อาณาจักรรวมชิลลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชิลลา

신라 (新羅)
통일신라 (統一新羅)
후신라 (後新羅)
ค.ศ. 668–ค.ศ. 935
ตราพระราชลัญจกรของชิลลา
ตราพระราชลัญจกร
ที่ตั้งของชิลลา
เมืองหลวงคย็องจู
ภาษาทั่วไปภาษาเกาหลี
ภาษาจีนคลาสสิก[1]
ศาสนา
พุทธศาสนานิกายมหายาน, ลัทธิขงจื๊อ, ลัทธิเต๋า, ลัทธิเชมันแบบเกาหลี
การปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์
กษัตริย์ราชวงศ์ชิลลา 
• ค.ศ. 661–681
พระเจ้ามุนมู
• ค.ศ. 702–737
พระเจ้าซอนด็อก
• ค.ศ. 861–875
พระเจ้าคยองมุน
• ค.ศ. 887–897
พระราชินีจินซอง
• ค.ศ. 927–935
พระเจ้าคยองซุน
ยุคประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
• พระเจ้ามุนมูรวมอาณาจักร
ค.ศ. 668
• พระเจ้าคยองซุนแพ้ฮูโคกูรยอ
ค.ศ. 935
ประชากร
• ศตวรรษที่ 8[2]
2,000,000 คน
ก่อนหน้า
ถัดไป
อาณาจักรชิลลา
อาณาจักรโคกูรยอ
อาณาจักรแพ็กเจ
ราชวงศ์โครยอ
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือ
เกาหลีใต้ เกาหลีใต้

อาณาจักรรวมชิลลา (เกาหลี통일 신라) เป็นชื่อที่มักใช้กับ อาณาจักรชิลลา ของเกาหลี หนึ่งใน สามราชอาณาจักรเกาหลี หลังจากที่ได้พิชิต อาณาจักรแพ็กเจ และ อาณาจักรโคกูรยอ ในศตวรรษที่ 7 ได้รวมพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ของ คาบสมุทรเกาหลี ไว้เป็นหนึ่งเดียว

ในปี ค.ศ. 660 พระเจ้ามุนมู ได้บัญชาให้กองทัพของพระองค์โจมตี แพ็กเจ ขุนพล คิม ยูชิน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพถัง เอาชนะขุนพล คเยแบ็ก และพิชิตแพ็กเจ ในปี ค.ศ. 661 พระองค์ย้ายไป โคกูรยอ แต่ถูกขับไล่ พระเจ้ามุนมูเป็นกษัตริย์องค์แรกที่มองว่าคาบสมุทรเกาหลีควรเป็นหนึ่งเดียวหลังจากการล่มสลายของ โชซ็อนโบราณ ด้วยเหตุนี้อาณาจักรชิลลาหลังปี ค.ศ. 668 จึงถูกเรียกว่า อาณาจักรรวมชิลลา อาณาจักรรวมชิลลากินเวลา 267 ปีจนกระทั่งภายใต้ พระเจ้าคยองซุน จึงเสียแก่ โครยอ ในปี ค.ศ. 935

ในช่วงรุ่งเรือง ประเทศได้แข่งขันกับ อาณาจักรบัลแฮ อาณาจักรโคกูรยอ-โมเฮ ทางเหนือเพื่ออำนาจสูงสุดในภูมิภาค ตลอดเวลาที่ดำรงอยู่ อาณาจักรรวมชิลลา ถูกรบกวนด้วยอุบายและความวุ่นวายทางการเมืองในดินแดนทางเหนือที่เพิ่งถูกยึดครองซึ่งเกิดจากกลุ่มกบฏใน แพ็กเจ และ โคกูรยอ ซึ่งนำไปสู่ยุค สามอาณาจักรหลัง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 9

