สาธารณรัฐจีน (2455–2492)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับประเทศที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนเกาะไต้หวัน ดูสาธารณรัฐจีน
"จีน" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ จีน (แก้ความกำกวม)
สาธารณรัฐจีน
中華民國
จงหัว หมินกั๋ว

พ.ศ. 2455–2492
 

 

 



บน: ธงชาติสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1912–28)
ล่าง: ธงชาติสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1928–49)
บน: ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1912–28)
ล่าง: ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1928–49)
คำขวัญ
《民主、自由、博愛》
(ประชาธิปไตย เสรีภาพ ภราดรภาพ)
เพลงชาติ
《中華民國國歌》
เพลงชาติสาธารณรัฐจีน
อาณาเขตของสาธารณรัฐจีน ซึ่งรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่และมองโกเลีย
  ดินแดนตามนิตินัย แต่ทางปฏิบัติไม่ได้มีอำนาจเหนือไปทั้งหมด
เมืองหลวง นานกิง (1912; 1927-1949)
ปักกิ่ง (1912–1928)
จุงกิง (ช่วงสงคราม; 1937–1946)
รัฐบาล ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน, ระบบพรรคเดียว, ระบบรัฐสภา
ประธานาธิบดี
 -  1912 ซุน ยัตเซ็น (เฉพาะกาล) (คนแรก)
 -  1949 ลี ซงเริน (รักษาการ) (คนสุดท้าย)
นายกรัฐมนตรี
 -  1912 ถัง เฉายี (คนแรก)
 -  1949 เหอ หยิงฉิน (คนสุดท้าย)
การปกครอง พรรคชาตินิยมแห่งประเทศจีน
 -  สภาสูง สมัชชาแห่งชาติ
 -  สภาล่าง สภานิติบัญญัติหยวน
ยุคประวัติศาสตร์ ศตวรรษที่ 20
 -  การปฏิวัติซินไฮ่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2454
 -  สถาปนา 1 มกราคม พ.ศ. 2455
 -  กำหนดอำนาจรัฐบาลหลักที่นานกิง 18 เมษายน พ.ศ. 2470
 -  สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480
 -  มีรัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2490
 -  สมรภูมิหวยไห่ ธันวาคม พ.ศ. 2491
 -  หนีไปเกาะไต้หวัน 10 ธันวาคม 2492
พื้นที่
 -  1912 11,420,000 ตร.กม. (4,409,287 ตารางไมล์)
 -  1949 9,634,057 ตร.กม. (3,719,730 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1912 ประมาณการ 432,375,000 
     ความหนาแน่น 37.9 คน/ตร.กม.  (98.1 คน/ตารางไมล์)
 -  1949 ประมาณการ 541,670,000 
     ความหนาแน่น 56.2 คน/ตร.กม.  (145.6 คน/ตารางไมล์)
สกุลเงิน หยวน,
ดอลลาร์ไต้หวันเก่า
Population from http://www.populstat.info/Asia/chinac.htm

สาธารณรัฐจีน (อังกฤษ: Republic of China; จีนตัวเต็ม: 中華民國; จีนตัวย่อ: 中华民国; พินอิน: Zhōnghuá Mínguó; เวด-ไจลส์: Chung1-hua2 Min2-kuo2) เป็นรัฐในเอเชียตะวันออกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 ถึงปี ค.ศ. 1949 ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1912 หลังจากที่สามารถโค้นล้มราชวงศ์ชิง (การปฏิวัติซินไฮ่ 辛亥革命) ได้สำเร็จ และสิ้นสุดลงหลังสงครามกลางเมืองจีน ด้วยความพ่ายแพ้ของพรรคก๊กมินตั๋งหรือจีนคณะชาติ ซึ่งได้ลี้ภัยไปยังเกาะไต้หวันและก่อตั้งสาธารณรัฐจีนขึ้นมาใหม่ ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นฝ่ายได้ชัยชนะได้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนบนแผ่นดินใหญ่จีนในปัจจุบัน

