ข้ามไปเนื้อหา

อังวะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อังวะ
กำแพงเมืองอังวะ
กำแพงเมืองอังวะ
อังวะตั้งอยู่ในประเทศพม่า
อังวะ
อังวะ
พิกัด: 21°51′28″N 95°59′06″E / 21.85778°N 95.98500°E / 21.85778; 95.98500
ประเทศ พม่า
เขต ภาคมัณฑะเลย์
จังหวัดเจาะแซ
ก่อตั้ง26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1365
ประชากร
  กลุ่มชาติพันธุ์พม่า
  ศาสนาพุทธเถรวาท
เขตเวลาUTC+6:30 (เวลามาตรฐานพม่า)

อังวะ (พม่า: အင်းဝမြို့; เอ็มแอลซีทีเอส: ang:wa., สัทอักษรสากล: [ʔɪ́ɰ̃wa̰] หรือ [ʔəwa̰]; สะกดว่า อี้นวะ; เดิมเรียกว่า อะวะ) ตั้งอยู่ในภาคมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เคยเป็นเมืองหลวงของพม่าที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึง 19 ตลอดประวัติศาสตร์เมืองนี้ถูกปล้นสะดมและสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง เมืองหลวงถูกทิ้งร้างในที่สุดหลังถูกทำลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลายครั้งในมีนาคม ค.ศ. 1839 แม้จะมีร่องรอยความยิ่งใหญ่ในอดีตหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน แต่อดีตเมืองหลวงแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับการเดินทางเช้าไปเย็นกลับจากมัณฑะเลย์

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

อี้นวะ (အင်းဝ) แปลว่า "ปากทะเลสาบ" สะท้อนถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ปากทะเลสาบในจังหวัดเจาะแซ อีกทฤษฎีหนึ่งระบุว่าชื่อนี้มาจากคำว่า อี้นนะวะ (အင်းနဝ) หมายถึง "ทะเลสาบเก้าแห่ง" ในพื้นที่[1] ชื่อโบราณภาษาบาลีของเมืองคือ รัตนปุระ (ရတနပုရ, ยะดะนะบูยะ; "เมืองแห่งรัตนะ")[2][3]

การออกเสียงมาตรฐานภาษาพม่าสมัยใหม่คือ อี้นวะ (สัทอักษรสากล: [ʔɪ́ɰ̃wa̰]) ตามอักขรวิธีสมัยใหม่ แต่การออกเสียงในท้องถิ่นภาษาพม่าตอนบนคือ อะวะ ([ʔəwa̰]) อันที่จริง การสะกดชื่อเมืองในพงศาวดารซึ่งเขียนขึ้นก่อนการกำหนดมาตรฐานการสะกดคำภาษาพม่าสมัยใหม่คือ အဝ (Awa) ซึ่งเป็นการสะกดแบบสัทศาสตร์การใช้ภาษาพม่าตอนบน[4] การถอดเสียงแบบตะวันตกที่พบบ่อยที่สุดคือ Ava มาจาก Awa ผ่านทางภาษาโปรตุเกส

ประวัติศาสตร์

[แก้]
ผังเมืองอังวะ

อังวะเป็นเมืองหลวงเก่าของพม่าถึง 5 ครั้งในช่วง 360 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1365–1842 ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจในพม่าจนอังวะ (หรืออาณาจักรอังวะ) กลายเป็นชื่อที่ทำให้ชาวยุโรปรู้จักพม่ามาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19

การสถาปนา

[แก้]

อังวะ มีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์บนจุดบรรจบของแม่น้ำอิรวดีกับแม่น้ำมยิแง และอยู่ในจังหวัดเจาะแซซึ่งเป็นพื้นที่หลักของการปลูกข้าวในพม่าตอนบน ที่ตั้งของอังวะได้รับการสำรวจว่าอาจเป็นที่ตั้งเมืองหลวงตั้งแต่ ค.ศ. 1310 โดยพระเจ้าสีหตู แต่ในท้ายสุดพระเจ้าสีหตูก็สร้างเมืองหลวงใหม่ของพระองค์ที่ปี้นยะ เมื่อ ค.ศ. 1313 ซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ไมล์ทางตะวันออก พระเจ้าตะโดมินพญา เหลนของพระเจ้าสีหตู ผู้ซึ่งรวมอาณาจักรซะไกง์และอาณาจักรปี้นยะให้เป็นหนึ่งเดียว ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1364 ได้เลือกอังวะเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของพระองค์

อังวะสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1365 (ขึ้น 6 ค่ำ เดือนดะบ้อง ปี 726 ตามปฏิทินพม่า)[5] บนเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยเชื่อมแม่น้ำอิรวดีด้านเหนือกับแม่น้ำมยิแงด้านตะวันออกด้วยคลองทางทิศใต้และทิศตะวันตก การสร้างเกาะเทียมนี้ยังเกี่ยวข้องกับการถมพื้นที่หนองน้ำและทะเลสาบ (อี้น):[1]

  1. ชเวจาบีน อี้น (ရွှေကြာပင် အင်း)
  2. ซะนี อี้น (ဇနီ အင်း)
  3. ญองเซาะ อี้น (ညောင်စောက် အင်း)
  4. แวะเช อี้น (ဝက်ချေး အင်း)
  5. โอนเน อี้น (အုန္နဲ အင်း)
  6. อี้นมะ อี้น (အင်းမ အင်း)
  7. ลี่นซาน อี้น (လင်းစံ အင်း)
  8. เบแม อี้น (ဘေးမဲ့ အင်း)
  9. วู่นแบ อี้น (ဝမ်းဘဲ အင်း)

ตามบันทึกอื่น ๆ ได้แก่ เจาะมอ อี้น (ကျောက်မော် အင်း), เจญี่ อี้น (ငကျည်း အင်း) และ อี้นบู้ อี้น (အင်းဘူး အင်း)

ป้อมปราการอิฐของอังวะไม่ได้สร้างตามแบบผังเมืองเส้นตรงที่มีก่อนหน้านี้ ป้อมปราการของอังวะอาจเป็นเมืองเดียวในโลกที่มีรูปร่างคล้ายถังบาร์เรล กำแพงด้านนอกที่ซิกแซกนั้นเชื่อกันว่าเป็นรูปร่างของชีนเต่ กำแพงชั้นในหรือป้อมปราการถูกวางผังตามหลักจักรวาลวิทยาแบบดั้งเดิมและมีประตูที่จำเป็นสิบสองบาน (เมืองชั้นในได้รับการสร้างขึ้นใหม่อย่างน้อยสามครั้งในปี ค.ศ. 1597, 1763 และ 1832)[6] การออกแบบของอังวะหรืออย่างน้อยป้อมปราการชั้นใน ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองจักรวาลทางศาสนาพุทธในขนาดย่อส่วน พระราชวังสร้างขึ้นตรงกลางป้อมปราการ ซึ่งผังเมืองพม่าแบบโบราณนั้นสอดคล้องกับตำแหน่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์[7] สิ่งนี้ทำให้กษัตริย์มีสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ และพระราชวังเป็นศูนย์กลางทางศาสนา อาณาจักรและอำนาจที่แผ่ขยายออกจากเมืองเปรียบดั่งมณฑลทั้งหมดที่ล้อมรอบโลกไว้ เหตุนี้เมืองจึงเสมือนศูนย์กลางจักรวาลวิทยาเป็นอาณาจักรที่เทพเจ้ากำหนด[8]

สมัยอังวะ (คริสต์ศตวรรษที่ 14–16)

[แก้]

อาณาจักรที่พระเจ้าตะโดมินพญาก่อตั้งโดยมีเมืองหลวงอยู่ที่อังวะนั้น ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่ออาณาจักรอังวะ เป็นอาณาจักรหลักของพม่าตอนบนจนถึง ค.ศ. 1555 ในช่วงเวลานี้ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของวงการวรรณกรรมที่เฟื่องฟูเป็นที่นิยม และมีความหลากหลายทางรูปแบบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านความพยายามของพระภิกษุที่เลือกจะเขียนด้วยภาษาพื้นเมืองแทนการเขียนเพิ่มด้วยภาษาบาลี[9] ในช่วงเวลาดังกล่าวยังได้เห็นประมวลกฎหมายพม่ารุ่นที่สอง (ธรรมศาสตร์) ซึ่งได้วิเคราะห์รวบรวมบทกวีในยุคก่อน[9] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1511 เมืองนี้ได้มีพระราชวังทองคำอันวิจิตรแห่งใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าชเวน่านจ่อชีนหลังการสวรรคต[10]

ในรัชสมัยของพระเจ้าฝรั่งมังศรีชวาได้มีการจัดประชุมสภาที่อังวะ ซึ่งมีกษัตริย์ คณะสงฆ์ พระสงฆ์ชาวสิงหล และพราหมณ์เข้าร่วม[8] ในจารึกหนึ่งระบุว่าเมืองนี้มีความน่ารื่นรมย์ไม่แพ้ดาวดึงส์ซึ่งเป็นสวรรค์ที่สำคัญของศาสนาพุทธ และยังเป็นแบบอย่างของอาณาจักรพม่าบนโลกอีกด้วย[11] พระเจ้าฝรั่งมังศรีชวาเป็นที่รู้จักในฐานะกษัตริย์แห่งปัญญาชน ผู้ส่งเสริมการศึกษาหาความรู้ และกล่าวกันว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยการสนทนาเชิงปัญญา[8]

ในช่วงเวลานี้ เมืองเป็นเป้าหมายของอาณาจักรคู่แข่ง เมืองถูกปิดล้อมในปี ค.ศ. 1401–1402 ช่วงสงครามสี่สิบปี กว่าศตวรรษต่อมาในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1527 เมืองนี้ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยบรรดารัฐไทใหญ่และอาณาจักรแปร[12] จากนั้นเมืองก็กลายเป็นเมืองหลวงของกองกำลังผสมที่ก้าวร้าวและมักจะแตกแยกกัน จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1555 เมื่อพระเจ้าบุเรงนองยึดครองได้ การเป็นเมืองหลวงของพม่าตอนบนเป็นเวลา 190 ปีของเมืองนี้ก็สิ้นสุดลง

สมัยตองอูและโก้นบอง (คริสต์ศตวรรษที่ 16–19)

[แก้]
อารามมะฮาอองมเยโบนซาน

เมืองนี้กลายเป็นเมืองหลวงของพม่าทั้งหมดในช่วงสมัยตองอูและโก้นบอง (ค.ศ. 1599–1613, 1635–1752, 1765–1783, 1821–1842) เมืองนี้เป็นฐานที่พระเจ้าญองย่านและพระเจ้าอะเนาะเพะลูนฟื้นฟูอาณาจักรที่ล่มสลายชั่วคราวในธันวาคม ค.ศ. 1599 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1635 พระเจ้าตาลูนได้ย้ายเมืองหลวงจากพะโค (หงสาวดี) กลับไปยังอังวะ[13] เมืองถูกปล้นในวันที่ 21–23 มีนาคม ค.ศ. 1752 และต่อมาถูกเผาในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1753 โดยกองกำลังของอาณาจักรหงสาวดีใหม่ พระเจ้ามังระทรงเริ่มการบูรณะเมืองในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1764 และทรงย้ายเมืองหลวงกลับไปยังอังวะที่สร้างขึ้นใหม่ในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1765[14] พระเจ้าปดุงทรงย้ายเมืองหลวงไปยังอมรปุระในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1783 แต่พระราชนัดดาของพระองค์ พระเจ้าจักกายแมงทรงย้ายเมืองหลวงกลับไปยังอังวะในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1821

การทำลาย

[แก้]

แผ่นดินไหวเริ่มส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอังวะ–อมรปุระ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1839 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเวลา 05:00 น. ของวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งสามารถรู้สึกได้เป็นบริเวณกว้าง และเกิดแผ่นดินไหวตามมาอีกหลายระลอกเป็นเวลาหลายวัน ทั่วทั้งภูมิภาคถูกทำลายล้าง เมืองถูกทำลาย ขณะที่ผู้คนและปศุสัตว์จำนวนมากเสียชีวิต[15] เมืองนี้ไม่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ พระเจ้าแสรกแมงทรงเลือกที่จะสร้างพระราชวังใหม่ในอมรปุระแทน และทรงย้ายที่ทำการของรัฐบาลไปที่นั่นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1842[16]

ร่วมสมัย

[แก้]

อดีตเมืองหลวงแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับทริปเช้าไปเย็นกลับจากมัณฑะเลย์ นักท่องเที่ยวยังคงสามารถชมซากโบราณสถานของเมืองหลวงได้ เช่น อารามมะฮาอองมเยโบนซาน, อารามสี่ชั้น, กำแพงเมืองอิฐชั้นในและชั้นนอก และสถานที่อื่น ๆ

แผ่นดินไหวในประเทศพม่า ค.ศ. 2025

[แก้]

แผ่นดินไหวในประเทศพม่า ค.ศ. 2025 อังวะถูกทำลายเป็นส่วนใหญ่[17] ภายในเมืองโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ 75% ได้รับความเสียหาย รวมถึงเจดีย์และวัด[18] แผ่นดินไหวยังทำให้พบพระตำหนักน้ำที่ใช้ในพระราชพิธี[19] กระทรวงกิจการศาสนาและวัฒนธรรมมีแผนที่จะขุดค้นและอนุรักษ์โครงสร้างนี้[19]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 Khin Khin Aye 2007: 60
  2. ဦးဟုတ်စိန်. "Entry for ratana". ပါဠိ မြန်မာ အဘိဓာန် (Pāḷi-Myanmar Dictionary) (ภาษาพม่า). Pali Canon E-Dictionary Version 1.94. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 February 2015. สืบค้นเมื่อ 15 February 2015.
  3. ဦးဟုတ်စိန်. "Entry for pura". ပါဠိ မြန်မာ အဘိဓာန် (Pāḷi-Myanmar Dictionary) (ภาษาพม่า). Pali Canon E-Dictionary Version 1.94. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 February 2015. สืบค้นเมื่อ 15 February 2015.
  4. See Hmannan Yazawin, for example.
  5. Hmannan Vol. 1 2003: 396
  6. Cooler 2003: Chapter 4, Part 1
  7. Hla, U Kan (1978). "Traditional Town Planning in Burma". Journal of the Society of Architectural Historians. 37 (2): 92–104. doi:10.2307/989177. ISSN 0037-9808. JSTOR 989177.
  8. 1 2 3 Aung-Thwin, Michael (2017). Myanmar in the fifteenth century : a tale of two kingdoms. Honolulu. pp. 53–70. ISBN 978-0824874117. OCLC 990802695.
  9. 1 2 Lieberman 2003: 134
  10. Khin Khin Aye 2007: 61
  11. Aung-Thwin, Michael (2017). Myanmar in the fifteenth century : a tale of two kingdoms. Honolulu. pp. 53–70. ISBN 978-0824874117. OCLC 990802695.
  12. Hmannan Vol. 2 2003: 137
  13. Hmannan Vol. 3 2003: 223
  14. Maung Maung Tin Vol. 1 2004: 278
  15. Maung Maung Tin Vol. 2 2004: 394
  16. Maung Maung Tin Vol. 3 2004: 33
  17. "Myanmar Earthquake: Before-And-After Satellite Images Show Widespread Destruction". News18 (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-03-31.
  18. "Mandalay earthquake devastates 75% of Inwa Heritage Zone". Global New Light Of Myanmar (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2025-04-12. สืบค้นเมื่อ 2025-04-14.
  19. 1 2 Aton, Francesca (2025-04-11). "Monumental Ruins Emerge Following Massive Myanmar Earthquake". ARTnews.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-04-14.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
ก่อนหน้า อังวะ ถัดไป
ปี้นยะ เมืองหลวงอาณาจักรอังวะ
(26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1365 – 22 มกราคม ค.ศ. 1555)
พะโค
พะโค เมืองหลวงอาณาจักรตองอู
(19 ธันวาคม ค.ศ. 1599 – 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1613)
พะโค
พะโค เมืองหลวงอาณาจักรตองอู
(25 มกราคม ค.ศ. 1635 – 23 มีนาคม ค.ศ. 1752)
ชเวโบ
ซะไกง์ เมืองหลวงอาณาจักรโก้นบอง
(23 กรกฎาคม ค.ศ. 1765 – 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1783)
อมรปุระ
อมรปุระ เมืองหลวงอาณาจักรโก้นบอง
(22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1821 – 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1842)
อมรปุระ