ข้ามไปเนื้อหา

โกศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเบญจาประดิษฐานพระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตีพิมพ์ในหนังสือ "Description du Royaume Thai ou Siam" (ตีพิมพ์ภาษาไทยในชื่อ "เล่าเรื่องกรุงสยาม") ของบาทหลวงฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1854 (พ.ศ. 2397)
พระโกศพระบรมอัฐิ (ปกติมักสร้างโดยจำลองแบบมาจากพระโกศทรงพระบรมศพ)

พระบรมโกศ , พระโกศ และ โกศ คือโลงสำหรับใส่พระบรมศพ พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และพระบรมวงศ์ กับโกศที่พระราชทานสำหรับศพข้าราชการผู้มีบรรดาศักดิ์สูง ตามคตินิยมของพราหมณ์ที่เชื่อว่า ต้องตั้งพระบรมศพ ,พระศพ และ ศพที่มีบรรดาศักดิ์สูง ในท่ายืน, นั่ง, คุกเข่า หรือกอดเข่าประสานมือ เพื่อส่งดวงพระวิญญาณ /วิญญาณกลับสู่สรวงสวรรค์[1][2] ในสมัยปัจจุบันโกศมักจะเป็นเพียงเครื่องยศเท่านั้นเพราะส่วนมากจะเชิญลงหีบ[ต้องการอ้างอิง]

ประเภท

[แก้]

พระโกศเป็นภาชนะเครื่องสูงมีรูปทรงเป็นกรวยมียอดแหลม อาจแยกตามวัตถุประสงค์การใช้งานเป็น 2 ประเภทคือ พระโกศสำหรับทรงพระบรมศพหรือพระศพ และ พระโกศพระบรมอัฐิหรือพระอัฐิ ซึ่งพระโกศพระบรมศพมี 2 ชั้น คือชั้นนอกเรียกว่า "ลอง" ทำด้วยโครงไม้หุ้มทองปิดทอง ประดับกระจกอัญมณี และ ชั้นใน เรียก "โกศ" ทำด้วยเหล็ก ทองแดงหรือเงิน ปิดทอง ลองชั้นนอกใช้ประกอบปิดโครงชั้นในสำหรับลอง หรือ พระลอง ที่ประดับอยู่ภายนอกของโกศ ต่อมานิยมเรียกพระลอง เป็นพระโกศแทน จนเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เช่น เรียกพระลองทองใหญ่ ว่าพระโกศทองใหญ่ เป็นต้น[3]

พระโกศและโกศแบ่งตามลำดับยศมีอยู่ 14 อย่าง ดังนี้[1]

ลำดับ ชื่อเรียก ใช้กับ ผู้โปรดให้สร้าง ครั้งแรก ลักษณะ
ลำดับที่ 1พระโกศทองใหญ่- พระมหากษัตริย์
- พระอัครมเหสี
- พระยุพราช / สยามมกุฎราชกุมาร / สยามบรมราชกุมารี

- พระบรมราชชนก / พระบรมราชชนนี

- พระบรมราชวงศ์ที่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นพิเศษ

รัชกาลที่ 1ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ทรง 8 เหลี่ยม หุ้มด้วยทองคำตลอดองค์ ประดับดอกไม้เอว ฝายอดมงกุฎ มีดอกไม้เพชรพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับยอด มีดอกไม้ไหวประดับชั้นฝาพระโกศ และฝาพระโกศประดับเฟื่องและพู่เงิน
ลำดับที่ 2พระโกศทองรองทรง (พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 5)
(นับเสมอพระโกศทองใหญ่)
- พระมหากษัตริย์
- พระอัครมเหสี
- พระยุพราช/ สยามมกุฎราชกุมาร / สยามมกุฎราชกุมารี - พระบรมราชชนก / พระบรมราชชนนี
- พระบรมราชวงศ์ที่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นพิเศษ
รัชกาลที่ 5ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ทรง 8 เหลี่ยม หุ้มด้วยทองคำตลอดองค์ ฝายอดมงกุฎ
ลำดับที่ 3พระโกศทองเล็ก- สมเด็จเจ้าฟ้า
(ชั้นเอก)
รัชกาลที่ 5ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรง 8 เหลี่ยม หุ้มด้วย ทองคำทั้งองค์
ลำดับที่ 4พระโกศทองน้อย- สมเด็จเจ้าฟ้า (ชั้น โท - ตรี)

- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้า (กรมพระยา)

- สมเด็จพระสังฆราชเจ้า

รัชกาลที่ 4ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ทรง 8 เหลี่ยม ยอดมงกุฎปิดทองทองประดับกระจก มีดอกไม้เพชรพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับยอดพระโกศ และฝาพระโกศประดับเฟื่องและพู่เงิน
ลำดับที่ 5พระโกศกุดั่นใหญ่- สมเด็จพระสังฆราช รัชกาลที่ 1ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ทรง 8 เหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑปปิดทองล่อง ชาดประดับ
ลำดับที่ 6พระโกศกุดั่นน้อย- พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

- ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง

- ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์

- ขุนนางชั้น สมเด็จเจ้าพระยา หรือ เทียบเท่า

รัชกาลที่ 1ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ทรง 8 เหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑปปิดทองประดับกระจกสี
ลำดับที่ 7พระโกศมณฑปใหญ่- พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าขึ้นไป หรือ ทรงกรม รัชกาลที่ 4ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรง 4 เหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑปปิดทองประดับกระจกสี ลองในเป็นสี่เหลี่ยม
ลำดับที่ 8พระโกศมณฑปน้อย- พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้า

- ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฐมจุลจอมเกล้า

- ประธานองคมนตรี / องคมนตรี ที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง

- ขุนนางชั้น เจ้าพระยา (ชั้น สุพรรณบัฎ) หรือ เทียบเท่า

รัชกาลที่ 4ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรง 4 เหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑปปิดทองประดับกระจกสี
ลำดับที่ 9พระโกศไม้สิบสอง- พระองค์เจ้าฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล / สถานภิมุข
- นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง
- สมเด็จพระราชาคณะ
- ขุนนางชั้นเจ้าพระยา (ชั้นสัญญาบัฎ / หิรัญบัฎ) หรือ เทียบเท่า
รัชกาลที่ 1ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายย่อมุม ทรงพระศพหักเหลี่ยมทรงไม้สิบสอง ฝายอดทรงมงกุฎปิดทอง ประดับกระจกสี
ลำดับที่ 10พระโกศราชวงศ์
(มีอีกชื่อว่าพระโกศพระองค์เจ้า

เดิมเรียกว่า

โกศลังกา)

- พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
- หม่อมเจ้า ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ขึ้นไป / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทุติยจุลจอมเกล้า
รัชกาลที่ 4ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรง 4 เหลี่ยม ฝายอดทรงชฎาพอกปิดทองล่องชาดประดับ ลองในเป็น 4 เหลี่ยมสีขาวคล้ายหีบศพตั้งขึ้น มีฝาเป็นยอด
ลำดับที่ 11โกศราชนิกุล- ราชสกุล / ราชินิกุล ที่ได้รับพระราชทาน โกศโถ ให้เปลี่ยนมารับพระราชทาน โกศราชนิกุล แทนรัชกาลที่ 4ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรง 4 เหลี่ยม ตัดมุมผ่าทรงชฎาปิดทองประดับกระจกสี
ลำดับที่ 12โกศเกราะ- ผู้ที่ได้รับพระราชทานโกศโถ / โกศแปดเหลี่ยม แต่ มีรูปร่างใหญ่

มิสามารถลงลองสามัญได้ ก็ให้ใช้ โกศเกราะ แทน

รัชกาลที่ 4มีขนาดใหญ่ มีลวดลายเกราะรัด
ลำดับที่ 13โกศแปดเหลี่ยม- พระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง

- คุณท้าวนางสนองพระโอษฐ์

- เจ้าจอมมารดา

- หม่อมเจ้าที่ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถ้าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโกศจะได้รับพระราชทาน โกศแปดเหลี่ยม

- ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก / ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

- ขุนนางชั้น พระยาพานทอง หรือ เทียบเท่า

รัชกาลที่ 1ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรง 8 เหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑป ปิดทองล่องชาด ประดับกระจกสี
ลำดับที่ 14โกศโถ- พระราชาคณะชั้นธรรม

- ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาวชิรมงกุฎ / ทุติยจุลจอมเกล้า

- ขุนนางชั้น พระยา หรือ เทียบเท่า

รัชกาลที่ 1ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายรูปกลม ฝายอดปริก ปิดทองประดับกระจก
* แต่เดิม ขุนนางชั้น เจ้าพระยา จะได้รับพระราชทาน โกศแปดเหลี่ยม แต่เปลี่ยนมาพระราชทานโกศไม้สิบสอง กับ โกศมณฑป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

แม้พระโกศ/โกศ มีการแบ่งลำดับตามฐานันดรศักดิ์อย่างชัดเจน แต่บางครั้งอาจมีการเลื่อนลำดับชั้นให้สูงขึ้นได้ ตามแต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อาทิ

สำหรับพระโกศทองใหญ่ ซึ่งถือเป็นพระโกศที่ประกอบ พระอิสริยยศ ตามธรรมเนียมการประดับตกแต่งพระโกศ มีความลดหลั่นกันเป็นหลายชั้นตามพระเกียรติยศ พระบรมศพ หรือพระศพ[9]

ประวัติ

[แก้]
โกศโถซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเป็นเกียรติยศแก่ศพพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) บนศาลาการเปรียญวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (พ.ศ. 2554)

การใช้โกศบรรจุพระบรมศพ พระศพ และ ศพขุนนางชั้นผู้ใหญ่มีธรรมเนียมทำกันมานานแล้ว โกศนั้นมีชั้นเชิงแตกต่างกัน การที่ไทยใช้โกศนี้ไม่มีผู้ใดทราบว่าเริ่มแต่สมัยใด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตรัสเล่าให้ว่า "น่าจะเป็นแต่สมัยที่ไทยโบราณยังเป็นชนที่ไม่มีถิ่นประจำและเร่ร่อนอยู่ จึงต้องเอาศพของพ่อเมืองขึ้นเกวียนไปด้วย และตั้งในเกวียนตั้งตามแบบโกศง่ายกว่าหีบยาว ๆ" การใช้โกศในไทยปรากฏหลักฐานชัดเจนในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงการออกพระเมรุมาศและการบรรจุพระโกศอัฐิในวัดพระศรีสรรเพชญ์[10] ซึ่งโกศทั้งหลายเหล่านั้น น่าจะถูกทำลายตั้งแต่ครั้งการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 หมดแล้ว ส่วนโกศที่เก่าที่สุดที่พบอายุประมาณสมัยกรุงธนบุรี[11] และจากตำนานพระโกศทั้งปวงนี้ตามพงศาวดารบ้าง บอกเล่าบ้าง สันนิษฐานเอาบ้าง เรียงลำดับตามอายุดังนี้[12]

ที่ 1 โกศแปดเหลี่ยม มีอยู่ 4 โกศ มีโกศหนึ่งที่เก่าแก่มาก ไม่ทราบว่าสร้างเมื่อใด มีลวดลาย เป็นอย่างเดียวกับช่างครั้งรัชกาลที่ 1 แต่ฝีมือทำนั้นหยาบมาก ด้วยเหตุที่เวลาว่างการทัพศึกมีน้อย และโกศแปดเหลี่ยมนี้ มีลักษณะอย่างเดียวกันกับพระโกศกุดั่น ที่ปรากฏว่าสร้างครั้งแรกในรัชกาลที่ 1 แต่โกศแปดเหลี่ยมมีมาอยู่ก่อนหน้าแล้ว เข้าใจว่าโกศแปดเหลี่ยมนี้เก่าแก่กว่าโกศอื่นทั้งหมด ด้วยทำยอดเป็นหลังคา ที่แปลงมาจามเหมตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า (โกศที่เก่าแก่ที่สุด) ส่วนอีก 3 โกศนั้น สันนิษฐานว่าทำราวรัชกาลที่ 3 หรือ 4 อีกโกศหนึ่งกรมหมื่นปราบปรปักษ์ทำขึ้นในรัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบศพหม่อมแม้น ในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ครั้งแรก อีกโกศหนึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ ขอพระบรมราชานุญาตทำถวายในรัชกาลนี้ ใช้ประกอบศพเจ้าจอมมารดาสังวาล เป็นครั้งแรก

