พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5
พระองค์เจ้าชั้นเอก
Bhongprabai.jpg
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดาเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข ในรัชกาลที่ 5
ประสูติ19 ธันวาคม พ.ศ. 2410
สิ้นพระชนม์11 มีนาคม พ.ศ. 2485 (74 ปี)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่อง (เดิม หม่อมเจ้าผ่องประไพ; 19 ธันวาคม พ.ศ. 2410 – 11 มีนาคม พ.ศ. 2485) เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข

พระประวัติ[แก้]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ หรือ พระองค์เจ้าผ่อง เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย แรม 8 ค่ำ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2410 เมื่อประสูติมีพระยศที่ “หม่อมเจ้าผ่องประไพ” เพราะขณะนั้นพระบิดาดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ ส่วนพระมารดาเป็นพระพี่เลี้ยงของพระบิดา ขณะพระบิดามีพระชนมายุเพียง 14-15 พรรษา ส่วนพระมารดามีอายุมากกว่าพระบิดาประมาณ 3 ปี[1] เมื่อหม่อมเจ้าผ่องประไพประสูติใหม่ ๆ นั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระอัยกาทรงกริ้วหม่อมราชวงศ์แขที่ทำให้พระราชโอรสของพระองค์ทรงประพฤติผิดเกินวัย แต่พระองค์ก็มิได้ทรงลงโทษหม่อมราชวงศ์แข เพราะมีพระเมตตาอยู่แล้ว

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อหม่อมเจ้าผ่องประไพทรงประสูติใหม่ ๆ เจ้าจอมมารดาเที่ยง ในรัชกาลที่ 4 ได้อุ้มหม่อมเจ้าผ่องประไพให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถามว่าเด็กหญิงคนนี้เป็นธิดาของใคร เจ้าจอมมารดาเที่ยงไม่ได้ทูลตอบแต่ทูลถามว่าเด็กหญิงคนนี้รูปร่างหน้าตาเหมือนใคร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า "เหมือนแม่เพย" (สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระมารดาในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ และอัยยิกาของหม่อมเจ้าผ่องประไพ)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2411 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ หม่อมราชวงศ์แขได้เป็นเจ้าจอมมารดา หม่อมเจ้าผ่องประไพก็ทรงมีพระยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้า แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นหม่อมคนที่สองของพระองค์ และโปรดพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ พระธิดาพระองค์ที่สองที่เกิดจากเจ้าจอมมารดาแพเป็นพิเศษ ทำให้เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แขและพระองค์ผ่องประไพถูกลดความสำคัญลง ประกอบกับพระอุปนิสัยของพระองค์เจ้าผ่องประไพที่ค่อนข้างดื้อจึงมิได้เป็นที่โปรดปรานของพระบิดา[1] เมื่อยังทรงพระเยาว์พระองค์เจ้าผ่องประไพทรงอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ด้วยความที่พระองค์เจ้าผ่องประไพมีพระอุปนิสัยที่ดื้อ ขณะที่ทรงพระบังคนในโถ มักไม่ใคร่ลุกออกจากโถ แม้พระพี่เลี้ยงจะตักเตือนแต่ก็ไม่ทรงยินยอม บางครั้งจึงปล่อยให้ทรงนั่งโถเช่นนั้นนานหลายชั่วโมง[2]

ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้เจ้านายทุกพระองค์ทรงยกเลิกการหมอบคลาน แต่ให้ยืนคำนับแบบตะวันตก ซึ่งเจ้านายทุกพระองค์ทรงยืนหมดยกเว้นพระองค์เจ้าผ่องประไพที่ยังทรงหมอบอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก เลยทรงพระดำเนินไปดึงพระเมาลี (จุก) ของพระองค์เจ้าผ่องประไพ แต่พระองค์เจ้าผ่องประไพก็ยังทรงหมอบอยู่ตลอด