สาธารณรัฐจีนมีประธานาธิบดีคนแรกคือ ซุน ยัตเซ็น ดำรงตำแหน่งหน้าที่เพียงระยะเวลาอันสั้น พรรคของซุนต่อมาได้นำโดย ซ่ง เจี่ยวเริน ซึ่งชนะการเลือกตั้งรัฐสภาที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1912 อย่างไรก็ตามกองทัพนำโดยประธานาธิบดียฺเหวียน ชื่อไข่ยังคงควบคุมรัฐบาลแห่งชาติในปักกิ่งต่อไป ตั้งแต่ปลายปี 1915 ถึงต้นปี 1916 หยวนได้รื้อฟื้นระบอบจักรพรรดิจีนที่เรียกว่าจักรวรรดิจีนขึ้นมาใหม่ และสถาปนาตนเองเป็น "จักรพรรดิหงเซียน (洪憲皇帝)" แต่จักรวรรดิใหม่ของหยวนกลับดำรงอยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ หลังหยวนได้เสียชีวิตลง ผู้นำกองกำลังท้องถิ่นตามแคว้นต่างๆซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นเหล่าขุนศึก และได้ประกาศตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติอีกต่อไป ทำให้จีนเข้าสู่ยุคขุนศึกในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 1925 พรรคก๊กมินตั๋งได้เริ่มก่อตั้ง รัฐบาลคู่แข่งในบริเวณตอนใต้ของเมืองกวางโจว ในขณะที่เศรษฐกิจของภาคเหนือมีการขูดรีดเพื่อสนับสนุนเหล่าขุนศึก ซึ่งต่อมาได้เหล่าขุนศึกถูกยุบในปี 1928 โดยนายพลเจียง ไคเช็ค ผู้ได้ขึ้นเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง หลังการเสียชีวิตของซุน ยัตเซ็น เจียงได้นำกองทัพปฏิบัติการทางเหนือ ซึ่งเป็นการรบเพื่อล้มล้างรัฐบาลกลางในกรุงปักกิ่ง ต่อมารัฐบาลกลางได้ถูกล้มในปี 1928 และเจียงได้สถาปนารัฐบาลจีนคณะชาติขึ้นที่นานกิง หลังจากนั้นเขาก็ตัดความสัมพันธ์ของเขากับพรรคคอมมิวนิสต์และขับไล่ผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ออกจากพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองจีน

สาธารณรัฐจีนได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัย แต่ก็ยังมีความปัญหาขัดแย้งระหว่างรัฐบาลคณะชาติในนานกิง อาทิเช่น พรรคคอมมิวนิสต์จีน, ขุนศึกที่เหลือและ จักรวรรดิญี่ปุ่น อย่างต่อเนื่อง สาธารณรัฐจีนได้มีการเร่งพัฒนาประเทศอย่างจริงจิงเมื่อเกิดสงครามกับญี่ปุ่น เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้รุกรานจีนอย่างอย่างเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 1937

สงครามกับญี่ปุ่นได้ยืดเยื้อจนกระทั่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง สาธารณรัฐจีนได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงและจักรวรรดิญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขในปี ค.ศ. 1945 สาธารณรัฐจีนมีฐานะเป็นผู้ชนะสงครามและได้กลายมาเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจ มีส่วนในการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ

ในระหว่างยุคสงครามเย็นได้เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต นำไปสู่การขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งได้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1947 รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐจีนได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นกฎหมายพื้นฐานของประเทศ จนกระทั่งพรรคก๊กมินตั๋งของเจียง ไคเชค ได้พ่ายแพ้ในการสู้รบสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์นำโดย เหมา เจ๋อตง ได้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ขับไล่รัฐบาลจีนคณะชาติออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนเจียง ไคเชคและพรรคก๊กมินตั๋งได้ถอยร่นไปยังเกาะไต้หวัน

ประวัติศาสตร์[แก้]

ประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีน
ยุคโบราณ
สามราชาห้าจักรพรรดิ
ราชวงศ์เซี่ย 2100–1600 BCE
ราชวงศ์ซาง 1600–1046 BCE
ราชวงศ์โจว 1045–256 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันตก 1046–771 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันออก 771–256 BCE
   ยุควสันตสารท
   ยุครณรัฐ
ยุคจักรวรรดิ
ราชวงศ์ฉิน 221 BCE–206 BCE
ราชวงศ์ฮั่น 206 BCE–220 CE
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
  ราชวงศ์ซิน
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
ยุคสามก๊ก 220–280
  เว่ย สู่ และ หวู
ราชวงศ์จิ้น 265–420
  จิ้นตะวันตก ยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น 304–439
  จิ้นตะวันออก
ราชวงศ์เหนือ-ใต้ 420–589
ราชวงศ์สุย 581–618
ราชวงศ์ถัง 618–907
  ( ราชวงศ์อู่โจว 690–705 )
ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร
907–960
ราชวงศ์เหลียว
907–1125
ราชวงศ์ซ่ง
960–1279
  ราชวงศ์ซ่งเหนือ เซี่ยตะวันตก
  ราชวงศ์ซ่งใต้ จิน
ราชวงศ์หยวน 1271–1368
ราชวงศ์หมิง 1368–1644
ราชวงศ์ชิง 1644–1911
ยุคใหม่
สาธารณรัฐจีน 1912–1949
สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) 1949–ปัจจุบัน
สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
1949–ปัจจุบัน
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

สาธารณรัฐได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 หลังการปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งเริ่มด้วยการเกิดการจลาจลอู่ชางในประเทศจีน ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มราชวงศ์ชิงและสิ้นสุดระบอบการปกครองโดยจักรพรรดินับห้าพันปีในประวัติศาสตร์จีน ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปี ค.ศ. 1949 สาธารณรัฐจีนได้ดำรงอยู่กับจีนแผ่นดินใหญ่ อำนาจรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐจีนได้สั่นคลอนในยุคขุนศึก (ค.ศ. 1915–28) ประกอบกับภาวะสงครามกับจักรวรรดิญี่ปุ่น (ค.ศ. 1927–37) เมื่อรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้ดำเนินนโยบายการรวบรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นได้อย่างมั่นคงภายใต้ระบบพรรคเดียว[1] เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง จักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยอมจำนนและได้คืนเกาะไต้หวันและหมู่เกาะข้างเคียงแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรได้พิจารณาให้เกาะไต้หวันได้กลับคืนมาภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐจีน

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ยึดครองประเทศจีนได้สำเร็จ หลังสงครามกลางเมืองจีนในปี ค.ศ. 1949 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนได้ลี้ภัยไปยังเกาะไต้หวันและประกาศให้เมืองไทเป เป็นเมืองหลวงรัฐบาลพลัดถิ่น[2] ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อยึดครองแผ่นดินใหญ่จีนก็ได้สถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ขึ้นที่กรุงปักกิ่ง และได้ดำเนินนโยบายจีนเดียว อ้างสิทธิ์และอำนาจเหนือดินแดนจีนทั้งหมด โดยมีการอ้างสิทธิ์ในการรวมเกาะไต้หวันมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ปักกิ่งและรัฐบาลก๊กมินตั๋งที่ไทเป

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน[แก้]

ดร.ซุน ยัตเซ็น ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน
ธงชาติของสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2455-2471
ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติซินไฮ่
ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: รัฐบาลเป่ยหยาง

การปฏิวัติการปฏิวัติซินไฮ่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1912 โดยการนำของ ดร.ซุน ยัตเซน ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิง สิ้นสุดการปกครองโดยจักรพรรดิของจีน จีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่สาธารณรัฐ[3] เป็นผลทำให้จีนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการโค่นล้มอำนาจครั้งนี้น่าจะมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ชาวจีนอยู่ภายใต้การปกครองโดยราชวงศ์ชิง ชนกลุ่มน้อยเผ่าแมนจูซึ่งได้ให้อภิสิทธิ์แก่เฉพาะชาวแมนจูและกดขี่ชาวจีนฮั่น อีกทั้งราชวงศ์ชิงไม่มีอำนาจกำลังพอที่จะปกครองประเทศได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาปกครอง 268 ปี (ค.ศ. 1644–1912) มีแต่การแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์ ด้วยเหตุนี้ราษฎรส่วนมากจึงตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แผ่นดินจีนถูกคุกคามจากเหล่าประเทศลัทธิล่าอาณานิคม[4] โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตก และญี่ปุ่น จีนได้ทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้ราษฎรหมดความเชื่อถือต่อราชวงศ์ชิงเป็นอย่างมากนำไปสู่การต่อต้านระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู

แนวความคิดต่อต้านราชวงศ์ชิงเริ่มมาจากการที่ราชวงศ์ชิงได้ทำสงครามฝิ่นกับอังกฤษ โดยสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ทำให้จีนต้องสูญเสียเกาะฮ่องกงและลงนามสนธิสัญญานานกิง ผลกระทบของสนธิสัญญานานกิงที่จีนจำต้องลงนามเมื่อพ่ายแพ้สงครามฝิ่นครั้งแรก ในด้านสังคมที่ร้ายแรงที่สุด คือ อังกฤษบังคับให้จีนยอมรับว่าการค้าฝิ่นเป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยถือว่าเป็นยารักษาโรคและทำได้โดยเสรี ทำให้สังคมจีนอยู่ในสภาพอ่อนแอ เพราะประชากรจำนวนมากอยู่ในสภาพติดยาเสพติด บ้านเมืองตกอยู่สภาพจลาจลในวุ่นวาย แม้ราชวงศ์ชิงจะพยายามแก้ปัญหาการเสพติดฝิ่นของประชาชน แต่เมื่อจีนได้ทำสงครามฝิ่นครั้งที่สองและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกครั้งทำให้จีนต้องทำสนธิสัญญาเทียนจินซึ่งทำให้จีนสูญเสียผลประโยชน์มากขึ้นไปอีก

กบฎนักมวยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1900 กองโจรนักมวยได้บุกเข้าโจมตีฐานที่มั่นของพันธมิตรแปดชาติ ราชวงศ์ชิงนำโดยซูสีไทเฮาได้สนับสนุนการกบฎดังกล่าว แต่ก็ได้พ่ายแพ้ให้กับกลุ่มพันธมิตรแปดชาติ ทำให้จีนถูกบังคับให้ลงนามพิธีสารนักมวย และต้องจ่ายค่าชดใช้สงครามจำนวนมหาศาล[5] ทำให้ชาวจีนอัปยศอดสูเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ราชวงศ์ชิงกำลังอ่อนแอจากปัญหารุมเร้าทั้งภายในประเทศและจากนอกประเทศ ชาวตะวันตกและญี่ปุ่นดูถูกชาวจีนโดยการขนานนามว่า ขี้โรคแห่งเอเชีย ทำให้ชาวจีนบางส่วนมีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปสู่ประชาธิปไตยและนำไปสู่ขบวนการถงเหมิงฮุ่ยต่อต้านราชวงศ์ชิง นำโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น

การจัดตั้งสาธารณรัฐจีนพัฒนามาจากการจลาจลอู่ชางโดยได้เริ่มลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ต่อมาการลุกฮือได้พัฒนามาเป็นการปฏิวัติซินไฮ่ การปฏิวัติสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของขบวนการถงเหมิงฮุ่ย ราชสำนักชิงโดยมี ไจ้เฟิง องค์ชายฉุน และ พระพันปีหลงยฺวี่ เป็นผู้สำเร็จราชการ ยอมสละอำนาจโดยประทับตราพระราชสัญจักร คืนอำนาจให้ประชาชน หลังจากการยอมสละอำนาจของราชสำนักชิงแล้ว ชาวจีนทั่วประเทศและชาวจีนโพ้นทะเลได้มีการเฉลิมฉลอง วันแห่งการลุกฮือ วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ที่เป็นที่รู้จักกันใน "วันสองสิบ" ซี่งวันดังกล่าวนี้เองในปัจจุบันได้เป็นวันชาติสาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1911 ซุน ยัตเซ็น ได้ถูกเลือกเป็นประธานาธิบดี โดยการประชุมที่นานกิงโดยมีตัวแทนจากทุกมณฑลของจีน ซุนได้แถลงกาณ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และให้สัตย์คำมั่นสัญญาว่า จะรวมสาธารณรัฐจีนให้มั่นคงและวางแผนเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน

ซุนได้ตระหนักถึงการขาดแคลนการสนับสนุนทางด้านการทหาร ซึ่งผู้นำกองทัพเป่ยหยาง นายพลยฺเหวียน ชื่อไข่ได้เสนอให้การสนับสนุนแต่ต้องแลกกับกับการที่เขาจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซุน ยัตเซ็นจีงได้มอบอำนาจตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ ยฺเหวียน ชื่อไข่ ผู้ซึ่งต่อมาได้บีบบังคับให้จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิราชวงศ์ชิงองค์สุดท้ายสละราชสมบัติ นายพลหยวนได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่อในปี ค.ศ. 1913[4][6]

