อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่
![]() | |
เพลงชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน[a]
| |
| เนื้อร้อง | เถียน ฮั่น, 1934 |
|---|---|
| ทำนอง | เนี่ย เอ่อร์, 16 พฤษภาคม 1935 |
| รับไปใช้ |
|
| อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่ | |||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีนตัวย่อ | 义勇军进行曲 | ||||||||||||||||||||||||||
| จีนตัวเต็ม | 義勇軍進行曲 | ||||||||||||||||||||||||||
| พินอิน | Yìyǒngjūn Jìnxíngqǔ | ||||||||||||||||||||||||||
| ความหมายตามตัวอักษร | เพลงเดินขบวนทหารกล้าและทรงธรรม | ||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||
| เพลงเดินขบวนทหารอาสาต่อต้านแมนจูกัวและญี่ปุ่น | |||||||||||||||||||||||||||
| จีนตัวย่อ | 反满抗日义勇军进行曲 | ||||||||||||||||||||||||||
| จีนตัวเต็ม | 反滿抗日義勇軍進行曲 | ||||||||||||||||||||||||||
| พินอิน | Fǎnmǎn Kàngrì Yìyǒngjūn Jìnxíngqǔ | ||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||
| เพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน | |||||||||||||||||||||||||||
| จีนตัวย่อ | 中华人民共和国国歌 | ||||||||||||||||||||||||||
| จีนตัวเต็ม | 中華人民共和國國歌 | ||||||||||||||||||||||||||
| พินอิน |
| ||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||
"อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่" (จีนตัวย่อ: 义勇军进行曲; จีนตัวเต็ม: 義勇軍進行曲; พินอิน: yìyǒngjūnjìnxíngqǔ; จู้อิน: ㄧˋ ㄩㄥˇ ㄐㄩㄣ ㄐㄧㄣˋ ㄒㄧㄥˊ ㄑㄩˇ) เดิมมีชื่อว่า "เพลงเดินขบวนทหารอาสาต่อต้านแมนจูกัวและญี่ปุ่น" (จีนตัวย่อ: 反满抗日义勇军进行曲; จีนตัวเต็ม: 反滿抗日義勇軍進行曲; พินอิน: fǎnmǎnkàngrìyìyǒngjūnjìnxíngqǔ; จู้อิน: ㄈㄢˇ ㄇㄢˇ ㄎㄤˋ ㄖˋㄧˋ ㄩㄥˇ ㄐㄩㄣ ㄐㄧㄣˋ ㄒㄧㄥˊ ㄑㄩˇ)[4][5][6] เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ ค.ศ. 1978 เพลงนี้ต่างจากเพลงชาติจีนในอดีตตรงที่แต่งโดยใช้ภาษาจีนพื้นถิ่นล้วนแทนที่จะใช้ภาษาจีนโบราณ
การบุกครองแมนจูเรียของญี่ปุ่นส่งผลให้ศิลปะและวรรณกรรมแนวชาตินิยมในจีนเฟื่องฟู เพลงนี้ประกอบด้วยเนื้อร้องเดิมที่เถียน ฮั่น นักเขียนบทละครคอมมิวนิสต์ เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1934 แล้วเนี่ย เอ่อร์ นำมาใส่ทำนอง และแอรอน อัฟชาโลมอฟ นำมาเรียบเรียงสำหรับภาพยนตร์ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์เรื่อง Children of Troubled Times (1935)[7] เพลงนี้กลายเป็นเพลงทหารที่มีชื่อเสียงในช่วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง เป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกเหนือจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพลไต้ อันหลาน แห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้กำหนดให้เพลงนี้เป็นเพลงประจำกองพลที่ 200 ซึ่งต่อสู้ในพม่า เพลงนี้ถูกใช้เป็นเพลงชาติชั่วคราวของสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ค.ศ. 1949 แทนที่ "ซานหมินจู่อี้" ของสาธารณรัฐจีนและ "แองเตอร์นาซิอองนาล" ของคอมมิวนิสต์ ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม เถียน ฮั่นถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกจำคุก จนเสียชีวิตในคุกใน ค.ศ. 1968 เพลงนี้ถูกแทนที่อย่างไม่เป็นทางการด้วยเพลง "ตงฟางหง" เป็นเวลาสั้น ๆ แล้วจึงนำกลับมาใช้แต่บรรเลงโดยไม่มีเนื้อร้อง ใน ค.ศ. 1978 เพลงนี้ได้รับการฟื้นฟูสถานะอย่างเป็นทางการด้วยเนื้อร้องที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่เนื้อร้องดั้งเดิมจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1982
ประวัติ
[แก้]
