พระเจ้าจิงกูจา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าจิงกูจา
พระมหากษัตริย์พม่า
ครองราชย์10 มิถุนายน ค.ศ. 1776 – 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1782 (ถูกโค่นบัลลังก์)
ราชาภิเษก23 ธันวาคม ค.ศ. 1776
ก่อนหน้าพระเจ้ามังระ
รัชกาลถัดไปพระเจ้าหม่องหม่อง
ชายาชีนมี่น
พระชายาอีก 13 พระองค์
พระราชบุตรราชบุตร 6 พระองค์, ราชธิดา 6 พระองค์
พระนามเต็ม
มี่นแยละ
ราชวงศ์ราชวงศ์โก้นบอง
พระราชบิดาพระเจ้ามังระ
พระราชมารดาแมละ
ประสูติ10 พฤษภาคม ค.ศ. 1756(1756-05-10)
อังวะ
สวรรคต14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1782 (25 ปี)
อังวะ
ศาสนาพุทธศาสนา

พระเจ้าจิงกูจา (พม่า: စဉ့်ကူးမင်း สิ่นกู้มี่น) เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามังระ และพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โก้นบอง

การขึ้นครองราชย์[แก้]

พระเจ้าจิงกูจาทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาเพียง 20 ปี ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้ามังระ พระองค์ได้ทรงปราบปราบบรรดาผู้ที่ต่อต้านน้อยใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้อพระวงศ์ พระญาติ และเหล่าขุนนางด้วยวิธีการที่เด็ดขาด คือ ประหารชีวิตเสียหลายคน และหลายคนก็ถูกลดอำนาจหรือส่งไปอยู่หัวเมืองที่ห่างไกล เช่น พระเจ้าปดุงซึ่งถูกส่งไปอยู่เมืองซะไกง์ และมีผู้ทำการควบคุมอีกชั้นหนึ่ง โดยเมื่อพระองค์ได้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วก็ทรงปลดอะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพคู่บารมีของพระเจ้ามังระลงแล้วเนรเทศไปอยู่ที่เมืองซะไกง์เช่นเดียวกับพระเจ้าปดุง ทั้งที่แม่ทัพเฒ่าผู้นี้ยกกองทัพกลับมาจากการตีกรุงธนบุรี เพื่อมาควบคุมสถานการณ์ในกรุงอังวะจนเรียบร้อยและมอบพระราชอำนาจเต็มแก่พระองค์ ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วก็อาจเป็นเพราะอะแซหวุ่นกี้มีอำนาจบารมีทางการทหารมากเกินไป รวมไปถึงเนเมียวสีหบดี, เนเมียวสีหตู และเหล่าขุนนางเก่าในพระเจ้ามังระพระองค์ก็ประหารทิ้งบ้าง ปลดทิ้งเสียจากตำแหน่งบ้างไปอีกหลายคน การใช้พระเดชเช่นนี้ทำให้ระหว่างการครองราชย์ผู้คนรอบตัวต่างหวาดระแวงภัยที่อาจมาถึงตัวเมื่อใดก็ได้

การถูกโค่นบัลลังก์[แก้]

หลังจากพระเจ้าจิงกูจาครองราชย์เพียง 5 ปี ก็ถูกเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่ง คือ หม่องหม่อง โอรสของพระเจ้ามังลอก ก่อรัฐประหารยึดพระราชวังในระหว่างที่พระองค์เสด็จไปสักการะพระพุทธรูปสิงหดอที่ทางเหนือ โดยความช่วยเหลือของขุนนางและเชื้อพระวงศ์หลายคน (เชื่อว่ารวมทั้งอะแซหวุ่นกี้ที่ทนต่อการบริหารราชการของพระองค์ไม่ได้) แต่แรกพระเจ้าจิงกูจาคิดจะหนีไปอาศัยอยู่เมืองกะแซ แต่เป็นห่วงพระราชชนนีจึงลอบลงมาใกล้เมืองอังวะ แล้วมีหนังสือเข้าไปทูลให้ทราบว่าจะหนีไปเมืองกะแซ แต่พระราชชนนีเขียนห้ามปรามว่า "ลูกเกิดมาในเศวตฉัตรกรุงอังวะนี้ หากจะต้องตาย ก็ตายเสียในกรุงอังวะอย่างพระมหากษัตริย์เถิด ที่จะหนีไปพึ่งใบบุญเมืองน้อย ให้เขาส่งกองทัพตามไปจับนั้นไม่ควร" พระเจ้าจิงกูจาจึงได้สติ เกิดความองอาจ แกล้วกล้า ทรงเดินนำเหล่าข้าราชบริพารกลับมา ประหนึ่งเสด็จกลับจากการประพาสคืนสู่พระนคร พวกไพร่พลที่รักษาประตูเมืองเห็นพระเจ้าจิงกูจาเสด็จกลับมาโดยไม่หวาดหวั่นต่อภัยอันตราย ก็พากันเกรงกลัวในพระบรมเดชานุภาพ ไม่มีใครกล้าจับหรือต่อสู้ แม้เสด็จเข้ามาในตัวเมืองแล้วก็ไม่มีใครต้านทานพระองค์เลย พออะตวนหวุ่นซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อตาคนหนึ่งของพระองค์ทราบเข้าก็เกิดบันดาลโทสะ เนื่องจากพระองค์เคยเมามายแล้วฆ่าพระสนมเอกลูกสาวของอะตวนหวุ่น เขาจึงคุมรี้พลของตนมาล้อมจับพระเจ้าจิงกูจา จากนั้นอะตวนหวุ่นจึงลงมือสังหารพระเจ้าจิงกูจาสิ้นพระชนม์ที่เมืองอังวะนี้เอง พอพระเจ้าปดุงซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของพระเจ้าจิงกูจาทราบความว่าอะตวนหวุ่นฆ่าพระเจ้าจิงกูจา ก็ทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก เนื่องจากควรนำตัวมาถวายโดยละม่อม ไม่ควรจะฆ่าฟันเจ้านายโดยพลการ ให้เอาตัวอะตวนหวุ่นไปประหารชีวิตเสีย

พระเจ้าจิงกูจามีชื่อเรียกในภาษาพม่าว่า สิ่นกู้มี่น[1][2]

อ้างอิง[แก้]

  1. เทปสนทนาเรื่อง วาระสุดท้าย...ของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544)
  2. "The Konbaung Dynasty Genealogy: King Singu".
  • เทปสนทนาเรื่อง วาระสุดท้าย...ของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544)
  • กระโดดขึ้น ↑ "The Konbaung Dynasty Genealogy: King Singu".
  • https://th.wikisource.org สงครามครั้งที่ ๓๕ คราวพม่ายกกองทัพมา ๕ ทาง ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘
ก่อนหน้า พระเจ้าจิงกูจา ถัดไป
พระเจ้ามังระ 2leftarrow.png พระมหากษัตริย์พม่า
(อาณาจักรพม่ายุคที่ 3)

(ค.ศ. 1776–1782)
2rightarrow.png พระเจ้าหม่องหม่อง