ข้ามไปเนื้อหา

พระเจ้าราชาธิราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชาธิราช
ရာဇာဓိရာဇ်
พระบรมรูปของพระเจ้าราชาธิราชที่เมืองกะมาแวะ รัฐมอญ
พระเจ้าหงสาวดี
ครองราชย์4 มกราคม ค.ศ. 1384 – ป. ธันวาคม ค.ศ. 1421
ราชาภิเษก5 มกราคม ค.ศ. 1384
ก่อนหน้าพระยาอู่
ถัดไปพญาธรรมราชา
อัครมหาเสนาบดีร่วมสมิงชีพราย (1384–1388)
สมิงพ่อเพ็ชร (1388–1413)
อำมาตย์ทินมณิกรอด (1388–1421)
พระราชสมภพ28 มกราคม ค.ศ. 1368
วันศุกร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว มรันมาศักราช 729
โดนวู่น
อาณาจักรเมาะตะมะ
สวรรคต29 ธันวาคม ค.ศ. 1421 (53 พรรษา)
วันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว มรันมาศักราช 783
Kama Thamein Paik
อาณาจักรหงสาวดี
ฝังพระศพพะโค
ชายาตะละแม่ท้าว (1383–1390)
พระนางปิยราชเทวี (1383–1392; อัครมเหสี)
พระนางราชเทวีเม้ยโอนนอง (1392–1421; อัครมเหสี)
พระนางโลกเทวี มเว เอาก์ (1392–1421)
พระนางสิริมายาเทวี มิ อูซี (1392–1421)
พระราชบุตร
กับพระองค์อื่น ๆ...
พ่อลาวแก่นท้าว
พญาธรรมราชา
พญารามที่ 1
พญาเกียรติ์แห่งเมาะตะมะ
พญาจักร์แห่งตะเกิง
พระนางเชงสอบู
พระนามเต็ม

Smiṅ Su Ta So Ma Rā Jā ออกเสียง
สมิงสุตโสมราชา
ราชวงศ์หงสาวดี (ฟ้ารั่ว)
พระราชบิดาพระยาอู่
พระราชมารดาพระนางสิริมายาเทวี
ศาสนาพุทธเถรวาท

พระเจ้าราชาธิราช (มอญ: သၟိၚ်ရာဇာဓိရာတ်, ออกเสียง[note 1]; พม่า: ရာဇာဓိရာဇ်, เสียงอ่านภาษาพม่า: [jàzàdəɹɪ̀ʔ] หรือ [jàza̰dəɹɪ̀ʔ] หย่าซาดะยิต; ค.ศ. 1368–1421) มีพระนามเดิมว่า พญาน้อย (มอญ: ဗညာနဲ, ออกเสียง; พม่า: ဗညားနွဲ့, [bəɲá nwɛ̰]) หรือ มังสุระมณีจักร์ (มอญ: ပသုံပါၚ်စက် ; พม่า: ပသုန်ပန်စက် )[1] ทรงเป็นกษัตริย์มอญแห่งราชอาณาจักรหงสาวดี ระหว่างปี ค.ศ. 1384–1421 (พ.ศ. 1927–1964) ซึ่งได้รับการนับถือว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มอญและพม่า พระองค์ประสบความสำเร็จในการรวบรวมดินแดนที่พูดภาษามอญทั้ง 3 แห่งในพม่าตอนล่างให้เป็นเอกภาพ และสามารถต้านทานการรุกรานของอาณาจักรอังวะซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชนที่พูดภาษาพม่าในพม่าตอนบนไว้ได้ในช่วงสงครามสี่สิบปี (ค.ศ. 1385–1424)

พระเจ้าราชาธิราชทรงก้าวขึ้นสู่อำนาจในพระชนม์ 16 พรรษา หลังจากทรงก่อกบฎต่อพระยาอู่ผู้เป็นพระราชบิดา และสามารถควบคุมหัวเมืองของพะโคได้เกือบจะทั้งหมด ด้วยเจตจำนงอันมุ่งมั่งและความเป็นผู้นำทางการทหารอันโดดเด่น พระองค์จึงมิเพียงแค่สามารถต่อต้านการรุกรานของอาณาจักรอังวะในระลอกแรก (ระหว่างปี ค.ศ. 1385–1391) ได้เท่านั้น แต่ยังทรงรวบรวมพระราชอาณาจักรของพระองค์ให้เป็นปึกแผ่นได้ในคราวเดียวกัน หลังจากที่ทรงผลักดันให้พะโคเรืองอำนาจขึ้นเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคได้แล้ว พระองค์ยังได้ก่อสงครามใหม่ต่ออังวะถึง 2 ครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1400 และสามารถต้านทานการตอบโต้อย่างรุนแรงของอังวะได้ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากเจ้าฟ้าไทใหญ่เมืองแสนหวีและกองทัพจีนราชวงศ์หมิง ระหว่างปี ค.ศ. 1401–1418 พระองค์ได้ปะทะกันตัวต่อตัวกับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง กษัตริย์แห่งอังวะ และมังรายกะยอชวาผู้เป็นรัชทายาท ในหลายสมรภูมิ ทั้งในพม่าตอนบน พม่าตอนล่าง และรัฐยะไข่

เรื่องราวในชีวิตของพระองค์ได้ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารชื่อ ราชาธิราช พระองค์ทรงถูกจดจำในฐานะบุคคลผู้มีคุณลักษณะที่ซับซ้อนอย่างยิ่งผู้หนึ่ง ทั้งในฐานะผู้นำทางการทหารผู้ประสบความสำเร็จในการรักษาอาณาจักรของตนเองให้มีอิสระ นักบริหารผู้มีความสามารถในการจัดการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ และบุรุษผู้มากด้วยวิตกจริตและเปี่ยมโทสะ ซึ่งผลักดันให้บุคคลผู้ใกล้ชิดจำนวนมากต้องประสบกับมรณกรรม เรื่องราวการสู้รบระหว่างพระองค์กับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องและมังรายกะยอชวายังคงถูกเล่าขานในวัฒนธรรมสมัยนิยมของพม่าสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ปฐมวัย

[แก้]
พระยาน้อย (พระเจ้าราชาธิราช) แม้ว่าจะเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระยาอู่ แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของพระราชบิดาอย่างยิ่ง และทรงถูกพระราชบิดาบริภาษต่อหน้าธารกำนัลอยู่เสมอตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ จึงทรงอยู่ในความอุปการะของพระมหาเทวีแห่งหงสาวดีผู้เป็นพระปิตุจฉามาโดยตลอด (ภาพประกอบนิยายอิงพงศาวดารมอญ เรื่อง ราชาธิราช ฉบับจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บริการ พ.ศ. 2489)

พระเจ้าราชาธิราชเป็นพระราชโอรสในพระยาอู่พระเจ้าช้างเผือกแห่งเมาะตะมะกับพระนางสิริมายาเทวี เสด็จพระราชสมภพที่เมืองวาน เมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1368[2] มีพระนามเมื่อแรกประสูติตามหลักโหราศาสตร์ว่า ปะซุมไปง์เจะ (มอญ: ပသုံပါၚ်စက်; พม่า: ပသုန်ပန်စက်) ("ผู้มีลิ้นเป็นจักร") หรือตามที่เรียกในหนังสือราชาธิราชภาษาไทยว่า มังสุระมณีจักร เนื่องจากพระองค์มีรอยปานที่พระชิวหา (ลิ้น) แต้มจุดคล้ายรูปจักร ต่อมาจึงได้รับการเฉลิมพระนามในฐานะเชื้อพระวงศ์อย่างเป็นทางการว่า พญาน้อย หรือ พระยาน้อย (มอญ: ဗညာနဲ, ออกเสียง, พม่า: ဗညားနွဲ့, [bəɲá nwɛ̰]).[note 2] พระราชมารดาของพระองค์เสด็จสวรรคตหลังจากมีพระประสูติกาลมินานนัก พระมหาเทวีผู้เป็นพระปิตุจฉา (ป้า) จึงเป็นผู้ถวายการอภิบาลพระยาน้อยมาตลอด เสมือนว่าเป็นพระราชมารดาบุญธรรม[3]