เถียน ฮั่น ประพันธ์เนื้อเพลง "อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่" หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ เพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ใน ค.ศ. 1934[8] เนื้อร้องเป็นบทกวีสองบทจากกวีนิพนธ์ของเขาชื่อ "กำแพงหมื่นลี้" (萬里長城), (义勇军进行曲) ซึ่งตั้งใจแต่งไว้สำหรับละครที่เขากำลังทำอยู่ ณ เวลานั้น[9] หรือเป็นส่วนหนึ่งของบทภาพยนตร์เรื่อง Children of Troubled Times ที่กำลังจะออกฉายของบริษัทเตี้ยนทง[10] ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญญาชนชาวจีนคนหนึ่งที่หลบหนีในช่วงอุบัติการณ์เซี่ยงไฮ้ไปใช้ชีวิตอย่างหรูหราในชิงเต่า แต่ถูกผลักดันให้ต่อสู้กับการบุกครองแมนจูเรียของญี่ปุ่นหลังทราบข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนของเขา ตำนานพื้นบ้านแพร่กระจายในภายหลังว่าเถียนเขียนบทภาพยนตร์นั้นในคุกบนกระดาษมวนบุหรี่[9] หรือกระดาษซับในกล่องบุหรี่[11] หลังถูกจับกุมในเซี่ยงไฮ้โดยก๊กมินตั๋ง แต่ในความเป็นจริงเขาถูกจับกุมในเซี่ยงไฮ้และถูกคุมขังในหนานจิงหลังร่างบทภาพยนตร์เสร็จ[10] ในช่วงเดือนมีนาคม[12] และเมษายน ค.ศ. 1935[10] ในประเทศญี่ปุ่น เนี่ย เอ่อร์ประพันธ์ทำนองเพลง (โดยปรับเปลี่ยนเนื้อร้องเล็กน้อย)[10] ในเดือนพฤษภาคม เหอ ลู่ถิง ผู้อำนวยการฝ่ายเสียงของเตี้ยนทงได้ให้แอรอน อัฟชาโลมอฟ นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียเรียบเรียงดนตรีประกอบวงดุริยางค์[13] เพลงนี้แสดงโดยกู้ เมิ่งเหอและยฺเหวียน มู่จือ ร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียงขนาดเล็กและ "ที่เร่งรีบจัดตั้งขึ้น" เหอ ลู่ถิงตั้งใจเลือกใช้การบันทึกครั้งแรกของพวกเขา ซึ่งคงไว้ซึ่งสำเนียงกวางตุ้งของชายหลายคน[10] วันที่ 9 พฤษภาคม กู้และยฺเหวียนบันทึกเสียงเพลงเป็นภาษาจีนกลางมาตรฐานมากขึ้นสำหรับปาเต๊ะโอเรียนท์สาขาเซี่ยงไฮ้[b] ก่อนการเปิดตัวภาพยนตร์[โปรดขยายความ] เพื่อให้ใช้เป็นรูปแบบหนึ่งของการโฆษณาภาพยนตร์[13]
เดิมทีแปลว่า "ทหารอาสาเดินหน้า"[14][15] ชื่อภาษาอังกฤษนั้นอ้างอิงถึงกองทหารอาสาหลายกลุ่มที่ต่อต้านการบุกครองแมนจูเรียของญี่ปุ่นในทศวรรษ 1930 ชื่อภาษาจีนเป็นรูปแบบเชิงกวี แปลตามตัวอักษรได้ว่า "ทหารกล้าและทรงธรรม" และยังปรากฏในเพลงอื่น ๆ ในสมัยนั้นด้วย เช่น "ต้าเตาจิ้นสิงฉฺวี่" (เพลงเดินขบวนดาบ) ใน ค.ศ. 1937

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1935 เดือนเดียวกับที่ภาพยนตร์ออกฉาย ลฺหวี่ จี้และกลุ่มฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ในเซี่ยงไฮ้ได้เริ่มก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียงสมัครเล่นและเริ่มส่งเสริมการรณรงค์ขับร้องเพลงเพื่อกอบกู้ชาติ[16] โดยสนับสนุนสมาคมการร้องเพลงมวลชนตามแนวทางที่หลิว เหลียงหมัว ผู้นำวายเอ็มซีเอเซี่ยงไฮ้ก่อตั้งไว้เมื่อปีก่อน[10][17] แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ประสบความสำเร็จมากพอจะช่วยให้เตี้ยนทงไม่ต้องปิดตัวลง แต่เพลงประกอบภาพยนตร์กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เฟิง จื๋อไข่ นักดนตรีวิทยารายงานว่าได้ยินเพลงนี้ถูกร้องโดยฝูงชนในหมู่บ้านชนบทตั้งแต่เจ้อเจียงไปจนถึงหูหนานภายในไม่กี่เดือนหลังจากเปิดตัว[11] และในการแสดงที่สนามกีฬาในเซี่ยงไฮ้ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1936 คณะนักร้องประสานเสียงของหลิวที่มีสมาชิกหลายร้อยคนได้รับการร่วมร้องโดยผู้ชมนับพัน[10] แม้เถียน ฮั่นจะถูกจำคุกเป็นเวลาสองปี[13] เนี่ย เอ่อร์หลบหนีไปยังสหภาพโซเวียต แต่กลับเสียชีวิตระหว่างทางในญี่ปุ่น[12][c] และหลิว เหลียงหมัวในที่สุดก็หลบหนีไปยังสหรัฐเพื่อเลี่ยงการถูกคุกคามจากก๊กมินตั๋ง[18] การรณรงค์ขับร้องเพลงยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังอุบัติการณ์ซีอานในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1936 ที่ลดแรงกดดันของก๊กมินตั๋งต่อขบวนการฝ่ายซ้ายลง[16] เมื่อครั้งดับเบิลยู. เอช. ออเดนและคริสโตเฟอร์ อิเชอร์วูดไปเยี่ยมโรงพยาบาลเซนต์ปอลที่มิชชันแองกลิคันในไกด์ (ปัจจุบันคือชางชิว มณฑลเหอหนาน) พวกเขาได้ยินเสียง "ฉี่ไหล!" ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงสดุดีในพิธีมิชชันและทำนองเดียวกัน "ใส่เนื้อร้องที่ต่างกัน" ถูกใช้เป็นเพลงโปรดของกองทัพลู่ที่แปด[19]