ที่ 2 โกศโถ มีอยู่ 2 โกศ โกศหนึ่งนั้นเก่ามากลวดลายและฝีมือเหมือนกับโกศแปดเหลี่ยมใบเก่า ใช้มาแต่รัชกาลที่ 1 แล้ว ซึ่งน่าจะประกอบกับฝีมือที่ทำรุ่นเดียวกับโกศแปดเหลี่ยม แต่ทำที่หลังโกศแปดเหลี่ยม ในปัจจุบันใช้สำหรับพระราชทานพระราชาคณะและข้าราชการที่มีบรรดาศักดิ์ ได้รับพระราชทานโกศเป็นชั้นต้น อีกโกศหนึ่งทำขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการเป็นผู้ทำ โดยรับสั่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์

พระโกศกุดั่นใหญ่ประกอบพระอิสริยยศซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเป็นเกียรติยศแก่พระศพ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร (พ.ศ. 2558)

ที่ 3 พระโกศกุดั่น 2 พระโกศ สร้างในรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2342) ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ และมีการเล่าขานกันว่าพระโกศองค์หนึ่งชำรุดไป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงค้นได้มาแต่ตัวพระโกศ จึงทรงทำฝาและฐานใหม่ประกอบเข้า เรียกพระโกศองค์นี้ว่า "กุดั่นใหญ่" ส่วนอีกองค์หนึ่งที่สร้างในรัชกาลที่ 1 ที่ไม่ชำรุดเรียก "กุดั่นน้อย" และถือว่าพระโกศกุดั่นใหญ่เกียรติยศสูงกว่าพระโกศกุดั่นน้อย

ที่ 4 พระโกศไม้สิบสอง มีตำนานว่าสร้างในรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2346) ทรงพระบรมศพ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ลอกทองจากพระโกศกุดั่นที่หุ้มไว้แต่เดิม มาหุ้มพระโกศไม้สิบสองแทน นำออกใช้ครั้งแรกประดิษฐานพระโกศไม้สิบสองในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

ที่ 5 พระโกศทองใหญ่ สร้างในรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2351) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้รื้อทองที่หุ้มกระโกศกุดั่นมาทำพระโกศทองใหญ่ขึ้นไว้ สำหรับพระบรมศพของพระองค์ แต่เมื่อ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระอาลัยมาก จึงโปรดฯให้เชิญพระโกศทองใหญ่ไปประกอบพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพเป็นครั้งแรก และเป็นประเพณีในรัชกาลต่อมา ที่พระราชทานพระโกศทองใหญ่ให้ทรงพระศพอื่นเป็นพิเศษนอกจากพระบรมศพ[13]

ที่ 6 พระโกศพระองค์เจ้า มีอยู่ 2 พระโกศ เรียกกันแต่แรกว่าโกศลังกา สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริให้สร้าง แต่ครั้งยังผนวช เป็นลองสี่เหลี่ยมหุ้มผ้าขาว ยอดเป็นฉัตรระบายผ้าขวา ทรงพระศพพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ (ก่อนมีพระโกศมณฑปน้อย) ต่อมาโกศนี้ สำหรับทรงพระศพพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ จึงทรงคิดทำประกอบนอกขึ้น และกรมหมื่นปราบปรปักษ์ทำเติมขึ้นใหม่อีกพระโกศหนึ่ง

ไฟล์:พระโกศ พระนางเจ้าสุวัทนา.jpg
พระโกศทองน้อยประดิษฐานพระศพ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร (พ.ศ. 2528)