ในวัยแรกเกิด พระยาน้อยเจริญพระชนม์ขึ้นในเมืองตะเกิง (ปัจจุบันเป็นย่านชานเมืองของนครย่างกุ้ง) ก่อนจะต้องย้ายตามพระปิตุจฉาไปประทับ ณ เมืองพะโคในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1370[note 3] แม้จะไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดก็ตาม แต่พระยาน้อยก็มิได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระราชบิดาของพระองค์เองเลย ในหนังสือราชาธิราชฉบับภาษาไทยได้บันทึกไว้ว่า พระยาอู่ได้ทอดพระเนตรลักษณะพระยาน้อยในวัยเยาว์แล้วมิพอพระทัย มักตรัสบริภาษให้บรรดาผู้ถวายการรับใช้ได้ยินอยู่เนือง ๆ ว่า "อ้ายพระยาน้อยนี้มันเปนบุตรของกูก็จริง แต่ว่ารูปร่างมันหาเหมือนกูไม่ ผมก็หยิก น่องทู่ ตาพอง ลักษณะคนสามหาวหยาบช้าใจฉกรรจ์" เมื่อเจริญวัยขึ้น พระยาน้อยก็มิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทผู้สืบราชบัลลังก์ทั้งที่ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่อันประสูติแต่พระอัครมเหสีองค์แรก[3] ซ้ำร้ายพระราชบิดาของพระองค์ยังโปรดปรานในตัวพ่อขุนเมือง พระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งซึ่งประสูติแต่พระนางสิริราชเทวี จนทรงตั้งให้เป็นรัชทายาท แม้พ่อขุนเมืองนั้นจะมีพระชนมายุอ่อนกว่าพระยาน้อยก็ตาม[4]

ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกระหว่างพระยาอู่กับพระยาน้อยนับวันมีแต่จะยิ่งเสื่อมทรามลง เมื่อย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ พระยาน้อยก็ยิ่งกลายเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้ น้ำใจหยาบช้า และดุร้ายในสายพระเนตรของพระราชบิดายิ่งขึ้น จนพระยาอู่ซึ่งมีพระพลานามัยทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ นับแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1370 ได้สั่งเสียกับพระมหาเทวีผู้เป็นพระเชษฐภคินีไว้ว่า หากวันใดพระองค์สิ้นบุญลงแล้ว อย่าได้ยกราชสมบัติให้แก่พระยาน้อยเป็นอันขาด มิเช่นนั้นขุนนาง ข้าราชการ สมณพราหมณ์ และประชาชนทั้งหลายจะได้รับความเดือดร้อน และควรยกราชสมบัติให้แก่พ่อขุนเมืองแทน[5]

ทะยานขึ้นสู่อำนาจ

[แก้]

ความขัดแย้งต่อพระราชบิดา

[แก้]

พระยาน้อยทรงตอบสนองต่อพระราชบิดาอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในช่วงปี ค.ศ. 1382–1383 พระองค์ก็ได้กระทำการอันทำให้พระราชบิดาของพระองค์ทรงพระพิโรธอย่างยิ่ง อันดับแรกคือ พระยาน้อยซึ่งในเวลานั้นมีพระชนมายุได้ 14 พรรษา ได้ลักลอบได้เสียกับตะละแม่ท้าว ผู้ซึ่งเป็นพระกนิษฐภคินีร่วมพระราชมารดา คู่รักทั้งสองถูกจับได้อย่างรวดเร็ว พระยาอู่ทรงพระพิโรธต่อเรื่องนี้มากและได้มีพระราชโองการให้จำคุกพระยาน้อยเสีย พระมหาเทวีต้องเฝ้าอ้อนวอนไกล่เกลี่ยให้พระยาอู่ทรงคลายพระพิโรธหลายครั้ง กว่าจะทรงยอมปล่อยพระยาน้อยและพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระยาน้อยทรงเสกสมรสกับตะละแม่ท้าวได้[5] แต่การเสกสมรสนั้นก็ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ได้เพียงเล็กน้อย ซ้ำร้ายกว่านั้น พระยาน้อยก็ยิ่งคิดเห็นไปอีกว่า พระมหาเทวีซึ่งเริ่มทรงมีพระราชอำนาจในการว่าราชการแผ่นดินโดยพฤตินัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่พระองค์กำลังเผชิญอยู่ พระองค์ถูกสมิงชีพราย เสนาบดี โน้มน้าวพระทัยให้เชื่อว่า พระมหาเทวีผู้เป็นพระราชมารดาบุญธรรมนั้นมีแผนที่จะยกย่องให้สมิงมะราหูซึ่งเป็นคู่รัก (และเป็นพระชามาดาหรือน้องเขยของพระยาน้อย) ได้ขึ้นครองราชสมบัติ[6][7] ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1383 พระยาน้อยจึงทิ้งพระชายาซึ่งกำลังทรงครรภ์ไว้เพียงลำพัง ลอบหนีออกจากวังเมืองพะโคไปพร้อมกับไพร่พลจำนวน 30 คน มุ่งหน้าไปยังเมืองตะเกิงและยึดอำนาจจากเจ้าเมืองตะเกิงตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ที่นั่น[note 4]

ในชั้นแรกไม่มีใครให้ความสนใจต่อเหตุการณ์นี้มากนั้น ความจริงการจับกุมตัวควรจะเกิดขึ้นโดยเร็วเช่นเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่สมิงชีพรายกลับถวายคำแนะนำแก่พระมหาเทวีว่าไม่ควรลงมือทำการใด ๆ โดยมองว่าเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงการกระทำของคนวัยฉกรรจ์ขาดความยั้งคิด มิได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น[8] พระมหาเทวีทรงเห็นด้วยกับคำแนะนำของสมิงชีพราย และมีพระราชสาส์นเรียกตัวให้พระยาน้อยกลับมายังพะโค พระยาน้อยจึงมีพระราชสาส์นประนีประนอมตอบกลับมา โดยกล่าวว่าจะเสด็จกลับพะโคในอีกสามเดือนให้หลัง[9] แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงอุบายเพื่อถ่วงเวลา โดยพระองค์ได้ใช้เวลานี้ลักลอบชักชวนให้บรรดาเจ้าเมืองรอบ ๆ เขตเมืองตะเกิงให้เข้ามาร่วมเป็นพวกเดียวกันและสะสมผู้คนไว้เป็นกำลังรบ กระทั่งเมื่อถึงเดือนสิงหาคม พระองค์ก็เชื่อมั่นว่าทรงได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในท้องถิ่นมากเพียงพอ จึงส่งทูตออกไปเกลี้ยกล่อมผู้คนเพิ่มเติมในเขตเมืองเมาะตะมะและเมืองมย่องเมียะ[10] ไม่ช้าข่าวแผนการก่อกบฏนี้ก็ล่วงรู้ไปถึงเมืองพะโค แต่ถึงกระนั้นพระมหาเทวีก็ยังทรงหวังที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า จึงทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้เคลื่อนทัพปราบกบฏอย่างไม่เต็มพระทัยนัก โดยตั้งพระทัยว่าจะให้เคลื่อนทัพได้เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้ว[11]

ก่อกบฏโดยเปิดเผย

[แก้]
ภาพวาดศิลปะพม่าในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฝีมือของซะยาโชน แสดงภาพการใช้เศวตฉัตรเป็นเครื่องยศสำหรับพระมหากษัตริย์
พระมหาเทวีมอบหมายให้สมิงมะราหูเป็นแม่ทัพใหญ่ยกพลไปปราบพระยาน้อย โดยมีสมิงชีพรายทำหน้าที่คุมกองหลัง (ภาพประกอบนิยายอิงพงศาวดารมอญ เรื่อง ราชาธิราช ฉบับจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บริการ พ.ศ. 2489)

พระยาน้อยเองก็จำเป็นต้องถ่วงเวลาให้เนิ่นช้าออกไปเช่นกัน พระองค์ได้จัดกำลังป้องกันไว้รอบเมืองตะเกิงแล้ว แต่ก็ยังขาดแคลนกำลังพล ถึงแม้พระองค์จะเป็นฝ่ายริเริ่มชักชวนพันธมิตรก่อน แต่พระองค์ก็มิได้รับการสนับสนุนจากสมิงพระตะบะ เจ้าเมืองเมาะตะมะ และสมิงเลิกพร้า เจ้าเมืองมย่องเมียะ[12] ขณะเดียวกันในเดือนตุลาคม พระยาอู่ผู้ทรงพระประชวรหนักก็ได้พระราชทานอำนาจแก่พระมหาเทวีให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทรงใช้พระเศวตฉัตร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งองค์อธิปัตย์ตามธรรมเนียมมอญและพม่า[note 5] และให้ออกพระนามในทางราชการว่า "มังมหาเทวี" ("พระแม่เจ้าอยู่หัวมหาเทวี")[13] เมื่อทรงได้รับสำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว พระมหาเทวีจึงทรงแต่งตั้งให้สมิงมะราหูและสมิงชีพรายเป็นแม่ทัพในการปราบกบฏพระยาน้อย กองทัพดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยสามทัพจากเมืองพะโค เมืองเมาะตะมะ และเมืองมย่องเมียะ ได้เคลื่อนพลไปยังเมืองตะเกิงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1383[note 6]

