ข้ามไปเนื้อหา

พรรคแรงงานเกาหลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พรรคแรงงานแห่งเกาหลี
조선로동당
ชื่อย่อWPK
เลขาธิการใหญ่คิม จ็อง-อึน
คณะผู้บริหารสูงสุด
ก่อตั้ง24 มิถุนายน 1949; 76 ปีก่อน (1949-06-24)
รวมตัวกับ
ที่ทำการศูนย์รัฐบาลเลขที่ 1 เขตชุง เปียงยาง
หนังสือพิมพ์โรดงชินมุน
ฝ่ายเยาวชนสันนิบาตเยาวชนรักชาติสังคมนิยม
ฝ่ายสตรีสหภาพสตรีสังคมนิยมเกาหลี
ฝ่ายเด็กสหภาพเด็กเกาหลี
ฝ่ายติดอาวุธกองทัพประชาชนเกาหลี
ฝ่ายกึ่งทหารยุวชนแดงของกรรมกรและชาวนา
สมาชิกภาพ  (ปี 2021 est.)เพิ่มขึ้น ~6,500,000
อุดมการณ์
จุดยืนซ้ายจัด
กลุ่มระดับชาติแนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติเกาหลี (1949–2024)
กลุ่มระดับสากลการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคแรงงานนานาชาติ
สี  แดง
เพลง"พรรคแรงงานเกาหลีจงเจริญ"
สถานะพรรครัฐบาลในเกาหลีเหนือ; ถูกประกาศให้นอกกฎหมายในเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ
ธงประจำพรรค
การเมืองเกาหลีเหนือ
รายชื่อพรรคการเมือง
การเลือกตั้ง
พรรคแรงงานแห่งเกาหลี
ชื่อภาษาเกาหลีเหนือ
โชซ็อนกึล조선로동당
ฮันจา朝鮮勞動黨
การถอดเสียง
อาร์อาร์Joseon Rodongdang
เอ็มอาร์Chosŏn Rodongdang
ชื่อภาษาเกาหลีใต้
ฮันกึล북한노동당
ฮันจา北韓勞動黨
การถอดเสียง
อาร์อาร์Bukhan Nodongdang
เอ็มอาร์Pukhan Nodongdang

พรรคแรงงานเกาหลี[a] (อังกฤษ: Workers' Party of Korea; ย่อ: WPK) เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ปกครองประเทศเกาหลีเหนือ ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1949 จากการรวมกันระหว่างพรรคแรงงานเกาหลีเหนือและพรรคแรงงานเกาหลีใต้ พรรคแรงงานเกาหลีเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในเกาหลี นอกจากนี้ยังควบคุมกองทัพประชาชนเกาหลี กองทัพของเกาหลีเหนือ พรรคแรงงานเกาหลีเป็นพรรคที่มีจำนวนผู้แทนมากที่สุดในสมัชชาประชาชนสูงสุดและอยู่ร่วมกับอีกสองพรรคการเมืองถูกกฎหมายอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคอย่างสมบูรณ์ และต้องยอมรับ "บทบาทนำ" ของพรรคแรงงานเกาหลีเป็นเงื่อนไขในการดำรงอยู่ของพวกเขา[1] พรรคแรงงานเกาหลีถูกห้ามในเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ และถูกคว่ำบาตรโดยสหประชาชาติ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐ[2]

อย่างเป็นทางการ พรรคแรงงานเกาหลีเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิล ซึ่งเป็นการสังเคราะห์แนวคิดของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิล[3][4] พรรคยึดมั่นในชูเช อุดมการณ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นของคิม อิล-ซ็องซึ่งส่งเสริมเอกราชและการพัฒนาชาติด้วยความพยายามของมวลชน แม้เดิมทีชูเชจะถูกนำเสนอในฐานะการตีความลัทธิมากซ์–เลนินแบบเกาหลี แต่ปัจจุบันพรรคได้นำเสนอในฐานะปรัชญาอิสระ

พรรคแรงงานเกาหลียอมรับว่าตระกูลคิมผู้ปกครองเป็นบ่อเกิดสูงสุดแห่งความคิดทางการเมืองของพรรค การประชุมพรรคครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นใน ค.ศ. 2012 ได้แก้ไขข้อบังคับของพรรคโดยระบุว่าลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิลเป็น "แนวคิดชี้นำเดียวของพรรค"[5] ภายใต้การปกครองของคิม จ็อง-อิล ผู่ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ ลัทธิคอมมิวนิสต์ถูกถอดจากเอกสารของพรรคและรัฐอย่างต่อเนื่องและถูกแทนที่ด้วยซ็อนกุน หรือนโยบายทหารมาก่อน กองทัพ แทนที่จะเป็นชนชั้นแรงงาน ถูกสถาปนาให้เป็นฐานอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม คิม จ็อง-อึน ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา ได้กลับนโยบายนี้ใน ค.ศ. 2021 โดยแทนที่ซ็อนกุนด้วย "การเมืองที่ประชาชนมาก่อน" ในฐานะวิธีการทางการเมืองของพรรคและยืนยันถึงความมุ่งมั่นของพรรคต่อลัทธิคอมมิวนิสต์อีกครั้ง[3][4][6]

พรรคแรงงานเกาหลีได้รับการจัดองค์การตามระบบอุดมการณ์แบบองค์รวม ซึ่งคิดค้นโดยคิม ย็อง-จูและคิม จ็อง-อิล องค์กรสูงสุดของพรรคแรงงานเกาหลีอย่างเป็นทางการคือการประชุมใหญ่ของพรรค อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คิม จ็อง-อึนจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค การประชุมใหญ่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ระหว่าง ค.ศ. 1980 ถึง 2016 ไม่มีการจัดการประชุมใหญ่ แม้พรรคแรงงานเกาหลีจะมีโครงสร้างองค์การคล้ายกับพรรคคอมมิวนิสต์อื่น ๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีลักษณะเป็นสถาบันน้อยกว่ามากและการเมืองที่ไม่เป็นทางการมีบทบาทมากกว่าปกติ สถาบันต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการกลาง สำนักเลขาธิการ คณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) กรมการเมือง และคณะผู้บริหารสูงสุดกรมการเมืองมีอำนาจน้อยกว่าที่ระบุไว้อย่างเป็นทางการในข้อบังคับพรรคมาก คิม จ็อง-อึนเป็นหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่

ประวัติศาสตร์

[แก้]

การก่อตั้งและช่วงต้น (ค.ศ. 1945–1953)

[แก้]

วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1945 สำนักเกาหลีเหนือของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลี (NKB–CPK) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น[7] โดยมีคิม ยง-บ็อมเป็นประธานคนแรก[8] อย่างไรก็ตาม สำนักเกาหลีเหนือยังคงอยู่ภายใต้คณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่โซลและนำโดยพัก ฮ็อน-ย็อง[9] สองเดือนต่อมา ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของสำนักเกาหลีเหนือ คิม ยง-บ็อมถูกแทนที่โดยคิม อิล-ซ็อง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อาจถูกวางแผนโดยสหภาพโซเวียต[10] สำนักเกาหลีเหนือกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1946 โดยมีการเลือกตั้งคิม อิล-ซ็องเป็นประธาน[11] วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1946 ทางการโซเวียตในเกาหลีเหนือก่อตั้งแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ แนวร่วมประชาชนที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ[12] ในไม่ช้าพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือก็รวมเข้ากับพรรคประชาชนใหม่เกาหลี พรรคที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคอมมิวนิสต์จากจีน[12] คณะกรรมาธิการพิเศษของทั้งสองพรรคให้สัตยาบันการรวมตัวในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1946 และมีผลอย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น[13] หนึ่งเดือนต่อมา (28–30 สิงหาคม ค.ศ. 1946) พรรคได้จัดการประชุมก่อตั้ง โดยก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ (WPNK)[13] การประชุมเลือกคิม ดู-บง อดีตหัวหน้าพรรคประชาชนใหม่เกาหลีเป็นประธานพรรคคนแรก โดยมีคิม อิล-ซ็องเป็นรองประธานที่ได้รับการแต่งตั้ง[13] อย่างไรก็ตาม แม้ตำแหน่งอย่างเป็นทางการในลำดับชั้นของพรรคจะลดลง แต่คิม อิล-ซ็องยังคงเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ดี[14]

คิม อิล-ซ็อง (ซ้าย) และพัก ฮ็อน-ย็องในเปียงยาง, ค.ศ. 1948

การควบคุมของพรรคเพิ่มขึ้นทั่วประเทศหลังการประชุมใหญ่[15] ตั้งแต่วันที่ 27 ถึง 30 มีนาคม ค.ศ. 1948 พรรคแรงงานเกาหลีเหนือจัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2[16] ขณะที่คิม ดู-บงยังคงเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ คิม อิล-ซ็องเป็นผู้นำเสนอรายงานหลักต่อที่ประชุม[17] ในรายงานนั้นเขาอ้างว่าเกาหลีเหนือเป็น "ฐานรากแห่งประชาธิปไตย" ตรงกันข้ามกับเกาหลีใต้ที่เขาเชื่อว่าเป็นเผด็จการ[17] วันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1948 การประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาประชาชนสูงสุดอนุมัติรัฐธรรมนูญที่เสนอและร่างโดยแกนนำพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือที่เป็นอิสระอย่างเป็นทางการ[18] รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เรียกร้องให้มีการก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือที่เป็นอิสระ แต่เรียกร้องให้มีการรวมชาติเกาหลีภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ โดยมีโซลเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (สปป.เกาหลี - DPRK) ไม่ใช่เปียงยาง[19] คิม อิล-ซ็องได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาลของประเทศใหม่ โดยมีคิม ดู-บงเป็นหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ[20] หนึ่งปีต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1949 พรรคแรงงานเกาหลีถูกก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือและพรรคแรงงานเกาหลีใต้[21]

คิม อิล-ซ็องไม่ใช่ผู้สนับสนุนที่กระตือรือร้นที่สุดในการรวมชาติเกาหลีด้วยกำลังทหาร บทบาทนั้นตกเป็นของคอมมิวนิสต์เกาหลีใต้ นำโดยพัก ฮอน-ย็อง[22] หลังการประชุมหลายครั้งระหว่างคิม อิล-ซ็องกับโจเซฟ สตาลิน ผู้นำโซเวียต เกาหลีเหนือได้รุกรานเกาหลีใต้ในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ถือเป็นการเริ่มต้นสงครามเกาหลี[23] ด้วยการแทรกแซงของอเมริกาในสงคราม ทำให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเกือบจะล่มสลาย แต่ได้รับการช่วยเหลือจากการแทรกแซงของจีนในความขัดแย้ง[23] สงครามมีผลทำให้ลดอิทธิพลของโซเวียตเหนือคิม อิล-ซ็องและพรรคแรงงานเกาหลี[24] ในช่วงเวลานี้ แนวรอยแยกหลักในการเมืองยุคแรกของพรรคแรงงานเกาหลีได้ก่อตัวขึ้นเกิดเป็นสี่ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายในประเทศ (แกนนำพรรคแรงงานเกาหลีที่อยู่ในเกาหลีระหว่างการปกครองของญี่ปุ่น), ฝ่ายโซเวียต (ชาวเกาหลีจากสหภาพโซเวียต), ฝ่ายย็อนอัน (ชาวเกาหลีจากจีน) และฝ่ายกองโจร (ฝ่ายส่วนตัวของคิม อิล-ซ็อง)[24] อย่างไรก็ตาม คิม อิล-ซ็องจะไม่สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งในตำแหน่งของตนได้จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม[24]

การรวมอำนาจของคิม อิล-ซ็อง (ค.ศ. 1953–1980)

