พระเจ้านันทบุเรง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
นันทบุเรง
ครองราชย์ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – 19 ธันวาคม ค.ศ. 1599
ราชาภิเษก 15 ตุลาคม ค.ศ. 1581
ก่อนหน้า บุเรงนอง
ถัดไป นยองยาน
อัครมหาเสนาบดี พญาแก่นท้าว
พระเจ้าแผ่นดินล้านนา
ครองราชย์ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – ราวกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1597
ก่อนหน้า บุเรงนอง
ถัดไป พระนเรศ
เจ้าประเทศราช นรธาเมงสอ
พระเจ้าแผ่นดินอยุธยา
ครองราชย์ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1584
ก่อนหน้า บุเรงนอง
ถัดไป ยุบฐานะ
เจ้าประเทศราช พระมหาธรรมราชา
พระเจ้าแผ่นดินล้านช้าง
ครองราชย์ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – 19 ธันวาคม ค.ศ. 1599[note 1]
ก่อนหน้า บุเรงนอง
ถัดไป ยุบฐานะ
เจ้าประเทศราช พระไชยเชษฐา (ค.ศ. 1581–88)
พระยาแสนสุรินทร์ (ค.ศ. 1588–91)
พระหน่อแก้วกุมาร (ค.ศ. 1591–95)
พระวรปิตา (ค.ศ. 1596–99)
อัครมเหสี หงสาวดีมิบะยา
เมงพะยู
เมงทะเว
สิริราชเทวี
เมงตะยาแม่ท้าว
พระราชบุตร
ฯลฯ
โอรส 11 องค์ ธิดา 8 องค์ เช่น:
มังกะยอชวาที่ 1
มังกะยอชวาที่ 2
Khin Ma Hnaung
ตะโดธรรมราชาที่ 3
ศรีธรรมาโศก
เมงเยสีหะ
ราชวงศ์ ตองอู
พระราชบิดา บุเรงนอง
พระราชมารดา อตุลสิริมหาราชเทวี
ประสูติ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535(1535-11-09)
ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897
ตองอู
สวรรคต 30 พฤศจิกายน [ตามปฎิทินเก่า: 20 พฤศจิกายน] 1600 (65 ชันษา)
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 10 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 962[1]
ตองอู
ที่ฝังพระศพ 1 ธันวาคม [ตามปฎิทินเก่า: 21 พฤศจิกายน] 1600
พระราชวังตองอู
ศาสนา พุทธเถรวาท

นันทบุเรง (พม่า: နန္ဒဘုရင်, ออกเสียง: [nàɴda̰ bəjɪ̀ɴ]; อักษรโรมัน: Nanda Bayin; 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 – 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1600) หรือ พระเจ้าหงษางาจีสะยาง[2] เป็นพระมหากษัตริย์พม่าจากราชวงศ์ตองอู เสวยราชสมบัติตั้งแต่ ค.ศ. 1581 ถึง ค.ศ. 1599 รัชสมัยพระองค์เป็นช่วงแห่งการล่มสลายของจักรวรรดิตองอู อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์

พระองค์เป็นพระโอรสองค์โตของพระเจ้าบุเรงนอง และทรงร่วมนำศึกหลาย ๆ ครั้งในการขยายจักรวรรดิของพระบิดา เมื่อเถลิงราชย์แล้ว พระองค์ทรงเผชิญกับภาระอันเหลือบ่ากว่าแรงในการธำรงมหาอาณาจักรที่พระบิดาเพียรสร้างเอาไว้[3] พระองค์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าประเทศราช เมื่อครองราชย์ได้เพียงสามปี ทั้งพม่าตอนบนและอาณาจักรอยุธยาก็แข็งเมือง พระองค์ไม่สามารถประชุมพลได้มากกว่าหนึ่งในสามของกองทัพสมัยพระบิดาเพื่อยกไปปราบ ทั้งไม่สามารถปรองดองกับเมืองเล็กเมืองน้อย[4] ครั้นช่วง ค.ศ. 1584 ถึง ค.ศ. 1593 พระองค์ทรงเปิดศึกกับอยุธยาถึงห้าครั้ง ซึ่งพ่ายแพ้ทุกครั้ง ทำให้พระราชอำนาจเสื่อมถอยลง และนับแต่ ค.ศ. 1593 เป็นต้นมา พระองค์กลับทรงเป็นฝ่ายที่ต้องตั้งรับการรุกรานจากอยุธยา โดยในระหว่าง ค.ศ. 1594 ถึง ค.ศ. 1595 อยุธยาสามารถยึดชายฝั่งตะนาวศรีได้ทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศราชอื่น ๆ พากันแปรพักตร์จากพระองค์ใน ค.ศ. 1597 ต่อมาใน ค.ศ. 1599 ทัพผสมจากตองอูและยะไข่บุกหงสาวดีเมืองหลวงของพระองค์ พระองค์ทรงถูกจับไปกักขังไว้ที่เมืองตองอู ส่วนเมืองหงสาวดีก็ถูกยะไข่ปล้นทรัพย์และเผาทำลายจนสิ้น หนึ่งปีให้หลัง นัดจินหน่อง โอรสพระเจ้าเมงเยสีหตูแห่งตองอู ลอบวางยาพิษพระองค์สวรรคต[5][6]

พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่แข็งขันจนอาจนับได้ว่ายิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พม่าทั่ว ๆ ไป[4] แต่ข้อผิดพลาดประการหนึ่งของพระองค์ คือ การพยายามควบคุมจักรวรรดิที่ใหญ่กว้างขวางภายใต้ความสัมพันธ์ในระบอบอุปถัมภ์เอาไว้[7] จึงเป็นบทเรียนแก่ผู้สืบสันตติวงศ์ของพระองค์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มิให้ขยายดินแดนจนเกินควร และให้เน้นการปกครองแบบรวมศูนย์ บทเรียนดังกล่าวยังเป็นเหตุให้ปฏิรูปการปกครองในช่วงรื้อฟื้นราชวงศ์ตองอู และปรับปรุงเพิ่มในช่วงราชวงศ์คองบอง ระบอบปกครองที่ปฏิรูปนี้ดำเนินต่อมาจนสิ้นสุดกษัตริย์พม่าใน ค.ศ. 1885[7]

ต้นพระชนม์[แก้]

พระราชกำเนิด[แก้]

นันทบุเรงประสูติเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535[note 2] ณ พระราชวังตองอู พระราชบิดา คือ ขุนพลบุเรงนอง ซึ่งภายหลังขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิตองอู พระมารดา คือ เจ้าหญิงตะเกงจี (Thakin Gyi) ซึ่งต่อมาคือ พระนางอตุลสิริมหาราชเทวี พระราชินีแห่งตองอู พระเจ้าลุง คือ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งตองอู และพระเจ้าตา คือ พระเจ้าเมงจีโยแห่งตองอู นันทบุเรงมีพระพี่นางร่วมพระราชบิดาและมารดา คือ อังวะมิบะยา พระราชินีแห่งอังวะ ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติเหล่านี้ นันทบุเรงจึงทรงมีเชื้อสายราชวงศ์แห่งอาณาจักรพุกามและอาณาจักรปีนยะ[8] นอกจากนี้ พระองค์ยังน่าจะทรงมีเชื้อไทใหญ่ด้วย[note 3]

การศึกษา[แก้]

นันทบุเรงประทับ ณ พระราชวังตองอู จนพระชนม์ได้สามพรรษา จึงแปรพระราชฐานมาพระราชวังพะโคที่เมืองหงสาวดี (พะโค) ซึ่งตั้งเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของจักรวรรดิตองอูเมื่อ ค.ศ. 1539 ตลอดพระชนมชีพวัยเยาว์ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระเจ้าลุง นำพาพระบิดาไปทำศึกบ่อยครั้ง เมื่อพระเจ้าลุงทรงตั้งพระบิดาเป็นอุปราชใน ค.ศ. 1542 นันทบุเรงจึงทรงอยู่ในลำดับที่สองของการสืบราชบัลลังก์ตองอูไปโดยปริยาย ในพระสถานะดังกล่าว นันทบุเรงทรงได้รับการฝึกฝนทางทหารเสมือนพระเจ้าลุงและพระบิดา[9]

เมื่อพระชนม์ได้ 13 พรรษา นันทบุเรงทรงได้รับบรรดาศักดิ์ "ชัยสิงห์" (Zeya Thiha) และโดยเสด็จพระเจ้าลุงกับพระบิดาไปทำศึกกับอาณาจักรอยุธยาในสงครามคราวเสียพระสุริโยทัย ความกล้าหาญของนันทบุเรงทำให้พระเจ้าลุงพระราชทานบรรดาศักดิ์ "เมงเยกะยอชวา" (Minye Kyawswa) แก่นันทบุเรง[10]

