พรรคกิจสังคม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พรรคกิจสังคม
หัวหน้าทองพูล ดีไพร
เลขาธิการสยมภู เกียรติสยมภู
ผู้ก่อตั้งหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ก่อตั้ง4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517
ยุบ19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 (43 ปี)[1]
ที่ทำการอาคารไอทาวเวอร์ 2 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร[2]
โฆษกแววดาว ดีไพร
การเมืองไทย
รายชื่อพรรคการเมือง
การเลือกตั้ง

พรรคกิจสังคม (อังกฤษ: Social Action Party) ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517[3] โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยให้ชื่อว่า "กิจสังคม" โดยแปลตรงตัวจากภาษาอังกฤษ โดยนำชื่อพรรคมาจากพรรคการเมืองนี้ในประเทศอังกฤษ พรรคมีสมาชิกที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ จำนวน 27,413 คน และมีสาขาพรรคจำนวน 4 สาขา[4]

ประวัติพรรค[แก้]

พรรคกิจสังคมก่อตั้งขึ้นโดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีแนวคิดเสรีนิยมในปี พ.ศ. 2517 ภายใต้การนำของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์[5] หลังจากหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อปลายปี พ.ศ. 2528 ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในปลายปี พ.ศ. 2529 โดยมีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตรองหัวหน้าพรรคคือพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา และร้อยตำรวจเอกสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนใหม่

ความขัดแย้งภายในพรรคระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2529 ส่งผลให้พรรคสูญเสียที่นั่งในรัฐสภา ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้หนุนหลังพรรคอย่างลับ ๆ ภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2529 ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มการเมืองในพรรคที่นำโดยนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ ได้แยกตัวออกไปก่อตั้งพรรคสหประชาธิปไตยแต่ไม่ประสบความสำเร็จ[5]

เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตยังคงทำลายล้างพรรค ในปี พ.ศ. 2533 เมื่อนายกรัฐมนตรีคือ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ขู่ว่าจะขับไล่พรรคออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่ พลอากาศเอกสิทธิ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งพรรคก็ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคในช่วงสั้น ๆ แทนที่พลอากาศเอกสิทธิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลเอกชาติชายเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ พลเอกชาติชายจึงตัดสินใจไม่ขับไล่พรรคออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล[6]

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2533 พรรคกิจสังคมพร้อมกับพรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของพลเอกชาติชาย แม้ว่าต่อมาจะกลับเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 ภายใต้การนำของนายมนตรี พงษ์พานิช ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ที่วางมือทางการเมือง แต่ต่อมาก็ออกจากรัฐบาลที่สนับสนุนทหารในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535[7]

หลังจากแตกออกเป็นสองฝ่ายภายในพรรคอันเป็นผลมาจากการแย่งชิงอำนาจในปี พ.ศ. 2542 พรรคก็ถอนตัวจากรัฐบาลที่นำโดยนายชวน หลีกภัยอีกครั้ง โดยมี ส.ส. 17 คนถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล[8] ในปี พ.ศ. 2543 สมาชิกพรรคหลายคน รวมทั้งนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตหัวหน้าพรรคตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทยที่นำโดยนายทักษิณ ชินวัตร[9]

2544 - 2561[แก้]

ภายในปี พ.ศ. 2544 พรรคกิจสังคมได้สูญเสียการสนับสนุนทางการเมืองไปมาก ทำให้ในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 พรรคได้ที่นั่งในรัฐสภาเพียงที่นั่งเดียว พรรคได้รับการฟื้นฟูในปี พ.ศ. 2551 เมื่อสุวิทย์ คุณกิตติ ซึ่งลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินกลับมายังพรรคในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค เขาเป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 พรรคกิจสังคมได้รับคะแนนเสียงจากปาร์ตี้ลิสต์เพียง 0.3% และไม่มีที่นั่งในรัฐสภา พรรคกิจสังคมถูกยุบเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ตามคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง[10]