[แก้]
ภาพโมเสกโฆษณาชวนเชื่อที่แสดงให้เห็นสุนทรพจน์ต่อสาธารณชนครั้งแรกของคิม อิล-ซ็องในเปียงยางเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1948 หลังการปลดปล่อยเกาหลีจากการยึดครองของญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคแรงงานเกาหลีกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต (CPSU) เลวร้ายลงเมื่อนีกีตา ครุชชอฟ ผู้สืบทอดตำแหน่งของสตาลิน เริ่มดำเนินนโยบายล้มล้างอิทธิพลสตาลิน[25] ในช่วงความแตกแยกจีน–โซเวียต ความแตกแยกทางอุดมการณ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) คิม อิล-ซ็องดำเนินกลยุทธ์อยู่ระหว่างสองมหาอำนาจสังคมนิยมนั้น ด้วยการทำเช่นนั้น เขาได้ลดอิทธิพลของพวกเขาที่มีต่อพรรคแรงงานเกาหลี[25] ภายใน ค.ส. 1962 คิม อิล-ซ็องและพรรคแรงงานเกาหลีสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากกว่าพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตในการต่อสู้ทางอุดมการณ์ และ "ในช่วงสองสามปี เกาหลีเหนือสนับสนุนจุดยืนของจีนอย่างไม่มีเงื่อนไขในทุกประเด็นสำคัญ"[25] ความแตกแยกหลักระหว่างพรรคแรงงานเกาหลีกับพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตในช่วงเวลานี้คือคิม อิล-ซ็องไม่เห็นด้วยกับการประณามลัทธิสตาลิน การสร้างระบบผู้นำร่วม และทฤษฎีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างโลกทุนนิยมและสังคมนิยม[25] คิม อิล-ซ็องเชื่อว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสันติมีความหมายเหมือนกับการยอมจำนนและรู้ว่าการล้มล้างอิทธิพลสตาลินในเกาหลีเหนือจะยุติอำนาจอันไร้ขีดจำกัดของเขาเหนือพรรคแรงงานเกาหลีอย่างแท้จริง[25] ผลของความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตกับพรรคแรงงานเกาหลีคือสหภาพโซเวียตระงับความช่วยเหลือต่อเกาหลีเหนือ[26]

ขณะเดียวกัน จีนก็ไม่เต็มใจจะเพิ่มความช่วยเหลือ และผลที่ตามมาคือ อุตสาหกรรมหลายแห่งในเกาหลีเหนืออยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย[26] เหมา เจ๋อตงเริ่มต้นการปฏิวัติวัฒนธรรมในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่พรรคแรงงานเกาหลีวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "ลัทธิฉวยโอกาสฝ่ายซ้าย" และเป็นการแสดงออกของ "ทฤษฎีทรอตสกีว่าด้วยการปฏิวัติถาวร"[26] ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตและพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีเสถียรภาพในช่วงทศวรรษ 1960 โดยพรรคแรงงานเกาหลีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจะยังคงเป็นกลางในความแตกแยกจีน–โซเวียต[26] ส่งผลให้มีการเปิดตัวโครงการชูเชใน ค.ศ. 1966 โดยมีเป้าหมายเพื่อการพึ่งพาตนเองในทุกระดับชาติ สิ่งนี้ได้เสริมสร้างสถานะของคิม อิล-ซ็องในพรรคแรงงานเกาหลี[26]

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ลัทธิบูชาบุคคลของคิม อิล-ซ็องก้าวไปสู่จุดสูงสุดใหม่[27] ก่อนหน้านั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าของสตาลินหรือเหมากระทั่ง ค.ศ. 1972 เมื่อวันเกิดของเขาในวันที่ 15 เมษายนกลายเป็นวันหยุดราชการหลักของประเทศและเริ่มมีการสร้างรูปปั้นของเขาไปทั่วประเทศ[27] คิมกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่", "ดวงอาทิตย์ของชาติ", "นายพลผู้ไร้พ่ายที่แข็งแกร่ง", และ "จอมพลแห่งสาธารณรัฐอันทรงอำนาจ" ในสิ่งพิมพ์ของพรรคแรงงานเกาหลีและรัฐบาล โฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นทางการระบุว่า "ความจงรักภักดีอย่างแรงกล้าต่อท่านผู้นำ" เป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของชาวเกาหลีทุกคน[27]

คิม อิล-ซ็องและฝ่ายกองโจรของเขาได้กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามภายในพรรคแรงงานเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต[24] ฝ่ายในประเทศถูกกวาดล้างเป็นกลุ่มแรก (ในช่วง ค.ศ. 1953–55) ตามด้วยฝ่ายย็อนอันในช่วง ค.ศ. 1957–58 และชาวเกาหลีโซเวียต (พร้อมกับใครก็ตามที่ถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้นำพรรคแรงงานเกาหลี) ในการกวาดล้างช่วง ค.ศ. 1957–62[28] อ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ อันเดรย์ ลันคอฟ "คิม อิล-ซ็องไม่ได้กลายเป็นเพียงผู้มีอำนาจสูงสุดเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ปกครองเกาหลีเหนือที่ทรงอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ 'ผู้นำคนแรกในหมู่ผู้เท่าเทียมกัน' อย่างที่เคยเป็นในช่วงปลายทศวรรษ 1940 อีกต่อไป"[29] หลังกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามภายในพรรคแรงงานเกาหลีแล้ว คิม อิล-ซ็องเสริมสร้างฐานอำนาจของตนเองด้วยคติเห็นแก่ญาติและการสืบทอดอำนาจภายในตระกูลคิมและฝ่ายกองโจร[30] ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 "ข้ารัฐการระดับสูงของเกาหลีเหนือในสัดส่วนที่สูง (และเพิ่มขึ้น) เป็นบุตรของข้ารัฐการระดับสูง"[30]

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 คิม อิล-ซ็องได้แต่งตั้งสมาชิกในครอบครัวให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ[31] ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ตำแหน่งระดับชาติชั้นนำหลายตำแหน่งถูกครอบครองโดยบุคคลในครอบครัวของเขา ได้แก่ คัง ซ็อง-ซัน (นายกสภาบริหารและสมาชิกสำนักเลขาธิการพรรค) พัก ซ็อง-ชอล (รองประธานาธิบดี) ฮวัง จัง-ย็อบและคิม ชุงริน (สมาชิกสำนักเลขาธิการพรรค) คิม ยง-ซุน (หัวหน้ากรมต่างประเทศพรรคและสมาชิกสำนักเลขาธิการพรรค) คัง ฮี-ว็อน (เลขาธิการคณะกรรมาธิการพรรคแรงงานเกาหลีประจำเทศบาลกรุงเปียงยางและรองนายกสภาบริหาร) คิม ทัล-ฮย็อน (รัฐมนตรีกระทรวงการค้าต่างประเทศ) คิม ชัน-จู (รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและรองประธานสภาบริหาร) และยัง ฮย็อง-ซ็อบ (ประธานสถาบันสังคมศาสตร์และประธานสมัชชาประชาชนสูงสุด)[31] บุคคลเหล่านี้ได้รับแต่งตั้งเพียงเพราะความสัมพันธ์ของพวกเขากับตระกูลคิม และคาดการณ์ได้ว่าพวกเขาจะยังคงดำรงตำแหน่งตราบเท่าที่ตระกูลคิมยังคงควบคุมพรรคแรงงานเกาหลีและประเทศ[31] เหตุผลที่คิมสนับสนุนคติเห็นแก่ญาติ (ทั้งของตนเองและของฝ่ายกองโจร) สามารถอธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่ต้องการให้ระบบรัฐการของพรรคเป็นภัยคุกคามต่อการปกครองของเขาและบุตรชายของเขา ดังเช่นที่เกิดขึ้นในรัฐสังคมนิยมอื่น ๆ[31]

ในช่วงแรกผู้สังเกตการณ์ต่างชาติโดยทั่วไปเชื่อว่าคิม อิล-ซ็องกำลังวางแผนให้คิม ย็อง-จู น้องชายของตน สืบทอดอำนาจต่อจากเขา[32] อำนาจของคิม ย็อง-จูค่อย ๆ เพิ่มขึ้น กระทั่งเขากลายเป็นประธานร่วมของคณะกรรมาธิการประสานงานเหนือ-ใต้[32] ตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 1972 จนถึงการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 6 คิม ย็องจู-กลายเป็นบุคคลที่ห่างเหินจากระบอบขึ้นเรื่อย ๆ ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 6 เขาเสียที่นั่งในกรมการเมืองและคณะกรรมการกลาง[32] และข่าวลือที่ว่าคิม อิล-ซ็องเริ่มวางตัวคิม จ็อง-อิลตั้งแต่ ค.ศ. 1966 ก็ได้รับการยืนยัน[32] ตั้งแต่ ค.ศ. 1974 จนถึงการประชุมใหญ่ครั้งที่ 6 คิม จ็อง-อิล (สื่อเกาหลีเหนือเรียกว่า "ศูนย์กลางพรรค") เป็นบุคคลที่มีอำนาจมากเป็นอันดับสองในเกาหลีเหนือ[32] การเลือกตั้งเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยบิดาของเขาถูกกล่าวหาว่าสร้างราชวงศ์หรือเปลี่ยนเกาหลีเหนือให้กลายเป็นรัฐศักดินา[33]

การปกครองของคิม จ็อง-อิล (ค.ศ. 1980–2011)

[แก้]
แม้คิม จ็อง-อิลจะนำพรรคแรงงานเกาหลีโดยไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะปฏิบัติตามกฎของพรรค แต่พรรคก็ได้รับการฟื้นฟูในการประชุมครั้งที่ 3 ในช่วงปลายสมัยของเขา

ด้วยการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของคิม จ็อง-อิลเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6 อำนาจจึงรวมศูนย์อยู่ในตระกูลคิมมากขึ้น[34] เจ้าหน้าที่พรรคแรงงานเกาหลีเริ่มพูดถึงการสืบทอดตำแหน่งของเขาอย่างเปิดเผย และตั้งแต่ ค.ศ. 1981 เขาเริ่มเข้าร่วม (และนำ) การทัวร์[34] ใน ค.ศ. 1982 เขาได้รับตำแหน่งวีรบุรุษแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และเขียนหนังสือว่าด้วยแนวคิดชูเช (On the Juche Idea)[34] ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติเชื่อว่าการแต่งตั้งคิม จ็อง-อิลจะเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ ในหนังสือว่าด้วยแนวคิดชูเช เขาทำให้ชัดเจนว่าการเป็นผู้นำของเขาจะไม่เป็นจุดเริ่มต้นของผู้นำรุ่นใหม่[35] พรรคแรงงานเกาหลีไม่สามารถแก้ไขวิกฤตที่เผชิญหน้ากับการเป็นผู้นำของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลทั้งในและต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชราธิปไตยในระดับสูงสุดของพรรคแรงงานเกาหลีและประเทศ[36]

อนุสาวรีย์ก่อตั้งพรรคในเปียงยาง สร้างเมื่อ ค.ศ. 1995

เมื่อโอ จิน-อูเสียชีวิตในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 คิม จ็อง-อิลจึงกลายเป็นสมาชิกที่มีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวของคณะผู้บริหารสูงสุด (predisium) องค์กรสูงสุดของพรรคแรงงานเกาหลีเมื่อกรมการเมือง (politburo) และคณะกรรมการกลางไม่ได้ประชุม[37] แม้จะไม่มีรายชื่อสมาชิกของคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC, องค์กรสูงสุดของพรรคในกิจการทหาร) ของพรรคแรงงานเกาหลีเผยแพร่ตั้งแต่ ค.ศ. 1993 ถึง 2010 แต่ก็มีสัญญาณที่ชัดเจนของการเคลื่อนไหวในลำดับชั้นทางทหารในช่วง ค.ศ. 1995[38] เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีพรรคแรงงานเกาหลี คิม จ็อง-อิลริเริ่มการปรับเปลี่ยนคณะกรรมาธิการ (และผู้นำทางทหารโดยทั่วไป) เพื่อประนีประนอมกลุ่มผู้มีอำนาจเก่าและเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่[38] อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีหรือรัฐบาล ในช่วงทศวรรษ 1990 การเปลี่ยนแปลงสมาชิกส่วนใหญ่เกิดจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติของสมาชิก[39]

