับ คมขำ วุฒิยากร
      1. หม่อมหลวงวัลวรา อาภากร
      2. หม่อมหลวงภาสกร อาภากร
      3. หม่อมหลวงจิราภา อาภากร
    2. หม่อมราชวงศ์อิทธินันท์ อาภากร สมรสกับ สุภาวดี แพ่งสภา
      1. หม่อมหลวงจักราภา อาภากร
      2. หม่อมหลวงปรมาภา อาภากร
      3. หม่อมหลวงพลภา อาภากร
    3. หม่อมราชวงศ์อภิเดช อาภากร สมรสกับ กอบกุล รัตนสุวรรณ
      1. หม่อมหลวงพงศ์อาภา อาภากร
      2. หม่อมหลวงพิมพ์อาภา อาภากร สมรสกับนายพงศธร เสสะเวช บุตรหม่อมราชวงศ์จิยากร อาภากร
ประสูติแต่หม่อมเมี้ยน อาภากร ณ อยุธยา
ธิดาหลวงพรหมภักดี เป็นพี่สาวของหม่อมแจ่ม
  1. เรือเอก หม่อมเจ้าสมรบำเทอง อาภากร (19 พฤษภาคม พ.ศ. 2448 - 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2473) มีพระนามลำลองว่าท่านชายขรัว
ประสูติแต่หม่อมช้อย อาภากร ณ อยุธยา (สกุลเดิม : วิจิตรานุช)
ธิดาหลวงอำนาจณรงค์ราญ (ปุย วิจิตรานุช)
  1. พลเรือเอก หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร (22 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509) มีพระนามลำลองว่าท่านชายน่วม เสกสมรสกับหม่อมเจ้าดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า รพีพัฒน์
    1. หม่อมราชวงศ์ชายไม่ปรากฏนาม
    2. หม่อมราชวงศ์หญิงทิพภากร อาภากร สมรสกับหม่อมราชวงศ์วิบูลย์เกียรติ วรวรรณ
      1. หม่อมหลวงเกียรติกร วรวรรณ
      2. หม่อมหลวงสุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ
    3. หม่อมราชวงศ์ชายไม่ปรากฏนาม
    4. หม่อมราชวงศ์ชายไม่ปรากฏนาม
    5. หม่อมราชวงศ์พรระพี อาภากร สมรสกับ อุมาพร ศุภสมุทร
      1. หม่อมหลวงพงศ์ระพีพร อาภากร
ประสูติแต่หม่อมแจ่ม อาภากร ณ อยุธยา
ธิดาหลวงพรหมภักดี เป็นน้องสาวของหม่อมเมี้ยน
  1. หม่อมเจ้ารุจยากร อาภากร (19 เมษายน พ.ศ. 2459 - 30 ตุลาคม พ.ศ. 2549) มีพระนามลำลองว่าท่านชายตุ้น เสกสมรสกับปอง สุขุม, มานิดา โมชดารา และ จิริณี พหิธานุกร
    1. หม่อมราชวงศ์รุจยา อาภากร สมรสกับ น้ำเพ็ชร พานิชพันธ์
    2. หม่อมราชวงศ์หญิงจิยากร อาภากร สมรสกับ พยุงศักดิ์ เสสะเวช
      1. สุรศักดิ์ เสสะเวช
      2. พงศธร เสสะเวช
    3. หม่อมราชวงศ์รุจยาภา อาภากร
    4. หม่อมราชวงศ์รุจยารักษ์ อาภากร
ประสูติแต่ หม่อมลินจง อาภากร ณ อยุธยา (สกุลเดิม : บุนนาค)[20]
ธิดาพระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) กับ คุณหญิงลิ้นจี่ (ซึ่งหม่อมลินจง บุนนาคได้รู้จักคุ้นเคยกับพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ตั้งแต่ครั้งยังทรงประทับอยู่ต่างประเทศ) โดยหม่อมลินจงเป็นพระญาติกับเจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 เจ้าจอมมารดาของเสด็จในกรม [21] ซึ่งหม่อมลินจงอาจมีอีกนามหนึ่งว่าหม่อมเดซี่[22] เนื่องจากเป็นสตรีซึ่งทรงเคยรู้จักสนิทสนมมาตั้งแต่ประทับอยู่ต่างประเทศเช่นกัน

พระเกียรติยศ[แก้]

พระอิสริยยศ[แก้]

  • พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 - 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447)
  • พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 - 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453)
  • พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463)
  • พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463 - 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478)

ภายหลังการสิ้นพระชนม์

  • พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 - ปัจจุบัน)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ในประเทศ[แก้]

พระองค์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของตระกูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้[13]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ[แก้]

พระราชสมัญญานาม[แก้]

ราชตระกูล[แก้]

