อำเภอโพนนาแก้ว
อำเภอโพนนาแก้ว | |
|---|---|
| การถอดเสียงอักษรโรมัน | |
| • อักษรโรมัน | Amphoe Phon Na Kaeo |
ทะเลสาบหนองหานบริเวณตำบลนาแก้ว | |
| คำขวัญ: โพนนาแก้ว แนวหนองหาร บ้านดินดี มีเห็ดเผาะ เสนาะดนตรีพื้นเมือง งามประเทืองประตูน้ำก่ำ วัฒนธรรมผ้าลายมุก | |
แผนที่จังหวัดสกลนคร เน้นอำเภอโพนนาแก้ว | |
| พิกัด: 17°13′18″N 104°17′24″E / 17.22167°N 104.29000°E | |
| ประเทศ | |
| จังหวัด | สกลนคร |
| พื้นที่ | |
• ทั้งหมด | 352.0 ตร.กม. (135.9 ตร.ไมล์) |
| ประชากร (2567) | |
• ทั้งหมด | 36,805 คน |
| • ความหนาแน่น | 104.55 คน/ตร.กม. (270.8 คน/ตร.ไมล์) |
| รหัสไปรษณีย์ | 47230 |
| รหัสภูมิศาสตร์ | 4717 |
| ที่ตั้งที่ว่าการ | ที่ว่าการอำเภอโพนนาแก้ว ถนนนาแก้ว-ดงน้อย ตำบลนาแก้ว อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร 47230 |
โพนนาแก้ว เป็นอำเภอในจังหวัดสกลนคร เดิมเป็นพื้นที่ของอำเภอเมืองสกลนคร
ที่ตั้งและอาณาเขต
[แก้]อำเภอโพนนาแก้ว มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอกุสุมาลย์
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปลาปาก (จังหวัดนครพนม)
- ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอวังยาง (จังหวัดนครพนม) อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอเมืองสกลนคร
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองสกลนคร
ประวัติ
[แก้]โพนนาแก้ว เดิมเป็นพื้นที่ของอำเภอเมืองสกลนคร โดยมีทะเลสาบหนองหานคั่นกลาง ราษฎรที่อยู่ฝั่งทิศตะวันออก คือ ตำบลท่าแร่ ตำบลบ้านโพน ตำบลนาตงวัฒนา ตำบลบ้านแป้น ตำบลนาแก้ว ได้รับความลำบากในการติดต่อราชการ จังหวัดสกลนครจึงให้ทั้ง 5 สภาตำบลพิจารณาหาที่ตั้งกิ่งอำเภอ โดยสภาตำบลท่าแร่ต้องการให้ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าแร่ เพราะท้องที่เจริญชุมชนหนาแน่น[1] สภาตำบลบ้านโพนจึงได้เสนอกับตำบลนาแก้ว โดยให้ศูนย์ราชการตั้งอยู่ระหว่างทั้ง 2 ตำบลและใช้ชื่อกิ่งอำเภอที่ตั้งขึ้นใหม่ว่า "โพนนาแก้ว" ซึ่งเป็นชื่อของตำบลบ้านโพนและตำบลนาแก้ว ตำบลนาแก้วตกลงรับข้อเสนอของตำบลบ้านโพน ทำให้ตำบลท่าแร่ไม่ร่วมอยู่ในเขตพื้นที่ของกิ่งอำเภอใหม่ ปี พ.ศ. 2532 นายเอกพร รักความสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ยื่นเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครองได้บรรจุเข้าแผนการจัดตั้งกิ่งอำเภอและอำเภอระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2530 - 2534)[2]
นายถนอม ชาญนุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร จึงประกาศแยกตำบลบ้านโพน ตำบลบ้านแป้น ตำบลนาตงวัฒนา และตำบลนาแก้ว ตั้งเป็น กิ่งอำเภอโพนนาแก้ว[3] ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2533 โดยเริ่มเปิดใช้ที่ว่าการกิ่งอำเภอวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2534 โดยได้รับอนุมัติจัดตั้งจากพล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งแยกตำบลบ้านโพน ตั้งเป็นตำบลเชียงสือ[4] และยกฐานะเป็น อำเภอโพนนาแก้ว[5] ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
การแบ่งเขตการปกครอง
[แก้]การปกครองส่วนภูมิภาค
[แก้]อำเภอโพนนาแก้วแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 5 ตำบล 53 หมู่บ้าน ได้แก่
| 1. | บ้านโพน | (Ban Phon) | 9 หมู่บ้าน | |||
| 2. | นาแก้ว | (Na Kaeo) | 14 หมู่บ้าน | |||
| 3. | นาตงวัฒนา | (Na Tong Watthana) | 12 หมู่บ้าน | |||
| 4. | บ้านแป้น | (Ban Paen) | 10 หมู่บ้าน | |||
| 5. | เชียงสือ | (Chiang Sue) | 8 หมู่บ้าน |
การปกครองส่วนท้องถิ่น
[แก้]ท้องที่อำเภอโพนนาแก้วประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่
- เทศบาลตำบลนาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาแก้วทั้งตำบล
- เทศบาลตำบลบ้านโพน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านโพนทั้งตำบล
- เทศบาลตำบลเชียงสือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงสือทั้งตำบล
- องค์การบริหารส่วนตำบลนาตงวัฒนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาตงวัฒนาทั้งตำบล
- องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแป้นทั้งตำบล
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ประวัติการจัดตั้งอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร - สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอโพนนาแก้ว กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568
- ↑ "กระทู้ถามที่ ๑๐๖ ร. เรื่อง ขอให้ตั้งกิ่งอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 106 (84 ง): (ฉบับพิเศษ) 70-73. วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2532
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ตั้งเป็นกิ่งอำเภอโพนนาแก้ว" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 108 (15 ง): 1066. วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2534
- ↑ "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและกำหนดเขตตำบลในท้องที่กิ่งอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 109 (151 ง): (ฉบับพิเศษ) 34-41. วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535
- ↑ "พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอเหนือคลอง อำเภอนายายอาม อำเภอท่าตะเกียบ อำเภอขุนตาล อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ลาว อำเภอรัษฎา อำเภอพุทธมณฑล อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอชำนิ อำเภอโนนดินแดง อำเภอปางมะผ้า อำเภอสนธิ อำเภอหนองม่วง อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอบุ่งคล้า อำเภอดอนมดแดง และอำเภอลืออำนาจ พ.ศ. ๒๕๓๙" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 113 (62 ก): 5–8. สืบค้นเมื่อ 2022-05-24. วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539