ท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ท้าวศรีสุนทรนาฎ
(แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา)
Kaeo Phanomwan Na Krungthep.jpg
เกิด5 มกราคม พ.ศ. 2396
พระตะบอง ประเทศสยาม
เสียชีวิต15 กันยายน พ.ศ. 2473 (77 ปี)
กรุงเทพมหานคร ประเทศสยาม
คู่สมรสเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)
หลวงอำนาจณรงค์ราญ (หม่อมราชวงศ์ยัน พนมวัน)[1]
บุตรคุณหญิงมณี พิพิธภัณฑ์พิจารณ์
เล็ก บุนนาค
หม่อมหลวงต่อ พนมวัน
บิดามารดาพระสุพรรณพิศาล (กอง อภัยวงศ์) (บิดา)
ญาติเจ้าจอมมารดาเอี่ยมบุษบา (พี่สาว)
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (หลานสาว)

ท้าวศรีสุนทรนาฏ มีชื่อตัวว่า แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา (สกุลเดิม อภัยวงศ์; 5 มกราคม พ.ศ. 2396 — 15 กันยายน พ.ศ. 2473) บุตรีของพระสุพรรณพิศาล (กอง อภัยวงศ์) บุตรชายของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน อภัยวงศ์) ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบองคนแรก

อนึ่งท้าวศรีสุนทรนาฏเป็นน้องสาวของเจ้าจอมมารดาเอี่ยมบุษบา พระชายาในพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร (ซึ่งเจ้าจอมมารดาเอี่ยมบุษบาเป็นทวดในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ)[2][3] ทั้งนี้ท้าวศรีสุนทรนาฏยังเป็นพระอัยยิกาฝ่ายพระชนนีของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6[4]

ประวัติ[แก้]

ชีวิตช่วงต้น[แก้]

ท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา) มีนามเดิมว่า แก้ว อภัยวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2396 ณ เมืองพระตะบอง เป็นบุตรีของพระสุพรรณพิศาล (กอง อภัยวงศ์) เมื่อท้าวศรีสุนทรนาฏมีอายุได้ 7 ขวบ ในปี พ.ศ. 2407[5] พระสุพรรณพิศาลผู้เป็นบิดาได้รับคำสั่งให้คุมไพร่พลไปรื้อปราสาทหินขนาดน้อยแห่งหนึ่งเพื่อขนเข้ามาก่อสร้างในกรุงเทพฯ เมื่อทำการครั้งนั้นพระสุพรรณพิศาลพาบุตรคนหนึ่งและท้าวศรีสุนทรนาฏไปด้วย แต่เกิดเหตุโจรเข้าปล้นฆ่าพระสุพรรณพิศาลและบุตรเสียชีวิต แต่ตัวท้าวศรีสุนทรนาฏนั้นได้รับการช่วยเหลือจากบ่าวไพร่ด้วยอุ้มพาหลบหนีไปยังเมืองพระตะบองได้[5] เมื่อข่าวทราบถึงกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสสั่งให้มีท้องตราออกไปยังเมืองพระตะบองว่าพระสุพรรณพิศาลเสียชีวิตในหน้าที่ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำนุบำรุงครอบครัวของพระสุพรรณพิศาลมิให้เดือดร้อน[5]

พระยาอภัยภูเบศรผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง ได้ส่งท้าวศรีสุนทรนาฏเข้ามายังกรุงเทพฯ ซึ่งในขณะนั้นน้องสาวของท้าวศรีสุนทรนาฏที่ชื่อบัวได้ถวายตัวอยู่ในพระบรมมหาราชวังโดยมีพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงเดือน ทรงอุปการะ[5] ส่วนท้าวศรีสุนทรนาฏได้รับการอุปการะจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าพระยาที่สมุหพระกลาโหม[5]

เมื่อเจ้าพระยาที่สมุหพระกลาโหมรับไปเลี้ยง ท้าวศรีสุนทรนาฏได้หัดรำละคอนได้เรียนจากครูที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 หลายคน ซึ่งท้าวศรีสุนทรนาฏเป็นศิษย์เอกของคุณน้อยงอกซึ่งเล่นเป็นตัวไกรทองได้ดีหาที่เปรียบไม่ได้[6] ท้าวศรีสุนทรนาฎนั้นเล่นเป็นตัวละคอนได้หลายตัวแต่ถนัดเล่นเป็นไกรทองฝีมือวิเศษไม่มีใครเทียมในสมัยเดียวกัน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ นางแก้ว อำนาจณรงค์ราญ เป็น ท้าวศรีสุนทรนาฏ ถือศักดินา 600[7]

เป็นครูละคร[แก้]

ท้าวศรีสุนทรนาฏเป็นผู้ที่ชำนาญด้านการฟ้อนรำ ได้เป็นครูละคอนในกรมมหรสพซึ่งเป็นทั้งครูและผู้บังคับควบคุมละครผู้หญิงของวังหลวง เจ้าพระยารามราฆพได้เชิญท่านไปอยู่ที่บ้านนรสิงห์เพราะท่านเป็นครูฝึกหัดฟ้อนรำให้ เจ้าพระยารามราฆพ และพระยาอนิรุธเทวามาตั้งแต่เป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิม[8]

หลังจากที่เล็ก บุตรสาวคนที่สองได้ถึงแก่กรรม ท้าวศรีสุนทรนาฏจึงรับเอาเครือแก้ว อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นหลานมาไว้ในการดูแล[4] ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับพระนางเจ้าสุวัทนาเข้าไปอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ท้าวศรีสุนทรนาฎก็เข้าไปเป็นผู้ใหญ่อยู่ที่ตำหนัก[8]

อนิจกรรม[แก้]

ในวัยชราท้าวศรีสุนทรนาฏป่วยหลายครั้งแต่ก็สามารถแก้ให้หายเป็นปกติ จนการป่วยครั้งที่สี่ พบว่าอาการหนักมากหมดหนทางจะแก้ไข จึงถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2473 สิริรวมอายุได้ 76 ปี[8] พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีทรงรับเป็นเจ้าภาพในงานศพของท้าวศรีสุนทรนาฏ การนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีเสด็จไปการพระราชทานเพลิงศพท้าวศรีสุนทรนาฏแทนพระองค์ ภายหลังพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีโปรดให้แบ่งอัฐิเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกพระราชทานใส่โกศเงินแล้วเชิญอัฐิของท้าวศรีสุนทรนาฏไปบรรจุที่เขามอวัดประยุรวงศาวาสราชวรวิหารที่ช่องบรรจุเคียงข้างเล็ก บุนนาค ธิดา ส่วนอัฐิอีกหนึ่งส่วนพระราชทานใส่โกศแก้วเจียระไนพระราชทานแก่หม่อมหลวงต่อ พนมวันไปรักษาไว้[ต้องการอ้างอิง]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ท้าวศรีสุนทรนาฎมีธิดากับเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สองคนคือ

  1. มณี บุนนาค สมรสกับพระยาพิพิธภัณฑ์พิจารณ์ (เจริญ โชติกเสถียร) ต่อมาเป็น คุณหญิงพิพิธภัณฑ์พิจารณ์
  2. เล็ก บุนนาค สมรสกับพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) เป็นพระมารดาของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และสมรสอีกครั้งกับหลวงบริหารยุคลบาท (แหวน จารุดุล) มีบุตรสี่คน

ต่อมาหม่อมแก้วเมื่อออกจากการปกครองของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์แล้วจึงได้เป็นภรรยาของหลวงอำนาจณรงค์ราญ (หม่อมราชวงศ์ยัน พนมวัน) และมีบุตรด้วยกันคนเดียวคือ หม่อมหลวงต่อ พนมวัน โดยหม่อมหลวงต่อรับราชการอยู่ในกรมมหรสพ และหลังจากที่หลวงอำนาจณรงค์ราญถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2434[1] ท้าวศรีสุนทรนาฎได้พาบุตรธิดากลับออกไปอยู่กับญาติฝ่ายสกุลอภัยวงศ์ที่พระตะบอง เมื่อธิดาได้เติบโตขึ้นแล้ว ญาติฝ่ายสกุลบุนนาคเกรงว่าธิดาของเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) จะได้สามีไม่สมกัน จึงชวนให้ท้าวศรีสุนทรนาฎพาครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ[8]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 วชิรญาณสุภาษิต (PDF). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. 2555. p. 124. Text " author " ignored (help); Check date values in: |year= (help)
  2. Pantip - ๘๓ พรรษา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระกุลเชษฐ์แห่งพระบรมราชวงศ์ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
  3. Princess Bejaratana
  4. 4.0 4.1 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ - พระประสูติการ
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 200
  6. Pantip - เจ้าจอม หม่อมละคร ในกรุงรัตนโกสินทร์
  7. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ฝ่ายใน, เล่ม ๓๗, ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๓, หน้า ๓๐๔๘
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 เรือนไทย - ชาลวันและเถรขวาด ความคล้ายคลึง
  9. หนังสือบทละคร เรื่องไกรทอง หน้า 236
  10. 10.0 10.1 หนังสือบทละคร เรื่องไกรทอง หน้า 235
  11. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๓๘, ตอน ๐ ง, ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๔, หน้า ๒๔๗๑
  12. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๔๑, ตอน ๐ง, ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗, หน้า ๒๙๔๙