การบันทึกเสียงเพลงมาร์ชของปาเต๊ะปรากฏอย่างโดดเด่นในภาพยนตร์สารคดีภาษาอังกฤษเรื่อง The 400 Million ของโยริส อีเวนส์ใน ค.ศ. 1939 ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับสงครามในจี[13] ปีเดียวกันนั้น หลี่ เปาเฉินรวบรวมเพลงนี้พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษคู่ขนานไว้ในหนังสือเพลงที่ตีพิมพ์ในฉงชิ่ง เมืองหลวงใหม่ของจีน[20] ฉบับนี้ต่อมาได้รับการเผยแพร่ไปทั่วสหรัฐเพื่อการศึกษาดนตรีของเด็กในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะถูกระงับเมื่อเริ่มต้นสงครามเย็น[d] เดอะนิวยอร์กไทมส์ตีพิมพ์โน้ตเพลงของเพลงนี้ในวันที่ 24 ธันวาคม พร้อมกับการวิเคราะห์โดยสื่อมวลชนชาวจีนในฉงชิ่ง[10] ใน ค.ศ. 1940 ขณะลี้ภัยในนครนิวยอร์ก หลิว เหลียงหมัวสอนเพลงนี้ให้กับพอล โรบสัน บุตรชายของทาสที่หลบหนีซึ่งได้รับการศึกษาในระดับวิทยาลัย มีความสามารถด้านภาษาหลายภาษา และเป็นนักร้องเพลงพื้นเมือง[18] โรบสันเริ่มแสดงเพลงเป็นภาษาจีนในคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่สนามกีฬาลูอิโซห์นในนครนิวยอร์ก[18] มีรายงานว่ามีการติดต่อกับเถียน ฮั่น ผู้ประพันธ์เนื้อร้องต้นฉบับ ทั้งสองคนแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ[13] และบันทึกเพลงทั้งสองภาษาในชื่อ "Chee Lai!" ("Arise!") สำหรับคีย์โนตเรเคิดส์ในช่วงต้น ค.ศ. 1941[10][e] อัลบั้ม 3 แผ่นของมันมาพร้อมกับหนังสือเล่มเล็กซึ่งมีคำนำที่เขียนโดยซ่ง ชิ่งหลิง ภรรยาม่ายของซุน ยัตเซ็น[23] และรายได้เริ่มต้นของมันถูกนำไปบริจาคเพื่อสนับสนุนการต่อต้านของจีน[11] โรบสันแสดงสดเพิ่มเติมในงานระดมทุนเพื่อสภาช่วยเหลือจีนและองค์การบรรเทาทุกข์จีนรวมใจ อย่างไรก็ตาม เขายกเวทีให้หลิวและชาวจีนเองเป็นผู้แสดงเพลงในคอนเสิร์ตที่บัตรขายหมดเกลี้ยง ณ อูไลน์อารีนา ในวอชิงตัน เมื่อ 24 เมษายน ค.ศ. 1941[24][f] หลังจากการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์และการเริ่มต้นของสงครามแปซิฟิก เพลงนี้ถูกบรรเลงในท้องถิ่นในอินเดีย สิงคโปร์ และสถานที่อื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"[13] การบันทึกเสียงของโรเบสันถูกเปิดออกอากาศบ่อยครั้งทางวิทยุของอังกฤษ อเมริกัน และโซเวียต[13] และฉบับคัฟเวอร์ที่บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพอากาศ[26] ปรากฏเป็นเพลงเปิดตัวในภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อปี 1944 ของแฟรงก์ คาปรา เรื่อง The Battle of China และอีกครั้งระหว่างการนำเสนอการตอบสนองของจีนต่อการข่มขืนนานกิง
"อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่" ถูกใช้เป็นเพลงชาติจีนครั้งแรกในการประชุมสันติภาพโลกในเดือนเมษายน ค.ศ. 1949 เดิมทีตั้งใจจะจัดที่ปารีส แต่ทางการฝรั่งเศสปฏิเสธการออกวีซ่าให้ผู้แทนจำนวนมาก จึงมีการจัดประชุมคู่ขนานขึ้นที่ปราก ประเทศเชโกสโลวาเกีย[27] ในเวลานั้น ปักกิ่งเพิ่งตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสงครามกลางเมืองจีนและผู้แทนของพรรคเข้าร่วมการประชุมปรากในนามของประเทศจีน มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับบรรทัดที่สามที่ว่า "ซึ่งกาลอันวิกฤตนั้น พลันสู่ชนจีนทุกเหล่า" ดังนั้นกัว มั่วรั่ว นักเขียนจึงเปลี่ยนเป็น "ซึ่งกาลอันปลดปล่อยนั้น พลันสู่ชนจีนทุกเหล่า" สำหรับงานนั้น" เพลงนี้ถูกแสดงโดยพอล โรบสันด้วยตนเอง[13]
