เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
เจ้าพระยาบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสนี)
อัครมหาเสนาบดีสมุหนายกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2369 – พ.ศ. 2392
กษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 13 มกราคม พ.ศ. 2319
บ้านเชิงสะพานช้างโรงสี พระนคร ประเทศสยาม
เสียชีวิต บ้านเชิงสะพานหัน พระนคร ประเทศสยาม
บิดา เจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น)
มารดา ท่านผู้หญิงฟัก
ศาสนา พุทธ
อนุสาวรีย์เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดมหาธาตุ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) (13 มกราคม พ.ศ. 2318 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392) อัครมหาเสนาบดีสมุหนายก และแม่ทัพใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 "เจ้าพระยาบดินทรเดชา" เป็นราชทินนามพิเศษ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานราชทินนามนี้มีแต่ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ประวัติ[แก้]

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นบุตรคนที่ 4 ของเจ้าพระยาอภัยราชา กับท่านผู้หญิงฟัก เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2318 [1] เทียบกับปฏิทินปัจจุบันตรงกับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2319 ตรงกับปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถานที่เกิดอยู่ในเขตพระนคร ตอนเชิงสะพานช้างโรงสีหน้ากระทรวงมหาดไทยทุกวันนี้ [2] [3] [4]

เมื่อเจริญวัยขึ้น เจ้าพระยาอภัยราชาผู้เป็นบิดาได้นำตัวนายสิงห์เข้ารับราชการในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และได้รับพระราชทานยศศักดิ์ในตำแหน่ง จมื่นเสมอใจราชและพระนายเสมอใจ ต่อมาได้เป็นพระยาเกษตรรักษาว่าการกรมนาฝ่ายพระราชวังบวรในสมัยรัชกาลที่ 2 ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์สมบัติจึงโปรดให้เป็น พระยาราชสุภาวดี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ก่อสงครามขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพหน้ายกไปปราบปรามกองทัพลาว ในที่สุดท่านได้ปราบปรามกองทัพลาวสำเร็จและสามารถยกเข้าเมืองนครจำปาศักดิ์ได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าพระยาราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายก

เสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสถาปนาเจ้าพระยาราชสุภาวดีขึ้นเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา อัครมหาเสนาบดีสมุหนายกใน พ.ศ. 2372 (เวลานั้นท่านอายุได้ 52 ปี)

อีกไม่กี่ปีต่อมา (พ.ศ. 2376) ญวนเกิดเข้าไปแทรกแซงหาทางจะเอาเขมรเป็นของตน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพขึ้นไปสู้รบกับญวนอีก จนกระทั่งญวนยอมทำไมตรีกับไทยแล้ว และเหตุการณ์ในกัมพูชากลับเป็นปกติตามเดิมเจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. 2391 ท่านได้ควบคุมบ้านเมืองในเขมรนานถึง 15 ปีเต็ม

ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ใช้หลักความเฉียบขาดในการบังคับบัญชา จึงได้ผลคือยุติสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ และได้ช่วยป้องกันเขมรจากญวนได้สำเร็จตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนำเกียรติคุณมาสู่ทหารไทยและประเทศไทยอย่างมากมาย

ปีที่กลับจากเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง 71 ปี แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 ก็ถึงแก่อสัญกรรมบ้านริมคลองโอ่งอ่าง (บริเวณเชิงสะพานหันกับบ้านดอกไม้) ด้วยอหิวาตกโรคซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้น รุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2393 จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ

เมื่อสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองด้วง) พระเจ้ากรุงกัมพูชา ได้ทราบว่า เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระองค์ทรงระลึกถึงครั้งที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตรทั้งช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงดำรัสสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเก่าเมืองเขมร) แล้วให้พระภิกษุสุกชาวเขมรช่างปั้นฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น ปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้เป็นอนุสาวรีย์ด้วยปูนเพชร และประกอบการกุศลมีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้งที่เก๋ง ชาวเขมรเรียกว่า "รูปองบดินทร" ตลอดมาจนบัดนี้ รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. 2392