แผนของพระยาน้อยคือหลีกเลี่ยงการปะทะกับทัพใหญ่ทั้งหมดของกองทัพปราบกบฏ พระองค์ได้รับการช่วยเหลือจากสมิงชีพรายในการช่วยยั้งทัพทั้งสามไว้เมื่อกองทัพเดินทางมาถึงยังเขตนอกกำแพงเมืองตะเกิง จากนั้นพระองค์จึงส่งคณะทูตไปยังทัพเมืองเมืองเมาะตะมะและเมืองมย่องเมียะอีกครั้ง เพื่อแจ้งว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะพระองค์กับพระมารดาเลี้ยงเท่านั้น คณะทูตในนาทีสุดท้ายชุดนี้ทำการได้ผล สมิงเลิกพร้าซึ่งนำทัพเมืองมย่องเมียะได้สรุปว่า การมิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการรบครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออำนาจการปกครองอย่างกึ่งอิสระของตนเองมากกว่า จึงสั่งให้เลิกทัพเมืองมย่องเมียะกลับเมือง ฝ่ายทัพเมืองเมาะตะมะเองก็ได้ข้อสรุปเดียวกันและตัดสินใจถอนทัพเช่นกันในอีกไม่กี่วันถัดมา[14] เวลานี้จึงเหลือแค่เพียงกองทัพพะโคเท่านั้น ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1383[note 7] พระยาน้อยเคลื่อนทัพเข้าปะทะกับกองหน้าของทัพพะโคภายใต้การบัญชาของสมิงมะราหู กองทัพสมิงะราหูเสียทีและกองหลังของสมิงชีพรายก็แกล้งรั้งรอไม่ยกขึ้นมาช่วยสมทบ สมิงมะราหูจึงเสียขวัญและแตกหนีไป[15]

การปะทะดังกล่าวเป็นเพียงการโจมตีขนาดย่อม แต่ยังผลให้พระยาน้อยผงาดขึ้นเป็นผู้แข่งขันชิงราชบัลลังก์พะโคอย่างจริงจังในทันที บัดนี้ราชสำนักพะโคจำต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่พระยาน้อยจะได้ครองราชสมบัติอย่างจริงจัง และขั้วอำนาจของสมิงชีพรายกับสมิงมะราหูก็ได้แตกแยกกันโดยเกิดเผยจากการยกทัพปราบกบฏครั้งนี้[15] ครั้นเมื่อทรงได้ข่าวความสับสนภายในราชสำนักจากสมิงชีพรายแล้ว พระยาน้อยก็เคลื่อนทัพมุ่งตรงมายังเมืองพะโค ณ เวลานั้น อำนาจของพระมหาเทวีก็อ่อนแอลงไปมาก เมื่อพระยาน้อยและกองทัพขนาดย่อมของพระองค์ยกมาถึงนอกกำแพงเมืองพะโคในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1383[note 8] พระนางก็มิอาจทำประการใดได้ นอกจากคอยหลบซ่อนพระองค์อยู่ภายในเขตกำแพงเมืองพะโคเท่านั้น[16]

เถลิงราชสมบัติ

[แก้]
มงกุฎพิธีการซึ่งอุทิศถวายพระบรมธาตุเจดีย์ชเวดากอง สร้างขึ้นในช่วงครึ่งหลังแห่งรัชกาลของพระเจ้าราชาธิราช (ราว ค.ศ. 1400–1420)[17]
พระเจ้าราชาธิราชให้จัดกระบวนเรือรับนางเม้ยมะนิกมาเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และตั้งพระนางเป็นพระมเหสีนามว่า พระนางปิยราชเทวี (ภาพประกอบนิยายอิงพงศาวดารมอญ เรื่อง ราชาธิราช ฉบับจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บริการ พ.ศ. 2489)

ภาวะชะงักงันสิ้นสุดลงด้วยการสวรรคตของพระยาอู่เมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1384 สมิงมะราหูพยายามแสวงหาเสียงสนับสนุนจากในราชสำนัก แต่ไม่มีผู้ใดให้การสนับสนุน เขาจึงพยายามหนีไปพร้อมกับภรรยา แต่ก็ถูกตามจับตัวได้[18] ในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1384[note 9] ราชสำนักภายใต้การนำของสมิงชีพรายได้ถวายพระราชอำนาจแก่พระยาน้อย (ผู้ซึ่งมีพระชนมายุครบ 16 พรรษาเมื่อเพียง 4 วันก่อนหน้านั้น)[note 10] ในวันถัดมาคือวันที่ 5 มกราคม พระองค์ก็ได้กระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและได้รับการถวายพระนามในภาษาบาลีว่า ราชาธิราช[19] รอยด่างพร้อยประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ ตะละแม่ท้าว ผู้ซึ่งเป็นพระชายาองค์แรกเพิ่งจะมีพระประสูติกาลพ่อลาวแก่นท้าว พระโอรสองค์เดียวของพระองค์ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย เพราะทรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่งที่พระเจ้าราชาธิราชทรงทอดทิ้งพระองค์ไว้ที่พะโคเพียงลำพัง และยังทรงได้นางเม้ยมะนิก สตรีชาวเมืองตะเกิง มาเป็นชายาอีกผู้หนึ่งด้วย[20] พระเจ้าราชาธิราชทรงพระพิโรธและทรงเดินหน้ากระทำพระราชพิธิต่อ โดยจัดให้มีคนไปรับชายาชาวตะเกิงผู้นั้นมาเข้าพิธี และสถาปนาขึ้นเป็นเอกอัครมเหสีในพระนามว่า พระนางปิยราชเทวี[19]

ต้นรัชกาล

[แก้]

การรวบอำนาจที่หงสาวดี

[แก้]

สิ่งแรกๆ ที่พระเจ้าราชาธิราชทรงกระทำคือการรวบรวมพระราชอำนาจให้เป็นปึกแผ่น ทรงมิรั้งรอที่จะจัดการผู้ใดก็ตามที่สามารถจะท้าทายพระราชอำนาจของพระองค์ได้ พระองค์มีพระบัญชาให้ประหารสมิงมะราหูอย่างฉับพลัน[20] ทรงยอมรับคำถวายสัตย์ว่าจะจงรักภักดีของพ่อขวัญเมืองในทีแรก[21] แต่มิช้าก็ทรงกลับคำพูดแล้วมีพระราชบัญชาในจำขังพระราชอนุชาร่วมพระบิดาเสีย[22] (พ่อขวัญเมืองต้องถูกจำคุกอยู่นาน 5 ปี ก่อนจะถูกประหารชีวิตในที่สุด[22]) พระองค์ทรงยินยอมให้ยีกำกอง พระเชษฐาร่วมพระมารดาเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองทะละ-ตูนเต้ สาเหตุอาจเป็นเพราะยีกำกองสนับสนุนการก่อกบฏของพระองค์มาตั้งแต่ต้น และไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม พระองค์ก็ยังไม่สามารถยึดเมืองทะละในขณะนั้นได้ (พระองค์ยกทัพเข้ายึดเมืองทะละในภายหลังเมื่อ ค.ศ. 1388/89 และทรงให้ประหารชีวิตยีกำกองเสีย[23]) สำหรับพระมหาเทวี ทรงปฏิบัติต่อพระนางรุนแรงน้อยกว่าเจ้านายองค์อื่น พระองค์ยอมให้พระราชมารดาบุญธรรมยังคงสถานะเดิมในเมืองตะเกิงไว้ แต่จำกัดบทบาทให้เป็นไปในเชิงพิธีกรรมเท่านั้นอย่างเข้มงวด[24]