ในเดือนมิถุนายน คณะกรรมาธิการชุดหนึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อตัดสินใจเลือกเพลงชาติอย่างเป็นทางการสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่จะประกาศก่อตั้งในเร็ว ๆ นี้ ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม คณะกรรมาธิการได้รับผลงานทั้งหมด 632 ชิ้น รวมถึงโน้ตเพลงและเนื้อเพลงที่แตกต่างกัน 694 ชุด[10] "อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่" ได้รับการเสนอโดยสฺวี เปย์หง จิตรกร[28] และได้รับการสนับสนุนโดยโจว เอินไหล[10] การคัดค้านการใช้งานของมันมุ่งเน้นไปที่บรรทัดที่สาม เนื่องจาก "ซึ่งกาลอันวิกฤตนั้น พลันสู่ชนจีนทุกเหล่า" บ่งชี้ว่าจีนยังคงเผชิญกับความยากลำบาก โจวตอบว่า "เรายังมีศัตรูจักรวรรดินิยมอยู่ตรงหน้าเรา" ยิ่งเราก้าวหน้ามากเท่าไหร่ พวกจักรวรรดินิยมก็จะยิ่งชังเรา พยายามบ่อนทำลายเรา และโจมตีเรามากขึ้นเท่านั้น คุณพูดได้ไหมว่าเราจะไม่ตกอยู่ในวิกฤต?" มุมมองของเขาได้รับการสนับสนุนจากเหมา เจ๋อตง และในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1949 เพลงนี้ก็ได้กลายเป็นเพลงชาติชั่วคราว เพียงไม่กี่วันก่อนการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชน[29] ภาพยนตร์ชีวประวัติที่แต่งเติมเรื่องราวอย่างมากเรื่อง "เนี่ย เอ่อร์" (Nie Er) ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1959 เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี และสำหรับโอกาสครบรอบ 50 ปี ใน ค.ศ. 1999 ภาพยนตร์เรื่อง The National Anthem (เพลงชาติ) ได้เล่าเรื่องราวการประพันธ์เพลงชาติจากมุมมองของเถียน ฮั่น[10]
แม้เพลงนี้จะได้รับความนิยมในหมู่ชาตินิยมในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น แต่การแสดงเพลงนี้ก็ถูกห้ามในดินแดนของสาธารณรัฐจีนจนถึงทศวรรษ 1990[ต้องการอ้างอิง]
บทความในหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้าฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1961 ที่ประณามงิ้วปักกิ่งเชิงอุปมาเรื่อง "เซี่ยเหยาหวน" (Xie Yaohuan) ของเถียน ฮั่นที่แต่งขึ้นใน ค.ศ. 1961 ว่าเป็น "วัชพืชมีพิษขนาดใหญ่"[30] เป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งแรก ๆ ของการปฏิวัติวัฒนธรรม[31] ซึ่งในระหว่างนั้นเขาถูกจำคุกและเพลงของเขาถูกห้ามร้อง ด้วยเหตุนี้ จึงมีช่วงเวลาหนึ่งที่เพลง "ตงฟางหง" ทำหน้าที่เป็นเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีน[g] ภายหลังการประชุมสภาแห่งชาติครั้งที่ 9 "อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่" เริ่มถูกเล่นอีกครั้งในการสวนสนามวันชาติครั้งที่ 20 ใน ค.ศ. 1969 แม้ว่าการแสดงจะเป็นการบรรเลงเพียงอย่างเดียวก็ตาม เถียน ฮั่นเสียชีวิตในคุกใน ค.ศ. 1968 แต่พอล โรบสันยังคงส่งค่าลิขสิทธิ์จากบันทึกเสียงเพลงของเขาในอเมริกาไปยังครอบครัวของเถียน[13]
เพลงชาติได้รับการฟื้นฟูโดยสภาประชาชนแห่งชาติชุดที่ 5 ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1978[33] แต่มีการแก้ไขเนื้อเพลงใหม่รวมถึงการอ้างถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีน ลัทธิคอมมิวนิสต์ และประธานเหมา หลังเถียน ฮั่นได้รับการกู้ชื่อเสียงหลังเสียชีวิตใน ค.ศ. 1979[10] และเติ้ง เสี่ยวผิงรวบอำนาจจากฮฺว่า กั๋วเฟิง สภาประชาชนแห่งชาติมีมติให้คืนเนื้อเพลงเดิมของเถียน ฮั่นให้กับเพลงและยกระดับสถานะของเพลงดังกล่าว ทำให้เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการของประเทศในวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1982[33][34]

เพลงชาติได้รับการรับรองสถานะอย่างเป็นทางการโดยการเพิ่มเข้าไปในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2004[3][33] วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติผ่าน กฎหมายเพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคุ้มครองเพลงชาติโดยกฎหมายและมีผลบังคับใช้หนึ่งเดือนต่อมา เพลงชาติถือเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของจีน เพลงชาติควรได้รับการแสดงหรือเผยแพร่โดยเฉพาะในวันหยุดและวันครบรอบของชาติ รวมถึงการแข่งขันกีฬา พลเรือนและองค์กรต่าง ๆ ควรแสดงความเคารพต่อเพลงชาติโดยการยืนตรงและร้องเพลงอย่างมีศักดิ์ศรี[35] บุคลากรของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ตำรวจติดอาวุธประชาชนและตำรวจประชาชนสังกัดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจะทำความเคารพเมื่อเพลงชาติบรรเลงขณะที่ไม่ได้อยู่ในแถว เช่นเดียวกับสมาชิกผู้บุกเบิกรุ่นเยาว์แห่งประเทศจีนและทหารผ่านศึกของกองทัพปลดปล่อยประชาชน