ตั้งแต่ ค.ศ. 1995 คิม จ็อง-อิลให้ความสำคัญกับกองทัพมากกว่าพรรคแรงงานเกาหลีและประเทศ[39] ปัญหาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับทุพภิกขภัยซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อยครึ่งล้าน ทำให้การควบคุมประเทศของเขาลดลง[40] แทนที่จะแนะนำการปฏิรูปโครงสร้าง คิมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์การขาดการควบคุมเศรษฐกิจของพรรคแรงงานเกาหลี โดยตำหนิสาขาในระดับท้องถิ่นและจังหวัดที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งจากส่วนกลางได้[41] ในสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีมหาวิทยาลัยคิม อิล-ซ็อง เขากล่าวว่า "เหตุผลที่ประชาชนภักดีต่อคำสั่งของคณะกรรมการกลางไม่ใช่เพราะองค์กรและเจ้าหน้าที่ของพรรค แต่เป็นเพราะอำนาจของฉัน"[41] คิม จ็อง-อิลกล่าวว่าบิดาของเขาเคยบอกให้เขาเลี่ยงเรื่องเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าควรปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการจะดีกว่า หลังสุนทรพจน์นี้ ความรับผิดชอบของพรรคแรงงานเกาหลีในการควบคุมเศรษฐกิจจึงถูกมอบให้กับสภาบริหาร (รัฐบาลกลาง)[41] เมื่อถึงปลาย ค.ศ. 1996 คิม จ็อง-อิลสรุปว่าทั้งพรรคแรงงานเกาหลีและรัฐบาลกลางไม่สามารถบริหารประเทศได้ และเริ่มโอนอำนาจควบคุมไปยังกองทัพ[42] การแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1998 เปลี่ยนทิศทางอำนาจสูงสุดของประเทศไปยังผู้นำของกองทัพ แทนที่จะเป็นพรรคแรงงานเกาหลี[43]

วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ครบรอบสามปีแห่งการไว้ทุกข์แด่คิม อิล-ซ็อง[44] ต่อมาในปีเดียวกันนั้น วันที่ 8 ตุลาคม คิม จ็อง-อิลได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่[44] ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมีการอภิปรายกันอย่างมากเกี่ยวกับเหตุผลที่คิม จ็อง-อิลได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี แทนการสืบทอดตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีต่อจากบิดา[44] ในการละเมิดข้อบังคับของพรรคแรงงานเกาหลีอย่างชัดเจน คิม จ็อง-อิลได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีในการประกาศร่วมกันของคณะกรรมการกลางชุดที่ 6 และคณะกรรมาธิการแทนที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลาง[44] แม้จะเชื่อกันว่าคิม จ็อง-อิลจะเรียกประชุมใหญ่ในเวลาอันใกล้หลังการแต่งตั้งของเขา (เพื่อเลือกผู้นำพรรคแรงงานเกาหลีชุดใหม่) แต่เขาก็ไม่ได้ทำ[44] พรรคแรงงานเกาหลีจะไม่ได้รับการฟื้นฟูองค์กรกระทั่งการประชุมครั้งที่ 3 ใน ค.ศ. 2010[44]

กระทั่งถึงตอนนั้น คิม จ็อง-อิลปกครองในฐานะอัตตาธิปัตย์[44] เฉพาะในสถาบันของพรรคแรงงานเกาหลีที่ถือว่าสำคัญเท่านั้น สมาชิกใหม่และผู้นำจึงได้รับการแต่งตั้งเพื่อเข้ารับตำแหน่งแทนเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต[44] การประชุมสมัชชาประชาชนสูงสุดครั้งที่ 10 จัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1998 และได้แก้ไขรัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือ[45] รัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ทำให้คณะกรรมการป้องกันประเทศ (NDC) ซึ่งก่อนหน้านี้มีหน้าที่กำกับดูแลกองทัพ กลายเป็นองค์กรสูงสุดของประเทศ[46] แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการฯ มีความเป็นอิสระจากเจ้าหน้าที่ของพรรคแรงงานเกาหลีมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้พรรคอ่อนแอลง[47] คิม จ็อง-อิลยังคงดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี โดยควบคุมกรมองค์การและชี้นำ (OGD) และสถาบันอื่น ๆ[47] ขณะที่องค์ประกอบของผู้นำส่วนกลางพรรคแรงงานเกาหลีไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่จนกระทั่ง ค.ศ. 2010 แต่พรรคแรงงานเกาหลียังคงรักษาสถานะสำคัญในฐานะองค์การมวลชน[48]

วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2010 กรมการเมืองประกาศว่าจะมีการเรียกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมพรรคครั้งที่ 3[48] โดยให้เหตุผลอย่างเป็นทางการถึงความจำเป็นที่ต้อง "สะท้อนความต้องการของการพัฒนาการปฏิวัติของพรรค ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการนำมาซึ่งรัฐที่เข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาตามแนวทางชูเช"[48] การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน โดยมีการแก้ไขข้อบังคับของพรรคและเลือกตั้ง (และถอดถอน) สมาชิกคณะกรรมการกลาง สำนักเลขาธิการ กรมการเมือง คณะผู้บริหารสูงสุดและองค์กรอื่น ๆ[48] คิม จ็อง-อึนได้รับการยืนยันในฐานะผู้สืบทอดอำนาจ[49] รองจอมพล รี ย็อง-โฮ และพลเอกหญิง คิม คย็อง-ฮี (น้องสาวของคิม จ็องอิล) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำในกองทัพประชาชนเกาหลีและพรรคแรงงานเกาหลีเพื่อช่วยให้เขาเสริมสร้างอำนาจ[50] ในปีถัดมา ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 คิม จ็อง-อิลถึงแก่อสัญกรรม[51]

การปกครองของคิม จ็อง-อึน (ค.ศ. 2011–ปัจจุบัน)

[แก้]
คิม จ็อง-อึนกลายเป็นหัวกน้าพรรคหลังอสัญกรรมของบิดาใน ค.ศ. 2011

หลังอสัญกรรมของคิม จ็อง-อิล กลุ่มชนชั้นนำของเกาหลีเหนือได้เสริมสร้างตำแหน่งของคิม จ็อง-อึน เขาได้รับการประกาศให้เป็นผู้ปกครองประเทศเมื่อรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอสัญกรรมของบิดาถูกเผยแพร่ในวันที่ 19 ธันวาคม[52] วันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2011 หนังสือพิมพ์ทางการโรดงชินมุนยกย่องเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของพรรคและประเทศ[53] วันที่ 30 ธันวาคม การประชุมของกรมการเมืองแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี หลังจากเขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับตำแหน่งนี้โดยคิม จ็อง-อิลในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 (วันครบรอบที่คิม จ็อง-อิลได้เป็นเลขาธิการใหญ่)[54] แม้เขาจะไม่ได้เป็นสมาชิกกรมการเมือง คิม จ็อง-อึนก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ไม่เป็นทางการในฐานะผู้นำสูงสุดของพรรคแรงงานเกาหลี[55]

หลังงานเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีวันเกิดของคิม จ็อง-อิล กรมการเมืองได้ประกาศในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่าจะจัดการประชุมพรรคครั้งที่ 4 (ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน ค.ศ. 2012 ใกล้วันครบรอบ 100 ปีวันเกิดของคิม อิล-ซ็อง) "เพื่อเชิดชูชีวิตและการกระทำปฏิวัติอันศักดิ์สิทธิ์ของคิม จ็อง-อิลไปชั่วกาลนาน และบรรลุภารกิจชูเช ภารกิจปฏิวัติซ็อนกุน โดยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวรอบตัวคิม จ็อง-อึน"[56] คิม จ็อง-อึนได้รับการเลื่อนยศเป็น "จอมพลแห่งสาธารณรัฐ" ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012[57] ในการประชุมพรรคครั้งที่ 4 ในวันที่ 11 เมษายน คิม จ็อง-อิลได้รับการประกาศให้เป็นเลขาธิการพรรคตลอดกาลและคิม จ็อง-อึนได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการหมายเลขหนึ่งของพรรคแรงงานเกาหลีและคณะผู้บริหารสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สถาปนาขึ้นใหม่ การประชุมได้แก้ไขข้อบังคับของพรรคให้ระบุว่าลัทธิคิมอิลซ็อง-คิมจ็องอิล "เป็นแนวทางชี้นำเพียงหนึ่งเดียวของพรรค"[58][5] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 พรรคเผชิญกับการต่อสู้ภายในอย่างเปิดเผยครั้งแรกในรอบหลายสิบปีด้วยการกวาดล้างชัง ซ็อง-แท็ก[59]

พรรคได้เห็นการฟื้นฟูในระดับหนึ่งภายใต้การนำของคิม จ็อง-อึน โดยมีการประชุมที่บ่อยขึ้น มีการจัดประชุมสองครั้ง หลังเว้นช่วงไป 44 ปี และมีการประชุมใหญ่ (congress) ระหว่าง ค.ศ. 2010 ถึง 2016[60] หลังจัดการสวนสนามทหารครั้งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของพรรคในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2015 กรมการเมืองประกาศว่าการประชุมใหญ่ครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 หลังเว้นช่วงไป 36 ปี การประชุมใหญ่ได้ประกาศแผนห้าปีฉบับแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และมอบตำแหน่งใหม่ให้แก่คิม จ็อง-อึน คือตำแหน่งประธาน ซึ่งเข้ามาแทนที่ตำแหน่งเลขาธิการหมายเลขหนึ่งก่อนหน้า[61]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2021 มีการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 8 ซึ่งคิม จ็อง-อึนได้รับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ แทนที่ตำแหน่งประธาน[62] การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการแสดงถึงการรวมอำนาจควบคุมกองทัพของพรรคแรงงานเกาหลีและอำนาจของกองทัพที่ลดลง โดยจำนวนผู้แทนจากกองทัพทั้งในการประชุมและกรมการเมืองลดลง คิม ยอ-จ็อง น้องสาวของคิม ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกกรมการเมือง[63] มีรายงานในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2021 ว่าพรรคสถาปนาตำแหน่ง 'เลขาธิการหมายเลขหนึ่ง' (first secretary) โดยมีการคาดการณ์ว่าโช ยง-ว็อน[64] หรือคิม ดก-ฮุน นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือจะดำรงตำแหน่งนี้[65] ตั้งแต่ ค.ศ. 2021 คิม จ็อง-อึนได้เริ่มฟื้นฟูแนวคิดคอมมิวนิสต์และศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ภายในพรรคแรงงานเกาหลี โดยมีการนำอุดมการณ์ดังกล่าวกลับมาเขียนไว้ในข้อบังคับของพรรคอีกครั้ง[3][66] และเพิ่มนโยบาย "การเมืองที่ประชาชนมาก่อน" ในข้อบังคับของพรรคมากขึ้น[6]

อุดมการณ์

[แก้]

พรรคแรงงานเกาหลียังคงรักษาภาพลักษณ์ของพรรคฝ่ายซ้าย[67] และโดยปกติจะส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคแรงงานนานาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนบ้าง[68] มติ ค.ศ. 2011 ของพรรคภายใต้หัวข้อ "ขอให้เราร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีวันคล้ายวันเกิดของท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ สหายประธานาธิบดีคิม อิล-ซ็อง ในฐานะเทศกาลทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ" ได้รับการลงนามโดย 30 พรรคจาก 79 พรรคที่เข้าร่วม[69] พรรคแรงงานเกาหลีมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการฝ่ายซ้ายและสังคมนิยมทั่วโลก ในช่วงสงครามเย็น พรรคแรงงานเกาหลีและเกาหลีเหนือมีนโยบาย "ส่งออกการปฏิวัติ" โดยให้ความช่วยเหลือแก่กองโจรฝ่ายซ้ายทั่วโลก นอกจากนี้ ข้อบังคับของพรรคยังระบุว่าเป้าหมายสูงสุดคือ "การสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่อุดมคติของประชาชนได้รับการตระหนักอย่างเต็มที่" และยังระบุเพิ่มเติมว่าพรรคยึดมั่นใน "หลักการปฏิวัติของลัทธิมากซ์–เลนิน"[6] อย่างไรก็ตาม ไบรอัน เรย์โนลส์ ไมเยอส์, แจสเปอร์ เบ็กเกอร์ และซอ แด-ซุกแย้งว่าอุดมการณ์ของพรรคแรงงานเกาหลีนั้นเกลียดกลัวต่างชาติ เหยียดเชื้อชาติ และชาตินิยม[67][70][71]

