พระนางเชงสอบู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระนางเชงสอบู
Shin Sawbu
ရှင်စောပု
Shwedagon Crown.JPG
มงกุฎของพระนางเชงสอบู ปัจจุบันจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์ V&A, ลอนดอน
กษัตริย์แห่งหงสาวดี
ครองราชย์ ค.ศ.1454 – ค.ศ.1471
ก่อนหน้า พระเจ้าเลตมุนธอ
รัชกาลถัดไป พระเจ้าธรรมเจดีย์
พระราชินีแห่งอังวะ
ครองราชย์ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1426 – ค.ศ.1429
ก่อนหน้า พระนางเชงสอบู
รัชกาลถัดไป ธรรมเทวีแห่งอังวะ
พระราชินีแห่งอังวะ
ครองราชย์ ธันวาคม ค.ศ.1423 – สิงหาคม ค.ศ.1425
ก่อนหน้า Min Pyan
รัชกาลถัดไป พระนางเชงสอบู
พระราชสวามี Binnya Bwe
พระเจ้าสีหสู
พระราชบุตร พระยาวารู
Mi Pakahtaw
ราชวงศ์ หงสาวดี
พระราชบิดา พระเจ้าราชาธิราช
พระราชมารดา Thuddhamaya
ประสูติ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1394
หงสาวดี
สวรรคต ค.ศ.1471 (สิริรวมอายุได้ 77 ปี)
ดากอน
ที่ฝังพระศพ Sanchaung
ศาสนา พุทธศาสนาเถรวาท

พระนางเชงสอบู (พม่า: ရှင်စောပု, ออกเสียง: [ʃɪ̀ɴ sɔ́ pṵ]; มอญ: သေဝ်စါဝ်ပေါအ်; อักษรโรมัน: Shin Sawbu; ในราชาธิราชฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถอดเสียงเป็น แสจาโป หรือ พระนางพระยาท้าว, ตละเจ้าปุ, พระนางพญาท้าว[1], ตละเจ้าท้าว และ นางพระยาตละเจ้าท้าว[2]; มอญ: ဗညားထောဝ်; อักษรโรมัน: Binnya Thau) เป็นกษัตริย์หญิงแห่งอาณาจักรมอญเพียงพระองค์เดียวที่ปกครองชาวมอญเป็นเวลา 17 ปี (พ.ศ. 1996 - 2013) และถือเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ฟ้ารั่วองค์สุดท้ายที่ปกครองอาณาจักรมอญ พระองค์เป็นพระราชธิดาในพระเจ้าราชาธิราช หลังจากพระเจ้าราชาธิราชเสด็จสวรรคต ได้มีกษัตริย์สืบต่อมาอีกหลายพระองค์จนสิ้นรัชทายาทที่เป็นบุรุษ จึงได้ยกพระนางขึ้นปกครองแทน

พระราชประวัติ[แก้]

พระนางเชงสอบู เป็นพระราชธิดาในพระเจ้าราชาธิราช แห่งกรุงหงสาวดี อาณาจักรมอญ เมื่อพระราชบิดาคือพระเจ้าราชาธิราชสวรรคต ผู้ที่ได้สืบราชสมบัติต่อมาคือ พระธรรมราชา แต่พระอนุชาของพระองค์พระยารามและพระยาแคง(พญาเกียร)ไม่พอพระทัย จึงไปสวามิภักดิ์กับพระเจ้าสีหสู แห่งกรุงอังวะ พระธรรมราชาไม่ปรารถนาที่จะรบพุ่งกับพม่า พระองค์จึงได้ประนีประนอมกับพระอนุชาโดยให้พระยารามเป็นมกุฎราชกุมารไปครองเมืองพะสิม และพระยาแคง(พญาเกียร)ไปครองเมืองเมาะตะมะ ครั้นถึงสมัยรัชกาลของพระยาราม พระองค์ได้นำพระขนิษฐาคือพระนางเชงสอบูส่งไปถวายแก่พระเจ้าสีหสู แห่งกรุงอังวะ ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยเหลือพระองค์ในการครองราชย์ที่กรุงหงสาวดี ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 29 พรรษา เป็นแม่ม่ายมีพระโอรส 1 พระองค์ และพระธิดา 2 พระองค์ ได้แก่พระยาวารู (Binnya Waru), เนตาคาตอ (Netaka Taw) และเนตาคาถิน (Netaka Thin)[3]

ความขัดแย้ง[แก้]

พระเจ้าสีหสูมีความหลงใหลเสน่หาแก่พระองค์เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ พระนางชินโบเม พระมเหสีเก่าซึ่งมีสายสัมพันธ์กับทางไทใหญ่เกิดความอาฆาตริษยา พระนางชินโบเมจึงไปสมคบคิดกับไทใหญ่ให้ยกทัพมาตีอังวะกลายเป็นสงครามที่รุนแรง พระเจ้าสีหสูทรงออกรบเองจนสวรรคตใน พ.ศ. 1968 พระเจ้ามินลาเง กษัตริย์องค์ต่อมาก็สวรรตเพราะถูกพระนางชินโบเมวางยาพิษ พระเจ้ากะเลเจตองนโย พระปิตุลาของพระเจ้ามินลาเงจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ต่อมา พระเจ้าโมฮยินธะโด ได้โค่นล้มพระเจ้ากะเลเจตองนโยกับพระนางชินโบเมแล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์กรุงอังวะ

คืนสู่หงสาวดี[แก้]

เมื่อพระมหาปิฎกธรพระสงฆ์ที่พระนางเชงสอบูทรงอุปถัมภ์ ทราบถึงความวุ่นวายการเมืองภายในอังวะ และพระนางเชงสอบูไม่สามารถกลับมายังเมืองหงสาวดีได้ จึงพาศิษย์สี่คนไปคิดกลอุบายพาพระนางเชงสอบูกลับสู่เมืองหงสาวดีได้สำเร็จ ส่วนพระมหาปิฎกธรมีความรู้สึกไม่สบายใจที่ตนเข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดกลอุบายดังกล่าวจึงขอลาสิกขา พระยาวารู พระโอรสของพระองค์ที่เกิดจากพระสวามีเก่าได้ครองเมืองหงสาวดีในปี พ.ศ. 1989[note 1] อยู่ในราชสมบัติได้เพียง 4 ปีจึงสวรรคต ภายหลังไม่เหลือเชื้อสายของพระเจ้าราชาธิราชที่เป็นชายสืบสกุล พระนางเชงสอบูจึงได้ขึ้นเสวยราชย์[4]และได้ตั้งพระมหาปิฎกธรเป็นรัชทายาท พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 7 ปี ต่อมาได้มอบราชสมบัติให้พระมหาปิฎกธรเป็นกษัตริย์หงสาวดีและมีพระนามตามจารึกไว้ในหลักศิลากัลยาณีว่า พระเจ้ารามาธิบดี แต่พงศาวดารรามัญเรียกว่า พระเจ้าธรรมเจดีย์ หรือ พระมหาปิฎกธร [5]

พระราชกรณียกิจ[แก้]

พระนางเชงสอบูทรงเป็นพุทธมามกะซึ่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา อีกทั้งในวัยเยาว์ก็มีพระทัยมุ่งมั่นในการศึกษาพระไตรปิฏก จึงทำให้ในรัชสมัยของพระองค์พระพุทธศาสนาในเมืองหงสาวดีเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ยังได้บริจาคทองคำเท่าหนักของพระองค์เพื่อตีและหุ้มพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง[6] แม้หลังสละราชสมบัติแล้วพระองค์ยังทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อ จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2013

พบกับสามเณรแห่งวัดศรีปรางค์[แก้]

พระองค์ทรงได้นิมนต์สามเณรแห่งวัดศรีปรางค์เข้ามาแสดงพระธรรมเทศนาในพระราชวังเป็นประจำ ซึ่งสามเณรท่านนี้เทศนาได้ดีและเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ จึงได้รับสามเณรท่านนี้มาเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาเมื่อสามเณรท่านนี้ได้มีอายุครบที่จะสามารถอุปสมบทได้แล้ว พระองค์ก็ทรงจัดงานอุปสมบทขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามธรรมเนียมของเชื้อพระวงศ์ (บุตรบุญธรรม) และได้รับสมญานามว่า "พระมหาปิฏกธร" นั้นเอง

เชิงอรรถ[แก้]

  1. ประชุมพงศาวดารขอม เรียก พระยาแก่ท้าว

อ้างอิง[แก้]

  1. ภาพกษัตริย์มอญที่สำคัญ ๙ พระองค์
  2. หลวงวิจิตรวาทการ พลตรี.งานค้นคว้าเรื่องชนชาติไทย. กรุงเทพฯ:สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2549. หน้า 214
  3. Kala Vol. 2 2006: 58
  4. (Harvey, 1925, 368)
  5. เอกกษัตรีแห่งแผ่นดินมอญ | ThaiGoodView.com
  6. (Halliday, 2000, p. 101)

บรรณานุกรม[แก้]

  • Forchammer Notes on the Early History and Geography of British Burma – I. The Shwedagon Pagoda, II. The First Buddhist Mission to Suvannabhumi, publ. Superintendent Government Printing, Rangoon 1884.
  • Fraser (1920) "Old Rangoon" Journal of the Burma Research Society, volume X, Part I, pp. 49–60.
  • Furnivall, Syriam Gazetteer.
  • Guillon, Emmanuel (tr. ed. James V. Di Crocco) (1999) The Mons: A civilization of Southeast Asia, Bangkok: The Siam Society.
  • Halliday, Robert (2000) (Christian Bauer ed.) The Mons of Burma and Thailand, Volume 2. Selected Articles, Bangkok: White Lotus.
  • Harvey, G.E. (1925) History of Burma: From the earliest times to 10 March 1824 the beginning of the English conquest, New York: Longmans, Green, and Co.
  • Sayadaw Athwa [The Monk of Athwa], Burmese translation of his Talaing History of Pegu used by Phayre, now in the British Museum, being manuscripts OR 3462-4.
  • Saya Thein (1910) "Shin Sawbu," Journal of the Burma Research Society

[Summarizing the "Thaton-hnwe-mun Yazawin" below, but also giving the slightly different chronology of the Burmese chronicle "Hmannan Yazawin"]

  • Saya Thein (1912) "Rangoon in 1852" Journal of the Burma Research Society.
  • Schmidt, P.W. (1906) Slapat ragawan datow smim ron. Buch des Ragawan, der Konigsgeschichte, publ. for Kais. Akademie der Wissenschaften by Holder, Vienna, pp. 133–135
  • Shorto, Harry Leonard (1958) "The Kyaikmaraw inscriptions," Bulletin of the School of Oriental and African Studies (BSOAS), 21(2): 361–367.
  • Shorto (1971) A dictionary of Mon inscriptions from the sixth to the sixteenth centuries. London: Oxford University Press.
  • Shorto (tr.) (no date) Unpublished typescript translation of pp. 34–44, 61–264 of Phra Candakanto (ed.) Nidana Ramadhipati-katha (or as on binding Rajawamsa Dhammaceti Mahapitakadhara), authorship attributed to Bannyadala (c. 1518–1572), Pak Lat, Siam, 1912.
  • Singer, Noel F. (1992) "The Golden Relics of Bana Thau," Arts of Asia, September–October, 1992. [Contains many interesting and original historical interpretations]
  • Thaton-hnwe-mun Yazawin, unpublished manuscript cited in Harvey, p. 117, the facts about Baña Thau in this chronicle are summarised in (Hmawbi Saya Thein, 1910)
  • Athwa, Sayadaw (1785). Mon Yazawin (Slapat Rajawan) (ใน Burmese) (1922 ed.). Yangon: Burma Publishing Workers Association Press. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]