เขตบริหารพิเศษ
[แก้]เพลงชาติถูกบรรเลงในระหว่างพิธีส่งมอบฮ่องกงจากสหราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1997[36] และในระหว่างพิธีส่งมอบมาเก๊าจากโปรตุเกสใน ค.ศ. 1999 มันถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 3 ของกฎหมายพื้นฐานฮ่องกง มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1997[1] และเป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 3 ของกฎหมายพื้นฐานมาเก๊า มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1999[2]
มาเก๊า
[แก้]การใช้เพลงชาติในเขตบริหารพิเศษมาเก๊าได้รับการควบคุมเป็นพิเศษโดยกฎหมายเลขที่ 5/1999 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1999 มาตรา 7 ของกฎหมายกำหนดให้เพลงชาติต้องบรรเลงตามโน้ตเพลงที่กำหนดไว้ในภาคผนวก 4 และห้ามมิให้มีการแก้ไขเนื้อเพลง ภายใต้มาตรา 9 การแก้ไขเนื้อร้องหรือทำนองเพลงโดยเจตนาถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน 360 วัน[37][38] และแม้ภาษาจีนและภาษาโปรตุเกสจะเป็นภาษารัฐการของภูมิภาคนี้ แต่โน้ตเพลงที่ให้มามีเพียงเนื้อร้องเป็นภาษาจีนเท่านั้น จีนแผ่นดินใหญ่ยังผ่านกฎหมายที่คล้ายกันใน ค.ศ. 2017[39]
ฮ่องกง
[แก้]ถึงกระนั้น เพลงชาติจีนที่ร้องเป็นภาษาจีนกลางในขณะนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของรัฐในฮ่องกงแล้วเช่นกัน[40] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 รัฐบาลท้องถิ่นออกหนังสือเวียนกำหนดให้โรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐจัดพิธีเชิญธงชาติพร้อมขับร้องเพลง "อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่" ในวันสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ วันเปิดภาคเรียนวันแรก, "วันเปิดบ้าน", วันชาติ (1 ตุลาคม), วันขึ้นปีใหม่ (1 มกราคม), "วันกีฬา", วันสถาปนาเขตบริหารพิเศษ (1 กรกฎาคม), พิธีสำเร็จการศึกษา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น หนังสือเวียนดังกล่าวยังถูกส่งไปยังโรงเรียนเอกชนในเขตบริหารพิเศษด้วย[41][42] นโยบายอย่างเป็นทางการถูกละเลยมาเป็นเวลานาน แต่ภายหลังการประท้วงของประชาชนครั้งใหญ่และไม่คาดคิดใน ค.ศ. 2003 ต่อกฎหมายต่อต้านการล้มล้างที่เสนอมา คำสั่งดังกล่าวก็ได้รับการย้ำอีกครั้งใน ค.ศ. 2004[43][44] และภายใน ค.ศ. 2008 โรงเรียนส่วนใหญ่จัดพิธีการดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้งต่อปี[45] ตั้งแต่วันชาติ ค.ศ. 2004 เป็นต้นมา สถานีวิทยุโทรทัศน์ท้องถิ่นของฮ่องกงถูกกำหนดให้ต้องฉายวิดีโอประชาสัมพันธ์ที่รัฐบาลจัดทำ[46] รวมถึงเพลงชาติในภาษาจีนกลางก่อนข่าวภาคค่ำของพวกเขาด้วย[44] เดิมทีเป็นโครงการนำร่องระยะสั้น[47] แต่กลับดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนมองว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ[47][48][49] แม้การสนับสนุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แต่ใน ค.ศ. 2006 ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่รู้สึกภาคภูมิใจหรือชื่นชอบเพลงชาติ[50] วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติมีมติแทรกกฎหมายเพลงชาติจีนลงในภาคผนวก 3 ของกฎหมายพื้นฐานฮ่องกง ซึ่งจะทำให้การดูหมิ่นหรือไม่แสดงความเคารพอย่างเหมาะสมต่อเพลงชาติจีนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2020 ร่างกฎหมายเพลงชาติผ่านการอนุมัติในฮ่องกงหลังได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติ[51][52]
ทำนอง
[แก้]