อุปราช[แก้]

การเข้าสู่ตำแหน่ง[แก้]

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระเจ้าลุง ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1550 แม้บุเรงนอง พระบิดา จะอยู่ในสถานะอุปราช แต่มังฆ้องที่ 2 พระอนุชาร่วมพระบิดาเดียวกับบุเรงนอง ไม่ยอมรับสิทธิสืบบัลลังก์ดังกล่าว และประกาศตนเป็นกษัตริย์ ณ เมืองตองอู นันทบุเรงจึงพาพระมารดาและพระพี่นางลี้ภัยไปหาพระบิดาซึ่งเวลานั้นไปราชการศึกที่เมือง ทะละ (ในเมืองย่างกุ้งปัจจุบัน)[11]

ณ ที่นั้น นันทบุเรงทรงร่วมกับพระบิดาวางแผนกอบกู้ราชบัลลังก์ กองกำลังของบุเรงนองเข้าตีเมืองตองอูเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ค.ศ. 1550 และยึดเมืองได้ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1551 บุเรงนองไว้ชีวิตมังฆ้องที่ 2 แล้วราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ สถาปนานันทบุเรง โอรสซึ่งขณะนั้นพระชนม์ได้ 15 พรรษา ขึ้นเป็นอุปราช ราชาภิเษกมีขึ้น ณ วันที่ 12 มกราคม นั้นเอง[note 4]

งานศึก[แก้]

ตลอด 15 ปีต่อมา บุเรงนองทรงมุ่งมั่นขยายจักรวรรดิตองอู ทำให้คนใกล้ชิดต้องทุ่มเทกายใจแก่การศึกไปด้วย แต่ในช่วงแรก นันบุเรงยังทรงพระเยาว์นัก จึงมีบทบาทจำกัด จน ค.ศ. 1557 เป็นต้นมา นันทบุเรงทรงได้รับภารกิจสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าอา คือ มังฆ้องที่ 2, ตะโดธรรมราชาที่ 2, และตะโดเมงสอ กลายเป็นสี่ยอดขุนพลของบุเรงนอง และหลายทศวรรษให้หลัง นันทบุเรงทรงก้าวหน้าด้วยความดีความชอบในฐานะผู้นำทัพ จนเมื่อปลายรัชสมัยของพระบิดา นันทบุเรงก็ทรงได้เป็นผู้นำศึกทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

งานเมือง[แก้]

นันทบุเรงทรงเป็นสมาชิกที่แข็งขันในราชสำนักหงสาวดีซึ่งส่วนใหญ่มีเสนาบดีเป็นชาวมอญพื้นเมือง พระบิดาทรงรับฟังความเห็นที่นันทบุเรงถวายเสมอ แม้ไม่ทรงปฏิบัติตามทุกครั้งก็ตาม[33] นันทบุเรงทรงมีบทบาททางปกครองมากขึ้นในช่วงสองปีสุดท้ายของรัชกาลพระบิดา เมื่อพระพลานามัยของพระบิดาเสื่อมถอยลงตามลำดับ[note 6]

ต้นรัชกาล[แก้]

จักรวรรดิตองอู ใน ค.ศ. 1580

การขึ้นครองราชย์[แก้]

พระเจ้าบุเรงนอง พระบิดา ประชวรมายาวนานจนเสด็จสวรรคต ณ วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 นันทบุเรงสืบราชสมบัติต่อโดยปราศจากการต่อต้าน พระองค์ถวายพระเพลิงพระบิดาอย่างสมพระเกียรติพระเจ้าจักรพรรดิตามคติพุทธ พระราชพิธีมีขึ้นหน้าพระราชวังกัมโพชธานี จากนั้น จึงราชาภิเษกในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1581[note 7] แล้วทรงตั้งมังกะยอชวาที่ 1 พระโอรสองค์ใหญ่ เป็นอุปราช[34]

สภาพการณ์ของจักรวรรดิ[แก้]

สิ่งที่ตกทอดจากพระบิดามาสู่พระเจ้านันทบุเรง คือ "จักวรรดิซึ่งน่าจะใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์"[35] ที่ชาวโปรตุเกสพรรณนาว่า เป็น "รัฐราชาธิปไตยอันทรงอำนาจที่สุดในเอเชีย ถัดจากจีน"[36] อย่างไรก็ดี จักรพรรดิที่ใหญ่โตเกินควรนี้ เดิมผูกกันไว้ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวพระเจ้าบุเรงนองกับผู้นำท้องถิ่นซึ่งนิยมรักใคร่ในตัวบุเรงนอง มิใช่ต่อจักรวรรดิของบุเรงนอง[7] และในการปกครองประเทศราชต่าง ๆ พระเจ้าบุเรงนองทรงใช้รูปแบบเมืองมณฑล โดยพระองค์อยู่แกนกลาง แล้วรายล้อมด้วยเจ้าประเทศราชที่มีสถานะกึ่งอิสระ อุปราชที่ปกครองโดยอิสระ และผู้ปกครองภายใต้การกำกับดูแลของข้าหลวงจากส่วนกลาง[37] ด้วยระบบเช่นนี้ เมื่อมีกษัตริย์พระองค์ใหม่เข้ามาอยู่ในแกนกลาง กษัตริย์พระองค์นั้นก็จำต้องทรงสร้างความสัมพันธ์ทั้งหมดเสียใหม่ ซึ่งมิใช่งานง่าย เพราะเมืองขึ้นทั้งหลาย แม้จะอยู่ในสภาพภูมิประเทศเดียวกับเมืองแกนกลาง แต่ก็อยู่ห่างไกล ทำให้ยากที่จะยกทัพไปปราบปรามได้เบ็ดเสร็จ[7] จี.อี. ฮาร์วีย์ (G.E. Harvey) นักประวัติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า มรดกที่นันทบุเรงทรงได้รับนั้น คือ ภาระในการรักษาจักรวรรดิให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวให้ได้ และพระองค์หมายพระทัยจะรักษาเอกภาพนั้นไว้ด้วยการยกไปเทครัวอยุธยาไปกระจายไว้ทุกทิศานุทิศ[38]

ช่วงแรก ๆ หลังการขึ้นครองราชย์ นันทบุเรงทรงเรียกเจ้าประเทศราชต่าง ๆ มาถวายสัตย์ เจ้าประเทศราชเหล่านี้เคยเป็นรัฐอธิปไตยมาก่อน พร้อมจะแยกตัวจากจักรวรรดิตองอูทุกเมื่อที่สบโอกาส แต่ยังไม่มีใครพร้อมเคลื่อนไหวต่อต้านนันทบุเรงผู้ทรงพร้อมด้วยประสบการณ์ทางการศึก[38] ทุกฝ่ายจึงมีที่ท่า "เฝ้ารอสังเกตการณ์" ไปก่อน[39] เจ้าประเทศราชหลัก ๆ โดยเฉพาะอยุธยาซึ่งเป็นเมืองขึ้นที่ทรงอำนาจที่สุด ถวายบรรณาการแก่หงสาวดีต่อไปตามเดิมจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1582[40]

สงครามที่ไร้ผล[แก้]

ภายในปีที่ขึ้นครองราชย์นั้นเอง พระเจ้านันทบุเรงต้องทรงเผชิญกับการแข็งเมืองของรัฐไทใหญ่ทางเหนือหลายรัฐ (ในมณฑลยูนนานปัจจุบัน) กบฏเหล่านี้สามารถปราบปรามลงได้ แต่ก็ตามมาด้วยกบฏจากอังวะและอยุธยาใน ค.ศ. 1584 พระองค์ทรงกำราบอังวะได้ แต่ไม่ทรงสามารถพิชิตอยุธยาได้เหมือนพระบิดา โดยในช่วง ค.ศ. 1584–1593 นันทบุเรงทรงเปิดศึกกับอยุธยาถึงห้าครั้ง และทุกครั้งล้มเหลว ทำให้ประเทศราชอื่น ๆ เอาใจออกหาก พระองค์ไม่ทรงสามารถนำเมืองขึ้นกลับคืนมาได้มากกว่าหนึ่งในสามของดินแดนเดิม และเมื่อสิ้นสงครามกับอยุธยา ปรากฏว่า ฐานอำนาจของพระองค์ในพม่าตอนล่างมีประชากรลดลงอย่างยิ่ง นำไปสู่การแข็งเมืองของประเทศราชอื่น ๆ ที่พระองค์มิอาจทรงยุติได้[4]