”ข้าพระพุทธเจ้าจักถวายความเคารพเฉพาะกษัตริย์ผู้ทรงไว้ด้วยพระมหาเศวตฉัตรเท่านั้น หาใช่กษัตริย์ผู้ทรงปราศจากเครื่องราชกกุธภัณฑ์ หากแม้นว่าพระองค์ทรงขุ่นเคืองพระทัย... และมีพระราชบัญชาประหารชีวิตข้าพระพุทธเจ้าแล้วไซร้ ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่สูญเสียสิ่งใดไปยิ่งกว่าชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าเอง... แต่รากฐานของการบริหารที่ดีจะถูกทำลายไปตลอดกาล ราษฎรจักถือว่าชะตากรรมของข้าพระพุทธเจ้าคือตัวอย่างของการสูญเสียชีวิตและทอดทิ้งภรรยาให้ตกระกำลำบาก เพราะความจงรักภักดีเฉพาะกษัตริย์ผู้ทรงได้รับการบรมราชาภิเษก และไม่ยอมเสนอตัวให้คำแนะนำรับใช้แก่ผู้ที่อ้างตนเป็นกษัตริย์ในภายหลัง ทัศนคติเช่นนี้... เป็นสิ่งที่ขัดต่อการบริหารที่ดีและจะทำลายความสงบในพระทัยของพระองค์เอง ทั้งบรรดาอาณาประชาราษฎร์และสมณชีพราหมณ์ก็จักเดือดร้อนทุกเส้นหญ้า หากว่าทัศนคติเช่นนี้แพร่หลายไปทั่วประเทศ"

อำมาตย์ทินมณิกรอดกราบทูลสนองต่อพระเจ้าราชาธิราช ว่าเหตุใดพระองค์จึงมีควรประหารชีวิตเขา[25]

แม้แต่ราชสำนักเองก็มิอาจล่วงพ้นเพลิงพิโรธของพระองค์ไปได้ ในชั้นแรกพระเจ้าราชาธิราชทรงวางแผนจะลงโทษบรรดาขั้วอำนาจในราชสำนักที่มิได้ให้การสนับสนุนพระองค์ พระองค์เกือบจะมีพระราชบัญชาให้ประหารชีวิตอำมาตย์ทินมณิกรอด ด้วยว่าอำมาตย์ผู้นี้ได้เจรจาอย่างองอาจว่า ความผิดของตนคือการถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ปัจจุบันเท่านั้น[26] เมื่อพระองค์ทรงตระหนักได้ว่า พระองค์จำเป็นต้องพึ่งพาอำมาตย์ทินยิ่งกว่าขั้วอำนาจของสมิงชีพราย พระองค์จึงพระราชทานอภัยโทษ[26][27] และทรงยอมรับคำถวายสัตย์ปฏิญาณของบรรดาข้าราชสำนักทั้งหมด [24]

หัวเมืองกบฎ

[แก้]

ในช่วงที่พระองค์ขึ้นเสวยราชสมบัติ พระเจ้าราชาธิราชทรงมีพระราชอำนาจที่แท้จริงเพียงแนวเขตฉนวนเมืองพะโค–ตะเกิง–สิเรียม–ทะละ เพียงเท่านั้น ไม่มีเจ้าเมืองหัวเมืองขึ้นอื่นใดให้การยอมรับพระองค์ ซึ่งมิเพียงบรรดาผู้สวามิภักดิ์ต่อหงสาวดีแต่เพียงในนามอย่างเจ้าเมืองมย่องเมียะและเจ้าเมืองเมาะตะมะเท่านั้น แม้แต่เจ้าเมืองที่เป็นข้าหลวงเดิมของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลก่อน เช่น สมิงสามแหลก ก็ปฏิเสธการยอมรับยุวกษัตริย์พระองค์นี้เช่นกัน พระเจ้าราชาธิราชจึงทรงถือว่าเจ้าเมืองเหล่านี้แข้งข้อต่อพระองค์ ถึงแม้ว่าพระองค์จะยังมิทรงลงมือจัดการในทันทีก็ตาม[28] โดยรวมแล้ว ดินแดนพม่าตอนล่างซึ่งพูดภาษามอญแตกออกเป็น 4 ขั้วอำนาจใหญ่ ดังนี้

ภูมิภาค เจ้าผู้ปกครอง หมายเหตุ
พะโค (หงสาวดี) พระเจ้าราชาธิราช เป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด; ภาคย่างกุ้งและภาคพะโคตอนใต้ในปัจจุบัน
มย่องเมียะ (มองมะละ, เขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี) สมิงเลิกพร้า มีประชากรกระจายตัวอย่างเบาบางไปทางตะวันตกของพะโค; ภาคอิรวดีในปัจจุบัน สมิงเลิกพร้าก่อกบฏเมื่อปี ค.ศ. 1364 และยอมสวามิภักดิ์ต่อพระยาอู่แต่เพียงในนามเมื่อราว ค.ศ. 1371
โดนวู่น (เมืองวาน, หัวเมืองเมาะตะมะตอนเหนือ) สมิงสามแหลก รัฐมอญตอนเหนือและรัฐกะเหรี่ยงตอนกลางในปัจจุบัน; สมิงสามแหลกเป็นข้าหลวงเดิมของพระยาอู่
เมาะตะมะ (หัวเมืองเมาะตะมะตอนใต้) สมิงพระตะบะ เมืองหลวงเก่าของอาณาจักร; รัฐมอญตอนใต้และรัฐกะเหรี่ยงตอนใต้ในปัจจุบัน สมิงพระตะบะยึดครองได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1364 และยอมสวามิภักดิ์ต่อพระยาอู่แต่เพียงในนามเมื่อ ค.ศ. 1371

กระนั้นก็ใช่ว่าพระเจ้าราชาธิราชจะทรงสูญเสียไปทุกสิ่ง ประการแรก พื้นที่ที่พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจควบคุมอย่างแท้จริงนั้นเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดและสามารถทำเกษตรกรรมได้ผลดีที่สุด[29] ในเชิงทฤษฎีแล้ว พระองค์จึงสามารถบำรุงรี้พลและแสวงหากำลังคนได้มากกว่าบรรดาคู่แข่งของพระองค์ ประการที่สอง สมิงสามแหลก ซึ่งต่อสู้ขับเคี่ยวกับสมิงพระตะบะอย่างขมขื่นมาตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1360 ประกาศตนว่าจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด[28] แม้แต่สมิงพระตะบะกับสมิงเลิกพร้าซึ่งเป็นพี่น้องกันและได้รวมกำลังกันต่อต้านพระยาอู่ ก็มิได้ร่วมมือกันเสียทีเดียว ด้วยสมิงเลิกพร้าเชื่อว่าบรรดาหัวเมืองบริวารจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภายนอก เพื่อตรึ่งกำลังฝ่ายพะโคที่มีคนมากกว่าเอาไว้—ในทำนองเดียวกับที่สองพี่น้องคู่นี้อาศัยการหนุนหลังจากอาณาจักรล้านนา เพื่อให้สามารถปกครองตนเองเป็นอิสระจากอำนาจของพะโคได้ในช่วงต้นศริสต์ทศวรรษที่ 1370[30] และในคราวนี้ สมิงเลิกพร้าก็หวังจะพึ่งพาการหนุนหลังจากอำนาจของอาณาจักรอังวะ แต่สมิงพระตะบะเลือกที่จะวางเฉยในเรื่องนี้ เนื่องจากเขตการปกครองของตนอยู่ติดกับบรรดารัฐไทใหญ่ต่าง ๆ ในปีแรกแห่งรัชกาลของพระเจ้าราชาธิราชนั้น จึงไม่ปรากฏว่าคู่แข่งของพระองค์ได้รวมกลุ่มต่อต้านพระองค์อย่างเหนียวแน่นแต่ประการใด

สงครามกับอังวะและการพิชิตหัวเมืองต่าง ๆ

[แก้]

สถานะอันน่าอึดอัดนี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน ในปี ค.ศ. 1385 สมิงเลิกพร้าได้แสวงหาความช่วยเหลือทางการทหารจากอังวะเพื่อโค่นล้มพระเจ้าราชาธิราช โดยเสนอจะยกเมืองหงสาวดีให้เป็นประเทศราชเป็นการตอบแทน[31][32] ข้อเสนอดังกล่าวได้ส่งผลสะเทือนต่อราชสำนักอังวะ ด้วยว่าในขณะนั้นอังวะสามารถตังตัวขึ้นเป็นขั้วอำนาจหลักในหุบเขาลุ่มน้ำอิรวดีได้แล้ว พระเจ้าฝรั่งมังศรีชวาจึงทรงตั้งพระทัยจะใช้พื้นที่เหล่านี้เป็นฐานในการฟื้นฟูอาณาจักรพุกามขึ้นมาใหม่อีกครั้ง[33][34] พระเจ้าฝรั่งมังศรีชวา และมังราชาผู้เป็นมุขมนตรี คาดการณ์ว่าการยึดครองหงสาวดีน่าจะเป็นไปโดยง่าย ฝ่ายอังวะจึงตอบรับข้อเสนอของสมิงเลิกพร้า สิ่งที่ตามมาจึงได้แก่สงครามสี่สิบปีระหว่างอังวะกับหงสาวดี[33]