ที่ 7 พระโกศทองน้อย สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394) โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ โปรดให้สร้างขึ้น สำหรับทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาผลัดพระโกศทองใหญ่ ไปตั้งในงานอื่น พระโกศทองน้อยนี้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) สร้างเมื่อในรัชกาลที่ 5 อีกองค์หนึ่ง พระโกศทองน้อย ใช้ทรงพระศพ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นองค์ล่าสุด

ที่ 8 พระโกศมณฑปน้อย สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ 4 โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ พระโกศนี้หุ้มทองคำเฉพาะงาน

ที่ 9 พระโกศมณฑปใหญ่ สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2406) โดยกรมขุนราชสีหวิกรม เอาแบบมาแต่พระโกศมณฑปน้อย ทรงพระศพกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ด้วยเหตุที่กรมพระพิทักษ์เทเวศร์พระรูปใหญ่โต พระศพลงลองพระโกศสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยมขึ้นโดยเฉพาะ พระโกศมณฑปใหญ่นี้ต่อมาสร้างขึ้นอีกองค์หนึ่ง แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ทราบแน่

ที่ 10 โกศเกราะ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2406) สำหรับศพเจ้าพระยานิกรบดินทร ด้วยท่านอ้วน ศพลงลองสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยม เรียกว่า "โกศเกราะ" เพราะลายสลักเป็นเกราะรัด

ที่ 11 โกศราชนิกุล โปรดฯ ให้กรมขุนราชสีหวิกรมสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2406) พระราชทานให้ประกอบศพพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) ท่านแรก

ที่ 12 พระโกศทองเล็ก โปรดฯ ให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2430) ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ เป็นทีแรก แล้วได้ใช้ทรงพระศพเจ้านายต่อมา

ที่ 13 พระโกศทองรองทรง โปรดฯ ให้กรมหมื่นปราปรปักษ์สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2443) พระโกศองค์นี้นับเหมือนพระโกศองค์ใหญ่ สำหรับใช้แทนที่พระโกศทองน้อย เวลาที่จะต้องหุ้มทองคำ เพื่อจะไม่ให้ต้องหุ้มเข้าและรื้อออกบ่อย ๆ

สถานที่ที่ตั้งโกศ

[แก้]

เมื่อบรรจุพระศพลงพระโกศตามลำดับชั้นของโกศแล้ว จึงจะเชิญพระโกศทรงพระศพ ขึ้นประดิษฐานบนสถานที่ต่าง ๆ ตามพระอิสริยยศและเกียรติยศของโกศนั้น ๆ เป็นสำคัญ โดยแบ่งเป็นการประดิษฐานพระศพภายในพระบรมมหาราชวัง และ การประดิษฐานพระศพนอกพระบรมมหาราชวัง โดยการประดิษฐานในพระราชวังแต่เดิมจะประดิษฐานบนพระแท่นสุวรรณเบญจดลภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หอธรรมสังเวช หอนิเพธพิทยา หออุเทศทักษิณา

ต่อมาในรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อหอทั้งสามลงแล้วไปปลูกใหม่บริเวณริมกำแพงแก้ว โดยในปัจจุบันการประดิษฐานพระศพจะประดิษฐานบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ศาลาสหทัยสมาคม (สำหรับพระศพ/ศพพิเศษ) โดยไม่ได้ประดิษฐานพระศพบนหอต่างๆ อีก แต่จะเชิญออกไปประดิษฐานยังพระที่นั่งหรือศาลาอื่นแทน อาทิ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลามรุพงษ์ ศาลาบัณรศภาคย์ ฯลฯ โดยพระศพที่ประดิษฐานบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทจะประดิษฐานเฉพาะพระบรมศพของสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช และพระศพเจ้านายฝ่ายในเท่านั้น เว้นแต่ พระบรมศพของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ส่วนการประดิษฐานพระศพนอกพระราชวังนั้น จะเป็นเจ้านายฝ่ายหน้าเสียส่วนใหญ่และจะเป็นเจ้านายที่ออกวังไปแล้วหากเจ้านายฝ่ายในบางพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ยังวังของเจ้าพี่-เจ้าน้องก็อาจจะพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานพระศพยังวังนั้นๆ ได้เช่นกัน แต่ละสถานที่จะมีลำดับเกียรติต่างกัน ดังนี้

