ข้ามไปเนื้อหา

พระเจ้านันทบุเรง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นันทบุเรง
พระมหากษัตริย์พม่าและประเทศราช
พระเจ้าหงสาวดี
ครองราชย์10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – 19 ธันวาคม ค.ศ. 1599
ราชาภิเษก15 ตุลาคม ค.ศ. 1581
ก่อนหน้าพระเจ้าบุเรงนอง
ถัดไปพระเจ้าญองย่าน
อัครมหาเสนาบดีพญาแก่นท้าว
ราชาธิราชแห่งล้านนา
ครองราชย์10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – ราวกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1597
ก่อนหน้าพระเจ้าบุเรงนอง
ถัดไปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระเจ้าประเทศราชนรธาเมงสอ
ราชาธิราชแห่งสยาม
ครองราชย์10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1584
ก่อนหน้าพระเจ้าบุเรงนอง
ถัดไปยุบฐานะ
พระเจ้าประเทศราชสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ราชาธิราชแห่งล้านช้าง
ครองราชย์10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 – 19 ธันวาคม ค.ศ. 1599[note 1]
ก่อนหน้าพระเจ้าบุเรงนอง
ถัดไปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระเจ้าประเทศราชสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช (ค.ศ. 1581–88)
พระยาสุมังคละโพธิสัตว์ (ค.ศ. 1588–91)
พระหน่อแก้วกุมาร (ค.ศ. 1591–95)
พระวรปิตา (ค.ศ. 1596–99)
พระราชสมภพ(1535-11-09)9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535
ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือนดะซองโม่น 897 ME
ตองอู
สวรรคต30 พฤศจิกายน [ตามปฎิทินเก่า: 20 พฤศจิกายน] 1600 (65 ชันษา)
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 10 ค่ำ เดือนดะซองโม่น 962 ME[1]
ตองอู
ฝังพระศพ1 ธันวาคม [ตามปฎิทินเก่า: 21 พฤศจิกายน] 1600
พระราชวังตองอู
คู่อภิเษกหงสาวดีมิบะยา
มีนพยู
มีนทเว
สิริราชเทวี
เมงตะยาแม่ท้าว
พระราชบุตร
ฯลฯ
พระราชโอรส 20 พระองค์
พระราชธิดา 18 องค์ เช่น:
มังกยอชวา
มังรายกะยอฉะวาที่ 2 แห่งอังวะ
พระนางคีนมะน่อง
ตะโดธรรมราชาที่ 3
ศรีธรรมาโศกแห่งตองอู
เมงเยสีหะแห่งแปร
ราชวงศ์ตองอู
พระราชบิดาพระเจ้าบุเรงนอง
พระราชมารดาพระนางอตุลสิริมหาราชเทวี
ศาสนาพุทธเถรวาท

พระเจ้านันทบุเรง (พม่า: နန္ဒဘုရင်, ออกเสียง: [nàɰ̃da̰ bəjɪ̀ɰ̃]; อักษรโรมัน: Nanda Bayin; 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 – 30 พฤศจิกายน [ตามปฎิทินเก่า: 20 พฤศจิกายน] ค.ศ. 1600) หรือ พระเจ้าหงษางาจีสะยาง[2] เป็นพระเจ้าหงสาวดีจากราชวงศ์ตองอู เสวยราชสมบัติตั้งแต่ ค.ศ. 1581 ถึง ค.ศ. 1599 รัชสมัยพระองค์เป็นช่วงแห่งการล่มสลายของราชวงศ์ตองอูอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์

พระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบุเรงนอง และทรงร่วมนำศึกหลาย ๆ ครั้งในการขยายจักรวรรดิของพระราชบิดา เมื่อเถลิงราชย์แล้ว พระองค์ทรงเผชิญกับภาระอันเหลือบ่ากว่าแรงในการธำรงมหาอาณาจักรที่พระบิดาเพียรสร้างเอาไว้[3] พระองค์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าประเทศราชเมื่อครองราชย์ได้เพียงสามปี ทั้งพม่าตอนบนและกรุงศรีอยุธยาก็แข็งเมือง พระองค์ไม่สามารถประชุมพลได้มากกว่าหนึ่งในสามของกองทัพสมัยพระบิดาเพื่อยกไปปราบ ทั้งไม่สามารถปรองดองกับเมืองเล็กเมืองน้อย[4] ครั้นช่วง ค.ศ. 1584 ถึง ค.ศ. 1593 พระองค์ทรงเปิดศึกกับอยุธยาถึงห้าครั้ง ซึ่งพ่ายแพ้ทุกครั้ง ทำให้พระราชอำนาจเสื่อมถอยลง และนับแต่ ค.ศ. 1593 เป็นต้นมา พระองค์กลับทรงเป็นฝ่ายที่ต้องตั้งรับการรุกรานจากอยุธยา โดยในระหว่าง ค.ศ. 1594 ถึง ค.ศ. 1595 อยุธยาสามารถยึดชายฝั่งตะนาวศรีได้ทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศราชอื่น ๆ พากันแปรพักตร์จากพระองค์ใน ค.ศ. 1597 ต่อมาใน ค.ศ. 1599 ทัพผสมจากตองอูและยะไข่บุกหงสาวดี พระองค์ทรงถูกจับไปกักขังไว้ที่เมืองตองอู ส่วนเมืองหงสาวดีก็ถูกยะไข่ปล้นทรัพย์และเผาทำลายจนสิ้น หนึ่งปีให้หลัง นะฉิ่นเหน่าง์ โอรสพระเจ้าเมงเยสีหตูที่ 2 แห่งตองอู ลอบวางยาพิษพระองค์จนสวรรคต[5][6]

พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่แข็งขันจนอาจนับได้ว่ายิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พม่าทั่ว ๆ ไป[4] แต่ข้อผิดพลาดประการหนึ่งของพระองค์ คือ การพยายามควบคุมจักรวรรดิที่ใหญ่กว้างขวางภายใต้ความสัมพันธ์ในระบอบอุปถัมภ์เอาไว้[7] จึงเป็นบทเรียนแก่ผู้สืบสันตติวงศ์ของพระองค์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มิให้ขยายดินแดนจนเกินควร และให้เน้นการปกครองแบบรวมศูนย์ บทเรียนดังกล่าวยังเป็นเหตุให้ปฏิรูปการปกครองในช่วงรื้อฟื้นราชวงศ์ตองอู และปรับปรุงเพิ่มในช่วงราชวงศ์โก้นบองระบอบปกครองที่ปฏิรูปนี้ดำเนินต่อมาจนสิ้นสุดกษัตริย์พม่าใน ค.ศ. 1885[7]

ต้นพระชนม์

[แก้]

พระราชกำเนิด

[แก้]

นันทบุเรงทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535[note 2] ณ พระราชวังตองอู พระราชบิดาคือขุนพลบุเรงนอง ซึ่งภายหลังขึ้นเป็นพระเจ้าหงสาวดี พระราชมารดาคือเจ้าหญิงตะเกงจี (Thakin Gyi) ซึ่งต่อมาคือพระนางอตุลสิริมหาราชเทวี พระอัครมเหสีกรุงหงสาวดี พระมาตุลาคือพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งหงสาวดี และพระเจ้าตาคือพระเจ้าเมงจีโยแห่งตองอู และพระเชษฐภคินีเป็นอังวะมิบะยา ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติเหล่านี้ นันทบุเรงจึงทรงมีเชื้อสายราชวงศ์แห่งอาณาจักรพุกามและอาณาจักรปีนยะ[8] นอกจากนี้ พระองค์ยังน่าจะทรงมีเชื้อไทใหญ่ด้วย[note 3]

การศึกษา

[แก้]

นันทบุเรงประทับ ณ พระราชวังตองอู จนพระชนม์ได้สามพรรษา จึงแปรพระราชฐานมาพระราชวังที่เมืองหงสาวดี (พะโค) ซึ่งตั้งเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของราชวงศ์ตองอูเมื่อ ค.ศ. 1539 ตลอดพระชนมชีพวัยเยาว์ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นำพาพระราชบิดาไปทำศึกบ่อยครั้ง เมื่อทรงตั้งพระราชบิดาเป็นพระมหาอุปราชใน ค.ศ. 1542 นันทบุเรงจึงทรงอยู่ในลำดับที่สองของการสืบราชบัลลังก์ตองอูไปโดยปริยาย ในพระสถานะดังกล่าว นันทบุเรงทรงได้รับการฝึกฝนทางทหารเสมือนพระมาตุลาและพระบิดา[9]

เมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา นันทบุเรงทรงได้รับบรรดาศักดิ์ "ชัยสิงห์" (Zeya Thiha) และโดยตามเสด็จพระมาตุลากับพระบิดาไปทำศึกกับอาณาจักรอยุธยาในสงครามคราวเสียพระสุริโยทัย ความกล้าหาญของนันทบุเรงทำให้พระมาตุลาพระราชทานบรรดาศักดิ์ "เมงเยกะยอชวา" (Minye Kyawswa) แก่นันทบุเรง[10]

พระมหาอุปราช

[แก้]

การเข้าสู่ตำแหน่ง

[แก้]

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้พระมาตุลาของพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1550 แม้พระบิดาจะเป็นพระมหาอุปราช แต่พระเจ้ามังฆ้องที่ 2 แห่งตองอู พระอนุชาร่วมพระบิดาเดียวกับบุเรงนอง ไม่ยอมรับสิทธิสืบบัลลังก์ดังกล่าว และประกาศตนเป็นเอกราช ณ เมืองตองอู นันทบุเรงจึงพาพระมารดาและพระพี่นางลี้ภัยไปหาพระบิดาซึ่งเวลานั้นไปราชการศึกที่เมืองทะละ (ในเมืองย่างกุ้งปัจจุบัน)[11]

ณ ที่นั้น นันทบุเรงทรงร่วมกับพระบิดาวางแผนกอบกู้ราชบัลลังก์ กองกำลังของบุเรงนองเข้าตีเมืองตองอูเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ค.ศ. 1550 และยึดเมืองได้ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1551 บุเรงนองไว้ชีวิตมังฆ้องที่ 2 แล้วราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าหงสาวดีสืบต่อจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ สถาปนานันทบุเรงพระราชโอรสซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้ 15 พรรษา ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช พระราชพิธีราชาภิเษกมีขึ้น ณ วันที่ 12 มกราคม นั้นเอง[note 4]

งานศึก

[แก้]

ตลอด 15 ปีต่อมา บุเรงนองทรงมุ่งมั่นขยายจักรวรรดิตองอู ทำให้คนใกล้ชิดต้องทุ่มเทกายใจแก่การศึกไปด้วย แต่ในช่วงแรก นันบุเรงยังทรงพระเยาว์นัก จึงมีบทบาทจำกัด จน ค.ศ. 1557 เป็นต้นมา นันทบุเรงทรงได้รับภารกิจสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าอาคือมังฆ้องที่ 2, ตะโดธรรมราชาที่ 2, และพระเจ้าตะโดเมงสอแห่งอังวะ กลายเป็นสี่ยอดขุนพลของบุเรงนอง และหลายทศวรรษให้หลัง นันทบุเรงทรงก้าวหน้าด้วยความดีความชอบในฐานะผู้นำทัพ จนเมื่อปลายรัชสมัยของพระราชบิดา นันทบุเรงก็ทรงได้เป็นผู้นำศึกทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

งานเมือง

[แก้]