ชูเช

[แก้]

ความสัมพันธ์กับลัทธิมากซ์-เลนิน

[แก้]

แม้คำว่า "ชูเช" จะถูกใช้ครั้งแรกในสุนทรพจน์ของคิม อิล-ซ็อง (ที่กล่าวใน ค.ศ. 1955) เรื่อง "ว่าด้วยการขจัดสิทธันตนิยมและรูปแบบนิยมและการสร้างชูเชในงานทางอุดมการณ์" แต่ชูเชในฐานะอุดมการณ์ที่สอดคล้องกันไม่ได้พัฒนาจนกระทั่งทศวรรษ 1960[72] คล้ายกับลัทธิสตาลิน มันนำไปสู่การพัฒนาระบบอุดมการณ์ที่ไม่เป็นทางการ (ต่อมาทำให้เป็นทางการ) เพื่อปกป้องความเป็นผู้นำของพรรคส่วนกลาง[73] จนกระทั่งราว ค.ศ. 1972 ชูเชถูกเรียกว่า "การประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์" ของลัทธิมากซ์–เลนิน และ "ลัทธิมากซ์–เลนินในปัจจุบัน" และคิม อิล-ซ็องได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักมากซ์–เลนินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยเรา"[73] อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1976 ชูเชได้กลายเป็นอุดมการณ์แยกต่างหาก คิม จ็อง-อิลเรียกมันว่า "อุดมการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อหาและโครงสร้างที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นลัทธิมากซ์–เลนิน"[73]

ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 5 ชูเชถูกยกฐานะให้เทียบเท่ากับลัทธิมากซ์-เลนิน[74] มันได้รับความโดดเด่นมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 และในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 6 ใน ค.ศ.1980 มันได้รับการยอมรับว่าเป็นอุดมการณ์เดียวของพรรคแรงงานเกาหลี[74] ในช่วงทศวรรษต่อมา ชูเชเปลี่ยนจากแนวปฏิบัติไปสู่อุดมการณ์บริสุทธิ์[74] หนังสือ "ว่าด้วยแนวคิดชูเช" (On the Juche Idea) เป็นตำราหลักเกี่ยวกับชูเช ได้รับการตีพิมพ์ในนามของคิม จ็อง-อิลใน ค.ศ. 1982[75] ตามการศึกษานี้ ชูเชเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับคิม อิล-ซ็องและ "แสดงถึงแนวคิดชี้นำของการปฏิวัติเกาหลี ... เรากำลังเผชิญกับภารกิจอันทรงเกียรติในการสร้างแบบจำลองสังคมทั้งหมดตามแนวคิดชูเช"[75] ในงานเขียนนั้น คิม จ็อง-อิลกล่าวว่าชูเชไม่ใช่แค่การประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ของลัทธิมากซ์-เลนินเท่านั้น แต่เป็น "สมัยใหม่ในการพัฒนาประวัติศาสตร์โลก"[75] การที่พรรคแรงงานเกาหลีละทิ้งหลักการพื้นฐานของลัทธิมากซ์–เลนินถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในบทความ "ให้เราเดินขบวนภายใต้ผืนธงแห่งลัทธิมากซ์-เลนินและแนวคิดชูเช" ("Let Us March Under the Banner of Marxism–Leninism and the Juche Idea")[76]

แม้ชูเชจะถูกมองว่าเป็นการประยุกต์ใช้ลัทธิมากซ์และเลนินอย่างสร้างสรรค์[77] นักวิชาการบางคนโต้แย้งว่ามันมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพวกมันน้อยมาก[78] นโยบายต่าง ๆ อาจถูกอธิบายได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลแบบมาร์กซิสต์หรือเลนินิสต์ ทำให้การระบุอิทธิพลที่เฉพาะเจาะจงจากอุดมการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องยาก[78] นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าการเชื่อมโยงชูเชกับชาตินิยมนั้นง่ายกว่า แต่ไม่ใช่ชาตินิยมรูปแบบเฉพาะตัว แม้พรรคแรงงานเกาหลีจะอ้างว่าเป็นชาตินิยมสังคมนิยม[78] นักวิเคราะห์บางคนระบุว่าชาตินิยมสังคมนิยมของมันจะคล้ายกับชาตินิยมกระฎุมพีมากกว่า ความต่างหลักคือชาตินิยมสังคมนิยมเป็นชาตินิยมในรัฐสังคมนิยม[79] ชูเชพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการยึดครอง การแทรกแซงและอิทธิพลจากต่างประเทศ (โดยหลัก ๆ คือจีนและสหภาพโซเวียต) ในกิจการของเกาหลีเหนือ และอาจถูกอธิบายได้ว่า "เป็นการตอบสนองที่เป็นปกติและดีต่อสุขภาพของประชาชนเกาหลีต่อการถูกกดขี่ที่พวกเขาได้รับภายใต้การครอบงำจากต่างชาติ"[80] อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่เป็นมาร์กซิสต์หรือเลนินิสต์โดยเฉพาะในการตอบสนองนี้ เหตุผลหลักที่มันถูกอธิบายว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" คือมันเกิดขึ้นในรัฐสังคมนิยมที่ประกาศตนเอง[80] พรรคแรงงานเกาหลี (และผู้นำเกาหลีเหนือโดยทั่วไป) ไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่านโยบายของพวกเขาเป็นมาร์กซิสต์ เลนินิสต์ หรือคอมมิวนิสต์อย่างไร ชูเชถูกกำหนดให้เป็น "เกาหลี" และอื่น ๆ ถูกกำหนดให้เป็น "ต่างชาติ"[81]

หลักการพื้นฐาน

[แก้]
คุณขอให้ผมอธิบายแนวคิดชูเชอย่างละเอียด แต่ไม่มีจุดสิ้นสุดสำหรับมัน นโยบายและแนวทางทั้งหมดของพรรคเราล้วนมาจากแนวคิดชูเช และแนวคิดนี้ก็ถูกบรรจุอยู่ในสิ่งเหล่านั้น

— คิม อิล-ซ็อง เมื่อถูกผู้สัมภาษณ์ชาวญี่ปุ่นถามให้จำกัดความแนวคิดชูเช [82]

เป้าหมายหลักของชูเชสำหรับเกาหลีเหนือคือความเป็นอิสระทางการเมือง เศรษฐกิจและการทหาร คิม อิล-ซ็อง ในสุนทรพจน์ "ให้เราปกป้องจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติของความเป็นอิสระ การพึ่งพาตนเอง และการป้องกันตนเองให้ทั่วถึงยิ่งขึ้นในทุกด้านของกิจกรรมของรัฐ" ต่อสมัชชาประชาชนสูงสุดใน ค.ศ. 1967 ได้สรุปหลักการชูเชไว้ดังนี้:[83]

รัฐบาลจะดำเนินนโยบายความเป็นอิสระ การพึ่งพาตนเอง และการป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระทางการเมืองของประเทศ (ชาจู) สร้างรากฐานเศรษฐกิจแห่งชาติที่เป็นอิสระให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สามารถรับประกันการรวมชาติ ความเป็นอิสระ และความเจริญรุ่งเรืองของชาติของเราได้อย่างสมบูรณ์ (ชาริบ) และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เพื่อปกป้องความมั่นคงของปิตุภูมิอย่างน่าเชื่อถือด้วยกำลังของเราเอง (ชาวี) โดยการนำแนวคิดชูเชของพรรคของเราไปปฏิบัติอย่างงดงามในทุกด้าน"[84]

ความเป็นอิสระทางการเมือง (ชาจู; chaju) เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของชูเช ชูเชเน้นความเท่าเทียมและการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชาติ ยืนยันว่าทุกรัฐมีสิทธิ์ในการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง ในทางปฏิบัติ ความเชื่อในเรื่องการกำหนดการปกครองด้วยตนเองและอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกันได้เปลี่ยนเกาหลีเหนือให้กลายเป็น "อาณาจักรฤๅษี" ที่ถูกมองเช่นนั้น ตามที่พรรคแรงงานเกาหลีตีความ การยอมจำนนต่อแรงกดดันหรือการแทรกแซงจากต่างประเทศจะเป็นการละเมิดหลักการชาจูและคุกคามความสามารถของประเทศในการปกป้องอำนาจอธิปไตยของตนเอง สิ่งนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมคิม จ็อง-อิลจึงเชื่อว่าการปฏิวัติเกาหลีจะล้มเหลวหากเกาหลีเหนือพึ่งพาหน่วยงานต่างประเทศ ในความสัมพันธ์กับประเทศสังคมนิยมที่เป็นพันธมิตรอย่างจีนและสหภาพโซเวียต คิม อิล-ซ็องกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ การสนับสนุนซึ่งกันและกันและการพึ่งพาอาศัยกัน โดยยอมรับว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกาหลีเหนือที่จะเรียนรู้จากประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม เขาเกลียดความคิดที่ว่าเกาหลีเหนือสามารถ (หรือควร) พึ่งพาประเทศทั้งสองและไม่ต้องการปฏิบัติตามตัวอย่างของพวกเขาอย่างดื้อรั้น คิม อิล-ซ็องกล่าวว่าพรรคแรงงานเกาหลีจำเป็นต้อง "ปฏิเสธแนวโน้มที่จะกลืนสิ่งของของผู้อื่นโดยไม่ย่อยหรือเลียนแบบพวกมันอย่างกลไก" อย่างเด็ดเดี่ยว โดยให้เหตุผลว่าความสำเร็จของเกาหลีเหนือขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระของพรรคแรงงานเกาหลีในการดำเนินนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าเกาหลีเหนือจะมีความเป็นอิสระ การประกาศอย่างเป็นทางการเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องรวมกันภายใต้พรรคแรงงานเกาหลีและผู้นำผู้ยิ่งใหญ่[85]

ความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ (ชาริบ; charip) ถูกมองว่าเป็นพื้นฐานทางวัตถุของชาจู หนึ่งในความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคิม อิล-ซ็องเกี่ยวข้องกับการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศของเกาหลีเหนือ เขาเชื่อว่ามันจะคุกคามความสามารถของประเทศในการพัฒนาสังคมนิยม ซึ่งมีเพียงรัฐที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็นอิสระเท่านั้นที่สามารถทำได้ ชาริบเน้นเศรษฐกิจระดับชาติที่เป็นอิสระโดยมีพื้นฐานจากอุตสาหกรรมหนัก ในทางทฤษฎี ภาคส่วนนี้จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ[85] คิม จ็อง-อิล กล่าวว่า:

การสร้างเศรษฐกิจแห่งชาติที่เป็นอิสระหมายถึงการสร้างเศรษฐกิจที่ปราศจากการพึ่งพาผู้อื่นและยืนหยัดด้วยตนเองได้ เศรษฐกิจที่รับใช้ประชาชนของตนเองและพัฒนาด้วยความแข็งแกร่งของทรัพยากรของประเทศตนเองและด้วยความพยายามของประชาชนของตนเอง[86]

คิม อิล-ซ็องถือว่าความเป็นอิสระทางทหาร (ชาวี; chawi) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แม้จะยอมรับว่าเกาหลีเหนืออาจต้องการการสนับสนุนทางทหารในการทำสงครามกับศัตรูจักรวรรดินิยม แต่เขาเน้นย้ำถึงการตอบสนองภายในประเทศ และสรุปทัศนคติของพรรค (และรัฐ) ต่อการเผชิญหน้าทางทหารว่า "เราไม่ต้องการสงคราม และเราก็ไม่กลัวสงคราม และเราก็ไม่ขอร้องสันติภาพจากพวกจักรวรรดินิยม"[86]