การลงเลือกตั้งครั้งแรก[แก้]

พรรคกิจสังคมลงเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 ได้ ส.ส.เพียง 18 คน[11] แต่สร้างประวัติศาสตร์ ให้แก่วงการการเมืองไทยทันที ด้วยการสามารถ พลิกกลับเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แทนที่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้จำนวน ส.ส. สูงสุด โดยอภิปรายตอบโต้นโยบายของ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จนในที่สุดสภามีมติไม่ให้นโยบายของรัฐบาลผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการไม่ขอรับตำแหน่ง พรรคกิจสังคมโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเอง โดยร่วมกับพรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ รวมถึง 22 พรรค จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา นับเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคผสม มากที่สุดในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นเป็นนโยบายสาธารณะต่างๆ เช่น นโยบายเงินผันสู่ชนบท นโยบายให้รถเมล์วิ่งฟรี เป็นต้น

แต่รัฐบาลเสียงผสมหลายพรรค ก็ไม่สามารถไปรอดตลอดฝั่งได้ เพราะประสบปัญหาหลายอย่าง ประจวบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ในขณะนั้นที่ยังรุ่มร้อน ในที่สุด ก็ต้องยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ และก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องด้วยความร้อนแรง ของสถานการณ์การเมืองขณะนั้นยังไม่หาย จนในที่สุดก็เกิดเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

กิจกรรมทางการเมือง[แก้]

หลังจากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังคงเล่นการเมือง และเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมต่อไป ได้นำพรรคลงเลือกตั้งอีกหลายครั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 พรรคกิจสังคมได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่งถึง 96 เสียง แต่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กลับไม่ได้รับเลือกตั้งเสียเองในเขต 2 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จึงหันร่วมกับพรรคอื่นเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย สนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

โดยสภาพแล้วพรรคกิจสังคมเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก มีจำนวน ส.ส. ไม่มาก จึงมีบทบาทในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ภายหลังการยุติบทบาททางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พรรคกิจสังคมก็ได้มี นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นจึงเป็น นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตสมาชิกพรรคอีกคนหนึ่ง ที่ยังมีบทบาททางการเมืองคือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตเลขาธิการพรรค

พรรคกิจสังคมจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2525 แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2551 พรรคกิจสังคมมิได้มีบทบาททางการเมืองเหมือนแต่ก่อน เพราะสมาชิกคนสำคัญของพรรค ได้ลาออกหรือไปเข้าร่วมกับพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย

พรรคกิจสังคม ได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า "พรรคแสบ" (SAP) ซึ่งย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษของพรรค และประกอบกับลีลาการเล่นการเมือง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่แสบสันต์เป็นที่รู้จักกันดี

นอกจากนี้แล้ว พรรคกิจสังคม ยังเคยเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ภาคใต้ อันเป็นพื้นที่ ๆ รับรู้กันทั่วว่าเป็นฐานเสียงเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว ในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2522 (กิจสังคมได้ 18 เสียง, ประชาธิปัตย์ได้ 15 เสียง)[12]

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคคนแรก
สุวิทย์ คุณกิตติ ประธานที่ปรึกษาพรรค

ผู้บริหารพรรค[แก้]

รายนามหัวหน้าพรรค[แก้]

  1. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช (20 สิงหาคม พ.ศ. 2525 – 22 มกราคม พ.ศ. 2529) และ (2 กันยายน พ.ศ. 2533 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2534)
  2. พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา (30 มกราคม พ.ศ. 2530 – 2 กันยายน พ.ศ. 2533)
  3. นายมนตรี พงษ์พานิช (9 มิถุนายน พ.ศ. 2534 – 29 กันยายน พ.ศ. 2541)
  4. นายบุญพันธ์ แขวัฒนะ (29 ตุลาคม พ.ศ. 2541 – 5 มีนาคม พ.ศ. 2542)
  5. นายสุวิทย์ คุณกิตติ (5 มีนาคม พ.ศ. 2542 – 9 สิงหาคม พ.ศ. 2543)
  6. นายพยุง นพสุวรรณ (9 สิงหาคม พ.ศ. 2543 – 26 เมษายน พ.ศ. 2546)
  7. นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย (26 เมษายน พ.ศ. 2546 – 13 ธันวาคม พ.ศ. 2547)
  8. นายอรรถพล ชัยนันท์สมิตย์ (13 ธันวาคม พ.ศ. 2547 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550)
  9. นายทองพูล ดีไพร (23 มีนาคม พ.ศ. 2551 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561)