สงครามกลางเมือง[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามกลางเมืองจีน

สงครามจีน-ญี่ปุ่น และสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การยึดและถอยมาเกาะไต้หวัน[แก้]

สงครามกลางเมืองได้สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของพรรคก๊กมินตั๋งของเจียง ไคเช็กต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเหมา เจ๋อตุง พรรคก๊กมินตั๋งจึงได้หนีไปเกาะไต้หวัน

การเมือง[แก้]

คณะรัฐบาลของดร.ซุน ยัตเซ็น

รัฐบาลแห่งชาติของสาธารณรัฐจีนได้ก่อตั้งเป็นครั้งแรก ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 ที่เมืองนานกิง (จีน: 南京市) โดยมี ดร.ซุน ยัตเซ็น เป็นประธานาธิบดีชั่วคราวคนแรก บรรดาผู้แทนจากมณฑลต่างๆทั่วประเทศจีนถูกส่งไปเพื่อยืนยันรับรองอำนาจของรัฐบาลแห่งชาติที่นานกิง และต่อมาก็มีการจัดตั้งรัฐสภาขึ้นเป็นครั้งแรก อำนาจของรัฐบาลแห่งชาตินี้มี จำกัด และอายุสั้น เนื่องจากสาธารณรัฐจีนอยู่ในช่วงยุคขุนศึก มียังการแบ่งนายพล หรือขุนศึก ได้ตั้งตนเป็นอิสระควบคุมทั้งภาคกลางและภาคเหนือของจังหวัดและมณฑลทั่วประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ที่จำกัดโดยรัฐบาลชุดนี้ ประกอบไปด้วย การประกาศล้มล้างราชวงศ์ชิงอย่างเป็นทางการ จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง ถูกบีบบังคับให้ออกจากพระราชวังต้องห้ามในปี ค.ศ. 1917 อีกทั้งยังมีแนวนโยบายความคิดริเริ่มทางพัฒนาเศรษฐกิจ

อำนาจของรัฐสภากลายได้น้อยลง เมื่อได้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญโดย นายพลหยวน ชื่อไข่ และสมาชิกรัฐสภาพรรคก๊กมินตั๋งถูกกองทัพของนายพลหยวนบีบให้ยอมแพ้ อีกทั้งยังให้สมาชิกของในพรรคก๊กมินตั๋งสนับสนุนเขาด้วยการเสนอเงินจำนวน 1,000 ปอนด์สเตอร์ลิงเป็นการตอบแทน หยวนได้รักษาอำนาจของเขาโดยการส่งนายพลคนสนิทใกล้ชิดไปประจำตามจังหวัดและมณฑลทั่วประเทศจีนในฐานะผู้ปกครองแคว้น เมื่อนายพลหยวน ชื่อไข่ได้ฟื้นคืนระบอบจักรพรรดิและสถาปนาตั้งตนเป็นฮ่องเต้ นามว่า "จักรพรรดิหงเซียน (洪憲皇帝)" ได้มีการต่อต้านทั่วประเทศและเกิดการจราจลขึ้น เมื่อหยวนได้เสียชีวิต ในปี ค.ศ. 1913 รัฐสภาได้ถูกเรียกให้มีประชุมอีกครั้งเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้เกิดถูกต้องชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตามบรรดานายพลได้ถูกส่งไปประจำยังแคว้นต่างๆทั่วประเทศจีนได้ตั้งตนเป็นอิสระหลังจากการเสียชีวิตของหยวน ชื่อไข่ โดยไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลแห่งชาติอีกต่อไป ทำให้จีนเข้าสู่แห่งความแตกแยกหรือ ยุคขุนศึก แต่รัฐบาลแห่งชาติที่ไร้อำนาจก็ได้ดำรงอยู่อย่างกระท่อนกระแท่น เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น สาธารณรัฐจีนได้เห็นสมควรที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อที่จะได้ยื่นข้อเสนอในการขอแก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมและเรียกร้องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกลับคืนมา แต่รัฐบาลแห่งชาติก็ยังคงลังเลเพราะต้องการดูสถานการณ์ความได้เปรียบในสงคราม เมื่อหลายประเทศตะวันตกและจักรวรรดิญี่ปุ่นได้บีบบังคับให้จีนประกาศสงครามกับเยอรมนี ทำให้สาธารณรัฐจีนต้องประกาศสงครามกับจักรวรรดิเยอรมันและเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือเมื่อเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เพื่อที่จะเลิกกิจการการถือครองเยอรมันและยึดครองบรรดาทรัพย์สิน ธุรกิจ ของชาวเยอรมันในประเทศจีน นอกจากนี้รัฐบาลแห่งชาติ สาธารณรัฐจีนยังมีรัฐบาลขุนศึกที่ต้องคอยรับมืออีกในช่วงเวลาเดียวกัน

รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐจีนก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐจีนและหลักลัทธิไตรราษฎร์ ซึ่งระบุว่า (สาธารณรัฐจีน) จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยของประชาชน จะถูกปกครองร่วมกันโดยประชาชนและเพื่อประชาชน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวาทะของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น ที่ว่า ประชาธิปไตยเป็น การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน[7]

ต่อมา เจียง ไคเช็ก ผู้นำการทหาร มือขวาผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้เข้าปราบปรามเหล่าขุนศึกและรวบรวมประเทศให้เป็นหนึ่งและก่อตั้ง รัฐบาลคณะชาติ ขึ้นแทน โดยมีพรรคก๊กมินตั๋งเป็นพรรคหลัก ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1928 การประชุมสมัชชาภาคที่สี่ครั้งที่ 2 ของรัฐสภาแห่งชาติก๊กมินตั๋งที่จัดขึ้นในนานกิงผ่านการปฏิรูปกฎหมายของรัฐบาลคณะชาติ กฎหมายได้ระบุว่ารัฐบาลแห่งชาติจะถูกกำกับและควบคุมภายใต้คณะกรรมการบริหารกลางของพรรคก๊กมินตั๋ง กับคณะกรรมการรัฐบาลแห่งชาติซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากคณะกรรมการกลางของพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้รัฐบาลคณะชาติได้มีการก่อตั้งกระทรวงหลักขึ้น 7 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, การเงิน, การขนส่ง, ยุติธรรม, การเกษตรและการเหมืองแร่พาณิชย์ และนอกจากนี้เช่น ศาลฎีกา, และสถาบันการศึกษาทั่วไป

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

แผนที่สาธารณรัฐจีนในปี ค.ศ. 1936
แผนที่สาธารณรัฐจีน มาตราส่วนขนาดแผนที่โลก
ดินแดนที่สาธารณรัฐจีนอ้างสิทธิ
เขตการปกครอง จำนวน สาธารณรัฐจีน การแบ่งเขตการปกครองภาคแรก สมัยรัฐบาลเป่ยหยาง (ภาคเหนือ) เขตปกครองของสาธารณรัฐจีน
ROC Administrative Subdivisions zh-hant.svg
มณฑล 22 จี้ลี่ (直隸) | เฟิงเถียน (奉天) | คีหลิน (吉林) | เฮย์หลงเคียง (黑龍江) | ซานตุง (山東) | โฮหนาน (河南) | ซานซี (山西) | เคียงซู (江蘇) | อันฮุย (安徽) | เคียงซี (江西) | ฟูเกี้ยน (福建) | เจ้อเคียง (浙江) | หูเป่ย์ (湖北) | หูหนาน (湖南) | เสินซี (陝西) | กานซู่ (甘肅) | ซินเคียง (新疆) | เสฉวน (四川) | กวางตุ้ง (廣東) | กวางสี (廣西) | ยูนนาน (雲南) | กุ้ยโจว (貴州)
เมืองท่าสำคัญ 2 เกียวอ๋าว (膠澳商埠) | ซุงอู๋ (淞滬商埠)
เขตบริหารพิเศษ 4 ฉวนเปี้ยน (川邊特別區) | เยโฮล (热河特别区) | ชาร์ฮาร์ (察哈尔特别区) | ซุยหยวน (綏遠特別區)
เขตปกครองภูมิภาค 4 ซีซาง (西藏地方) | มงกู๋ (蒙古地方) | ชิงไห่ (青海省) | จิงโจว (เมืองหลวง) (京兆地方)
เขตการปกครอง จำนวน สาธารณรัฐจีน การแบ่งเขตการปกครองภาคสอง สมัยรัฐบาลจีนคณะชาติ (พรรคก๊กมินตั๋ง)
มณฑล 28 เคียงซู (江蘇) | เจ้อเคียง (浙江) | อันฮุย (安徽) | เคียงซี (江西) | หูเป่ย์ (湖北) | หูหนาน (湖南) | เสฉวน (四川) | ซีคัง (西康) | ฟูเกี้ยน (福建) | กวางตุ้ง (廣東) | กวางสี (廣西) | ยูนนาน (雲南) | กุ้ยโจว (貴州) | หูเป่ย์ (河北) | ซานตุง (山東) | หูหนาน (河南) | ซานซี (山西) | เสินซี (陝西) | กานซู่ (甘肅) | หนิงเซี่ย (寧夏省) | ชิงไห่ (青海省) | ซุยหยวน (綏遠) | ชาร์ฮาร์ (察哈爾) | เรอเหอ (熱河) | เหลียวหนิง (遼寧) | จี๋หลิน (吉林) | เฮย์หลงเคียง (黑龍江) | ซินเจียง (新疆)
เขตเทศบาล 6 หนานจิง (南京) | เซี่ยงไฮ้ (上海) | เป่ยผิง (北平) | ชิงเต่า (青島) | เทียนสิน (天津) | ฮั่นโข้ว (漢口)
นครระดับจังหวัด 2 เวยไห่ (威海衛行政區) | ตุงเฉิง (東省特別行政區])
เขตบริหารภูมิภาค 2 ซีซาง (西藏地方) | มงกู๋ (蒙古地方)

สาธารณรัฐจีนมีควมสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับประเทศมองโกเลีย (มองโกเลียนอก) ในฐานะที่เป็นรัฐสืบต่อจากราชวงศ์ชิง สาธารณรัฐจีนอ้างสิทธิ์ในดินแดน มองโกเลียนอก ประเทศมองโกเลียได้ถูกปกครองโดยรัฐบาลเป่ยหยางตลอดจนถึงสมัยของรัฐบาลจีนคณะชาตินำโดยพรรคก๊กมินตั๋ง จนกระทั่งประเทศมองโกเลียได้รับเอกราชจากจีนหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง สาธารณรัฐจีนได้ทำสนธิสัญญาพันธมิตรและพันธไมตรีจีน–โซเวียตเนื่องจากการกดดันโดยสหภาพโซเวียต[8]

เมืองสำคัญ[แก้]

เมืองเซี่ยงไฮ้ ปี ค.ศ. 1930

ในระเวลาแรกที่ก่อตั้งสาธารณรัฐจีน ได้มีการก่อตั้ง "เขตปกครองชนบทเพื่อพัฒนาไปสู่ระบบเมือง" ขึ้น เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างชนบทเพื่อขยายเป็นเมืองใหญ่ แต่การพัฒนาเมืองชนบทหยุดชะงักลงในช่วงรัฐบาลเป่ยหยาง ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1921 กว่างโจว ถูกพัฒนายกระดับขึ้นเป็นเมือง รัฐบาลเห็นผลของความสำเร็จของเมืองกว่างโจว จึงเพิ่มการใช้ระบบเมืองทั่วประเทศ วันที่ 3 กรกฎาคม ในปีเดียวกัน รัฐบาลเป่ยหยางประกาศใช้ "ระบบเขตเทศบาล" ขึ้น "เมือง" ได้ถูกแบ่งออกเป็น "เมืองสำคัญ" และ "เมืองธรรมดา" ได้แก่ "เทียนสิน, ซ่งอู๋ (ปัจจุบันคือเซี่ยงไฮ้), ชิงเต่า, ฮาร์บิน, ฮั่นโข้ว (ปัจจุบันคืออู่ฮั่น) รวมทั้งสิ้น 6 เมืองสำคัญ[9] ในปี ค.ศ. 1930 รัฐบาลจีนคณะชาติได้ประกาศใช้ "กฎหมายบริหารเขตเทศบาล" ขึ้น "เมือง" ได้ถูกแบ่งออกเป็น "เมืองท้องถิ่นภูมิภาค" และ เขตเทศบาลพิเศษ โดยเมืองท้องถิ่นภูมิภาคและเขตชนบทจะอยู่ในระดับเดียวกัน มีฐานะเทียบเท่ากับจังหวัด เมืองแต่ละเมืองของเขตชนบทจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจของเมืองท้องถิ่นภูมิภาค กฎหมายได้กำหนดแต่ละเมืองมีประชากรได้ถึงหนึ่งล้านคน แต่มีข้อยกเว้น ในปี ค.ศ. 1948 "รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐจีน" เมืองแต่ละเมืองจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจเขตเทศบาล ก่อนปี ค.ศ. 1949 ทั้งประเทศมีเขตเทศบาล 12 แห่ง[10]

ต่างประเทศ[แก้]

สังคม[แก้]

โฆษณาของเมืองเซี่ยงไฮ้ มีสุภาพสตรีสองคนใส่ชุดกี่เพ้า ในปี ค.ศ. 1930 โฆษณาเกี่ยวกับ "สบู่วิคตอเรีย"

หลังจากที่ได้มีการโค้นล้มราชวงศ์ชิงและเปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลแห่งชาติชุดแรกของดร.ซุน ยัตเซ็น ได้เริ่มร่างรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐจีนขึ้น บรรดาชนชั้นของขุนนางราชวงศ์ชิงถูกปลดเป็นพลเมืองธรรมดารวมทั้งจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง จักรพรรดิผู่อี๋ ก็ถูกถอดจากบัลลังก์เป็นเพียงพลเมืองแห่งสาธารณรัฐจีน รัฐบาลมีการออกกฎหมายอาญาและแพ่งขึ้นใช้บังคับทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม มีการรณรงค์แจกใบปลิวและติดป้ายประกาศจำนวนมากให้ตระหนักถึง หน้าที่พลเมืองดี สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และรู้จักติดตามข่าวสารสมัยใหม่ รัฐบาลสาธารณรัฐจีนยังได้สนับสนุนให้มีการยกเลิกการสูบฝิ่นของประชาชน มีการออกกฎหมายถือว่าฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีการส่งเสริมสุขอนามัยประชาชน ในช่วงนี้ทำให้เกิดสมาคมสภากาชาดแห่งสาธารณรัฐจีนขึ้น

การแต่งกาย[แก้]

กองทัพ[แก้]

ทหารกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2
ทหารกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีนที่เมืองเฉิงตู

กองทัพแห่งสาธารณรัฐจีนมีรากฐานมาจากกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีนซึ่งก่อตั้งโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น ในปี ค.ศ. 1925 ที่ เมืองกวางตุ้ง กับเป้าหมายของการรวมประเทศจีนภายใต้ก๊กมินตั๋ง

เศรษฐกิจ[แก้]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: เศรษฐกิจสาธารณรัฐจีน (2455-2492)
A bill from 1930, early ROC
การจราจรทางน้ำใน Suzhou Creek,เซี่ยงไฮ้, ค.ศ. 1920

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Roy, Denny (2003). Taiwan: A Political History. Ithaca, New York: Cornell University Press. pp. 55, 56. ISBN 0-8014-8805-2. 
  2. "Taiwan Timeline – Retreat to Taiwan". BBC News. 2000. สืบค้นเมื่อ 2009-06-21. 
  3. China, Fiver thousand years of History and Civilization. City University Of Hong Kong Press. 2007. p. 116. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2560. 
  4. 4.0 4.1 "The Chinese Revolution of 1911". US Department of State. สืบค้นเมื่อ 2016-10-27. 
  5. Spence, Jonathan D. [1991] (1991), The Search for Modern China, WW Norton & Co. ISBN 0-393-30780-8.
  6. Fenby 2009, pp. 123–125
  7. "The Republic of China Yearbook 2008 / CHAPTER 4 Government". Government Information Office, Republic of China (Taiwan). 2008. สืบค้นเมื่อ 2009-05-28. [ลิงก์เสีย]
  8. "1945年「外モンゴル独立公民投票」をめぐる中モ外交交渉". 
  9. 浩學歷史網>国学频道>国学书库>中华民国政治史>第七节市制
  10. 「中國地理」.中華民國國立編譯館發行之地理課本

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]