กบฏในช่วงแรก[แก้]

กลุ่มรัฐจีนไทใหญ่ (ค.ศ. 1582–83)[แก้]

Sanda และ Thaungthut รัฐจีนไทใหญ่ (ปัจจุบัน คือ เต๋อหง และเป่าซาน ในมณฑลยูนนาน) เป็นกลุ่มแรกที่ไม่ส่งบรรณาการแก่กษัตริย์พระองค์ใหม่ ฉะนั้น ในเดือนกันยายน/ตุลาคม ค.ศ. 1582[note 8] นันทบุเรงจึงส่งทหารสองกอง คน 16,000 ม้า 1,400 และช้าง 100 ให้ตะโดธรรมราชาที่ 2 กษัตริย์แห่งแปรผู้เป็นพระเจ้าอา และนรธาเมงสอ กษัตริย์แห่งล้านนาผู้เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ เป็นแม่กองยกไปปราบปรามลงโทษ ทัพทั้งสองใช้เวลาห้าเดือนก็สำเร็จ และยกกลับหงสาวดีในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1583[41]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ล้านช้างไม่ได้เลิกความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้นกับพม่าอย่างเป็นทางการจนกระทั่ง ค.ศ. 1603 ตามความเห็นของ Stuart-Fox (2008: 38) แต่ก็ได้ประกาศอิสรภาพมาตั้งแต่ ค.ศ. 1597 แล้ว
  2. Hmannan (Hmannan Vol. 3 2003: 61, 106) ระบุว่า นันทบุเรงเสด็จขึ้นเสวยราชย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 943 ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 ขณะนั้น พระชนมายุ 46 พรรษา แต่ Hmannan (Hmannan Vol. 3 2003: 240, 248) ระบุด้วยว่า ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 910 ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1548 พระองค์มีพระชนมายุ 12 พรรษา ข้อมูลเหล่านี้หมายความว่า พระองค์ประสูติระหว่างวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897 กับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897 อันตรงกับวันจันทร์ที่ 8 หรือวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 และ Hmannan (Hmannan Vol. 3 2003: 106) ระบุอีกว่า พระองค์ประสูติในวันอังคาร เพราะฉะนั้น จึงชี้ชัดได้ว่า วันประสูติของนันทบุเรง คือ วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897
  3. เอกสารไม่ได้ระบุเชื้อสายราชวงศ์โดยตรง แต่ข้อมูลเรื่องเชื้อสายนี้มีร่องรอยอยู่ในตำแหน่งฐานันดรของบรรพบุรุษของพระองค์ กล่าวคือ พระนางรัตนาเทวี สมเด็จยายของพระองค์ ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งเมืองปาย (Mongpai) ในแคว้นไทใหญ่ ทั้งบรรพบุรุษองค์อื่น ๆ ของพระองค์ก็มีเชื้อสายไทใหญ่ เช่น พระเจ้าสีหตู ทรงเป็นลูกครึ่งไทใหญ่ และพระนางชินมิเนาก์ (Shin Mi-Nauk) ทรงเป็นชาวไทใหญ่เต็มร้อย แต่ก็มีนักวิชาการบางคน เช่น Aung-Thwin (Aung-Thwin 1996; Aung-Thwin 2012: 107–109) แย้งว่า ฐานันดรศักดิ์อาจไม่สัมพันธ์กับชาติพันธุ์ก็ได้ และการเชื่อมโยงพระองค์ว่า มีเชื้อสายไทใหญ่ดังกล่าว ก็ปราศจากหลักฐานรองรับ
  4. ตาม มหาราชวงศ์ พงศาวดารพม่า (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 201) ในงานราชาภิเษกวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1551 บุเรงนองพระราชทานยศถาให้แก่พระญาติพระวงศ์ แต่ไม่ปรากฏโดยตรงว่า ทรงตั้งนันทบุเรงเป็นมหาอุปราช ณ งานดังกล่าว แต่หลังจากนี้ เอกสารดังกล่าวก็เริ่มเรียกนันทบุเรงว่า มหาอุปราช จึงน่าเชื่อว่า นันทบุเรงทรงได้รับตำแหน่งในงานนั้นเอง (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 202)
  5. มหาราชวงศ์ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 68–69) ระบุว่า เสด็จกลับ ณ วันอาทิตย์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน Tagu จ.ศ. 942 แต่ข้อความนี้น่าจะเป็นการคัดลอกผิดของอาลักษณ์ วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน Tagu จ.ศ. 942 ตรงกับวันพุธที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1580 แต่วันอาทิตย์ ต้องเป็น วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน Tagu จ.ศ. 942 ซึ่งตรงกับ 20 มีนาคม ค.ศ. 1580 ในภาษาพม่า เลข 5 () และเลข 8 () มักเขียนสลับกัน
  6. Hmannan (Hmannan Vol. 3 2003: 49, 53) ระบุว่า บุเรงนองเริ่มประชวรกระเสาะกระแสะตั้งแต่ต้น ค.ศ. 1579 เป็นอย่างน้อย จึงทรงมอบหมายภารกิจสำคัญให้แก่นันทบุเรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กรณีสำคัญ คือ เมื่อทรงตั้งนรธาเมงสอเป็นกษัตริย์ล้านนา บุเรงนองรับสั่งให้นรธาเมงสอเชื่อฟังนันทบุเรง เพื่อความสงบเรียบร้อยของจักรวรรดิโดยรวม ต่อมา บุเรงนองยังโปรดให้นันทบุเรงยกทัพไปปราบล้านช้างในปีเดียวกัน
  7. พงศาวดาร มหาราชวงศ์ และ ราชวงศ์ของ Hmannan ระบุตรงกันว่า นันทบุเรงราชาภิเษกในวันอาทิตย์ แต่ระบุวันที่ต่างกัน มหาราชวงศ์ (Maha Yazawin Vol. 3 206: 77) ว่า เป็นวันอาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 943 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1581 ส่วน ราชวงศ์ของ Hmannan (Hmannan Vol. 3 2003: 73) ว่า เป็นวันอาทิตย์ แรม 5 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 943 อันตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1581
  8. มหาราชวงศ์ (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 78) ว่า อยู่ในเดือน Thadingyut จ.ศ. 944 ซึ่งกินเวลาตั้งแต่วันที่ 27 กันยายนย ค.ศ. 1582 จนถึง 25 ตุลาคม ปีเดียวกัน