รายนามเลขาธิการพรรค[แก้]

  1. นายบุญชู โรจนเสถียร (พ.ศ. 2517)
  2. นายเกษม ศิริสัมพันธ์ (พ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2525)
  3. นายโกศล ไกรฤกษ์ (20 สิงหาคม พ.ศ. 2525 – 17 มิถุนายน พ.ศ. 2527)
  4. นายพงส์ สารสิน (17 มิถุนายน พ.ศ. 2527 – 22 มกราคม พ.ศ. 2529)
  5. ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ (30 มกราคม พ.ศ. 2530 – 1 มีนาคม พ.ศ. 2532)
  6. นายมนตรี พงษ์พานิช (1 มีนาคม พ.ศ. 2532 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2534)
  7. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ (9 มิถุนายน พ.ศ. 2534 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534)
  8. พลโท เขษม ไกรสรรณ์ (23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 – 10 เมษายน พ.ศ. 2535)
  9. นายบุญพันธ์ แขวัฒนะ (10 เมษายน พ.ศ. 2535 – 13 ตุลาคม พ.ศ. 2536)
  10. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง (13 ตุลาคม พ.ศ. 2536 – 27 ธันวาคม พ.ศ. 2537)
  11. นายสุวิทย์ คุณกิตติ (2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 – 5 มีนาคม พ.ศ. 2542)
  12. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน (5 มีนาคม พ.ศ. 2542 – 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2542)
  13. นายระวี หิรัญโชติ (2 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 – 9 สิงหาคม พ.ศ. 2543)
  14. นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย (9 สิงหาคม พ.ศ. 2543 – 26 เมษายน พ.ศ. 2546)
  15. นายอุทัย นุ่มสุวรรณ (26 เมษายน พ.ศ. 2546 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2546)
  16. นายปราโมทย์ ตามควร (30 เมษายน พ.ศ. 2547 – 13 ธันวาคม พ.ศ. 2547)
  17. นายอำนวย ศิริทองสุข (13 ธันวาคม พ.ศ. 2547 – 14 กันยายน พ.ศ. 2548)
  18. นายสยมภู เกียรติสยมภู (14 กันยายน พ.ศ. 2548 - 19 ตุลาคม 2561)

ผลการเลือกตั้งทั่วไป[แก้]

การเลือกตั้ง จำนวนที่นั่ง คะแนนเสียงทั้งหมด สัดส่วนคะแนนเสียง ผลการเลือกตั้ง สถานภาพพรรค ผู้นำเลือกตั้ง
2518
18 / 269
1,982,168 10.8% เพิ่มขึ้น18 ที่นั่ง ร่วมรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
2519
45 / 279
3,272,170 17.5% เพิ่มขึ้น27 ที่นั่ง ฝ่ายค้าน
2522
82 / 301
4,179,174 21.1% เพิ่มขึ้น37 ที่นั่ง ร่วมรัฐบาล
2526
92 / 324
7,103,177 26.8% เพิ่มขึ้น10 ที่นั่ง
2529
51 / 347
4,560,615 12.1% ลดลง41 ที่นั่ง
2531
54 / 357
4,651,161 11.8% เพิ่มขึ้น3 ที่นั่ง พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา
มี.ค. 2535
31 / 360
3,586,714 8.1% ลดลง23 ที่นั่ง มนตรี พงษ์พานิช
ก.ย. 2535
22 / 360
1,863,360 4.0% ลดลง9 ที่นั่ง
2538
22 / 391
2,201,218 4.0% เพิ่มขึ้น0 ที่นั่ง
2539
20 / 393
3,036,544 5.3% ลดลง2 ที่นั่ง
2544
1 / 500
107,560 0.4% ลดลง19 ที่นั่ง ฝ่ายค้าน พยุง นพสุวรรณ

บทาททางการเมือง[แก้]

ร่วมรัฐบาลนายชวน[แก้]

พรรคกิจสังคม ได้เข้าร่วมรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ในปี 2535 โดยมีสมาชิกของพรรคได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี จำนวน 4 คน คือ

  • สุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • บุญพันธ์ แขวัฒนะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  • เชาวน์วัศ สุดลาภา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2536 ได้มีการปรับคณะรัฐมตรีโดยพรรคกิจสังคม ได้ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2536

การกลับมาของบทบาททางการเมือง[แก้]

พรรคกิจสังคม ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง ในปลายปี พ.ศ. 2551 ภายหลังคดียุบพรรคใหญ่หลายพรรค นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตหัวหน้าพรรคได้นำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กลับมาฟื้นฟูพรรคอีกครั้ง โดยนายสุวิทย์ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค[13] และเข้าร่วมฝ่ายรัฐบาลซึ่งสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ย้ายมาสังกัด จำนวน 5 คน คือ

  1. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.สัดส่วน จากพรรคพลังประชาชน
  2. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย จากพรรคชาติไทย
  3. นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ส.ส.พิษณุโลก จากพรรคพลังประชาชน
  4. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ส.ส.ปราจีนบุรี จากพรรคพลังประชาชน
  5. นายวารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์ จากพรรคพลังประชาชน

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ส่งผู้สมัครทั้งในระบบบัญชีรายชื่อ และระบบแบ่งเขต แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่ที่นั่งเดียวในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อเพียงร้อยละ 0.31 หรือ 81,824 คะแนน

นายสุวิทย์ คุณกิตติ ประธานที่ปรึกษาพรรค

อ้างอิง[แก้]

  1. ปิดตำนาน 44 ปี ‘พรรคกิจสังคม’ สมาชิกไม่ถึง 5พันคน สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง
  2. "พรรคกิจสังคมเปิดที่ทำการใหม่". โพสต์ทูเดย์. 2011-04-27. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-27. สืบค้นเมื่อ 2018-03-02.
  3. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจดทะเบียนพรรคการเมืองราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนพิเศษที่ 193ง หน้า 217 วันที่ 18 กันยายน 2518
  4. ข้อมูลพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560สืบค้นวันที่ 1 มกราคม 2561
  5. 5.0 5.1 "Thai Political Parties". United States Federal Research Division of the Library of Congress.
  6. Erlanger, Steven (September 30, 1990). "For Thai Politician, a Break From Retirement". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 23, 2010.
  7. Levine, Marvin (1997). Worker Rights and Labor Standards in Asia's Four New Tigers. New York, NY: Plenum Press. p. 224. ISBN 0-306-45477-7.
  8. "THAILAND: Electoral Timing". Oxford Analytica.
  9. Wingfield, Tom (2002), "Democratization and economic crisis in Thailand", Political Business in East Asia, Routledge, p. 295, ISBN 9780415271486
  10. admin (2018-10-20). "ปิดตำนาน 'พรรคกิจสังคม' สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง". News.mthai.com. สืบค้นเมื่อ 2019-12-13.
  11. "สำเนาที่เก็บถาวร" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2020-09-21. สืบค้นเมื่อ 2020-05-12.
  12. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-03-26. สืบค้นเมื่อ 2013-06-03.
  13. "สุวิทย์ โผล่นั่งประธานที่ปรึกษาพรรคกิจสังคม". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-06-11. สืบค้นเมื่อ 2008-12-17.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]