ตามชูเช เนื่องจากสติสัมปชัญญะของมนุษย์ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมตนเองได้อย่างสูงสุดและมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโลก[87] สิ่งนี้ต่างจากลัทธิมากซ์แบบดั้งเดิม ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของตนกับปัจจัยการผลิตมากกว่าตัวตนของพวกเขาเอง[88] ทัศนะของชูเชเกี่ยวกับการปฏิวัติที่นำโดยผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ แทนที่จะเป็นกลุ่มนักปฏิวัติที่มีความรู้ เป็นการแตกหักจากแนวคิดของเลนินเกี่ยวกับพรรคแนวหน้า[88]

ชาตินิยม

[แก้]

คาร์ล มาคส์และฟรีดริช เอ็งเงิลส์ไม่ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างรัฐและกฎหมายอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การแบ่งแยกชนชั้นภายในชาติ[73] พวกเขาแย้งว่าชาติและกฎหมาย (ในรูปแบบที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้น) จะถูกล้มล้างและแทนที่ด้วยการปกครองของชนกรรมาชีพ[73] นี่คือมุมมองหลักของนักทฤษฎีโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1920 อย่างไรก็ตาม เมื่อสตาลินขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ. 1929 มุมมองนี้ก็ถูกโจมตี[89] เขาวิพากษ์วิจารณ์จุดยืนของนีโคไล บูฮารินที่ว่าชนกรรมาชีพเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวโน้มของรัฐ โดยแย้งว่าเนื่องจากรัฐ (สหภาพโซเวียต) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมไปสู่สังคมนิยม ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและชนกรรมาชีพจึงเป็นไปอย่างกลมกลืน[89] ใน ค.ศ. 1936 สตาลินแย้งว่ารัฐจะยังคงอยู่ต่อไปแม้สหภาพโซเวียตจะบรรลุสู่วิถีการผลิตแบบคอมมิวนิสต์แล้วก็ตาม แต่โลกสังคมนิยมถูกล้อมรอบด้วยกำลังทุนนิยม[89] คิม อิล-ซ็องนำจุดยืนนี้ไปสู่ข้อสรุปเชิงตรรกะ โดยแย้งว่ารัฐจะยังคงอยู่ต่อไปหลังจากที่เกาหลีเหนือบรรลุสู่วิถีการผลิตแบบคอมมิวนิสต์แล้ว จนกว่าจะเกิดการปฏิวัติโลกในอนาคต[89] ตราบใดที่ทุนนิยมยังคงอยู่ แม้โลกสังคมนิยมจะมีความโดดเด่นเหนือกว่า เกาหลีเหนือก็ยังคงถูกคุกคามจากการฟื้นฟูของระบบทุนนิยมได้[90]

การฟื้นคืนชีพของคำว่า "รัฐ" ในสหภาพโซเวียตภายใต้สตาลินนำไปสู่การฟื้นคืนชีพของคำว่า "ชาติ" ในเกาหลีเหนือภายใต้คิม อิล-ซ็อง[90] แม้จะมีข้อกล่าวอ้างอย่างเป็นทางการว่าสหภาพโซเวียตมีพื้นฐานอยู่บน "ชนชั้น" มากกว่า "รัฐ" แต่คำหลังนี้ก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930[90] ในปี 1955 คิม อิลซุงได้แสดงมุมมองที่คล้ายคลึงกันในสุนทรพจน์ของเขา "ว่าด้วยการขจัดสิทธันตนิยมและรูปแบบนิยมและการสร้างชูเชในงานทางอุดมการณ์":[90]

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ไม่ใช่การปฏิวัติในประเทศต่างชาติ หากแต่เป็นการปฏิวัติเกาหลีของเรา ดังนั้น ทุกการกระทำทางอุดมการณ์จะต้องเป็นประโยชน์ต่อการปฏิวัติเกาหลี เพื่อให้การปฏิวัติเกาหลีสำเร็จลุล่วง บุคคลหนึ่งควรตระหนักอย่างถ่องแท้ถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาติเรา ภูมิศาสตร์ของเกาหลี และขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา[90]

นับแต่นั้นมา เขากับพรรคแรงงานเกาหลีได้เน้นย้ำบทบาทของ "ประเพณีปฏิวัติ" และประเพณีทางวัฒนธรรมของเกาหลีในการปฏิวัติของตน[90] ในการประชุมพรรค สมาชิกและแกนนำได้เรียนรู้เกี่ยวกับศักดิ์ศรีแห่งชาติของเกาหลีเหนือและการฟื้นฟูที่กำลังจะมาถึง[90] มีการฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีเพื่อแสดงความเป็นเกาหลี[90] ใน ค.ศ. 1965 คิม อิล-ซ็องกล่าวว่าหากคอมมิวนิสต์ยังคงต่อต้านความเป็นปัจเจกและอธิปไตย ขบวนการก็จะถูกคุกคามโดยสิทธันตนิยมและลัทธิแก้[91] เขาตำหนิพวกคอมมิวนิสต์ที่เขาเชื่อว่ายึดถือ "สุญนิยมชาติโดยการยกย่องทุกสิ่งที่เป็นของต่างชาติและใส่ร้ายทุกสิ่งที่เป็นของชาติ" และพยายามที่จะนำรูปแบบต่างชาติมาใช้กับประเทศของตน[91] ในช่วงทศวรรษ 1960 ชูเชเป็นอุดมการณ์เต็มรูปแบบซึ่งเรียกร้องให้มีการสร้างสังคมนิยมของเกาหลีเหนือในแนวทางที่แตกต่างและไม่แทรกแซงกิจการภายใน อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษต่อมาชูเชถูกกำหนดให้เป็นระบบที่มี "หลักการพื้นฐานคือการตระหนักถึงอธิปไตย"[91]

แม้นักทฤษฎีของพรรคแรงงานเกาหลีในช่วงแรกจะมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อคำว่า "ชาติ" และ "ชาตินิยม" เนื่องจากอิทธิพลของคำจำกัดความแบบสตาลินที่ว่า "รัฐ" แต่ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 คำจำกัดความของพวกเขาที่ว่าชาติคือ "ชุมชนที่มีเสถียรภาพ ก่อตัวขึ้นตามประวัติศาสตร์ของผู้คนบนพื้นฐานของภาษา อาณาเขต ชีวิตทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมร่วมกัน" ได้รับการแก้ไขและลักษณะของ "สายเลือดเดียวกัน" ถูกเพิ่มเข้าไปในคำจำกัดความนั้น[91] ในช่วงทศวรรษ 1980 ชีวิตทางเศรษฐกิจร่วมกันถูกลบออกจากคำจำกัดความ โดยที่สายเลือดเดียวกันได้รับการเน้นย้ำมากขึ้น[92] พรรคแรงงานเกาหลีปรับปรุงความหมายของชาตินิยมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต[92] ก่อนหน้านี้ถูกกำหนดในแง่ของสตาลินว่าเป็นอาวุธของชนชั้นกระฎุมพีในการเอารัดเอาเปรียบกรรมกร ชาตินิยมได้เปลี่ยนจากแนวคิดปฏิกิริยาไปสู่แนวคิดก้าวหน้า[92] คิม อิล-ซ็องแยก "ชาตินิยม" ออกจากสิ่งที่เขาเรียกว่า "ชาตินิยมที่แท้จริง" ขณะที่ชาตินิยมที่แท้จริงเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า ชาตินิยมยังคงเป็นปฏิกิริยา:[92]

ชาตินิยมที่แท้จริงนั้นคล้ายกับความรักชาติ มีเพียงผู้รักชาติอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะสามารถกลายเป็นนักสากลนิยมที่อุทิศตนและจริงใจได้ ในแง่นี้ เมื่อฉันกล่าวว่าคอมมิวนิสต์ ในเวลาเดียวกัน ฉันหมายถึงชาตินิยมและสากลนิยมด้วย[92]

ข้อกล่าวหาเรื่องความเกลียดกลัวต่างชาติและการเหยียดเชื้อชาติ

[แก้]
ไม่ว่าจะชื่ออะไรและไม่ว่าการกล่าวอ้างของคิมจะซับซ้อนเพียงใด แนวคิดชูเชของเขาก็เป็นเพียงชาตินิยมที่เกลียดกลัวต่างชาติ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องน้อยมากกับคอมมิวนิสต์

ซอ แด-ซุก, ผู้เขียนหนังสือ Kim Il Sung: The North Korean Leader[93]

ในช่วงทศวรรษ 1960 พรรคแรงงานเกาหลีเริ่มบังคับให้ชาวเกาหลีหย่าร้างกับคู่สมรสชาวยุโรป (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มตะวันออก) โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคแรงงานเกาหลีเรียกการแต่งงานเหล่านี้ว่าเป็น "อาชญากรรมต่อเชื้อชาติเกาหลี" และสถานทูตของกลุ่มตะวันออกในประเทศเริ่มกล่าวหาว่าระบอบเป็นฟาสซิสต์[70] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1963 นักการทูตโซเวียตคนหนึ่งบรรยายถึงวงการเมืองของคิม อิล-ซ็องว่าเป็น "ตำรวจลับทางการเมือง"[70] เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ จากกลุ่มตะวันออกในเกาหลีเหนือก็แสดงความเห็นที่คล้ายคลึงกัน โดยเอกอัครราชทูตเยอรมนีตะวันออกเรียกนโยบายนี้ว่า "แบบเกิบเบิลส์" (อ้างถึงโยเซ็ฟ เกิบเบิลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประชาบาลและโฆษณาการของฮิตเลอร์)[70] แม้สิ่งนี้จะถูกกล่าวในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและกลุ่มตะวันออกตกต่ำ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการรับรู้ถึงการเหยียดเชื้อชาติในนโยบายของคิม อิล-ซ็อง[70]

ในหนังสือของเขาเรื่อง The Cleanest Race (2010) ไบรอัน เรย์โนลส์ ไมเออส์ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าชูเชเป็นอุดมการณ์นำของเกาหลีเหนือ เขาเห็นว่าการยกย่องต่อสาธารณะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อหลอกลวงชาวต่างชาติ มันดำรงอยู่เพื่อให้ถูกสรรเสริญมากกว่าจะถูกปฏิบัติตาม[94] ไมเออส์เขียนว่าชูเชเป็นอุดมการณ์จอมปลอม ที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกย่องคิม อิล-ซ็องให้เป็นนักคิดทางการเมืองที่เทียบเท่าเหมา เจ๋อตง[95] ตามความเห็นของไมเออส์ นโยบายทหารมาก่อนของเกาหลีเหนือ การเหยียดเชื้อชาติและความเกลียดกลัวต่างชาติ (ดังตัวอย่างจากเหตุการณ์ที่มีมูลเหตุจากเชื้อชาติ เช่น ความพยายามรุมประชาทัณฑ์นักการทูตชาวคิวบาผิวดำและการบังคับทำแท้งหญิงเกาหลีเหนือที่ตั้งครรภ์กับชายชาวจีน) บ่งชี้ถึงรากฐานทางการเมืองขวาจัด (ที่สืบทอดมาจากจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงที่เข้ายึดครองเกาหลี) มากกว่าซ้ายจัด[94][96]

ลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิล

[แก้]
Posthumous portrait of Kim Il Sung
Posthumous portrait of Kim Jong Il
ในการประชุมพรรคครั้งที่สี่ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2012 พรรคแรงงานเกาหลีประกาศตนเองว่าเป็น "พรรคของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิล" และลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิลเป็น "แนวคิดชี้นำเดียวของพรรค"