การบุกขั้นต้นของอังวะ (ค.ศ. 1385–1387)

[แก้]

ปราบปรามหัวเมืองมอญ (ค.ศ. 1387–1390)

[แก้]
กองทัพของพระเจ้าราชาธิราชสามารถจับตัวมะเป็ดน้อย (นั่งคุกเข่ากลางภาพ ถูกมัดมือไพล่หลังไว้) แม่ทัพใหญ่เมืองมองมะละได้ พระเจ้าราชาธิราชทรงคิดจะไว้ชีวิตมะเป็ดน้อยเพราะเห็นว่าเป็นผู้มีฝีมือในการทำสงคราม แต่มะเป็ดน้อยขอให้พระองค์ประหารชีวิตเขาเสีย ก่อนตายเขาได้ถวายดาบประจำตัวให้เป็นพระแสงราชศาตรา พระองค์จึงมอบหมายให้สมิงนครอินทร์ทำการทดสอบดาบเล่มนี้ ณ เบื้องพระพักตร์ (ภาพประกอบนิยายอิงพงศาวดารมอญ เรื่อง ราชาธิราช ฉบับจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บริการ พ.ศ. 2489)

เมืองวานและเมาะตะมะ

[แก้]

ทะละ มย่องเมียะ และพะสิม

[แก้]

เป้าหมายต่อไปคือเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีของสมิงเลิกพร้า แต่อันดับแรกพระเจ้าราชาธิราชจะต้องหาทางจัดการกับเจ้ายีกำกอง เจ้าเมืองทะละ–ตูนเต้ ผู้เป็นพระเชษฐาต่างพระบิดาซึ่งปกครองชายแดนด้านดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเสียก่อน พระองค์ได้รับข่าวกรองมาว่าเจ้ายีกำกองได้แอบทำสัญญาบางอย่างไว้กับสมิงเลิกพร้า[23] หลังจากการเตรียมการอย่างลับ ๆ ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง พระเจ้าราชาธิราชก็ทรงยกกองทัพเข้าปล้นเมืองทะละอย่างฉับพลัน และจับเจ้ายีกำกองประหารชีวิตเสีย เปิดเส้นทางการบุกเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำให้เป็นไปโดยสะดวก[23]

"การศึกนั้นดำเนินได้ด้วยสองวิธี วิธีแรกคือยุติข้อขัดแย้งด้วยการเจรจาทางการทูต วิธีที่สองคือบังคับด้วยกำลังอาวุธ ในกรณีนี้ ข้อขัดแย้งยุติลงด้วยการเจรจาและได้มีการส่งมอบตัวศัตรูตามข้อตกลงแล้ว หากฝ่ายเราผิดคำพูดและโจมตีพวกมันเสีย เราก็จะไม่เหลือทางเลือกในการยุติปัญหาด้วยการเจรจา และเหลือแต่ต้องใช้กำลังบังคับเท่านั้น..."

เสนาบดีสมิงพ่อเพ็ชรทูลสนองต่อพระเจ้าราชาธิราช ว่าด้วยสาเหตุที่ไม่ยกทัพเข้าตีเมืองตันดแว (Thandwe) ในเขตอาระกัน [35]

ปลายปี ค.ศ. 1389 พระเจ้าราชาธิราชได้เคลื่อนทัพรุกเข้าสู่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ขณะนั้นอังวะมีศึกติดพันอยู่ทางทิศเหนือจึงไม่สามารถส่งกองทัพมาช่วยสมิงเลิกพร้าได้ สมิงเลิกพร้าได้จัดทัพตั้งแนวรับไว้ ณ เมืองมย่องเมียะ และเมืองพะสิม ซึ่งได้เสริมความมั่นคงไว้อย่างแน่นหนา กลยุทธนี้ได้ผลอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง สามารถยันทัพของพระเจ้าราชาธิราชซึ่งมีกำลังเหนือกว่าไว้ได้หลายเดือน แจ่เช่นเดียวกับที่เมาะตะมะ กองทัพของสมิงเลิกพร้าทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงจากการเคลื่อนพลออกมานอกเมืองมย่องเมียะ มะเป็ดน้อยผู้เป็นบุตรของสมิงเลิกพร้าและเป็นแม่ทัพที่เก่งสุดถูกจับเป็นเชลย สมิงเลิกพร้าพยายามหนีออกจากเมืองด้วยความแตกตืน แต่ก็ถูกจับตัวไว้ได้เช่นกัน หลังจากเมืองมะย่องเมียะแตกได้สองวัน เมืองพะสิมก็ถูกตีแตกเช่นกัน[36] ในปี ค.ศ. 1390 กองทัพของพระเจ้าราชาธิราชได้เดินหน้าเข้ายึดครองทั้งพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ รวมทั้งเมืองกูตุด (Gu-Htut, ปัจจุบันเรียกว่าเมียนออง) ทางตอนเหนือของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นเขตแดนของอังวะ[37][38] กองทัพของพระองค์ติดตามไล่ล่าสมิงโลกนรินทร์ (Lauk Shein) เจ้าเมืองพะสิมและบุตรของสมิงเลิกพร้า ไปจนถึงเมืองตันดแว (Thandwe) ในเขตอาระกัน และทำการปิดล้อมเมืองตันดแวไว้จนกระทั่งเจ้าเมืองตันดแวยอมส่งตัวสมิงโลกนรินทร์และบริวารมาให้[39] ศึกนี้คือการถอนรากถอนโคน ผู้ที่หนีรอดไปยังฝั่งอังวะได้มีเพียงพญาควน (Bya Kun) บุตรของสมิงเลิกพร้าอีกคนหนึ่ง และพญาจิน (Bya Kyin) บุตรเขยของสมิงเลิกพร้า ส่วนสมิงโลกนรินทร์นั้น พระเจ้าราชาธิราชมีพระราชบัญชาให้ประหารชีวิต[40]

สมิงพ่อเพ็ชร เสนาบดีหงสาวดีซึ่งเป็นผู้นำทัพหลักในการปราบปรามหัวเมืองดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เจ้าเมืองมย่องเมียะ และเจ้าเมืองพะสิม ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าราชาธิราชให้เป็นผู้ปกครองดินแดนที่ยึดมามาได้ในคราวนี้[41]

ทุติยบรมราชาภิเษกและเหตุร้ายอันมิคาดฝัน (ค.ศ. 1390)

[แก้]

เมื่อพระเจ้าราชาธิราชทรงบรรลุผลในการรวบรวมหัวเมืองที่พูดภาษามอญทั้งสามแห่งแล้ว[42] เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสอันใหญ่หลวงเช่นนี้ พระองค์จึงทรงกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สอง โดยจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ณ กรุงหงสาวดี พระองค์ได้จัดให้พระนางปิยราชเทวีเข้าร่วมพระราชพิธีนี้ด้วยในฐานะอัครมเหสีอีกครั้ง[41] เรื่องนี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างขมขื่นยิ่งขึ้นระหว่างพระองค์กับพระนางตะละแม่ท้าวผู้เป็นพระชายาองค์แรก คราวนี้พระเจ้าราชาธิราชทรงริบคืนแหวน 12 วงของตะละแม่ท้าว อันเป็นพระราชมรดกตกทอดจากพระยาอู่ผู้เป็นพระราชบิดา และพระราชทานแหวนนี้แก่พระนางปิยราชเทวีแทน[41] ยังผลให้ตะละแม่ท้าวตัดสินใจปลงพระชนม์พระองค์เองด้วยพระทัยที่ชอกช้ำและแหลกสลาย[41][43]

"ข้ามิได้ขบถต่อพ่อของข้า ข้ามิได้กระทำความผิดอันใด พ่อแม่ของข้าท่านเคยเล่นหัวกันมาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อแม่ข้าเติบใหญ่เป็นหญิงงาม พ่อข้าก็เชยชมท่านจนสมใจแล้วทอดทิ้ง แม่ข้านั้นเป็นลูกกษัตริย์ แต่พ่อข้ากลับใช้ท่านเยี่ยงนางทาส และผลักไสให้ท่านต้องตายไม่ดี

... หากข้ามีความผิดจริงด้วยกาย วาจา หรือใจก็ดี ขอให้ข้าจงตกนรกหมกไหม้สืบไปนับพันๆ ชาติ หากข้าปราศจากความผิดแล้วไซร้ ขอให้ข้าได้อุบัติใหม่ในราชวงศ์อังวะ และข้าจักขอนำความวิบัติมาสู่พระราชบิดาให้จงได้"