พระราชตระกูลในสามรุ่นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
พระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระอัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
หม่อมน้อย
พระชนนี:
เจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5
พระอัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ท่านผู้หญิงกลิ่น
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ท่านผู้หญิงอิ่ม
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่มีข้อมูล
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่มีข้อมูล

อ้างอิง[แก้]

  1. [ประกาศกองทัพเรือ 11 กุมภาพันธ์ 2536]
  2. [ประกาศกองทัพเรือ 19 เมษายน 2544]
  3. เจนจบ ยิ่งสุมล. (ตุลาคม 2553). ๑๓๐ ปี ไม่มีวันตาย พลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. สำนักพิมพ์ DK พับลิชิ่ง. ISBN 978-616-7327-07-5. หน้า 123
  4. เจนจบ ยิ่งสุมล. (ตุลาคม 2553). ๑๓๐ ปี ไม่มีวันตาย พลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. สำนักพิมพ์ DK พับลิชิ่ง. ISBN 978-616-7327-07-5. หน้า 125
  5. เจนจบ ยิ่งสุมล. (ตุลาคม 2553). ๑๓๐ ปี ไม่มีวันตาย พลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. สำนักพิมพ์ DK พับลิชิ่ง. ISBN 978-616-7327-07-5. หน้า 137
  6. พระราชทานสัญญาบัตรทหารเรือ
  7. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรมและตั้งเจ้าพระยา (สถาปนาพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงษ์ ขึ้นเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์), เล่ม ๒๑, ตอน ๓๔, ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗, หน้า ๖๐๘
  8. เวนิสา เสนีวงศ์ฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2 (2545). กรมหลวงชุมพรฯ พระบิดาทหารเรือไทย. ISBN 974-89509-6-4. หน้า 75-76
  9. แจ้งความกระทรวงทหารเรือ
  10. แจ้งความกระทรวงทหารเรือ
  11. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนกรม ตั้งกรมและตั้งเจ้าพระยา, เล่ม ๓๗, ตอน ๐ก, ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๓, หน้า ๒๘๙
  12. ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ จันทวิรัช เรื่องย่อย พระนามของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ, พ.ศ. 2546, หน้า 138-139
  13. 13.0 13.1 ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวสิ้นพระชนม์, เล่ม ๔๐, ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖, หน้า ๕๖๑
  14. ราชกิจจานุเบกษา,การพระเมรุท้องสนามหลวงเล่ม 40, ตอน ง, 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466, หน้า 4101
  15. สมบัติ สวางควัฒน์. (2554). ย้อนตำนานแวดวงมวยไทย จากอดีตถึงปัจจุบัน. สำนักพิมพ์ ก้าวแรก. ISBN 978-616-7446-13-4. หน้า 165-166
  16. เวนิสา เสนีวงศ์ฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2 (2545). กรมหลวงชุมพรฯ พระบิดาทหารเรือไทย. ISBN 974-89509-6-4. หน้า 70
  17. เวนิสา เสนีวงศ์ฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2 (2545). กรมหลวงชุมพรฯ พระบิดาทหารเรือไทย. ISBN 974-89509-6-4. หน้า 39-40
  18. กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี, หม่อมราชวงศ์. สายพระโลหิตในพระพุทธเจ้าหลวง. กรุงเทพฯ : ดีเอ็มดี, พ.ศ. 2551. 290 หน้า. ISBN 978-974-312-022-0
  19. เจฟฟรี่ ไฟน์สโตน, จุฬาลงกรณราชสัตติวงศ์ พระบรมราชวงศ์แห่งประเทศไทย, พ.ศ. 2532, ISBN 974-8356-90-6 หน้า 406-411
  20. [1]
  21. ธนกร พันธ์บุญเกิด. 108 เทพแห่งสรวงสวรรค์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โอม ชุมพร จุติ, หนังสือชุด ๑๓๓ year พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. กรุงเทพฯ : บริษัท เฟิสท์พ้อย กราฟิกดีไซน์ จำกัด, มิถุนายน พ.ศ. 2545. 266 หน้า. หน้า 33.
  22. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. เจ้าฟ้า เจ้าชายในพระพุทธเจ้าหลวง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, พ.ศ. 2559. 296 หน้า. หน้า 98. ISBN 978-974-02-1462-5
  23. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา, เล่ม ๑๗,ตอน ๑๘, ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๓, หน้า ๒๑๔
  24. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ต่างประเทศ

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ถัดไป
จอมพลเรือ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช 2leftarrow.png ทำการแทนเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
(13 ตุลาคม พ.ศ. 2465 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2465)
2rightarrow.png นายพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
นายพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา 2leftarrow.png เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
(1 เมษายน พ.ศ. 2466 - 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466)
2rightarrow.png นายพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา