ก๊กมินตั๋ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พรรคก๊กมินตั๋ง)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พรรคก๊กมินตั๋งแห่งประเทศจีน
中國國民黨

Zhōngguó Guómíndǎng
ก่อนหน้าสมาคมซิงจงฮุ่ย (สมาคมฟื้นฟูประเทศจีน) (1894)
ถงเหมิงฮุ่ย (1905)
พรรคจีนปฏิวัติ (1914)
ที่ทำการพรรคถนนหมายเลข 232~234, Sec. 2, BaDe Rd., Zhongshan District, ไทเป, สาธารณรัฐจีน สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)[1]
หนังสือพิมพ์Central Daily News
Kuomintang News Network
ฝ่ายเยาวชนสมาคมยุวชนก๊กมินตั๋ง
จำนวนสมาชิก  (ปี 2017)1,090,000[2]
อุดมการณ์สามหลักการแห่งประชาชน[3][4][5]
ชาตินิยมแบบจีน
อนุรักษนิยม (ไต้หวัน)
จุดยืนพรรคฝ่ายค้านขวากลาง (กลางเอียงขวา)
กลุ่มระดับชาติPan-Blue Coalition
กลุ่มระดับสากลCentrist Democrat International
International Democrat Union
สี     น้ำเงิน
สภานิติบัญญัติหยวน
35 / 113
Municipal Mayoralties
3 / 6
City Mayoralties and County Magistracies
12 / 16
Local Councillors
394 / 912
Township Chiefs
83 / 204
เว็บไซต์
www.kmt.org.tw
ธงประจำพรรค
Naval Jack of the Republic of China.svg
การเมืองสาธารณรัฐจีน
รายชื่อพรรคการเมือง
การเลือกตั้ง

พรรคชาตินิยมจีน (จีนตัวย่อ: 中国国民党; จีนตัวเต็ม: 中國國民黨; พินอิน: Zhōngguó Guómíndǎng; เวด-ไจลส์: Chung1-kuo2 Kuo2-min2-tang3; อังกฤษ: Chinese Nationalist Party) หรือมักเรียกว่า ก๊กมินตั๋ง ตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือ กั๋วหมินตั่ง ตามสำเนียงกลาง (Kuomintang; ย่อว่า KMT) เป็นพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยมของสาธารณรัฐจีน ซึ่งยังคงดำรงอยู่ในไต้หวัน

ประวัติ[แก้]

พรรคก่อตั้งขึ้นภายหลังการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงในประเทศจีน ก๊กมินตั๋งรบกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อชิงอำนาจปกครองประเทศ ก่อนจะพ่ายแพ้และถอยหนีไปไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 และตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่นั่น ก๊กมินตั๋งบริหารประเทศโดยเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างปลายทศวรรษปี พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2533 ก็ค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง ในสมัยแรก ๆ ที่พรรคก๊กมินตั๋งเข้าปกครองไต้หวัน และชื่อก๊กมินตั๋งใช้เรียกราวกับมีความหมายเหมือนกันหมายถึงจีนชาตินิยม ปีพ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) พรรคจีนคณะชาติที่ไต้หวันถึงถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เปิดทางให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกแทน ทำให้ประเทศต่าง ๆ พากันตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน หันมารับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนแทน (รวมถึงประเทศไทย) ส่งผลให้ไต้หวันถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก ซึ่งทางพรรคได้บทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวัน เช่น การสร้างประเทศด้วยระบอบตลาดเสรีแบบทุนนิยม หันมาเน้นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก ทำให้เศรษฐกิจของไต้หวันมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นหนึ่งในสี่เสือแห่งเอเชีย อาจจะกล่าวได้ว่าทางพรรคได้มีบทบาทในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจ แต่การเมืองของไต้หวันก็ถูกมองว่ากึ่งเผด็จการเนื่องจาก ปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว พ.ศ. 2549 ก๊กมินตั๋งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีที่นั่งในสภามากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพรรคการเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินประเมินอยู่ราว 2,600-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทรัพย์สินของพรรคค่อย ๆ ขายออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543[6]

นโยบาย[แก้]

กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งช่วงรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีน ปี ค.ศ. 2004

ภายหลังจากที่พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวันในปี 2543 พรรคมีนโยบายที่จะผูกมิตรกับทางแผ่นดินใหญ่ และในปี พ.ศ. 2551 พรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง นายหม่า อิงจิ่วได้ดำเนินนโยบายร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลปักกิ่ง เปิดเที่ยวบินตรงระหว่าง 2 จีน ประนีประนอมและสนับสนุนการค้ากับแผ่นดินใหญ่ จากนโยบายดังกล่าวทำให้ถูกพรรคฝ่ายค้านโจมตีว่านำอธิปไตยของไต้หวันไปผูกไว้กับแผ่นดินใหญ่[7] และก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 นายหม่า อิงจิ่วได้บินไปพบกับนายสี จิ้นผิงที่สิงคโปร์[8]เพื่อชูนโยบายสนับสนุนความร่วมมือกับแผ่นดินใหญ่ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจากจีนยอมมาพบกับผู้นำไต้หวันเพื่อพูดคุยถึงประเด็น 2 จีนเป็นครั้งแรก ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เลือกที่จะนิยามจีนในรูปแบบของตนเอง โดยนายหม่า ปฏิเสธว่าไม่ได้เล่นเกมการเมืองเพื่อคะแนนเสียงแต่อย่างใด [9]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Kuomintang Official Website". Kuomintang. สืบค้นเมื่อ 13 September 2011.
  2. Hsu, Stacy (16 January 2017). "Hung urges for scrutiny of KMT leader elections". Taipei Times. สืบค้นเมื่อ 16 January 2017.
  3. 政策綱領 (in จีน). Kuomintang. สืบค้นเมื่อ 2016-06-19.
  4. The Editors of Encyclopædia Britannica. "Three Principles of the People". Encyclopædia Britannica.
  5. Mary C. Wright (1955). From Revolution to Restoration: The Transformation of Kuomintang Ideology. Association for Asian Studies. pp. 515–532.
  6. http://www.kmt.org.tw/
  7. http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=126:art17&catid=28&Itemid=106&lang=th
  8. http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000124154
  9. http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636051