ลำดับ สถานที่ พระอิสริยยศ ที่ตั้งของสถานที่ ชั้นแท่นแว่นฟ้า
ลำดับที่ 1พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทพระมหากษัตริย์
พระอัครมเหสี
สมเด็จพระยุพราช
พระบรมวงศ์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเป็นพิเศษ
พระบรมมหาราชวัง5 ชั้น
ลำดับที่ 2พระที่นั่งในพระราชวังพระมเหสี
สมเด็จเจ้าฟ้า
พระราชวังดุสิต5 ชั้น
ลำดับที่ 3พระที่นั่งทรงธรรมสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
ผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเป็นพิเศษ
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร3 ชั้น
ลำดับที่ 4หอธรรมสังเวช หอนิเพธพิทยา หออุเทศทักษิณาสมเด็จเจ้าฟ้า
พระองค์เจ้า
พระบรมมหาราชวัง3 ชั้น
ลำดับที่ 4วังต่าง ๆเจ้านายฝ่ายหน้าที่ออกวังไปแล้ว
ฝ่ายในที่ทรงโปรดเกล้าพระราชทานเป็นพิเศษ
วัง3 ชั้น
ลำดับที่ 5ศาลาสหทัยสมาคมสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ทรงกรม
พระราชวงศ์ใกล้ชิด
เสนาบดีที่เป็นราชสกุล
พระบรมมหาราชวัง3 ชั้น
ลำดับที่ 5ศาลามรุพงษ์พระนางเธอ ลักษมีลาวัณวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร3 ชั้น
ลำดับที่ 6ศาลาบัณณรศภาคผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น ปฐมจุลจอมเกล้า , องคมนตรี , นายกรัฐมนตรี และ ผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นพิเศษวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารชั้นเดียว
ลำดับที่ 6ศาลาภานุรังษีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารชั้นเดียว

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 ตำนานพระโกศ
  2. เล่าขานโบราณราชประเพณี เรื่องการพระราชพิธี พระศพ เก็บถาวร 2008-01-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน thairath.co.th
  3. พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ เล่าขาน...งานพระเมรุ. (กรุงเทพฯ : บันทึกสยาม, 2539) น.10-11
  4. สมภพ ภิรมย์, พลเรือตรี. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยรัตนโกสินทร์. น.33
  5. เชิญพระโกศทองน้อยประดิษฐานพระศพ “สมเด็จพระสังฆราช”
  6. ปีย์ มาลากุล, หม่อมหลวง. "ระเบียบการศพ," ในตำนานพระโกศและหีบบรรดาศักดิ์ ระเบียบการศพ และคำเตือนการปฏิบัติราชการในราชสำนัก. น.35.
  7. หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 น.10
  8. ปีย์ มาลากุล, หม่อมหลวง. "ระเบียบการศพ," น.35
  9. หนังสือพระราชทานในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร เก็บถาวร 2008-11-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน posttoday.com
  10. นนทพร มั่งมี. "ท้ายจระนำ-ปราสาทจัตุรมุขในวัดพระศรีสรรเพชญ์," ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 28 ฉบับที่ 5 (มีนาคม 2550) หน้า 42-47
  11. คือโกศแปดเปลี่ยมและโกศโถ อาจถูกสร้างในสมัยกรุงธนนบุรี ดูรายละเอียดใน กรมพระสมมตอมรพันธ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์. "เรื่องตำนานพระโกศและหีบบรรดาศักดิ์," ใน ตำนานพระโกศและหีบบรรศักดิ์ระเบียบการศพ และคำเตือนการปฏิบัติราชการในราชสำนัก. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ ทวีวงศ์). (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2524) หน้า 2-3.
  12. ตำนานพระโกศ.
  13. เจ้าชีวิต พระนิพนธ์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]