นันทบุเรงทรงเป็นสมาชิกที่แข็งขันในราชสำนักหงสาวดีซึ่งส่วนใหญ่มีเสนาบดีเป็นชาวมอญพื้นเมือง พระราชบิดาทรงรับฟังความเห็นที่นันทบุเรงถวายเสมอ แม้ไม่ทรงปฏิบัติตามทุกครั้งก็ตาม[33] นันทบุเรงทรงมีบทบาททางปกครองมากขึ้นในช่วงสองปีสุดท้ายของรัชกาลพระราชบิดา เมื่อพระพลานามัยของพระราชบิดาเสื่อมถอยลงตามลำดับ[note 6]

ต้นรัชกาล

[แก้]
จักรวรรดิตองอู ใน ค.ศ. 1580

การขึ้นครองราชย์

[แก้]

พระเจ้าบุเรงนองประชวรมายาวนานจนเสด็จสวรรคต ณ วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 นันทบุเรงสืบราชสมบัติต่อโดยปราศจากการต่อต้าน พระองค์ถวายพระเพลิงพระราชบิดาอย่างสมพระเกียรติพระเจ้าจักรพรรดิตามคติพุทธ พระราชพิธีมีขึ้นหน้าพระราชวังกัมโพชธานี จากนั้น จึงราชาภิเษกในวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1581[note 7] แล้วทรงตั้งมังกยอชวา พระราชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นพระมหาอุปราช[34]

สภาพการณ์ของจักรวรรดิ

[แก้]

สิ่งที่ตกทอดจากพระราชบิดามาสู่พระเจ้านันทบุเรงคือ "จักรวรรดิซึ่งน่าจะใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์"[35] ที่ชาวโปรตุเกสพรรณนาว่า เป็น "รัฐราชาธิปไตยอันทรงอำนาจที่สุดในเอเชีย ถัดจากจีน"[36] อย่างไรก็ดี จักรวรรดิที่ใหญ่โตเกินควรนี้ เดิมผูกกันไว้ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวพระเจ้าบุเรงนองกับผู้นำท้องถิ่นซึ่งนิยมรักใคร่ในตัวบุเรงนอง มิใช่ต่อจักรวรรดิของบุเรงนอง[7] และในการปกครองประเทศราชต่าง ๆ พระเจ้าบุเรงนองทรงใช้รูปแบบเมืองมณฑล โดยพระองค์อยู่แกนกลาง แล้วรายล้อมด้วยเจ้าประเทศราชที่มีสถานะกึ่งอิสระ อุปราชที่ปกครองโดยอิสระ และผู้ปกครองภายใต้การกำกับดูแลของข้าหลวงจากส่วนกลาง[37] ด้วยระบบเช่นนี้ เมื่อมีกษัตริย์พระองค์ใหม่เข้ามาอยู่ในแกนกลาง กษัตริย์พระองค์นั้นก็จำต้องทรงสร้างความสัมพันธ์ทั้งหมดเสียใหม่ ซึ่งมิใช่งานง่าย เพราะเมืองขึ้นทั้งหลาย แม้จะอยู่ในสภาพภูมิประเทศเดียวกับเมืองแกนกลาง แต่ก็อยู่ห่างไกล ทำให้ยากที่จะยกทัพไปปราบปรามได้เบ็ดเสร็จ[7] จี.อี. ฮาร์วีย์ (G.E. Harvey) นักประวัติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า มรดกที่นันทบุเรงทรงได้รับนั้น คือ ภาระในการรักษาจักรวรรดิให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวให้ได้ และพระองค์หมายพระทัยจะรักษาเอกภาพนั้นไว้ด้วยการยกไปเทครัวอยุธยาไปกระจายไว้ทุกทิศานุทิศ[38]

ช่วงแรก ๆ หลังการขึ้นครองราชย์ นันทบุเรงทรงเรียกเจ้าประเทศราชต่าง ๆ มาถวายสัตย์ เจ้าประเทศราชเหล่านี้เคยเป็นรัฐอธิปไตยมาก่อน พร้อมจะแยกตัวจากจักรวรรดิตองอูทุกเมื่อที่สบโอกาส แต่ยังไม่มีใครพร้อมเคลื่อนไหวต่อต้านนันทบุเรงผู้ทรงพร้อมด้วยประสบการณ์ทางการศึก[38] ทุกฝ่ายจึงมีที่ท่า "เฝ้ารอสังเกตการณ์" ไปก่อน[39] เจ้าประเทศราชหลัก ๆ โดยเฉพาะอยุธยาซึ่งเป็นเมืองขึ้นที่ทรงอำนาจที่สุด ถวายบรรณาการแก่หงสาวดีต่อไปตามเดิมจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1582[40]

สงครามที่ไร้ผล

[แก้]

ภายในปีที่ขึ้นครองราชย์นั้นเอง พระเจ้านันทบุเรงต้องทรงเผชิญกับการแข็งเมืองของรัฐไทใหญ่ทางเหนือหลายรัฐ (ในมณฑลยูนนานปัจจุบัน) กบฏเหล่านี้สามารถปราบปรามลงได้ แต่ก็ตามมาด้วยกบฏจากอังวะและอยุธยาใน ค.ศ. 1584 พระองค์ทรงกำราบอังวะได้ แต่ไม่ทรงสามารถพิชิตอยุธยาได้เหมือนพระราชบิดา โดยในช่วง ค.ศ. 1584–1593 นันทบุเรงทรงเปิดศึกกับอยุธยาถึงห้าครั้ง และทุกครั้งล้มเหลว ทำให้ประเทศราชอื่น ๆ เอาใจออกหาก พระองค์ไม่ทรงสามารถนำเมืองขึ้นกลับคืนมาได้มากกว่าหนึ่งในสามของดินแดนเดิม และเมื่อสิ้นสงครามกับอยุธยา ปรากฏว่า ฐานอำนาจของพระองค์ในพม่าตอนล่างมีประชากรลดลงอย่างยิ่ง นำไปสู่การแข็งเมืองของประเทศราชอื่น ๆ ที่พระองค์มิอาจทรงยุติได้[4]

กบฏในช่วงแรก

[แก้]