จากผลงานและคุณงามความดีที่ปรากฏต่อประเทศชาติ ทำให้อนุชนรุ่นหลังสร้างอนุสรณ์สถานขึ้นเพื่อเคารพสักการะและระลึกถึงพระคุณของท่านหลายแห่ง เช่น เมืองอุดงมีชัย ประเทศกัมพูชา, วัดจักรวรรดิราชาวาส (วัดสามปลื้ม) , โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) , โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๒, โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา, โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๔ , โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นนทบุรี , โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ ,โรงเรียนเทพลีลา, วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.ยโสธร , ค่ายบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 อ.มะขาม จ.จันทบุรี , ค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) , กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว , ค่ายบดินทรเดชา กรมทหารราบที่ 16 อ.เมือง จ.ยโสธร สถานีตำรวจภูธรโพธิ์ตาก อ.โพธิ์ตาก และองค์การบริหารส่วนตำบลค่ายบกหวาน อ.เมือง จ.หนองคาย ฟิ้ว

บุตร-ธิดา[แก้]

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) มีบุตรธิดาดังต่อไปนี้

  1. จมื่นมหาสนิท (น้อย สิงหเสนี) - ท่านผู้หญิงเพ็ง เป็นมารดา
  2. บัว สิงหเสนี (ญ.) ทำราชการฝ่ายใน
  3. คุณหญิงแย้ม ราชสุภาวดี สมรสกับพระยาราชสุภาวดี (ปาน สุรคุปต์)
  4. เจ้าพระยามุขมนตรี (เกด สิงหเสนี) - ท่านผู้หญิงเพ็ง เป็นมารดา
  5. จมื่นทิพย์เสนา (อินทร์ สิงหเสนี)
  6. คุณหญิงเกษร วิสูตรโยธามาตย์ สมรสกับพระยาวิสูตรโยธามาตย์ (กุหลาบ หงสกุล)
  7. เจ้าพระยายมราช (แก้ว สิงหเสนี) - ท่านผู้หญิงเพ็ง เป็นมารดา
  8. คุณหญิงมรกด พิบูลสงคราม สมรสกับพระยาพิบูลสงคราม (นุ้ย)
  9. เจ้าจอมมารดากลีบ ในรัชกาลที่ 3 - ท่านผู้หญิงหนู เป็นมารดา
  10. ท่านผู้หญิงปุก วิเชียรคีรี สมรสกับเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา)
  11. เจ้าจอมมาลัย ในรัชกาลที่ 3
  12. จมื่นประธานมณเฑียร (แสง สิงหเสนี)
  13. ทิม สิงหเสนี (ญ.) สมรสกับพระอภัยพลรบ
  14. สารภี สิงหเสนี (ญ.) สมรสกับพระศรีกาฬสมุทร (บุญมี สุวรรณสุภา)
  15. อำพัน สิงหเสนี (ญ.) สมรสกับพระเสนีพิทักษ์ (ทองสุก)
  16. จมื่นประธานมณเฑียร (เวียง สิงหเสนี)
  17. หม่อมเป้า เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา หม่อมในหม่อมเจ้าสวัสดิ์ เดชาติวงศ์

เกียรติประวัติ[แก้]

ศาลเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร

ด้านการสงคราม[แก้]

  • แม่ทัพใหญ่ในศึกสู้ศึกเจ้าอนุวงศ์ [5]
  • แม่ทัพในเหตุการณ์ญวณแทรกแซงเขมร
  • ว่าราชการที่เขมรกว่า 15 ปี
  • ช่วยทำราชการปราบปรามจีนตั้วเหี่ยที่ก่อการกำเริบที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ด้านศาสนา[แก้]

  • ปฏิสังขรณ์วัด "วัดสามปลื้ม" ปัจจุบันคือ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร
  • ปฏิสังขรณ์วัดพรหมสุรินทร์ จังหวัดพระนครในรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายก และทรงปฏิสังขรณ์ต่อมา
  • ปฏิสังขรณ์วัดช่างทอง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงฟักผู้เป็นมารดาได้สร้างไว้ อยู่ที่เกาะเรียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ปฏิสังขรณ์วัดวรนายกรังสรร (เขาดิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • สร้าง วัดตึก ปัจจุบันคือ วัดเทพลีลาพระอารามหลวง
  • ยกที่บ้านถวายเป็นวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญเสนาสนะพร้อม มีชื่อว่าวัดไชยชนะสงครามแต่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าวัดตึกจนทุกวันนี้ อยู่ตรงข้ามกับเวิ้งนครเขษมใกล้สี่แยกวัดตึก จังหวัดพระนคร
  • สร้างวัดที่เมือง พัตบอง และอุดงมีชัย
    • โรงเรียนพระปริยัติธรรมเจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) วัดมหาธาตุ (พระอารามหลวง) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
  • สร้างวัดหัวโค้ง ปัจจุบันคือ วัดปากบ่อ

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

อ้างอิง[แก้]