ลัทธิคิมอิลซ็อง (김일성주의) และหลักสิบประการสำหรับการสร้างระบบอุดมการณ์แบบองค์รวมได้รับการแนะนำอย่างเป็นทางการโดยคิม จ็อง-อิลใน ค.ศ. 1974[97] มีรายงานว่าคิม จ็อง-อิลทำเช่นนั้นเพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของเขาภายในพรรคแรงงานเกาหลี โดยใช้ประโยชน์จากอำนาจทางการเมืองสูงสุดของบิดา[97] ลัทธิคิมอิลซ็องหมายถึงแนวคิดของคิม อิลซ็อง ขณะที่หลักสิบประการทำหน้าที่เป็นแนวทางสำหรับชีวิตทางการเมืองและสังคมของเกาหลีเหนือ[97] คิม จ็อง-อิลโต้แย้งว่าแนวคิดของบิดาได้พัฒนาขึ้นและดังนั้นจึงสมควรได้รับชื่อที่ต่างกันของตนเอง[98] สื่อของรัฐเกาหลีเหนือก่อนหน้านี้ได้อธิบายแนวคิดของคิม อิล-ซ็องว่าเป็น "ลัทธิมากซ์–เลนินร่วมสมัย" โดยเรียกแนวคิดเหล่านั้นว่า "ลัทธิคิมอิลซ็อง" คิม จ็อง-อิลพยายามยกระดับแนวคิดของบิดาให้มีสถานะเทียบเท่ากับลัทธิสตาลินและลัทธิเหมา[98] ไม่นานหลังการแนะนำ "ลัทธิคิมอิลซ็อง" เข้าสู่พจนานุกรมของเกาหลีเหนือ คิม จ็อง-อิลเริ่มเรียกร้องให้มีการ "เปลี่ยนแปลงสังคมเกาหลีเหนือให้เป็นแบบลัทธิคิมอิลซ็อง"[97]

ลิม แจ-ช็อน นักวิเคราะห์การเมือง โต้แย้งว่าไม่มีความต่างที่สังเกตได้ระหว่างลัทธิคิมอิลซ็องกับชูเช และทั้งสองคำนี้สามารถใช้แทนกันได้[97] อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน ค.ศ. 1976 ของเขาเรื่อง "ว่าด้วยการทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นต้นฉบับของลัทธิคิมอิลซ็อง" คิม จ็อง-อิลกล่าวว่าลัทธิคิมอิลซ็องประกอบด้วย "แนวคิดชูเชและทฤษฎีการปฏิวัติและวิธีการเป็นผู้นำที่กว้างไกลซึ่งพัฒนามาจากแนวคิดนี้"[99] เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ลัทธิคิมอิลซ็องเป็นแนวคิดดั้งเดิมที่ไม่สามารถอธิบายได้ภายในกรอบของลัทธิมากซ์–เลนิน แนวคิดชูเช ซึ่งเป็นแก่นแท้ของลัทธิคิมอิลซ็อง เป็นแนวคิดที่ค้นพบใหม่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ"[98] คิม จ็อง-อิลกล่าวต่อไปอีกว่าลัทธิมากซ์–เลนินล้าสมัยและต้องถูกแทนที่ด้วยลัทธิคิมอิลซ็อง:[100]

ทฤษฎีการปฏิวัติของลัทธิคิมอิลซ็องเป็นทฤษฎีการปฏิวัติที่ได้ให้คำตอบแก่ปัญหาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติการปฏิวัติในสมัยใหม่ที่ต่างจากสมัยที่ทำให้เกิดลัทธิมากซ์–เลนิน บนพื้นฐานของแนวคิดชูเช ผู้นำได้ให้คำอธิบายอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับทฤษฎี กลยุทธ์ และยุทธวิธีของการปลดปล่อยชาติ การปลดปล่อยชนชั้น และการปลดปล่อยมนุษย์ในสมัยของเรา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าทฤษฎีการปฏิวัติของลัทธิคิมอิลซ็องเป็นทฤษฎีการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบในสมัยชูเช[100]

ตามที่ชิน กี-วุก นักวิเคราะห์กล่าวไว้ แนวคิดของชูเชและลัทธิคิมอิลซ็องนั้นโดยแก่นแท้แล้วเป็นการ "แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาหลีเหนือเหนือลัทธิลัทธิมากซ์–เลนิน ซึ่งถูกมองว่ามีความเป็นสากลกว่า"[100] ศัพท์ใหม่นี้บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงจากสังคมนิยมไปสู่ชาตินิยม[100] สิ่งนี้ปรากฏชัดในสุนทรพจน์ที่คิม จ็อง-อิลกล่าวใน ค.ศ. 1982 ระหว่างการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีของบิดา ซึ่งเขากล่าวว่าความรักชาติมาก่อนความรักสังคมนิยม[101] ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะนี้ก่อให้เกิดแนวคิดต่าง ๆ เช่น "ทฤษฎีชาติเกาหลีเป็นอันดับหนึ่ง" (조선민족제일주의) และ "สังคมนิยมแบบของเรา" (우리식사회주의).[102]

หลังการเสียชีวิตของคิม จ็อง-อิลในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 ลัทธิคิมอิลซ็องได้กลายเป็น ลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิล (김일성-김정일주의) ในการประชุมครั้งที่ 4 ของพรรคแรงงานเกาหลีในเดือนเมษายน ค.ศ. 2012[103] สมาชิกพรรคในการประชุมกล่าวว่าพรรคแรงงานเกาหลีเป็น "พรรคของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิล" และประกาศว่าลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิลเป็น "แนวคิดชี้นำเดียวของพรรค[103] หลังจากนั้น สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) กล่าวว่า "ประชาชนเกาหลีเรียกนโยบายปฏิวัติและแนวคิดของท่านประธานาธิบดี [คิม อิล-ซ็อง] และคิม จ็อง-อิลว่าลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิลมานานแล้วและยอมรับว่าเป็นแนวทางชี้นำของชาติ"[104] คิม จ็อง-อึน บุตรชายของคิม จ็อง-อิล ซึ่งสืบทอดตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานเกาหลีกล่าวว่า:

ลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิลเป็นระบบบูรณาการของแนวคิด ทฤษฎีและวิธีการของชูเช และเป็นอุดมการณ์ปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ที่เป็นตัวแทนของสมัยชูเช ภายใต้การนำของลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิล เราควรดำเนินการสร้างพรรคและกิจกรรมของพรรค เพื่อรักษาลักษณะปฏิวัติของพรรคเราและขับเคลื่อนการปฏิวัติและการก่อสร้างให้สอดคล้องกับแนวคิดและความตั้งใจของท่านประธานาธิบดี [คิม อิล-ซ็อง] และท่านนายพล [คิม จ็อง-อิล][105]

เนนารา (Naenara) เว็บทำอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ประกาศว่า: "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเป็นรัฐสังคมนิยมอิสระที่ชี้นำโดยลัทธิคิมอิลซ็อง–คิมจ็องอิลอันยิ่งใหญ่ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ"[106]

วิธีการปกครอง

[แก้]

ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่

[แก้]

เกาหลีเหนือถือว่ามนุษยชาติเป็นพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ "มวลชนได้รับสถานะเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง และผู้นำเป็นศูนย์กลางของมวลชน"[107] ลัทธิมากซ์ดั้งเดิมถือว่าการต่อสู้ระหว่างชนชั้นเป็นพลังขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ลัทธิมากซ์ยังมองว่าการต่อสู้ระหว่างชนชั้นจะสิ้นสุดลงในที่สุด เมื่อความแตกต่างระหว่างชนชั้นเริ่มหายไปในสังคมคอมมิวนิสต์[108] จากจุดนี้ไป มนุษยชาติจะสามารถ "สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีสติ" เมื่อสังคมมนุษย์เลิกถูกขับเคลื่อนโดยพลังทางสังคม เช่น การต่อสู้ระหว่างชนชั้น แต่กลายเป็น "ผลจากการกระทำโดยเสรีของตนเอง"[109]

ชูเชเป็นอุดมการณ์ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางซึ่งเชื่อว่า "มนุษย์เป็นนายของทุกสิ่งและเป็นผู้ตัดสินทุกสิ่ง"[107] เช่นเดียวกับความคิดลัทธิมากซ์–เลนิน ชูเชเชื่อว่าประวัติศาสตร์เป็นไปตามกฎเกณฑ์แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนความก้าวหน้า "มวลชนคือผู้ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์"[110] จากทัศนคติของชูเช การต่อสู้ของมนุษยชาติโดยรวมเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองถูกจำกัดโดยชนชั้นปกครองในสังคมที่มีชนชั้น[111] นอกจากนี้ มีเพียงชนชั้นแรงงานเท่านั้นที่สามารถเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้และบรรลุสังคมที่มนุษยชาติสามารถสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองได้อย่างอิสระและสร้างสรรค์[112] ชูเชสอดคล้องกับวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ โดยมองว่าความสามารถของมนุษยชาติในการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ของตนเองเป็นจุดสุดยอดของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ระยะยาว ซึ่งรากฐานถูกวางโดยการเข้ามาของชนชั้นแรงงานในสมัยทุนนิยม และด้วยเหตุนี้ชูเชจึงเป็นเอกลักษณ์ของสมัยสังคมนิยม[113] อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มวลชนประสบความสำเร็จ พวกเขาจำเป็นต้องมีผู้นำผู้ยิ่งใหญ่[110] ลัทธิมากซ์–เลนินโต้แย้งว่าประชาชนจะนำโดยอาศัยความสัมพันธ์ของพวกเขากับการผลิต ในเกาหลีเหนือ ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เพียงคนเดียวถือเป็นสิ่งจำเป็น และสิ่งนี้ช่วยให้คิม อิล-ซ็องสถาปนาระบอบอัตตาธิปไตยแบบคนเดียวได้[114]

ทฤษฎีนี้ทำให้ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้นำที่เด็ดขาดและสูงสุด[115] ชนชั้นแรงงานไม่ได้คิดด้วยตนเอง แต่คิดผ่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่[115] เขาคือมันสมองของชนชั้นแรงงานและเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงผู้เดียวของพวกเขา[115] การต่อสู้ระหว่างชนชั้นสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น งานที่ยากโดยทั่วไป (และการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิวัติโดยเฉพาะ) สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านและ/หรือโดยเขาเท่านั้น[115] ดังนั้น ในการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่คือพลังนำของชนชั้นแรงงาน[115] เขาเป็นมนุษย์ผู้ไร้ที่ติ ไม่ทุจริต ไม่เคยทำผิดพลาด มีความเมตตาเสมอและปกครองเพื่อประโยชน์ของมวลชน (ชนชั้นแรงงาน)[116] เพื่อให้ระบบผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ทำงานได้ จะต้องมีอุดมการณ์ที่เป็นเอกภาพ[117] ในเกาหลีเหนือ สิ่งนี้เรียกว่าระบบอุดมการณ์เอกานุภาพ[117]

ราชวงศ์คิม

[แก้]