หนังสือเพลงสองภาษาปี 1939 ซึ่งรวมเพลงนี้ไว้ด้วย เรียกเพลงนี้ว่าเป็น "ตัวอย่างที่ดีของการ...คัดลอกจุดเด่นจากดนตรีตะวันตกโดยไม่บั่นทอนหรือสูญเสียสีสันประจำชาติของเราเอง"[20] ผลงานของเนี่ยเป็นเพลงเดินขบวน (march) ซึ่งเป็นรูปแบบดนตรีตะวันตก โดยเปิดด้วยเสียงแตรสัญญาณและมีท่อนทำนองหลัก (ซึ่งใช้ปิดเพลงด้วย) ที่มีพื้นฐานจากช่วงคู่สี่เพิ่มขึ้นจากเสียง D ไป G ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก "แองเตอร์นาซิอองนาล"[53] รูปแบบจังหวะของเพลงมีลักษณะเป็นกลุ่มสามพยางค์ การเน้นจังหวะหนัก และการลัดจังหวะ เพลงนี้ใช้บันไดเสียงเพนทาโทนิก G เมเจอร์ เป็นบันไดเสียง 5 โน้ตที่พบได้บ่อยในดนตรีจีน (ยกเว้นโน้ต F♯ ในท่อนแรก)[53] ลักษณะทางดนตรีเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเพลงนั้น "ค่อย ๆ เป็นจีนมากขึ้น" เมื่อเพลงดำเนินไป[40] ทั้งในแง่ดนตรีและแง่การเมือง เนี่ยได้รับการยกย่องให้เป็นนักแต่งเพลงต้นแบบสำหรับนักดนตรีชาวจีนในสมัยเหมา[12] ในตอนแรก โฮเวิร์ด เทาบ์แมนบรรณาธิการดนตรีของนิวยอร์กไทมส์วิจารณ์เพลงนี้อย่างรุนแรง โดยมองว่าเพลงนี้สื่อถึงว่า "การต่อสู้ของจีนนั้นสำคัญกว่าศิลปะของจีน" อย่างไรก็ตาม หลังสหรัฐเข้าร่วมสงคราม ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไป และเขาเรียกการแสดงเพลงนี้ว่า "น่าชื่นชม"[13]
เนื้อร้อง
[แก้]เนื้อร้องดั้งเดิมและปัจจุบัน
[แก้]| จีนตัวย่อ พินอิน |
จีนตัวเต็ม จู้อิน |
คำแปล |
|---|---|---|
|
|
ลุกมา! ประชาผู้หาได้เป็นข้าใคร! |
| สัทอักษรสากล |
|---|
[t͡ɕʰi²¹⁴ laɪ̯³⁵ pu⁵¹ ɥɛn⁵¹ t͡swɔ⁵¹ nu³⁵ li⁵¹ ti⁵¹ ʐən³⁵ mən³⁵] |
เนื้อร้องช่วง ค.ศ. 1978–1982 (ไม่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ)
[แก้]| จีนตัวย่อ พินอิน | จีนตัวเต็ม จู้อิน | คำแปล |
|---|---|---|
|
|
รุกเข้า! เหล่าวีรชนของผู้คนทุกเชื้อสาย! |
สื่อ
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Basic Law of the Hong Kong Special Administrative Region, Annex III. 7th National People's Congress (Beijing), 4 April 1990. Hosted at Wikisource.
- 1 2 Basic Law of the Macao Special Administrative Region, Annex III. 8th National People's Congress (Beijing), 31 March 1993. Hosted at Wikisource.
- 1 2 Constitution of the People's Republic of China, Amendment IV, §31. 10th National People's Congress (Beijing), 14 March 2004. Hosted at Wikisource.
- ↑ 曾永介 (25 ธันวาคม 2012). "淺談聶耳名歌「義勇軍進行曲」". 雲南文獻. Yunnan Association of Taipei (42). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 เมษายน 2021.
- ↑ 曹建民 (29 สิงหาคม 2013). "中华人民共和国国歌的诞生源于长城抗战". Kuancheng History Museum, Hebei, China. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 สิงหาคม 2016.
- ↑ 丛焕宇 (8 กุมภาพันธ์ 2021). "红色桓仁是国歌原创素材地". Liaoning Daily. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2021 – โดยทาง People.com.
- ↑ The politics of songs: Myths and symbols in the Chinese communist war music, 1937–1949. CT Hung. Modern Asian Studies, 1996.
- ↑ Huang, Natasha N. 'East Is Red': A Musical Barometer for Cultural Revolution Politics and Culture, pp. 25 ff.[ลิงก์เสีย]
- 1 2 Rojas, Carlos. The Great Wall: A Cultural History, p. 132. Harvard University Press (Cambridge), 2010. ISBN 0674047877.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 Chi, Robert. "'The March of the Volunteers': From Movie Theme Song to National Anthem" in Re-envisioning the Chinese Revolution: The Politics and Poetics of Collective Memories in Reform China, pp. 217 ff. เก็บถาวร 30 สิงหาคม 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Woodrow Wilson Center Press (Washington, DC), 2007.
- 1 2 3 Melvin, Sheila & al. Rhapsody in Red: How Western Classical Music Became Chinese, p. 129 เก็บถาวร 25 กันยายน 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Algora Publishing (New York), 2004.