อ้างอิง[แก้]

  1. Hmannan Vol. 3 2003: 106
  2. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, หน้า 417
  3. Lieberman 2003: 161
  4. 4.0 4.1 4.2 Harvey 1925: 181–182
  5. Harvey 1925: 182–183
  6. Lieberman 2003: 154–156
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Lieberman 2003: 154–155
  8. Hmannan Vol. 2 2003: 172–173.
  9. Sein Lwin Lay 2006: 109
  10. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 189
  11. Hmannan Vol. 2 2003: 258–259
  12. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 202
  13. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 206
  14. Hmannan Vol. 2 2003: 280–281
  15. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 216
  16. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 230, 233–235
  17. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 240–242
  18. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 245
  19. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 249
  20. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 261–262
  21. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 267–272
  22. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 277–279
  23. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 285–287
  24. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 289–292
  25. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 309
  26. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 327
  27. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 332–335
  28. Phayre 1967: 114–115
  29. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 336–338
  30. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 39–42
  31. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 45–46
  32. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 48–49
  33. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 251
  34. Hmannan Vol. 3 2003: 73
  35. Lieberman 2003: 152
  36. Tarling 1999: 72–73
  37. Lieberman 2003: 35
  38. 38.0 38.1 Harvey 1925: 181
  39. Aung-Thwin & Aung-Thwin 2012: 137
  40. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 77–78
  41. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 78

บรรณานุกรม[แก้]

  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd. 
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7. 
  • Stuart-Fox, Martin (2008). Historical Dictionary of Laos. Scarecrow Press. ISBN 9780810864115. 
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553. 800 หน้า. ISBN 978-616-7146-08-9
ก่อนหน้า พระเจ้านันทบุเรง ถัดไป
พระเจ้าบุเรงนอง 2leftarrow.png พระมหากษัตริย์พม่า
(อาณาจักรพม่ายุคที่ 2)

(พ.ศ. 2124 - พ.ศ. 2142)
2rightarrow.png พระเจ้านยองยาน