ถึงแม้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพจะดูไม่เป็นที่โปรดปรานของรัชกาลที่ 5 และคนอื่น ๆ นักแต่ความเป็นพ่อ-ลูกกันนั้นก็ตัดกันไม่ขาด ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพระบรมมหาราชวัง ชาววังต่างก็เตรียมการรับเสด็จ พระองค์เจ้าผ่องประไพก็ทรงทำพัดขนนกขนาดใหญ่ เพื่อที่จะทูลเกล้าฯถวายพระบิดา เมื่อถึงวัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินไปตามลาดพระบาท และทรงทักทายเจ้านายฝ่ายในโดยทั่วกัน เมื่อทรงพระดำเนินถึงตรงหน้าพระองค์เจ้าผ่องประไพ ทรงหยุดทักและทรงรับพัดขนนกไว้ พระองค์เจ้าผ่องประไพทรงกราบแทบพระบาทของพระบิดา ทรงรับสั่งถามว่า อยากได้อะไร เมื่อพระองค์ผ่องประไพกราบบังคมทูลว่า "อยากได้พระธำมรงค์เพคะ" พระบิดาก็ทรงรับสั่งว่า "แล้วจะให้" (ซึ่งในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชทานทานพระธำมรงค์เพชรแก่พระราชธิดาตามพระประสงค์) พระองค์เจ้าผ่องประไพทรงกราบอีกครั้ง น้ำพระเนตรคลอ เพราะในชีวิตของพระองค์ไม่ได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดพระยุคลบาทเหมือนน้อง ๆ พระองค์อื่นเลย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถือพัดขนนกและทรงพระดำเนินต่อไป สร้างความปลาบปลื้มให้แก่พระองค์เจ้าผ่องประไพ และเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเป็นอย่างมาก

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชวังสวนดุสิตขึ้น พระมเหสี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม พระราชธิดา ต่างเสด็จออกไปมีตำหนักหรือสำนักเพื่อเฝ้าแหนใกล้ชิด แต่พระองค์เจ้าผ่องประไพยังคงประทับแต่ในพระบรมมหาราชวัง และห่างเหินกับพระบิดาจนกระทั่งพระบิดาสวรรคต[1] ส่วนพระองค์เจ้าผ่องประไพก็ประทับในพระบรมมหาราชวังจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2485 สิริพระชันษา 75 ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2485[3] ส่วนหม่อมหลวงศรีฟ้า ลดาวัลย์ ได้ระบุว่าพระองค์เจ้าผ่องประไพสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2473 เมื่อพระชันษา 63 ปี[1]

พระนาม[แก้]

พระนามของพระองค์ มีปรากฏอยู่สองพระนาม คือ

  • พระองค์เจ้าผ่องประไพ
  • พระองค์เจ้าผ่อง

ในคราวเป็นหม่อมเจ้าปรากฏพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงผ่องประไพ แต่พระบิดาสถาปนาเป็น พระองค์ผ่อง ทั้งสองพระนามนี้ปรากฏใช้อยู่ทั้งสอง ดังนี้

  • พระองค์เจ้าหญิงผ่องประไพ ปรากฏบนแผ่นจารึกหน้าที่บรรจุพระอังคารภายในอนุสาวรีย์เจ้าจอมมารดาแข สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
  • พระองค์เจ้าหญิงผ่อง ปรากฏที่ฐานพระพุทธรูปที่ทรงสถาปนาถวายเป็นพุทธบูชา

พระนามทั้งสองนี้ ปรากฏใช้ในบันทึกต่าง ๆ จึงเป็นที่สับสนเล็กน้อย

พระเกียรติยศ[แก้]

พระอิสริยยศ[แก้]

  • หม่อมเจ้าผ่องประไพ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2410 – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411)
  • พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าผ่อง (1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 – 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453)
  • พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 – 2 มีนาคม พ.ศ. 2478)
  • พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ (2 มีนาคม พ.ศ. 2478 – 11 มีนาคม พ.ศ. 2485)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก, ศิลปวัฒนธรรม, 2550, ISBN 978-974-323-989-2
  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 จุลลดา ภักดีภูมินทร์. เลาะวัง. กรุงเทพฯ:โชคชัยเทเวศร์, 2535. หน้า 169
  2. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. หอมติดกระดาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:มติชน, 2553. หน้า 113-114
  3. กรมศิลปากร สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ (2554). ราชสกุลวงศ์ (PDF). กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. p. 80. ISBN 978-974-417-594-6. Invalid |dead-url=http://library.siamtech.ac.th/pdf/king22.pdf (help)
  4. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ฝ่ายใน, เล่ม 21, ตอน 32, 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447, หน้า 570
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบัน ฝ่ายใน, เล่ม 29, ตอน 0 ง, 22 มกราคม พ.ศ. 2455, หน้า 2444
  6. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม 43, ตอน 0 ง, 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469, หน้า 3114