กลุ่มรัฐจีนไทใหญ่ (ค.ศ. 1582–83)

[แก้]

เมืองจ๋านตา และ เมืองสองสบ รัฐจีนไทใหญ่ (ปัจจุบันคือเต๋อหงและเป่าซานในมณฑลยูนนาน) เป็นกลุ่มแรกที่ไม่ส่งบรรณาการแก่กษัตริย์พระองค์ใหม่ ฉะนั้น ในเดือนกันยายน/ตุลาคม ค.ศ. 1582[note 8] นันทบุเรงจึงส่งทหารสองกอง คน 16,000 ม้า 1,400 และช้าง 100 ให้ตะโดธรรมราชาที่ 2 พระเจ้าแปรผู้เป็นพระเจ้าอา และพระเจ้าเชียงใหม่นรธาเมงสอผู้เป็นพระอนุชา เป็นแม่กองยกไปปราบปรามลงโทษ ทัพทั้งสองใช้เวลาห้าเดือนก็สำเร็จ และยกกลับหงสาวดีในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1583[41]

อังวะ (1584)

[แก้]

สยาม (1584)

[แก้]

กลายเป็นว่ากบฏอังวะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่สยามกำลังตามหาอยู่ตลาอด "อาณาจักรอันภาคภูมิใจ" กำลังเตรียมการป้องกันเพื่อรับมือกับการปะทะกับพะโคในที่สุด[42] สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชส่งกองทัพ 6,000 นายที่นำโดยสมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรส โดยอ้างชัดเจนว่าส่งมาเพื่อการทัพอังวะของนันทบุเรง แต่กองทัพสยามไม่ได้เดินทัพไปยังอังวะตามคำสั่ง กลับวนเวียนอยู่รอบ ๆ เมืองพะโค หลังอังวะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว กองทัพสยามก็ถอนทัพไปยังเมาะตะมะ และประกาศเอกราชในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1584 พระเจ้านันทบุเรงด้วยความพิโรธจึงส่งกองกำลังพิเศษ (ทหาร 4,000 นาย ม้า 400 ตัว ช้าง 40 เชือก) ไล่ตามกองทัพสยามไปยังประเทศของพวกเขา เมื่อพระองค์เสด็จกลับมายังพะโค พระองค์ได้นำกองทัพอีกกองหนึ่ง (ทหาร 7,000 นาย ม้า 500 ตัว ช้าง 50 เชือก) และติดตามไป โดยมีมังกยอชวา พระโอรส เป็นรองผู้บัญชาการทหาร[43] กองทัพบุกโจมตีครั้งนี้กลับวางแผนอย่างเร่งรีบ ซึ่งต่างจากแผนการทัพสยามที่พระราชบิดาของพระองค์วางแผนไว้อย่างพิถีพิถัน กองกำลัง 11,000 นายคงไม่สามารถพิชิตสยามได้ แม้แต่ในฤดูฝน แท้จริงแล้ว กองทัพถูกน้ำท่วมจากแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ชนบทโดยไม่ทันตั้งตัว และเกือบถูกเรือแจวสงครามของสยามกวาดล้างจนหมด[4][44]

หยุดพักช่วงที่ 1 (1584–86)

[แก้]

พระเจ้านันทบุเรงตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เหล่าเสนาบดีของพระองค์เตือนว่า หากไม่สามารถยึดสยามคืนได้ จะก่อให้เกิดการกบฏแบบลูกโซ่ในที่อื่น ๆ ทั่วจักรวรรดิ[45] ปัญหาคือพระองค์ยังไม่สามารถควบคุมรัฐบริวารได้อย่างสมบูรณ์ จนสามารถระดมกำลังพลได้มากพอที่จะมีโอกาสยึดสยามคืน พระองค์พยายามแทนที่ข้าราชบริพารด้วยผู้ภักดีในทุกโอกาส ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1584 พระองค์ทรงแต่งตั้งมีนเละยา พระราชโอรสของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะแทนตะโดเมงสอ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเจ้าเมืองแบบไม่สืบเชื้อสาย ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งอุปราชที่ตะโดเมงสอเคยมี[46] แต่พระเจ้านันทบุเรงไม่สามารถแทนที่ผู้ปกครองสืบเชื้อสายได้โดยไม่มีเหตุผล เมื่อพระเจ้ามังฆ้องที่ 2 แห่งตองอูสวรรคตในเดือนมิถุนายน/กรกฎาคม ค.ศ. 1584[47] พระองค์จึงต้องยอมรับเมงเยสีหตูที่ 2 พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าตองอูผู้ล่วงลับ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ในส่วนของเมงเยสีหตูที่ 2 ก็ทรงประกาศความจงรักภักดีต่อพระญาติของพระองค์[48]

พระเจ้านันทบุเรงใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งในการรวบรวมอำนาจปกครองจักรวรรดิที่เหลืออยู่ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1585 พระองค์ได้พระราชทานพระพุทธรูป 5 องค์ ซึ่งพระองค์จะได้รับการจดจำในพระนามว่า "Nga-zu Dayaka Min" (ငါးဆူဒါယကာမင်း, "กษัตริย์ผู้ถวายพระพุทธรูป 5 องค์")[49] แต่ราชสำนักรายงานว่าการไม่ดำเนินการใด ๆ ในสยามถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอในล้านนา ล้านช้าง และกลุ่มรัฐฉาน และเร่งเร้าให้พระมหากษัตริย์ไปจัดการกับสยาม[45] ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นคำแนะนำของราชสำนักที่ไม่ดี การสนับสนุนรัฐบริวารเพียงเล็กน้อยหมายความว่าพระมหากษัตริย์ไม่สามารถระดมกำลังคนได้เพียงพอที่จะยึดครองสยาม หากความหวังที่ดีที่สุดของพระเจ้านันทบุเรงในการรักษาประเทศศูนย์กลางให้คงอยู่คือการถอยห่างจากตำแหน่งของจักรวรรดิที่ขยายออกไปเกินควร พระมหากษัตริย์และราชสำนักของพระองค์ก็ไม่อาจมองเห็นได้[38]

เริ่มสงครามสยามต่อ (1586–87)

[แก้]

ใน ค.ศ. 1586 กษัตริย์ทรงดำเนินการในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นการรุกรานสยามแบบฆ่าตัวตายด้วยกำลังพลทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงจัดการกับสยามตอนเหนือก่อน ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1586[50] กองทัพหนึ่ง (กำลังพล 12,000 นาย ม้า 1,200 ตัว ช้าง 100 เชือก) นำโดยมังกยอชวา ได้บุกโจมตีสยามตอนเหนือจากล้านนา แต่กองทัพไม่สามารถผ่านเมืองลำปางที่มีป้อมปราการแน่นหนา ซึ่งนำโดยพระนเรศวรได้ จึงจำเป็นต้องถอนทัพในเดือนมิถุนายน[45] พระเจ้านันทบุเรงไม่ย่อท้อ จึงเปิดฉากการรุกรานแบบสองส่วนในฤดูแล้งถัดมาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1586 ด้วยกำลังพล 25,000 นาย ม้า 1,200 ตัว และช้าง 220 เชือก[51] อย่างไรก็ตาม กองกำลังรุกรานที่ใหญ่ที่สุดของพระองค์ยังไม่เพียงพอต่อการพิชิตมหาอำนาจอย่างสยาม และแท้จริงแล้วเป็นเพียงประมาณหนึ่งในสามของจำนวนการกำลังรุกรานของพระเจ้าบุเรงนองใน ค.ศ. 1568[52]

การรุกรานดำเนินไปได้ด้วยดีในช่วงแรก กองทัพทั้งสองสามารถเอาชนะแนวป้องกันของสยามได้และมาถึงกรุงศรีอยุธยาในเดือนธันวาคม แต่กองทัพทั้งสองยังไม่พร้อมสำหรับการปิดล้อมเมืองหลวงที่มีป้อมปราการแน่นหนาในระยะยาว เนื่องจากการวางแผนที่ไม่ดี กองทหารจึงเริ่มล้มตายเป็นพัน ๆ "จากความขาดแคลนและการถูกเอารัดเอาเปรียบ" ("from want and exposure") ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1587[44][53] พอถึงเดือนมีนาคม การปิดล้อมจึงเริ่มล้มเหลว และเสบียงก็หลั่งไหลเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาผ่านช่องว่างในแนวรบของพม่า[52] กองทัพพม่าเริ่มถอนทัพอย่างเจ็บปวดในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1587[54] โดยถูกข้าศึกไล่ล่าไปทั่ว มีกองทัพดั้งเดิมเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถข้ามพรมแดนกลับมาได้[44]

หยุดพักครั้งที่ 2 (1587–90)

[แก้]

การรุกรานที่ล้มเหลวบังคับให้พระองค์ต้องรวบรวมกำลังใหม่ในอีกสามปีถัดมา เหล่ารัฐบริวารที่กระสับกระส่าย แม้แต่รัฐเล็กกว่า ก็เริ่มทดสอบกำลัง ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1587 พระองค์ต้องส่งกองทัพ 4,000 นายไปปราบปรามกบฏในอี้นย่า รัฐฉานขนาดเล็ก[55] กองทัพใช้เวลาถึงเจ็ดเดือนจึงจะนำรัฐกลับคืนสู่ภาวะปกติได้[56] เมื่อใดก็ตามที่ตำแหน่งผู้นำในรัฐบริวารสำคัญว่างลง พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งผู้ภักดีต่อพระองค์ ได้แก่ มังรายกะยอฉะวาที่ 2 พระราชโอรสองค์กลางของพระองค์ เป็นพระเจ้าอังวะเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1587 พระยาแสนสุรินทราชัยเป็นกษัตริย์ล้านช้างในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1588 และตะโดธรรมราชาที่ 3 พระราชโอรสอีกพระองค์ เป็นพระเจ้าแปรเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1589[57]

การทัพช่วงสุดท้าย

[แก้]

สยามและโม่ก้อง (1590–92)

[แก้]

พระเจ้านันทบุเรงวางแผนจะกลับมาทำสงครามกับสยามอีกครั้ง โดยมีพระราชโอรสของพระองค์อยู่ที่อังวะและแปรปกครองหุบเขาอิรวดีทั้งหมด พระองค์ได้ระดมกำลังพลจำนวนมากที่สุดถึง 30,000 นาย แต่รัฐฉานโม่ก้องอันทรงอำนาจได้ก่อกบฏด้วยการปฏิเสธที่จะร่วมสนับสนุนกำลังพล พระองค์กลับทรงตัดสินพระทัยที่จะเปิดศึกในสองแนวรบ แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่โม่ก้องอย่างเดียว โดยลดระดับการรุกรานไปยังสยามตอนเหนือ พระองค์ทรงส่งกองทัพ 10,000 นายที่นำโดยตะโดธรรมราชาที่ 3 และนะฉิ่นเหน่าง์ไปยังโม่ก้องในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1590 และกองทัพ 20,000 นาย นำโดยมังกยอชวา ไปยังสยามในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1590[58]

กองทัพฝั่งเหนือเข้ายึดโม่ก้องในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1591 และนำเจ้าฟ้ากบฏกลับพะโค แต่หลังกองทัพออกไป พระราชโอรสของหัวหน้ากบฏที่ซ่อนตัวอยู่นอกเมือง เข้ายึดเมืองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1591 กองทัพแข็งแกร่ง 8,000 นายที่นำโดยมังรายกะยอฉะวาที่ 2 จำต้องย้อนหลับและปราบกบฏในช่วงกลาง ค.ศ. 1592[59]

ส่วนกองทัพฝั่งใต้ไม่ประสบความสำเร็จ มังกยอชวาเข้ารุกรานสยามตอนเหนือผ่านล้านนาเช่นเดียวกับตอน ค.ศ. 1586 และไม่สามารถผ่านป้อมลำปางที่พระนเรศวรนำอยู่ได้ แต่สิ่งที่ต่างจาก ค.ศ. 1586 ตรงที่ไม่ใช่การล่าถอยธรรมดา กองทัพพ่ายแพ้อย่างย่อยยับนอกเมืองลำปางในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1591 กองทัพที่เหลือกลับมาอย่างอลหม่านจนพระเจ้านันทบุเรงได้ตรัสดูหมิ่นมังกยอชวาและประหารชีวิตนายพลระดับสูงบางคน[60]

การรุกรานสยามครั้งสุดท้าย (1592–93)

[แก้]
อนุสรณ์ของไทยที่รำลึกถึงการรบแบบตัวต่อตัวระหว่างพระนเรศวรกับมังกยอชวา ณ หนองสาหร่าย

หลังประสบความสำเร็จ พระนเรศวรทรงเปลี่ยนมาโจมตีในฤดูแล้ง ค.ศ. 1591–1592 โดยยกทัพขึ้นโจมตีชายฝั่งตะนาวศรีตอนบนด้วยกองทัพจำนวน 5,000 นาย[59] แม้ว่ากองทัพจากเมาะตะมะจะขับไล่กองทัพของพระนเรศวรออกไปได้ แต่การโจมตีครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าดุลอำนาจกำลังเปลี่ยนไปเข้าข้างอดีตรัฐบริวาร พระเจ้านันทบุเรงและราชสำนักได้หารือกันอย่างยาวนานเกี่ยวกับการตอบสนองของพวกเขา โดยพิจารณาถึงความพ่ายแพ้ทางทหารและการที่ไม่สามารถระดมพลได้ ท้ายที่สุด ราชสำนักได้เสนอแนะและพระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบที่จะยกทัพขึ้นรุกรานสยามอีกครั้ง[61]

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1592[note 9] กองทัพรุกรานจำนวน 24,000 นายพยายามบุกรุกอีกครั้ง[61] เจ็ดสัปดาห์ต่อมา กองทัพได้ต่อสู้จนถึงสุพรรณบุรี เมืองทางตะวันตกของอยุธยา[61] พงศาวดารพม่าและพงศาวดารสยามให้รายละเอียดที่แตกต่างกัน พงศาวดารพม่ากล่าวว่าการสู้รบเกิดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1593 โดยมังกยอชวาและพระนเรศวรต่อสู้กันบนช้างศึก ในการสู้รบ มังกยอชวาถูกยิงสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นกองทัพพม่าก็ล่าถอย ส่วนพงศาวดารสยามระบุว่า การสู้รบเกิดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1593[note 10] โดยมีรายละเอียดเช่นเดียวกับในพงศาวดารพม่า การสู้รบเริ่มต้นขึ้นระหว่างกองกำลังทั้งสอง แต่พงศาวดารสยามกล่าวว่าในระหว่างการสู้รบ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะตัดสินผลด้วยการปะทะกันระหว่างมังกยอชวากับพระนเรศวรบนช้างศึก และมังกยอชวาถูกพระนเรศวรสังหาร[62]

ท้ายที่สุด กองทัพพม่าได้ล่าถอยโดยได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการโจมตีตลอดทางอย่างต่อเนื่องของสยาม นับเป็นการทัพของหงสาวดีครั้งสุดท้าย บัดนี้สยามได้รับเอกราชแล้ว ในอีกสิบสองปีต่อมา พม่าเป็นฝ่ายตั้งรับ "สถานการณ์สงครามพลิกผันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี"[62]

จักรวรรดิตองอูเสื่อมถอย

[แก้]

ถูกเนรเทศและสวรรคต

[แก้]

พระเจ้านันทบุเรงกับอัครมเหสีหงสาวดีเสด็จกลับไปยังบ้านเกิดที่ตองอู พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างดีที่นั่น แต่การปรากฏตัวของนันทบุเรงที่พระราชวังไม่ได้รับการต้อนรับจากนะฉิ่นเหน่าง์ รัชทายาทตองอู นะฉิ่นเหน่าง์ไม่ชอบนันทบุเรงอย่างยิ่ง เพราะกษัตริย์ผู้ล่วงลับเคยปฏิเสธคำขอของนะฉิ่นเหน่าง์ที่จะสมรสพระนางราชธาตุกัลยา พระมเหสีหม้ายของมังกยอชวา เมื่อกองทัพสยามมาปิดล้อมตองอูในเดือนเมษายน ค.ศ. 1600 และเรียกร้องให้เมงเยสีหตูยอมมอบตัวกษัตริย์ผู้ล่วงลับ นะฉิ่นเหน่าง์ตอนพระชนมายุ 21 พรรษาจึงขอร้องให้พระราชบิดามอบพระเจ้านันทบุเรงเสีย[63] แต่พระราชบิดาปฏิเสธ เพราะทรงทราบว่าการยินยอมตามข้อเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์ของพระนเรศวรจะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมจำนนต่อพระมหากษัตริย์สยาม[64]

แม้สยามจะล่าถอยไปแล้ว นะฉิ่นเหน่าง์ยังคงมองหาโอกาสที่จะกำจัดนันทบุเรงต่อไป ในคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน [ตามปฎิทินเก่า: 20 พฤศจิกายน] ค.ศ. 1600 เจ้าชายได้ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ผู้ถูกเนรเทศ เมงเยสีหตูไม่พอพระทัยกับการกระทำของพระราชโอรสอย่างยิ่ง จึงทรงรับสั่งให้จัดพิธีเผาพระศพอย่างสมเกียรติแด่พระญาติของพระองค์ พระองค์ยังทรงให้พระพันปีหลวงอยู่กับเหล่าบริวารประทับอยู่ในพระราชวัง[65]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้]