คำอธิษฐานของพ่อลาวแก่นท้าว ก่อนจะทรงถูกสำเร็จโทษ [44][45][46]

มิเพียงแต่เท่านั้น พระเจ้าราชาธิราชยังมีพระราชบัญชาให้สำเร็จโทษพ่อลาวแก่นท้าว พระราชโอรสเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ซึ่งเกิดจากตะละแม่ท้าวอีกด้วย ตามที่มีการบันทึกไว้ในพงศาวดาร ยาซาดะริต อเยดอว์บอง เหตุผลที่ทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น เป็นเพราะทรงระแวงว่าในเมื่อพระองค์เองก็เคยก่อกบฏต่อพระราชบิดามาก่อน เมื่อพ่อลาวแก่นท้าวเจริญพระชนม์ขึ้นก็คงจะทรงดำเนินตามรอยเดียวกันเพื่อแก้แค้นแทนพระราชมารดา[47] ตามตำนานกล่าวว่า ก่อนพ่อลาวแก่นท้าวจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้ประกาศความบริสุทธิ์ของพระองค์เอง และสาบานว่าจะทรงกลับมาเกิดใหม่เป็นเจ้าชายแห่งอังวะและสู้กับพระราชบิดาอีกครั้ง[44][45] พระเจ้าราชาธิราชทรงกระวนกระวายในพระทัยเมื่อได้ทรงทราบคำอธิษฐานอันเลวร้ายดังกล่าว (ในโลกอภินิหารของการเมืองพม่า พระองค์ตื่นตระหนกเมื่อได้ทรงทราบว่าพระชายาของมังสุเหนียด เจ้าชายแห่งอังวะ (ต่อมาคือพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง) ได้มีประสูติกาลพระโอรสในอีกราว 1 ปีถัดมา)[48]

การรุกครั้งที่สามของอังวะ (ค.ศ. 1390–1391)

[แก้]

แม้จะทรงผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่แล้ว แต่พระเจ้าราชาธิราชก็ยังมิทรงพ้นจากอันตรายเสียทีเดียว ชัยชนะเหนือพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำของพระองค์มาประจวบเหมาะกับช่วงที่อังวะสามารถหย่าศึกกับรัฐเมืองยางได้พอดี (ผ่านการอภิเษกสมรสระหว่างรัฐ โดยเจ้าหญิงชีนมิเนาะ (ရှင်မိနောက်) หรือนางส้อยขิ่ง (ไทใหญ่: ၼၢင်းသွႆးၶိင်ႇ) พระธิดาของเจ้าฟ้าเสืองำฟ้า (Hso Ngam Hpa พม่าเรียก ตองันพวา Tho Ngan Bwa) แห่งเมืองยาง ทรงเสกสมรสกับมังสุเหนียด พระราชโอราชในพระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวา ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสองค์แรกคือมังรายกะยอฉะวา ผู้ซึ่งตำนานกล่าวว่าคือพ่อลาวแก่นท้าวกลับชาติมาเกิด[49]) บัดนี้พระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวาจึงมีเวลามาสนพระทัยกับเหตุการณ์ที่เขตขึ้นในทางใต้ กล่าวคือการที่หงสาวดียึดครองเมืองกูตูดไว้จะต้องมีการตอบสนอง[50]

ปลายปี ค.ศ. 1390 พระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวาทรงส่งกองทัพรุกเข้ามาอีกครั้งโดยแบ่งกำลังเป็นสองสายทางทางบกและมานามแม่น้ำอิรวดี เช่นเดียวกับในการุกรานครั้งที่ 2 พระองค์เองได้ทรงนำทหารบุกมาทางน้ำจำนวน 17,000 คน และพระยุพราชตราพระยาเป็นผู้นำทัพทางบก ยกมาทางเมืองพะสิม จำนวน 12,000 คน[50] ทว่าการรุกครั้งนี้ไม่เหมือนกับคราวก่อน เพราะกองทัพอังวะต้องเผชิญกับการตั้งรับอย่างดุเดือดของฝ่ายใต้ซึ่งมีจำนวนทหารเหนือกว่ามาก ทัพเรือของหงสาววดีสามารถยันการเข้าประจัญบานหลายครั้งของกองทัพเรืออังวะที่มีมากกว่าได้ ณ ใกล้เมืองกูตุด เช่นเดียวกันกับทัพบกของหงสาวดีที่ตรึงกำลังข้าศึกไว้ได้ได้ที่ค่ายเมืองปันจ่อ (Pankyaw) ถึงแม้จะได้รับความสำเร็จทางการทหาร แต่ราชสำนักหงสาวดี[note 11] โดยการการส่งคืนเมืองกูตุดให้กับฝ่ายอังวะ เพื่อแลกกับการที่ฝ่ายอังวะจะยอมรับพระราชอำนาจที่มีอยู่ของพระเจ้าราชาธิราช ด้วยความอับอายในความล้มเหลวทางทหารของอังวะ พระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวาจึงทรงยอมรับข้อเสนอดังกล่าวไว้เพื่อเป็นการรักษาหน้า ณ ต้นปี ค.ศ. 1391 สองกษัตริย์จึงบรรลุข้อตกลงสัญญาสันติภาพซึ่งยินยอมให้หงสาวดีสามารถกระชับอำนาจส่วนใหญ่ในดินแดนทางใต้ไว้ได้[51][52]

สันติภาพเกือบจะแตกร้าวในฤดูแล้งปีถัดมา เพราะในปลายปี ค.ศ. 1391 อังวะได้วางกำลังรบไว้ที่เมืองสารวดีอันเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ทางใต้สุด หงสาวดีจึงตอบสนองด้วยการส่งกองทหารในขนาดที่พอ ๆ กันมาประจำที่ชายแดนเพื่อแสดงอำนาจ ทำให้สันติภาพอันบอบบางจึงยังดำรงอยู่ได้[53]

เรืองอำนาจสูงสุด

[แก้]

การรุกรานอังวะ

[แก้]

หย่าศึกชั่วคราว

[แก้]

ก่อสงครามครั้งใหม่

[แก้]

สวรรคตและการสืบราชสมบัติ

[แก้]
พระสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าราชาธิราชในจินตภาพของชาวมอญ

เพียงสองเดือนหลังจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องสวรรคต ราวเดือนธันวาคม ค.ศ. 1421[note 12] พระเจ้าราชาธิราชได้เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันระหว่างเสด็จประพาสป่า ขณะที่พระองค์ทรงออกคล้องช้างที่เชิงทิวเขาพะโค ทางเหนือของกรุงหงสาวดี เชือกปะกำคล้องช้างได้พันพระเพลงของพระองค์จนเป็นเหตุให้ทรงบาดเจ็บสาหัส และเสด็จสวรรคตระหว่างเสด็จนิวัติพระนคร ณ หมู่บ้านกามา ตะเมน ไปก์ (Kama Thamein Paik – ใกล้ชุมชนปายาจี (Payagyi) ในปัจจุบัน)[54][55] พระบรมศพได้รับการถวายพระเพลิง ณ ที่นั้น และได้เชิญพระบรมอัฐิและพระสรีรรางคารกลับมายังหงสาวดี เพื่อบรรจุในกำแพงไม้ระเนียดแห่งหนึ่ง[55] ตามอย่างธรรมเนียมพยูโบราณ[56] สิริพระชนมายุได้ 53 พรรษา ย่างเข้าสู่ปีที่ 54[2]

นอกเหนือจากพระนาม “ราชาธิราช” (ภาษาบาลี แปลว่า "ราชาเหนือราชาทั้งหลาย") แล้ว พระองค์ยังเป็นที่รู้จักในพระนาม “สีหราชา” ("ราชาแห่งสิงห์")[57] และ “สุตโสมราชาธิราช” [note 13]

เนื่องจากพระเจ้าราชาธิราชมิได้ทรงกำหนดแผนการสืบราชสมบัติไว้เป็นรูปธรรม พระราชโอรสทั้งสามของพระองค์จึงแก่งแย่งกันชิงราชสมบัติ พระยาธรรมราชาพระราชโอรสองค์ใหญ่ได้รับการราชาภิเษกจากราชสำนักหงสาวดีให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่พระอนุชาทั้งสองพระองค์คือพระยารามและพระยาเกียรติ์มิได้แสดงการยอมรับเช่นนั้น[58] กองทัพอังวะได้ฉวยโอกาสยกทัพเข้ามารุกรานแทรกแซงความวุ่นวายนี้ถึงสองฤดูแล้งต่อเนื่อง ก่อนจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับพระยารามได้ในปี ค.ศ. 1423 วิกฤตการณ์สืบราชสมบัติครั้งนี้ยุติลงด้วยการที่พระยารามได้เถลิงราชสมบัติในปี ค.ศ. 1424[59][60]