คยองจูยังคงเป็นเมืองหลวงของชิลลาตลอดการดำรงอยู่ของราชวงศ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของระบบราชการที่ใช้ในซิลลา โดยใช้ระบบ "Bone Clan Class" กลุ่มคนที่มีอำนาจกลุ่มเล็กๆ ('Bone Class') สามารถปกครองผู้คนจำนวนมากได้ เพื่อรักษากฎข้อนี้ไว้กับผู้คนจำนวนมากเป็นระยะเวลานาน รัฐบาลต้องรักษาความสามัคคีของระบบกระดูก[3]

แม้จะมีความไม่มั่นคงทางการเมือง แต่ อาณาจักรรวมชิลลา ก็เป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรือง[4] และเมืองหลวง ซอราโบล (ปัจจุบันคือคยองจู)[5] เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกในขณะนั้น[6][7][8][9] ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ราชวงศ์ถัง พุทธศาสนา และ ลัทธิขงจื๊อ จึงกลายเป็นอุดมการณ์ทางปรัชญาหลักของชนชั้นสูงตลอดจนเสาหลักของสถาปัตยกรรมและวิจิตรศิลป์ในยุคนั้น กษัตริย์องค์สุดท้ายคือ พระเจ้าคยองซุน ปกครองรัฐในนามเท่านั้น และได้ยอมแพ้ต่อ วังกอน แห่ง โครยอ ที่เกิดใหม่ในปี ค.ศ. 935 ทำให้ราชวงศ์ชิลลาถึงจุดจบ

การรวมอาณาจักร[แก้]

ในปีค.ศ. 660 พระเจ้ามุนมูได้สั่งกองทัพให้ทำการโจมตีอาณาจักรแพ็กเจ

วัฒนธรรม[แก้]

พุทธศาสนา
พระพุทธรูปแห่งอาณาจักรรวมชิลลา
ลัทธิขงจื๊อ
การพิมพ์ด้วยบล็อกไม้

เศรษฐกิจ[แก้]

ในช่วงแรก อาณาจักรชิลลาได้มีการลดภาษีการค้าเกษตรลงหนึ่งในสิบจากเดิมก่อนที่จะทำการรวมกันและกำหนดให้เมืองขึ้นได้ชำระด้วยสินค้าชนิดพิเศษของเมืองนั้น

อาณาจักรรวมชิลลาได้ทำสำมะโนประชากรทางด้านขนาดเมืองและด้านประชากร ตลอดจนม้า วัว รวมทั้งผลิตผลชนิดพิเศษ และได้ทำการบันทึกข้อมูลในมินจงมุนโซ (민정문서) ซึ่งการรายงานมีการจัดทำโดยผู้นำของแต่ละเมือง[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. Lee 1984, pp. 83–84.
  2. 박용운 (1996). 고려시대 개경연구 147~156쪽.
  3. Hatada, Takashi (1969). A history of Korea (ภาษาอังกฤษ). Santa Barbara, Calif.: ABC-Clio. ISBN 087436065X.
  4. MacGregor, Neil (2011-10-06). A History of the World in 100 Objects (ภาษาอังกฤษ). Penguin UK. ISBN 9780141966830. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016.
  5. Chŏng, Yang-mo; Smith, Judith G.; Metropolitan Museum of Art (New York, N.Y.) (1998). Arts of Korea (ภาษาอังกฤษ). Metropolitan Museum of Art. p. 230. ISBN 9780870998508. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016.
  6. International, Rotary (April 1989). The Rotarian (ภาษาอังกฤษ). Rotary International. p. 28. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016.
  7. Ross, Alan (2013-01-17). After Pusan (ภาษาอังกฤษ). Faber & Faber. ISBN 9780571299355. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016.
  8. Mason, David A. "Gyeongju, Korea's treasure house". Korea.net. Korean Culture and Information Service (KOCIS). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 3 October 2016. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016.
  9. Adams, Edward Ben (1990). Koreaʾs pottery heritage (ภาษาอังกฤษ). Seoul International Pub. House. p. 53. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016.
  10. Korean history for high school p.141, issued by The National History Compilation Committee of the Republic of Korea.