มีนักแสดงผู้รับบท พระเจ้านันทบุเรง ได้แก่

พงศาวลี

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ล้านช้างไม่ได้เลิกความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้นกับพม่าอย่างเป็นทางการจนกระทั่ง ค.ศ. 1603 ตามความเห็นของ Stuart-Fox (2008: 38) แต่ก็ได้ประกาศอิสรภาพมาตั้งแต่ ค.ศ. 1597 แล้ว
  2. มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว (Hmannan Vol. 3 2003: 61, 106) ระบุว่านันทบุเรงเสด็จขึ้นเสวยราชย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 943 ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 ขณะนั้นพระชนมายุ 46 พรรษา แต่ฉบับหอแก้ว (Hmannan Vol. 3 2003: 240, 248) ระบุด้วยว่าเป็นวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 910 ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1548 พระองค์มีพระชนมายุ 12 พรรษา ข้อมูลเหล่านี้หมายความว่าพระองค์ประสูติระหว่างวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897 กับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897 อันตรงกับวันจันทร์ที่ 8 หรือวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 และฉบับหอแก้ว (Hmannan Vol. 3 2003: 106) ระบุอีกว่าพระองค์พระราชสมภพในวันอังคาร เพราะฉะนั้น จึงชี้ชัดได้ว่าวันประสูติของนันทบุเรงคือวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 897
  3. เอกสารไม่ได้ระบุเชื้อสายราชวงศ์โดยตรง แต่ข้อมูลเรื่องเชื้อสายนี้มีร่องรอยอยู่ในตำแหน่งฐานันดรของบรรพบุรุษของพระองค์ กล่าวคือพระนางรัตนาเทวีแห่งตองอู สมเด็จยายของพระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงเมืองปาย (Mongpai) ในแคว้นไทใหญ่ ทั้งบรรพบุรุษองค์อื่น ๆ ของพระองค์ก็มีเชื้อสายไทใหญ่ เช่น พระเจ้าสีหตูทรงเป็นลูกครึ่งไทใหญ่ และพระนางชินมิเนาก์ (Shin Mi-Nauk) ทรงเป็นชาวไทใหญ่เต็มร้อย แต่ก็มีนักวิชาการบางคน เช่น Aung-Thwin (Aung-Thwin 1996; Aung-Thwin 2012: 107–109) แย้งว่าฐานันดรศักดิ์อาจไม่สัมพันธ์กับชาติพันธุ์ก็ได้ และการเชื่อมโยงพระองค์ว่า มีเชื้อสายไทใหญ่ดังกล่าว ก็ปราศจากหลักฐานรองรับ
  4. ตามมหาราชวงศ์ ฉบับอูกะลา (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 201) ในราชาภิเษกวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1551 บุเรงนองพระราชทานยศให้แก่พระประยูรญาติ แต่ไม่ปรากฏโดยตรงว่าทรงตั้งนันทบุเรงเป็นมหาอุปราชในพระราชพิธีดังกล่าว แต่หลังจากนี้เอกสารดังกล่าวก็เริ่มเรียกนันทบุเรงว่ามหาอุปราช จึงน่าเชื่อว่านันทบุเรงทรงได้รับตำแหน่งในพิธีนั้นเอง (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 202)
  5. มหาราชวงศ์ (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 68–69) ระบุว่า เสด็จกลับ ณ วันอาทิตย์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน Tagu จ.ศ. 942 แต่ข้อความนี้น่าจะเป็นการคัดลอกผิดของอาลักษณ์ วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน Tagu จ.ศ. 942 ตรงกับวันพุธที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1580 แต่วันอาทิตย์ ต้องเป็น วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน Tagu จ.ศ. 942 ซึ่งตรงกับ 20 มีนาคม ค.ศ. 1580 ในภาษาพม่า เลข 5 () และเลข 8 () มักเขียนสลับกัน
  6. ฉบับหอแก้ว (Hmannan Vol. 3 2003: 49, 53) ระบุว่าบุเรงนองเริ่มประชวรกระเสาะกระแสะตั้งแต่ต้น ค.ศ. 1579 เป็นอย่างน้อย จึงทรงมอบหมายภารกิจสำคัญให้แก่นันทบุเรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กรณีสำคัญคือเมื่อทรงตั้งนรธาเมงสอเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ บุเรงนองรับสั่งให้นรธาเมงสอเชื่อฟังนันทบุเรง เพื่อความสงบเรียบร้อยของจักรวรรดิโดยรวม ต่อมาบุเรงนองยังโปรดให้นันทบุเรงยกทัพไปปราบล้านช้างในปีเดียวกัน
  7. มหาราชวงศ์ ฉบับอูกะลา และมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว ระบุตรงกันว่านันทบุเรงราชาภิเษกในวันอาทิตย์ แต่ระบุวันที่ต่างกัน มหาราชวงศ์ (Maha Yazawin Vol. 3 206: 77) ว่า เป็นวันอาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 943 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1581 ส่วนฉบับหอแก้ว (Hmannan Vol. 3 2003: 73) ว่า เป็นวันอาทิตย์ แรม 5 ค่ำ เดือน Tazaungmon จ.ศ. 943 อันตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1581
  8. มหาราชวงศ์ (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 78) ว่า อยู่ในเดือน Thadingyut จ.ศ. 944 ซึ่งกินเวลาตั้งแต่วันที่ 27 กันยายนย ค.ศ. 1582 จนถึง 25 ตุลาคม ปีเดียวกัน
  9. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 93) ระบุเป็น วันพุธ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนนะดอ 954 ME ซึ่งแปลงเป็น วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1592 แต่ (Hmannan Vol. 3 2003: 93) แก้ให้ถูกเป็นวันพุธ แรม 2 ค่ำ เดือนนะดอ ซึ่งแปลงได้เป็นวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1592 ตามแบบใหม่
  10. (Damrong 2001: 128): วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ จ.ศ. 954 (18 มกราคม ค.ศ. 1593 ในแบบใหม่)