ราชวงศ์คิมเริ่มต้นด้วยคิม อิล-ซ็อง ผู้นำคนแรกของพรรคแรงงานเกาหลีและเกาหลีเหนือ[118] อุดมการณ์อย่างเป็นทางการคือระบบของเกาหลีเหนือทำงานได้ "ดี" เพราะถูกก่อตั้งโดยคิม อิล-ซ็อง ซึ่งผู้สืบทอดของเขาปฏิบัติตามสายเลือดของเขา[119] เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์การปฏิวัติของท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่" และ "ประวัติศาสตร์การปฏิวัติของท่านผู้นำที่รัก" (คิม จ็อง-อิล)[119] ตัวเลือกแรกของคิม อิล-ซ็องในฐานะผู้สืบทอดคือคิม ย็อง-จู น้องชายของเขา แต่ต่อมาเขาตัดสินใจแต่งตั้งคิม จ็อง-อิล บุตรชายแทน การตัดสินใจนี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 6[32] คิม จ็อง-อิลแต่งตั้งคิม จ็อง-อึน บุตรชายคนเล็กของเขา เป็นผู้สืบทอดในการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 3 ใน ค.ศ. 2010 และบุตรชายของเขาสืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาในช่วงต้น ค.ศ. 2011[49] เนื่องจากการสืบทอดอำนาจภายในครอบครัวและการแต่งตั้งสมาชิกในครอบครัวให้ดำรงตำแหน่งสูง ตระกูลคิมจึงถูกเรียกว่าราชวงศ์[120] ซอ แด-ซุก ผู้เขียนหนังสือ Kim Il Sung: The North Korean Leader กล่าวว่า "สิ่งที่เขา [คิม อิล-ซ็อง] สร้างขึ้นในเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม คล้ายคลึงกับระบบการเมืองที่รองรับการปกครองส่วนตัวของเขามากกว่ารัฐคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมในเกาหลี ไม่ใช่ระบบการเมืองที่เขาสร้างขึ้นที่จะอยู่รอดต่อไป แต่เป็นบุตรชายของเขา [คิม จ็อง-อิล] ซึ่งเขาได้แต่งตั้งเป็นทายาท ที่จะสืบทอดการปกครองของเขา"[121] ตระกูลคิมที่ปกครองได้รับการบรรยายว่าเป็นผู้นำของสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยพฤตินัย[122][123][124] หรือ "เผด็จการสืบทอด"[125]

ระบบอุดมการณ์เอกานุภาพ

[แก้]

หลักสิบประการสำหรับการสถาปนาระบบอุดมการณ์เอกานุภาพเป็นชุดหลักการสิบประการและข้อกำหนด 65 ข้อซึ่งกำหนดมาตรฐานสำหรับการปกครองและชี้นำพฤติกรรมของประชาชนในเกาหลีเหนือ[126] หลักสิบประการได้ก้าวข้ามรัฐธรรมนูญของชาติหรือกฤษฎีกาของพรรคแรงงาน และในทางปฏิบัติถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ[127][128][129]

ซ็องบุน

[แก้]
มะเขือเทศที่แดงทั้งลูกตั้งแต่เปลือกจนถึงเนื้อใน เปรียบเสมือนคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบและน่าเชื่อถือ แอปเปิลที่แดงเฉพาะเปลือกนอก เปรียบเสมือนคนที่ยังต้องปรับปรุงทางอุดมการณ์ และองุ่นนั้นหมดหวังอย่างสิ้นเชิง

— การแบ่งชนชั้นหลักสามระดับในสังคมเกาหลีเหนือ (ชนชั้นหลัก, ชนชั้นกลาง, และชนชั้นศัตรู) ถูกอธิบายโดยใช้คำอุปมาเป็นมะเขือเทศ แอปเปิล และองุ่น ตามลำดับ[130]

ซ็องบุนเป็นชื่อที่ใช้เรียกระบบวรรณะที่ถูกสถาปนาขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1957 โดยกรมการเมืองพรรคแรงงานเกาหลีเมื่อมีการรับรองมติ "ว่าด้วยการเปลี่ยนการต่อสู้กับกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติให้เป็นการเคลื่อนไหวของคนทั้งชาติและทั้งพรรค" (รู้จักในชื่อมติ 30 พฤษภาคม)[131] สิ่งนี้นำไปสู่การกวาดล้างในสังคมเกาหลีเหนือซึ่งบุคคลทุกคนถูกตรวจสอบความภักดีต่อพรรคและผู้นำ[132] การกวาดล้างเริ่มขึ้นอย่างจริงจังใน ค.ศ. 1959 เมื่อพรรคแรงงานเกาหลีจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลใหม่โดยมีคิม ย็อง-จู น้องชายของคิม อิล-ซ็องเป็นหัวหน้า[132]

ประชาชนชาวเกาหลีเหนือถูกแบ่งออกเป็นสาม "กลุ่ม" (เป็นศัตรู เป็นกลาง หรือเป็นมิตร)[132] และกลุ่มที่บุคคลนั้นถูกจัดอยู่ในนั้นเป็นสิ่งสืบทอดทางกรรมพันธุ์[132] กลุ่มที่เป็นศัตรูไม่สามารถอาศัยอยู่ใกล้เปียงยาง (เมืองหลวงของประเทศ) หรือเมืองใหญ่อื่น ๆ หรือใกล้ชายแดนของเกาหลีเหนือที่ติดกับประเทศอื่น ๆ[132] ซ็องบุนส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการจ้างงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณสมบัติในการเข้าร่วมพรรคแรงงานเกาหลี[130] อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของมันได้ลดลงพร้อมกับการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและการล่มสลายของเศรษฐกิจเกาหลีเหนือ (และระบบการแจกจ่ายสาธารณะ) ในช่วงทศวรรษ 1990[133]

ตรงกันข้าม รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศว่าพลเมืองทุกคนมีความเท่าเทียมกันและปฏิเสธการเลือกปฏิบัติใด ๆ บนพื้นฐานของภูมิหลังครอบครัว[134][135]

โครงสร้าง

[แก้]

องค์กรส่วนกลาง

[แก้]

การประชุมใหญ่ (congress) เป็นองค์กรสูงสุดของพรรคและมีการประชุมเป็นครั้งคราว[136] ตามข้อบังคับของพรรค คณะกรรมการกลางสามารถเรียกประชุมใหญ่ได้หากแจ้งให้พรรคส่วนอื่นทราบล่วงหน้าอย่างน้อยหกเดือน[136] ข้อบังคับของพรรคกำหนดให้การประชุมใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบเจ็ดประการ:[136]

  1. เลือกตั้งคณะกรรมการกลาง
  2. เลือกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกลาง
  3. เลือกตั้งเลขาธิการใหญ่
  4. พิจารณารายงานของคณะกรรมการกลางชุดที่กำลังจะหมดวาระ
  5. พิจารณารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบกลางชุดที่กำลังจะหมดวาระ
  6. อภิปรายและบัญญัตินโยบายของพรรค
  7. แก้ไขข้อบังคับของพรรคและทำการแก้ไขเพิ่มเติม

ระหว่างการประชุมระดับชาติของพรรคแรงงานเกาหลี คณะกรรมการกลางเป็นสถาบันที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด[137] คณะกรรมการตรวจสอบกลางมีหน้าที่รับผิดชอบการกำกับดูแลการเงินของพรรคและทำงานแยกจากคณะกรรมการกลาง[138] คณะกรรมการกลางเลือกตั้งองค์ประกอบของหลายหน่วยงานเพื่อดำเนินงานของตน การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการกลางที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่จะเลือกตั้งคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) สำนักเลขาธิการ กรมการเมือง คณะผู้บริหารสูงสุด และคณะกรรมการตรวจสอบกลาง[139][140] กรมการเมืองใช้อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการกลางเมื่อไม่มีการประชุมเต็มคณะ[141] คณะผู้บริหารสูงสุดคือองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของพรรคเมื่อกรมการเมือง คณะกรรมการกลาง การประชุมผู้แทนและการประชุมใหญ่ไม่อยู่ในสมัยประชุม[142] ก่อตั้งขึ้นในการประชุมใหญ่ระดับชาติครั้งที่ 6 ใน ค.ศ. 1980[142]

คณะกรรมาธิการการทหารกลางเป็นสถาบันที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในกิจการทางทหารภายในพรรคและควบคุมการปฏิบัติการของกองทัพประชาชนเกาหลี[143] เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการฯ โดยตำแหน่ง ขณะเดียวกัน สำนักเลขาธิการเป็นองค์กรปฏิบัติการสูงสุดและมีเลขาธิการพรรคใหญ่แรงงานเกาหลีเป็นหัวหน้า ประกอบด้วยเลขาธิการหลายคนที่โดยปกติเป็นหัวหน้ากรม คณะกรรมการ สิ่งพิมพ์ และองค์กรอื่น ๆ ภายใต้คณะกรรมการกลาง[144] คณะกรรมการตรวจสอบกลางมีหน้าที่แก้ไขปัญหาทางวินัยที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค เรื่องที่ถูกสอบสวนมีตั้งแต่การทุจริตไปจนถึงกิจกรรมต่อต้านพรรคและต่อต้านการปฏิวัติ โดยทั่วไปครอบคลุมการละเมิดข้อบังคับของพรรคทั้งหมด[145]

การประชุมเต็มคณะครั้งแรกของคณะกรรมการกลางยังเลือกหัวหน้ากรม สำนัก และสถาบันอื่น ๆ เพื่อดำเนินการตามภารกิจ[146][147] ปัจจุบันพรรคแรงงานเกาหลีมีกรมในคณะกรรมการกลางมากกว่า 15 กรม[147] พรรคควบคุมองค์กรภาคประชาชนและหนังสือพิมพ์หลายฉบับผ่านกรมเหล่านี้ เช่น โรดงชินมุน[147] กองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) ตามข้อบังคับของพรรคแรงงานเกาหลีถือเป็น "กองกำลังติดอาวุธปฏิวัติของพรรคแรงงานเกาหลีซึ่งสืบทอดประเพณีปฏิวัติ[148] องค์กรนำในกองทัพฯ คือสำนักการเมืองทั่วไป (GPB) ซึ่งตามข้อบังคับของพรรคแรงงานเกาหลีกำหนดให้เป็น "องค์กรบริหารของคณะกรรมาธิการพรรคกองทัพประชาชนเกาหลีและดังนั้นจึงมีอำนาจเช่นเดียวกับคณะกรรมการกลางในการดำเนินกิจกรรม"[149] สำนักฯ ควบคุมกลไกของพรรคและเจ้าหน้าที่การเมืองทุกคนในกองทัพฯ[149]

องค์กรระดับล่าง

[แก้]
เข็มกลัดคิม อิล-ซ็องพร้อมตราประจำพรรคแรงงานเกาหลี

พรรคแรงงานเกาหลีมีองค์กรระดับท้องถิ่นสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นของเกาหลีเหนือทั้งสามระดับ ได้แก่ (1) จังหวัดและเทศบาลระดับจังหวัด (2) นครพิเศษ นครทั่วไป และเขตเมือง และ (3) เทศมณฑลชนบทและหมู่บ้าน[150] เกาหลีเหนือมีเก้าจังหวัด แต่ละจังหวัดมีคณะกรรมาธิการพรรคระดับจังหวัด องค์ประกอบของคณะกรรมาธิการเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพรรคแรงงานเกาหลี[150]

พรรคแรงงานเกาหลีมีสมาชิกสองประเภท ได้แก่ สมาชิกสามัญและสมาชิกทดลอง[151] การเป็นสมาชิกเปิดรับสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและจะได้รับการอนุมัติหลังยื่นใบสมัคร (ต้องมีสมาชิกพรรคสองคนที่มีสถานะดีอย่างน้อยสองปีรับรอง) ต่อหน่วยย่อย[151] ใบสมัครจะได้รับการพิจารณาในการประชุมเต็มคณะของหน่วยย่อย และการตัดสินใจอนุมัติจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการพรรคระดับเทศมณฑล[151] หลังใบสมัครได้รับการอนุมัติแล้ว ระยะเวลาทดลองงานหนึ่งปีตามข้อบังคับอาจถูกยกเว้นภายใต้ "สถานการณ์พิเศษ" ที่ไม่ได้ระบุไว้ ทำให้ผู้สมัครสามารถเป็นสมาชิกเต็มตัวได้[151] การสรรหาสมาชิกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมองค์การและชี้นำ และสาขาในระดับท้องถิ่น[151]

พรรคแรงงานเกาหลีอ้างว่ามีสมาชิกมากกว่าสามล้านคนใน ค.ศ. 1988 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากสมาชิกสองล้านคนที่ประกาศใน ค.ศ. 1976 การเพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นผลมาจากการรณรงค์ขับเคลื่อนขบวนการสามปฏิวัติ[152] ในเวลานั้น ร้อยละ 12 ของประชากรเป็นสมาชิกพรรค เป็นจำนวนที่มากผิดปกติสำหรับประเทศคอมมิวนิสต์และเป็นตัวเลขที่เทียบได้กับโรมาเนียเท่านั้น[153] ตัวเลขในภายหลังไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ[152] แต่ปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีสมาชิกอยู่ที่ 6.5 ล้านคน[154]