- 1 2 3 Liu (2010), p. 154 เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Liang Luo. "International Avant-garde and the Chinese National Anthem: Tian Han, Joris Ivens, and Paul Robeson" in The Ivens Magazine, No. 16 เก็บถาวร 6 มีนาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. European Foundation Joris Ivens (Nijmegen), October 2010. Accessed 22 January 2015.
- 1 2 《電通半月畫報》 [Diantong Pictorial], No. 1 (16 May) or No. 2 (1 June). Diantong Film Co. (Shanghai), 1935.
- ↑ Yang, Jeff & al. Once Upon a Time in China: A Guide to Hong Kong, Taiwanese, and Mainland Chinese Cinema, p. 136. Atria Books (New York), 2003.
- 1 2 Liu Ching-chih. Translated by Caroline Mason. A Critical History of New Music in China, p. 172. Chinese University Press (Hong Kong), 2010.
- ↑ Gallicchio, Marc. The African American Encounter with Japan & China, p. 164. เก็บถาวร 25 กันยายน 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน University of North Carolina Press (Chapel Hill), 2000.
- 1 2 3 Liu Liangmo. Translated by Ellen Yeung. "The America I Know". China Daily News, 13–17 July 1950. Reprinted as "Paul Robeson: The People's Singer (1950)" in Chinese American Voices: From the Gold Rush to the Present, pp. 207 ff. เก็บถาวร 30 สิงหาคม 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน University of California Press (Berkeley), 2006.
- ↑ Journey to a War, cited in Chi (2007), p. 225.
- 1 2 Lee, Pao-chen (1939). China's Patriots Sing. Chungking: The China Information Publishing Co.
- ↑ Music Educators Journal. National Association for Music Education, 1942.
- ↑ Roth, Philip. Portnoy's Complaint. 1969.
- ↑ Deane, Hugh. Good Deeds & Gunboats: Two Centuries of American-Chinese Encounters, p. 169. China Books & Periodicals (Chicago), 1990.
- 1 2 Gellman, Erik S. Death Blow to Jim Crow: The National Negro Congress and the Rise of Militant Civil Rights, pp. 136 เก็บถาวร 30 สิงหาคม 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. University of North Carolina Press (Chapel Hill), 2012. ISBN 9780807835319.
- ↑ Robeson, Paul Jr. The Undiscovered Paul Robeson: Quest for Freedom, 1939–1976, pp. 25 f เก็บถาวร 30 สิงหาคม 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. John Wiley & Sons (Hoboken), 2010.
- ↑ Eagan, Daniel. America's Film Legacy: The Authoritative Guide to the Landmark Movies in the National Film Registry, pp. 390 f. เก็บถาวร 1 ธันวาคม 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Continuum International (New York), 2010.
- ↑ Santi, Rainer. "100 Years of Peace Making: A History of the International Peace Bureau and Other International Peace Movement Organisations and Networks" in Pax Förlag เก็บถาวร 21 มีนาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. International Peace Bureau, January 1991.
- ↑ Liao Jingwen. Translated by Zhang Peiji. Xu Beihong: Life of a Master Painter, pp. 323 f. Foreign Language Press (Beijing), 1987.
- ↑ Resolution on the Capital, Calendar, National Anthem, and National Flag of the People's Republic of China. 1st Chinese People's Political Consultative Conference (Beijing), 27 September 1949. Hosted at Wikisource.
- ↑ "T'ien Han and his Play Hsieh Yao-huan". Current Background. Hong Kong: American Consulate General (784): 1. 30 มีนาคม 1966.
- ↑ Wagner, Rudolf G. "Tian Han's Peking Opera Xie Yaohuan (1961)" in The Contemporary Chinese Historical Drama: Four Studies, pp. 80 ff. เก็บถาวร 19 พฤศจิกายน 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน University of California Press (Berkeley), 1990. ISBN 9780520059542
- ↑ Miller, Toby (2003). "Broadcasting and Politics Spread Across the World" in Television: Critical Concepts in Media and Cultural Studies, Vol. I, p. 361. Taylor & Francis. ISBN 9780415255035. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2020.
- 1 2 3 《中华人民共和国国歌》 [Zhōnghuá Rénmín Gònghéguó Guógē, "National Anthem of the People's Republic of China"]. State Council of the People's Republic of China (Beijing), 2015. Accessed 21 January 2015. (ในภาษาจีน)
- ↑ "National Anthem" เก็บถาวร 4 ธันวาคม 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. State Council of the People's Republic of China (Beijing), 26 August 2014. Accessed 21 January 2015.
- ↑ 中华人民共和国国歌法 [The Law of the National Anthem of the People's Republic of China] (PDF) (ภาษาจีน). The National People's Congress of the People's Republic of China. 1 กันยายน 2017. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 1 กันยายน 2017. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2017.
- ↑ Ho Wai-chung. School Music Education and Social Change in Mainland China, Hong Kong, and Taiwan, p. 69. เก็บถาวร 3 มกราคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Koninklijke Brill NV (Leiden), 2011. ISBN 9789004189171.