อ้างอิง

[แก้]
  1. Hmannan Vol. 3 2003: 106
  2. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, หน้า 417
  3. Lieberman 2003: 161
  4. 1 2 3 4 Harvey 1925: 181–182
  5. Harvey 1925: 182–183
  6. Lieberman 2003: 154–156
  7. 1 2 3 4 Lieberman 2003: 154–155
  8. Hmannan Vol. 2 2003: 172–173.
  9. Sein Lwin Lay 2006: 109
  10. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 189
  11. Hmannan Vol. 2 2003: 258–259
  12. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 202
  13. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 206
  14. Hmannan Vol. 2 2003: 280–281
  15. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 216
  16. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 230, 233–235
  17. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 240–242
  18. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 245
  19. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 249
  20. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 261–262
  21. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 267–272
  22. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 277–279
  23. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 285–287
  24. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 289–292
  25. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 309
  26. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 327
  27. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 332–335
  28. Phayre 1967: 114–115
  29. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 336–338
  30. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 39–42
  31. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 45–46
  32. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 48–49
  33. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 251
  34. Hmannan Vol. 3 2003: 73
  35. Lieberman 2003: 152
  36. Tarling 1999: 72–73
  37. Lieberman 2003: 35
  38. 1 2 3 Harvey 1925: 181
  39. Aung-Thwin & Aung-Thwin 2012: 137
  40. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 77–78
  41. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 78
  42. Lieberman 2003: 155–156
  43. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 82–83
  44. 1 2 3 Phayre 1967: 121
  45. 1 2 3 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 86
  46. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ my-3-82
  47. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 83): [ที่ 1] เดือนวาโซ 946 ME = 7 มิถุนายน ถึง 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1584
  48. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 83
  49. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 83): วันอาทิตบ์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนดะบ้อง 946 ME = 3 มีนาคม ค.ศ. 1585
  50. ปลายเดือนดะกู้ 947 ME = 19 มีนาคม ถึง 7 เมษายน ค.ศ. 1586 ในแบบใหม่
  51. Hmannan Vol. 3 2003: 84
  52. 1 2 Harvey 1925: 334
  53. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 87
  54. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 87): ขึ้น 14 ค่ำ เดือนกะโซน 949 ME = 20 เมษายน ค.ศ. 1587
  55. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 88): เดือนดะซองโม่น 949 ME = 1 ถึง 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1587 ในแบบใหม่
  56. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 88
  57. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 86–89
  58. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90): ขึ้น 5 ค่ำ เดือนดะซองโม่น 952 ME = 31 ตุลาคม ค.ศ. 1590 ; แรม 12 ค่ำ เดือนดะซองโม่น 952 ME = 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1590
  59. 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 91–92
  60. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90–91
  61. 1 2 3 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 93
  62. 1 2 Wyatt 2003: 88–89
  63. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 101
  64. Htin Aung 1967: 134
  65. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 102

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Aung-Thwin, Michael A. (November 1996). "The Myth of the "Three Shan Brothers" and the Ava Period in Burmese History". The Journal of Asian Studies. 55 (4): 881–901. doi:10.2307/2646527. JSTOR 2646527.
  • Aung-Thwin, Michael A.; Maitrii Aung-Thwin (2012). A History of Myanmar Since Ancient Times (illustrated ed.). Honolulu: University of Hawai'i Press. ISBN 978-1-86189-901-9.
  • Fernquest, Jon (Spring 2005). "The Flight of Lao War Captives from Burma back to Laos in 1596: A Comparison of Historical Sources" (PDF). SOAS Bulletin of Burma Research. 3 (1). ISSN 1479-8484. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2022-01-18. สืบค้นเมื่อ 2014-04-13.
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
  • Kala, U (2006) [1724]. มหาราชวงศ์ (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (4th printing ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7.
  • Maha Sithu (2012) [1798]. Kyaw Win; Thein Hlaing (บ.ก.). มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่ (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2nd ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1967) [1883]. History of Burma. London: Susil Gupta.
  • Ratchasomphan (Sænluang.) (1994). David K. Wyatt (บ.ก.). The Nan Chronicle. SEAP Publications. ISBN 9780877277156.
  • Royal Historical Commission of Burma (2003) [1832]. มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว (ภาษาพม่า). Vol. 1–3. Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
  • Sandamala Linkara, Ashin (1997–1999) [1931]. Rakhine Razawin Thit (ภาษาพม่า). Vol. 1–2. Yangon: Tetlan Sarpay.
  • Sein Lwin Lay, Kahtika U (2006) [1968]. Mintaya Shwe Hti and Bayinnaung: Ketumadi Taungoo Yazawin (ภาษาพม่า) (2nd printing ed.). Yangon: Yan Aung Sarpay.
  • Simms, Peter; Sanda Simms (2001). The Kingdoms of Laos: Six Hundred Years of History (illustrated ed.). Psychology Press. ISBN 9780700715312.
  • Stuart-Fox, Martin (2008). Historical Dictionary of Laos. Scarecrow Press. ISBN 9780810864115.
  • Tarling, Nicholas (1999). The Cambridge History of Southeast Asia. Vol. 2 (illustrated ed.). Cambridge University Press. ISBN 9780521663700.
  • Than Tun (1985). The Royal Orders of Burma, A.D. 1598–1885. Vol. 2. Kyoto University. hdl:2433/173789.
  • Wyatt, David K. (2003). Thailand: A Short History (2 ed.). Yale University Press. ISBN 978-0-300-08475-7.
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553. 800 หน้า. ISBN 978-616-7146-08-9


ก่อนหน้า พระเจ้านันทบุเรง ถัดไป
พระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าหงสาวดี
(อาณาจักรพม่ายุคที่ 2)

(พ.ศ. 2124 - พ.ศ. 2142)
พระเจ้าญองย่าน