ข้ามไปเนื้อหา

พระเจ้าอลองพญา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าอลองพญา
အလောင်းဘုရား
กษัตริย์แห่งโก้นบอง
พระบรมราชานุสาวรีย์อลองพญาที่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ย่างกุ้ง
พระมหากษัตริย์พม่า
ครองราชย์29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1752  11 พฤษภาคม ค.ศ. 1760[1][2]
ราชาภิเษก17 เมษายน ค.ศ. 1752
ก่อนหน้าพระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดี
ถัดไปพระเจ้ามังลอก
พระราชสมภพ24 สิงหาคม [ตามปฏิทินเก่า: 13 สิงหาคม] ค.ศ. 1714
วันศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือนตอตะลี่น 1076 ME[3]
มุกโชโบ
อองเซยะ
สวรรคต11 พฤษภาคม ค.ศ. 1760(1760-05-11) (45 ปี)
วันอาทิตย์ แรม 12 ค่ำ เดือนกะโซน 1122 ME[3]
Kinywa เมาะตะมะ
ฝังพระศพพฤษภาคม ค.ศ. 1760
ชเวโบ
ชายาพระนางยุนซาน
พระราชบุตร
กับพระองค์อื่น ๆ...
พระเจ้ามังลอก
พระเจ้ามังระ
พระเจ้าปดุง
พระนามเต็ม
Sīri Pavara Vijaya Nanda Jatha Mahādhammarāja
သီရိ ပဝရ ဝိဇယ နန္ဒ ဇဌ မဟာ ဓမ္မရာဇ
ราชวงศ์โก้นบอง
พระราชบิดามี่นโญซาน
พระราชมารดาซอเญ่นอู้
ศาสนาพุทธเถรวาท

พระเจ้าอลองพญา หรือ พระเจ้าอลองพญารี (พม่า: အလောင်းမင်းတရား อะล่องมี่นตะย่า หรือ အလောင်းဘုရား อะล่องพะย่า; มีความหมายว่า "หน่อพระพุทธเจ้า"; สิงหาคม ค.ศ. 1714 – 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1760) เป็นพระมหากษัตริย์พม่าระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1752 ถึง 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1760 รวมได้ 8 ปี 51 วัน เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โก้นบองซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า พระองค์กำเนิดเป็นสามัญชน โดยเป็นผู้นำหมู่บ้านแถบพม่าตอนบน สามารถรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นปราบปรามมณีปุระ กอบกู้ล้านนาคืนจากอยุธยา และขับชาวอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งให้การสนับสนุนอาณาจักรหงสาวดีใหม่ของชาวมอญ พระองค์ก่อตั้งเมืองย่างกุ้งในปี ค.ศ. 1755 พระองค์สวรรคตจากพระอาการประชวรระหว่างการบุกอาณาจักรอยุธยา

ทางพม่าถือว่าพระองค์เป็นกษัตริย์พม่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 พระองค์ เนื่องจากทรงรวบรวมประเทศได้อีกเป็นครั้งที่สาม (อีกสองพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งอาณาจักรพุกาม และพระเจ้าบุเรงนอง แห่งราชวงศ์ตองอู)

พระราชประวัติ

[แก้]

พระเจ้าอลองพญาเสด็จพระราชสมภพเป็นสามัญชนธรรมดา นามว่า อองเซยะ (အောင်ဇေယျ) ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ "มุกโชโบ" หรือ "ชเวโบ" หมู่บ้านไม่กี่ร้อยหลังคาเรือนในเขตแม่น้ำมู่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 60 ไมล์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังวะ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1714 โดยพระราชสมภพในครอบครัวผู้ดีซึ่งเคยปกครองหุบเขามู่มาหลายชั่วอายุคน บิดาเป็นผู้นำหมู่บ้านมุกโชโบสืบต่อจากบรรพบุรุษ และลุงซีตามี่นจี้ (စည်သာမင်းကြီး) เป็นขุนนางในเขตหุบเขามู่ ด้วยพระองค์อ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากผู้บังคับบัญชาทหารม้าสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 พระอนุชาของพระเจ้าโม่ญี่นตะโด้ ซึ่งหมายถึงว่าพระองค์สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรพุกามด้วยพระองค์มาจากครอบครัวใหญ่ และมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดและการแต่งงานกับครอบครัวผู้ดีอื่น ๆ อีกมากในพื้นที่หุบเขานั้น ในปี ค.ศ. 1730 อองเซยะแต่งงานกับพระนางยู่นซาน ลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งสองมีลูกชาย 6 คน และลูกสาว 3 คน โดยลูกสาวคนที่ 4 เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็ก

อองเซยะปฏิบัติกิจที่สำคัญ คือ ปราบปรามมอญที่ขึ้นมามีอิทธิพลแทนที่ชาวพม่าหลังการล่มสลายของราชวงศ์ตองอู จนได้รับชัยชนะเด็ดขาดในปี ค.ศ. 1757 โดยใช้เวลา 8 ปี และตั้งพระนาม "อลองพญา" เสมือนพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์เสด็จมาปราบยุคเข็ญ และยังได้สถาปนาศูนย์กลางของอาณาจักรพม่าขึ้นใหม่ที่เมืองชเวโบ ก่อนที่จะย้ายมาที่อังวะในยุคหลัง โดยมีเมืองอื่น ๆ รายล้อม เช่น อมรปุระ มณีปุระ ซะไกง์ เป็นต้น อีกทั้งพระองค์ยังเป็นผู้พัฒนาเมืองย่างกุ้งและพระราชทานชื่อเมืองนี้ใหม่เป็นภาษาพม่า จากเดิมที่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ รัชสมัยของพระองค์มักมีการเปลี่ยนชื่อเมืองและสถานที่สำคัญโดยมีเลตเว นอระธาเป็นมหากวีที่ปรึกษาแก่พระองค์ ตามความเชื่อด้านโหราศาสตร์ เพื่อเป็นสิริมงคลเสริมพระบารมีและสร้างความชอบธรรมในการปกครองด้วย เนื่องจากภูมิหลังของพระองค์ไม่ได้มีเชื้อสายกษัตริย์ แต่สามารถต่อสู้ศัตรูแล้วจึงปราบดาภิเษก[4]

นอกจากนี้แล้วในทางพุทธศาสนา นอกจากพระองค์จะใช้พระนามที่ให้เชื่อว่าพระองค์เป็นเสมือนพระโพธิสัตว์เสด็จมาปราบยุคเข็ญแล้ว พระองค์ยังเป็นองค์ศาสนูปถัมภกที่สำคัญ โดยสนับสนุนศาสนามีพระจริยวัตรที่ธรรมะธัมโม สนับสนุนให้ราษฎรไม่ทำผิดศีล เป็นต้น

พระเจ้าอลองพญาเสด็จสวรรคตระหว่างทางกลับจากการทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยารัชสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ก่อนจะมาสงครามพระองค์ส่งพระราชสาสน์ถึงพระเจ้าจอร์จที่ 2 แห่งบริเตนใหญ่เพื่อแจ้งเหตุสงครามครั้งนี้ โดยอ้างสิทธิ์ของพม่าเหนืออยุธยาแต่ครั้งพระเจ้าบุเรงนองและอ้างว่าพระองค์เป็นพระเจ้าช้างเผือกหรือพระเจ้าจักรพรรดิ ตามพงศาวดารไทยระบุว่า พระองค์สวรรคตเพราะปืนใหญ่แตกที่วัดหน้าพระเมรุ แต่ทางพงศาวดารพม่าระบุว่าสวรรคตเพราะประชวร

พระเจ้าอลองพญาทรงครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1752–1760[5]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้]

มีนักแสดงผู้รับบท พระเจ้าอลองพญา ได้แก่

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Maung Maung Tin Vol. 1 1905: 52
  2. Buyers, Alaungpaya
  3. 1 2 Maung Maung Tin Vol. 1 1905: 246
  4. ชัยวัฒน์ ปะสุนะ, "สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในจดหมายเหตุพม่า," เก็บถาวร 2021-11-06 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 7(2) (กรกฎาคม-ธันวาคม 2562), หน้า 164.
  5. U Tin, Konbaungzet Yazawindawgyi, Vol.1 (Mandalay: Reprint Rangoon, 1922: 'Rajadhiraja Vilasini of The Manifestation of the King of Kings; Maung Tin (tr) JBRS, Vol.IV part 1, April 1914; Taw Sein Ko, 'A Preliminary Study of the Po: U :Daung Inscription of Sinbyuyin, 1774 AD; 'The Indian Antiquary 12 (1983) ; Khin Khin Sein (ed.) Alaung Mintayagyi Ameindawmya (Edits of Alaungpaya), (Rangoon: Burma Historical Commission, 1964), Edit No.33: Letwenawrahta, Alaung Mintayagyi Ayedawpon (Biography of Alaungpaya), (Rangoon: Ministry of Culture, 1957)

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Charney, Michael W. (2006). Powerful Learning: Buddhist Literati and the Throne in Burma's Last Dynasty, 1752–1885. Ann Arbor: University of Michigan.
  • Hall, D.G.E. (1960). Burma (3rd ed.). Hutchinson University Library. ISBN 978-1-4067-3503-1.
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
  • James, Helen (2004). "Burma–Siam Wars". ใน Ooi, Keat Gin (บ.ก.). Southeast Asia: a historical encyclopedia, from Angkor Wat to East Timor, Volume 2. ABC-CLIO. ISBN 1-57607-770-5.
  • Koenig, William J. (1990). "The Burmese Polity, 1752–1819: Politics, Administration, and Social Organization in the early Kon-baung Period", Michigan Papers on South and Southeast Asia, Number 34. Ann Arbor: University of Michigan.
  • Kyaw Thet (1962). History of Union of Burma (ภาษาพม่า). Yangon: Yangon University Press.
  • Letwe Nawrahta; Maha Sithu of Twinthin (1961) [c. 1770]. Hla Thamein (บ.ก.). Alaungpaya Ayedawbon (ภาษาพม่า). Ministry of Culture, Union of Burma.
  • Lieberman, Victor B. (1996), "Political Consolidation in Burma Under the Early Konbaung Dynasty, 1752-c. 1820.", Journal of Asia History, vol. 30 no. 2, pp. 152–168
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7.
  • Maung Maung Tin, U (1905). Konbaung Hset Maha Yazawin (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2004 ed.). Yangon: Department of Universities History Research, University of Yangon.
  • Myint-U, Thant (2006). The River of Lost Footsteps—Histories of Burma. Farrar, Straus and Giroux. ISBN 978-0-374-16342-6.
  • Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta.
  • Royal Historical Commission of Burma (1832). มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว (ภาษาพม่า). Vol. 3 (2003 ed.). Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
  • South, Ashley (2003). Mon Nationalism and Civil War in Burma: the Golden Sheldrake. Psychology Press. ISBN 0-7007-1609-2.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
ก่อนหน้า พระเจ้าอลองพญา ถัดไป
สิ้นสุดราชวงศ์ตองอู พระมหากษัตริย์พม่า
(อาณาจักรพม่ายุคที่ 3)

(ค.ศ. 1752–1760)
พระเจ้ามังลอก