สังคมเกาหลีเหนือแบ่งออกเป็นสามชนชั้น ได้แก่ แรงงานอุตสาหกรรม ชาวนา และซามูว็อน (ปัญญาชนและชนชั้นกระฎุมพีระดับล่าง)[152] นับตั้งแต่ ค.ศ. 1948 แรงงานอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสมาชิกพรรคมากที่สุด ตามมาด้วยชาวนาและซามูวอน[152] ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อประชากรเกาหลีเหนือมีสัดส่วนในเขตเมืองถึงร้อยละ 50 องค์ประกอบของกลุ่มพรรคก็เปลี่ยนแปลงไป โดยมีผู้ที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจเป็นสมาชิกพรรคมากขึ้น และจำนวนสมาชิกในสหกรณ์การเกษตรลดลง[155]

สัญลักษณ์

[แก้]

สัญลักษณ์ของพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) เป็นการปรับปรุงจากสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์รูปค้อนเคียว โดยเพิ่มพู่กันอักษรวิจิตรแบบเกาหลีดั้งเดิมเข้าไป สัญลักษณ์เหล่านี้แสดงถึงชนชั้นสามกลุ่มในสังคมเกาหลีตามที่พรรคแรงงานเกาหลีอธิบายไว้ ได้แก่ แรงงานอุตสาหกรรม (ค้อน) ชาวนา (เคียว) และซามูว็อน (พู่กันหมึก) ชนชั้นซามูว็อนประกอบด้วยเสมียน พ่อค้าขนาดเล็ก ข้ารัฐการ ครูอาจารย์ และนักเขียน ชนชั้นนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในการวิเคราะห์ชนชั้นของเกาหลีเหนือและถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการรู้หนังสือในหมู่ประชากรของประเทศ[156]

ประวัติการเลือกตั้ง

[แก้]

การเลือกตั้งสมัชชาประชาชนสูงสุด

[แก้]
ปี (ค.ศ.) หัวหน้าพรรค ที่นั่ง +/– อันดับ
1948 คิม อิล-ซ็อง
157 / 572
เพิ่มขึ้น 157 เพิ่มขึ้น 1
1957
178 / 215
เพิ่มขึ้น 21 Steady 1
1962
371 / 383
เพิ่มขึ้น 193 Steady 1
1967
288 / 457
ลดลง 83 Steady 1
1972
127 / 541
ลดลง 161 Steady 1
1977 [ข้อมูลขาดหาย]
1982 [ข้อมูลขาดหาย]
1986 [ข้อมูลขาดหาย]
1990
601 / 687
Steady 1
1998 คิม จ็อง-อิล
594 / 687
ลดลง 7 Steady 1
2003 [ข้อมูลขาดหาย]
2009
606 / 687
Steady 1
2014 คิม จ็อง-อึน
607 / 687
เพิ่มขึ้น 1 Steady 1
2019 [ข้อมูลขาดหาย]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. เกาหลี: 조선로동당; เอ็มอาร์: Chosŏn Rodongdang; แปล 'Korea[n] Labor Party'

อ้างอิง

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. Cha & Hwang 2009, p. 214.
  2. The White House 2016.
  3. 1 2 3 Kim 2021: "Our Party never expects that there will be any fortuitous opportunity for us in paving the road for our people and in realizing their great aim and ideals to build socialism and communism. ... When the hundreds of thousands of cell secretaries and officials across the Party unite its members firmly under the leadership of the Party Central Committee and give full play to their loyalty, patriotism and creative wisdom, our revolution will always emerge victorious in high spirits and the ideal of communism will surely come true."
  4. 1 2 Yonhap News Agency 2021: "The immediate aim of the Workers' Party of Korea is to build a prosperous and civilized socialist society in the northern half of the Republic and to realize the independent and democratic development of society on a nationwide scale, and the ultimate goal is to build a communist society in which the people's ideals are fully realized."
  5. 1 2 Frank et al. 2013, p. 45.
  6. 1 2 3 Yonhap News Agency 2021.
  7. Lankov 2002, p. 20.
  8. Lankov 2002, p. 21.
  9. Lankov 2002, p. 22.
  10. Lankov 2002, pp. 21–22.
  11. Lankov 2002, pp. 28–29.
  12. 1 2 Lankov 2002, p. 29.
  13. 1 2 3 Lankov 2002, p. 31.
  14. Lankov 2002, pp. 31–32.
  15. Lankov 2002, pp. 33–40.
  16. Lankov 2002, p. 40.
  17. 1 2 Lankov 2002, p. 42.
  18. Lankov 2002, p. 44.
  19. Lankov 2002, p. 45.
  20. Lankov 2002, p. 47.
  21. Suh 1988, p. 74.
  22. Lankov 2002, p. 60.
  23. 1 2 Lankov 2002, p. 61.
  24. 1 2 3 4 Lankov 2002, p. 62.
  25. 1 2 3 4 5 Lankov 2002, p. 65.
  26. 1 2 3 4 5 Lankov 2002, p. 66.
  27. 1 2 3 Lankov 2002, p. 70.
  28. Lankov 2002, pp. 62–63.
  29. Lankov 2002, p. 63.
  30. 1 2 Lankov 2002, p. 72.
  31. 1 2 3 4 Lankov 2002, p. 73.
  32. 1 2 3 4 5 6 Lee 1982, p. 442.
  33. Lee 1982, p. 434.
  34. 1 2 3 Buzo 1999, p. 105.
  35. Buzo 1999, pp. 105–106.
  36. Buzo 1999, p. 106.
  37. Gause 2011, p. 7.
  38. 1 2 Gause 2011, p. 8.
  39. 1 2 Gause 2011, p. 11.
  40. Gause 2011, pp. 11–13.
  41. 1 2 3 Gause 2011, p. 13.
  42. Gause 2011, p. 15.
  43. Yoon 2003, p. 1301.
  44. 1 2 3 4 5 6 7 8 Gause 2011, p. 18.
  45. Gause 2011, p. 22.
  46. Gause 2011, p. 23.
  47. 1 2 Gause 2011, p. 24.
  48. 1 2 3 4 Gause 2013, p. 20.
  49. 1 2 Gause 2013, pp. 30–32.
  50. Choi & Hibbitts 2010, p. 3.
  51. Gause 2013, p. 19.
  52. McCurry 2011a.
  53. McCurry 2011b.
  54. AFP 2011.
  55. Frank et al. 2011, p. 50.
  56. Chen 2012.
  57. BBC News 2012.
  58. Rodong Sinmun 2012.
  59. Oh 2013.
  60. Frank 2018.
  61. Reuters 2016.
  62. AP News 2021.
  63. Lee 2021.
  64. Koko 2021.
  65. Seo & Berlinger 2021.
  66. Lankov 2021.
  67. 1 2 Myers 2011, pp. 9, 11–12.
  68. KKE 2011.
  69. Solidnet.org 2011.
  70. 1 2 3 4 5 Becker 2005, p. 66.
  71. Suh 1988, pp. 139, 313.
  72. Cheong 2000, pp. 138–139.
  73. 1 2 3 4 5 Cheong 2000, p. 139.
  74. 1 2 3 So & Suh 2013, p. 107.
  75. 1 2 3 Kwak 2009, p. 19.
  76. Kwak 2009, p. 20.
  77. Suh 1988, p. 302.
  78. 1 2 3 Suh 1988, p. 309.
  79. Suh 1988, pp. 309–310.
  80. 1 2 Suh 1988, p. 310.
  81. Suh 1988, pp. 310–313.
  82. Oh & Hassig 2000, p. 18.
  83. Lee 2003, p. 105.
  84. Lee 2003, pp. 105–106.
  85. 1 2 Lee 2003, p. 106.
  86. 1 2 Lee 2003, p. 107.
  87. Lee 2003, p. 109.
  88. 1 2 Lee 2003, p. 111.
  89. 1 2 3 4 Cheong 2000, p. 140.
  90. 1 2 3 4 5 6 7 8 Cheong 2000, p. 141.
  91. 1 2 3 4 Cheong 2000, p. 142.
  92. 1 2 3 4 5 Cheong 2000, p. 143.
  93. Suh 1988, p. 313.
  94. 1 2 Rank 2012.
  95. Marshall 2010.
  96. Hitchens 2010.
  97. 1 2 3 4 5 Lim 2012, p. 561.
  98. 1 2 3 Shin 2006, pp. 89–90.
  99. Shin 2006.
  100. 1 2 3 4 Shin 2006, p. 90.
  101. Shin 2006, pp. 90–91.
  102. Shin 2006, p. 91.
  103. 1 2 Rüdiger 2013, p. 45.
  104. Alton & Chidley 2013, p. 109.
  105. Kim 2012, p. 6.
  106. "Politics of the Democratic People's Republic of Korea". Naenara. สืบค้นเมื่อ 17 January 2025.
  107. 1 2 Lee 2004, p. 4.
  108. Marx & Engels 1906, pp. 46–47.
  109. Engels 1892, pp. 81–82.
  110. 1 2 Lee 2004, p. 5.
  111. Kim Jong Il 1982, pp. 2–3.
  112. Kim Jong Il 1982, p. 27.
  113. Kim Jong Il 1982, p. 71.
  114. Lee 2004, p. 6.
  115. 1 2 3 4 5 Lee 2004, p. 7.
  116. Lee 2004, p. 8.
  117. 1 2 Lee 2004, p. 9.
  118. Becker 2005, p. 44.
  119. 1 2 Lankov 2007, p. 29. sfn error: multiple targets (2×): CITEREFLankov2007 (help)
  120. Lankov 2014.
  121. Suh 1988, p. xviii.
  122. Kihl & Kim 2006, p. 56.
  123. Scalapino & Lee 1972, p. 689.
  124. Choy 1984, p. 117.
  125. Sheridan 2007.
  126. Min 2008.
  127. Yonhap News Agency 2013.
  128. Lim 2008, p. 66.
  129. Green 2012.
  130. 1 2 Hunter 1999, pp. 3–11.
  131. Lankov 2007, p. 66. sfn error: multiple targets (2×): CITEREFLankov2007 (help)
  132. 1 2 3 4 5 Lankov 2007, p. 67. sfn error: multiple targets (2×): CITEREFLankov2007 (help)
  133. Lankov 2012.
  134. "KINU White Paper on Human Rights in North Korea 2011, pp. 216, 225". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-07-08. สืบค้นเมื่อ 2013-03-07.
  135. "A Representative Of The DPRK Answers Questions About The Songbun At The United Nations In Geneva 20 September 2017". archive.org. united nations. สืบค้นเมื่อ 6 October 2024.
  136. 1 2 3 Gause 2011, p. 147.
  137. National Institute for Unification Education 2014, p. 64.
  138. Korean Central News Agency 2016.
  139. Rules of the Workers' Party of Korea, article 3, section 24.
  140. National Institute for Unification Education 2014, p. 66−67.
  141. Buzo 1999, p. 30.
  142. 1 2 Kim Nam-Sik 1982, p. 140.
  143. Rules of the Workers' Party of Korea, article 46.
  144. Madden 2017.
  145. Rules of the Workers' Party of Korea, article 3, section 28.
  146. Gause 2013, p. 35.
  147. 1 2 3 Gause 2013, p. 36.
  148. National Institute for Unification Education 2014, p. 55.
  149. 1 2 National Institute for Unification Education 2014, p. 69.
  150. 1 2 Cha & Hwang 2009, p. 202.
  151. 1 2 3 4 5 Cha & Hwang 2009, p. 193.
  152. 1 2 3 4 Cha & Hwang 2009, p. 209.
  153. Lankov, Kwak & Cho 2016, pp. 193–214, 309–310.
  154. Na 2021.
  155. Cha & Hwang 2009, p. 210.
  156. Cumings 2005, pp. 404–405.

บรรณานุกรม

[แก้]
บทความและรายการบันทึก
หนังสือ

หนังสืออ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]