ครอบครัว

[แก้]

สายการสืบราชสกุลวงศ์

[แก้]

พระเจ้าราชาธิราชทรงสืบเชื้อสายกษัตริย์แห่งเมาะตะมะทางฝั่งพระราชบิดา โดยทรงเป็นพระราชปนัดดา (เหลน) ในพระเจ้ารามประเดิดและพระเจ้าฟ้ารั่ว ปฐมวงศ์กษัตริย์แห่งเมาะตะมะ ส่วนเชื้อสายพระราชมารดาของพระองค์มาจากตระกูลเสนาบดี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากมหาเสนาบดี Bo Htu-Hpyet ซึ่งรับราชการในราชสำนักแห่งพระเจ้าฟ้ารั่ว[61]

พระภาดาและพระภคินี

[แก้]

พระองค์ทรงมีพี่น้องต่างพระราชมารดา 3 พระองค์ และมีพี่น้องต่างพระบิดาอย่างน้อย 3 พระองค์[62]

พระนาม พระสถานะ หมายเหตุ
ตะละแม่ศรี พี่น้องต่างพระราชมารดา พระมเหสีแห่งเชียงใหม่ (ป. 1365 – ป. 1371)
ภรรยาของสมิงมะราหู (ป. 1372 – 1384)
ตะซินซอดะละ (Thazin Saw Dala) พี่น้องต่างพระราชบิดา
ตะซินซออู (Thazin Saw U) พี่น้องต่างพระราชบิดา
ยีกำกอง พี่น้องต่างพระราชบิดา เจ้าเมืองทะละ (อยู่ในตำแหน่ง 1370/71–1388/89)
ตะละแม่ท้าว พี่น้องต่างพระราชมารดา พระมเหสีแห่งหงสาวดี (อยู่ในตำแหน่ง 1384–1390)
พ่อขุนเมือง พี่น้องต่างพระราชมารดา รัชทายาทผู้ได้รับการแต่งตั้งแห่งหงสาวดี (ราวคริสต์ทศวรรษ 1370–1384)

ชายา

[แก้]
พระนาม พระอิสริยยศ หมายเหตุ
พระนางปิยราชเทวี เอกอัครมเหสี (อยู่ในตำแหน่ง 1384–1392) พระชายาองค์ที่ 2; อภิเษกสมรสเมื่อ ค.ศ. 1383
ตะละแม่ท้าว พระมเหสี (อยู่ในตำแหน่ง 1384–1390) พี่น้องต่างพระราชมารดาและพระชายาองค์แรก; อภิเษกสมรสเมื่อ ค.ศ. 1383
เม้ยสะดุ้งมอด (Mi Kha-Dun-Mut) พระชายา (r. 1384−?) บุตรีของสมิงชีพราย[63]
เม้ยซุนเครือ (Mi Hpyun-Gyo) พระชายา (r. 1384−?) บุตรีของสมิงชีพราย[63]
พระนางราชเทวีเม้ยโอนนอง พระราชเทวี (อยู่ในตำแหน่ง 1392–1421)
พระนางโลกเทวี มเว เอาก์ พระชายา (อยู่ในตำแหน่ง 1392–1421)
พระนางสิริมายาเทวี มิ อูซี พระชายา (r. 1392–1421)
ตะละสุทธมายา มเว ติน พระชายา (1384–1421) พระราชมารดาของพระยารามที่ 1 และตะละนางพระยาท้าว (เชงสอบู); อภิเษกสมรสเมื่อ ค.ศ. 1383
พระนางสุปภาเทวี พระชายา (1403–1421) พระกนิษฐภคินีในพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง เสกสมรสกับพระเจ้าราชาธิราชในปี ค.ศ. 1403 ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพระหว่างอังวะกับหงสาวดี
ซอ-ปยีจันทา พระชายา (1408–1421) พระราชธิดาในพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ตกเป็นเชลยของพระเจ้าราชาธิราชและได้รับสถาปนาเป็นพระชายาเมื่อปี ค.ศ. 1408
ชีนมิเนาะ พระชายา (1408–1421) พระมเหสีในพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ตกเป็นเชลยของพระเจ้าราชาธิราชและได้รับสถาปนาเป็นพระชายาเมื่อปี ค.ศ. 1408

พระทายาท

[แก้]

ต่อไปนี้เป็นพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราชตามที่ปรากฏในเนื้อหาช่วงต่าง ๆ ของพงศาวดารเรื่อง ราชาธิราช ทั้งนี้ ในเอกสารดังกล่าวมิได้ระบุพระนามของผู้เป็นพระมารดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาส่วนมากของพระองค์

พระนาม นามพระมารดา หมายเหตุ
พ่อลาวแก่นท้าว ตะละแม่ท้าว พระราชโอรสองค์แรก; ถูกประหารชีวิตตามพระราชบัญชาของพระเจ้าราชาธิราช
ตะละมี้จ่อ ? ชายาของเจ้ามหาราช พระราชบุตรเขยชาวล้านนา (m. by 1401–1402)
พระชายาของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง (1402–1421?)
ตะละมีซอ ? เจ้าเมืองเมาะตะมะ? (1442/43–?)
ภรรยาของสมิงพระราม[64]
พระยาธรรมราชา ? พระเจ้ากรุงหงสาวดี (1421–1424)
พระยารามที่ 1 ตะละสุทธมายา มเว ติน พระเจ้ากรุงหงสาวดี (1424–1446)
ตะละนางพระยาท้าว (เชงสอบู) ตะละสุทธมายา มเว ติน พระแม่เจ้าอยู่หัวกรุงหงสาวดี (1454–1471)
พระยาเกียรติ์ ? เจ้าเมืองเมาะตะมะ (1422–1442/43)
พญาจักร์ ? เจ้าเมืองตะเกิง (1415–1418)

ประวัติศาสตร์นิพนธ์

[แก้]

พงศาวดารแรกสุดที่กล่าวถึงพระองค์คือ ราชาธิราช โดยเป็นพงศาวดารที่มีรายละเอียดมากที่สุด มีข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์และราชวงศ์เมาะตะมะ-หงสาวดีช่วงแรกที่น่าเชื่อถือ[65] ส่วน พงศาวดารปากลัด ก็กล่าวถึงพระองค์ด้วย แต่ยังคงต้องพิสูจน์แหล่งที่มาและความน่าเชื่อถือของพงศาวดารในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20[66] อย่างไรก็ตาม พงศาวดารขนาดเล็กอย่าง พงศาวดารหงสาวดี และ พงศาวดารมอญ มีข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์เพียงเล็กน้อย โดยพงศาวดารหงสาวดีที่เขียนโดยพระสงฆ์มีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์ทางศาสนาที่เจดีย์ชเวดากอง ให้ข้อมูลเพียงวรรคเดียวว่า ความสำเร็จตลอดทั้งชีวิตของพระเจ้าราชาธิราชคือการเมืองเป็นหลัก[67]

เหตุการณ์ ราชาธิราช (ป. คริสต์ทศวรรษ 1560) ปากลัด (1912) พงศาวดารหงสาวดี (1766) มหาราชวงศ์ (1724) มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่ (1798) มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว (1832)
วันพระราชสมภพ 28 มกราคม ค.ศ. 1368[note 14] ค.ศ. 1367/68[2] ป. ค.ศ. 1367/68[68] ไม่ได้ระบุ
ครองราชย์ 4 มกราคม ค.ศ. 1384[note 15] 2 มกราคม ค.ศ. 1384[note 16] ค.ศ. 1383/84[68] ค.ศ. 1383/84[note 17] ค.ศ. 1383/84[note 18] ค.ศ. 1383/84[note 19]
เริ่มสงครามสี่สิบปี ค.ศ. 1384/85[note 20] ค.ศ. 1387/88 [sic][note 21] ไม่ได้ระบุ ค.ศ. 1386/87[note 22] ค.ศ. 1385/86[note 23] ค.ศ. 1386/87[note 24]
ระยะเวลาครองราชย์ ~38 ปี[2] 38 [sic][note 25] 38 ปี[68] 40 ปี[69] ~38 ปี[note 26] 40 ปี[70]
ปีที่สวรรคต ค.ศ. 1421/22[2] ค.ศ. 1420/21 [sic][2] ค.ศ. 1421/22[68] ค.ศ. 1423/24[note 27] ค.ศ. 1421/22[note 28] ค.ศ. 1423/24 หรือ
1422/23 [sic][note 29]
พระชนมายุตอนสวรรคต 53 พรรษา (ปีที่ 54)[2] 53 พรรษา (ปีที่ 54)[2] 53 พรรษา (ปีที่ 54)[68] ไม่ได้ระบุ