- ↑ 第5/1999號法律 國旗、國徽及國歌的使用及保護 [Dì 5/1999 Háo Fǎlǜ: Guóqí, Guóhuī jí Guógē de Shǐyòng jí Bǎohù, "Law №5/1999: The Use and Protection of the National Flag, National Emblem, and National Anthem"]. Legislative Assembly (Macao), 20 December 1999. Hosted at the Chinese Wikisource. (ในภาษาจีน)
- ↑ Lei n.º 5/1999: Utilização e protecção da bandeira, emblema e hino nacionais ["Law №5/1999: The Use and Protection of the National Flag, Emblem, and Anthem"]. Legislative Assembly (Macao), 20 December 1999. Hosted at the Portuguese Wikisource. (ในภาษาโปรตุเกส)
- ↑ "China's national anthem law takes effect". english.www.gov.cn. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 มกราคม 2020. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2020.
- 1 2 Ho (2011), p. 36. เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ Ho (2011), pp. 89 ff. เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ Lee, Wing On. "The Development of Citizenship Education Curriculum in Hong Kong after 1997: Tensions between National Identity and Global Citizenship" in Citizenship Curriculum in Asia and the Pacific, p. 36. เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Comparative Education Research Centre (Hong Kong), 2008.
- ↑ Riemenschnitter, Andrea; Madsen, Deborah L. (สิงหาคม 2009). "Positioning at the Margins" in Diasporic Histories: Cultural Archives of Chinese Transnationalism, pp. 57 f. Hong Kong University Press. ISBN 9789622090804. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2017. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2020.
- 1 2 Vickers, Edward. "Learning to Love the Motherland: 'National Education' in Post-Retrocession Hong Kong" in Designing History in East Asian Textbooks: Identity Politics and Transnational Aspirations, p. 94 เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Routledge (Abingdon), 2011. ISBN 9780415602525.
- ↑ Mathews, Gordon & al. Hong Kong, China: Learning to Belong to a Nation, p. 89. เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Routledge (Abingdon), 2008. ISBN 0415426545.
- ↑ Hong Kong 2004: Education: "Committee on the Promotion of Civic Education" เก็บถาวร 4 กรกฎาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Government Yearbook (Hong Kong), 2015. Accessed 25 January 2015.
- 1 2 Wong, Martin. "National Anthem To Be Broadcast before News". เก็บถาวร 16 สิงหาคม 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน South China Morning Post (Hong Kong), 1 October 2004.
- ↑ Luk, Helen. "Chinese National Anthem Video Draws Fire from Hong Kong People" เก็บถาวร 25 มกราคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Associated Press, 7 October 2004.
- ↑ Jones, Carol. "Lost in China? Mainlandisation and Resistance in Post-1997 Hong Kong" in Taiwan in Comparative Perspective, Vol. 5, pp. 28–ff. เก็บถาวร 4 มีนาคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน London School of Economics (London), July 2014.
- ↑ Mathews & al. (2008), p. 104. เก็บถาวร 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "Chaos at Hong Kong's legislature as lawmakers battle for control of committee". HKFP. 5 พฤษภาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 4 มิถุนายน 2020.
- ↑ "Hong Kong passes bill criminalising disrespect of Chinese national anthem". ABC News. 4 มิถุนายน 2020. สืบค้นเมื่อ 4 มิถุนายน 2020.
- 1 2 Howard, Joshua (2014). ""Music for a National Defense": Making Martial Music During the Anti-Japanese War". Cross-Currents. 13: 11–12. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 ตุลาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2020.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- ฟังเพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน"อี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่"
- ฟังเพลงอี้หย่งจฺวินจิ้นสิงฉฺวี่ (พ.ศ. 2521–2525) เก็บถาวร 2011-12-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- 义勇军进行曲 Yiyongjun jingxingqu: La Marche des Volontaires
- ↑ รวมถึงเขตบริหารพิเศษสองแห่งของจีน ได้แก่ ฮ่องกงและมาเก๊า
- ↑ Pathé's local music director at the time was the French-educated Ren Guang, who in 1933 was a founding member of Soong Ching-ling's "Soviet Friends Society"'s Music Group. Prior to his arrest, Tian Han served as the group's head and Nie Er was another charter member. Liu Liangmo, who subsequently did much to popularize the use of the song, had also joined by 1935.[13]
- ↑ Nie actually finalized the movie's [โปรดขยายความ] music in Japan and sent it back to Diantong in Shanghai.[10]
- ↑ The lyrics, which appeared in the Music Educators' Journal,[21] are sung verbatim in Philip Roth's 1969 Portnoy's Complaint, where Portnoy claims "the rhythm alone can cause my flesh to ripple" and that his elementary school teachers were already calling it the "Chinese national anthem".[22]
- ↑ This song was also sometimes spelled as Chi Lai or Ch'i-Lai.
- ↑ The Washington Committee for Aid to China had previously booked Constitution Hall but been blocked by the Daughters of the American Revolution owing to Robeson's race. The indignation was great enough that President Roosevelt's wife Eleanor and the Chinese ambassador joined as sponsors, ensuring that the Uline Arena would accept and desegregate for the single concert. When the organizers offered generous terms to the National Negro Congress to help fill the larger venue, however, these sponsors withdrew and attempted to cancel the event, owing to the NNC's Communist ties[25] and Mrs. Roosevelt's personal history with the NNC's founder.[24]
- ↑ Such use continued some time after the "March of the Volunteers"'s nominal rehabilitation in 1969.[32]
<ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน