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้]

มีนักแสดงผู้รับบท พระเจ้าราชาธิราช ได้แก่

พงศาวลี

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. รูปสะกด "ရာဇာဓိရာတ်" นำมาจาก Slapat Rajawan (Schmidt 1906: 118) และจารึกเจดีย์ชเวดากองใน ค.ศ. 1485 (Pan Hla 2005: 368, footnote 1). ยาซาดะริตอเยดอว์บอง (Pan Hla 2005) ใช้รูปสะกด ရာဇာဓိရာဇ် ทั้งภาษามอญและพม่า ดู (Pan Hla 2005: 395) ในส่วนที่มีชื่อ ရာဇာဓိရာဇ်. รูปสะกด ရာဇာဓိရာတ် อาจเป็นรูปสะกดในอดีต
  2. (Pan Hla 2005: 61, 64 footnote 1, 366): พระยาน้อยเป็นพระนามทางการในฐานะราชตระกูล (Aung-Thwin 2017: 260) และ (Pan Hla 2005: 47): พระนามตามหลักดวงชะตา (ซะตา) เมื่อแรกประสูติคือปะซุมไปง์เจะ (ပသုန်ပန်စက်) อ้างอิงตาม หย่าซาดะริต อเยดอว์บอง (ราชาธิราชฉบับภาษาพม่า) และ (ပသုန်ပါင်စက်) อ้างอิงตามพงศาวดารมอญฉบับปากลัด
  3. อ้างอิงตาม หย่าซาดะริต อเยดอว์บอง (ราชาธิราชฉบับภาษาพม่า) (Pan Hla 2005: 61) พระมหาเทวีและพระยาน้อยเสด็จเข้าสู่พระราชมณเทียรเมื่อพระยาน้อย "ทรงเติบโตพอที่จะวิ่งเล่นได้" พระยาอู่ทรงตกตะลึงในลักษณะของพระยาน้อยที่ทรงได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระรูปโฉมที่คล้ายคลึงกับพระองค์น้อยมาก ยิ่งกว่านั้น ตามเอกสาร (Pan Hla 2005: 61–158) ระบุว่า พระมหาเทวีทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่พะโคเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1370 เมื่อพระพลานามัยของพระราชอนุชาเริ่มเสื่อมถอย จนกระทั่งพระราชอนุชาเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1384
  4. (Pan Hla 2005: 92): พระยาน้อยตัดสินพระทัยก่อกบฏเมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือนกะโซน (เดือนวิสาขะ) มรันมาศักราช 745 (วันพุธที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1383) (Pan Hla 2005: 94): พระยาน้อยและผู้ติดตามหนีจากเมืองพะโคในยามดึกหลังเที่ยงคืนของวันอังคาร ขึ้น 3 เดือนนะโยน (เดือนเชฏฐะ) มรันมาศักราช 745 = วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1383 ตามวิธีนับแบบปัจจุบันถือว่าเข้าสู่วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1383 แล้ว
  5. Per (Pan Hla 2005: 129), พระยาอู่ทรงมอบพระราชอำนาจให้แก่พระมหาเทวีในเวลาไม่กี่วันก่อนที่จะมีการเคลื่อนทัพไปยังเมืองตะเกิง ณ วันแรม 3 คำ เดือนนะดอ (เดือนมิคสิระ) มรันมาศักราช 745 (วันพุธที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1383)
  6. (Pan Hla 2005: 129): อ้างอิงตาม หย่าซาดะริต อเยดอว์บอง (ราชาธิราชฉบับภาษาพม่า) กองทัพที่ยกไปเมืองตะเกิงประกอบด้วยทัพเมืองพะโค ทัพเมืองเมาะตะมะ และทัพเมืองมย่องเมียะ ส่วนพงศาวดารมอญฉบับปากลัดกล่าวว่าทีทัพจากเมืองตองอูเข้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม เมืองตองอูนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังวะในปี ค.ศ. 1383 เนื่องจากอยู่ในความยึดครองของผ้องก้าซ่าแห่งตองอู ผู้ซึ่งฝักใฝ่ต่ออังวะ (Sein Lwin Lay 2006: 24–25).
  7. (Pan Hla 2005: 154): 10th waning of Nadaw 745 ME = 19 November 1383
  8. (Pan Hla 2005: 156): วันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือนปยาโต (เดือนปุสสะ) มรันมาศักราช 745 = วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1383 วันที่ดังกล่าวนี้ควรจะเป็นวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือนปยาโต (เดือนปุสสะ) มรันมาศักราช 745 (วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1383).
  9. (Pan Hla 2005: 356, footnote 1): วันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว (เดือนมาฆะ) มรันมาศักราช 745 = 4 มกราคม ค.ศ. 1384
  10. พระชนมายุครบ 16 พรรษา (ย่างเข้า 17 พรรษา) ตามปฏิทินพม่า ณ วันขึ้น 8 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว (เดือนมาฆะ) มรันมาศักราช 745 (ตรงกับวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1383) หากนับตามปฏิทินจูเลียน พระองค์จะยังคงมีพระชนมายุ 15 พรรษา (หย่อนอยู่ 24 วันจึงจะครบ 16 พรรษา) เมื่อนับถึงวันกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ วันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1384
  11. Razadarit Ayedawbon (Pan Hla 2005: 197–200) กล่าวว่าได้มีการเสนอข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นโดย Maha Thamun หนึ่งในสี่เสนาบดีผู้มีอาวุโสที่สุด อีกสามเสนาบดีอาวุโสของราชสำนักพะโคก็มีความเห็นพ้องต้องกัน และพยายามโน้มน้าวพระทัยให้พระเจ้าราชาธิราชทรงเห็นชอบด้วยเพื่อยุติสงคราม (นามของเสนาบดีอีกสามคนดังกล่าวมิได้มีการระบุ แต่สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นสมิงพ่อเพ็ชร อำมาตย์ทินมณิกรอด และสมิงชีพราย ตามที่มีการออกชื่อในตอนต้นของเอกสารพงศาวดาร)
  12. อ้างอิงตามพงศาวดาร หย่าซาดะยิต อเยดอว์บอง (Pan Hla 2005: 356) พระเจ้าราชาธิราชเสด็จสวรรคตในปีที่ 54 แห่งพระชนมพรรษา (พระชนมายุ 53 พรรษา) ทรงอยู่ในราชสมบัติ 38 ปี สิ่งนี้แสดงว่าพระองค์จะต้องเสด็จสวรรคตก่อนพระองค์จะมีพระชนมพรรษาครบ 54 พรรษาถ้วน ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือนตะโบ-ดแว่ มรันมาศักราช 783 (30 ธันวาคม ค.ศ. 1421) ตามข้อมูลใน (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 264–265) พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องเสด็จสวรรคตในปีที่ 49 แห่งพระชนมพรรษา (พระชนมายุ 48 พรรษา) และพระเจ้าราชาธิราชเสด็จสวรรคตตามหลังจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องอยู่ 2 เดือน ดังนั้น พระเจ้าราชาธิราชต้องสวรรคตราวสองเดือนให้หลังจากวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 48 ของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ณ วันแรม 12 ค่ำ เดือนตะดิงยุต (22 กันยายน ค.ศ. 1421) และก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 54 ของพระองค์เอง (29 ธันวาคม ค.ศ. 1421) เพราะฉะนั้น พระองค์น่าจะสวรรคตในช่วงราวเดือนธันวาคม ค.ศ. 1421
  13. (Pan Hla 2005: 368): พระนามหลังสุดนี้ปรากฏอยู่ในจารึกหลักหนึ่งที่พระบรมธาตุเจดีย์ชเวดากอง (Stadtner 2015: 72): ทั้งนี้ สุตโสม เป็นชื่อตัวละครหลักในนิทานชาดกเรื่อง มหาสุตโสมชาดก).
  14. (Pan Hla 2005: 356, footnote 1): วันศุกร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว มรันมาศักราช 729 = 28 มกราคม ค.ศ. 1368
  15. (Pan Hla 2005: 356, footnote 1): วันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว มรันมาศักราช 745 = 4 มกราคม ค.ศ. 1384
  16. (Pan Hla 2005: 161): ขึ้น 10 ค่ำ เดือนดะโบ่-ดแว 745 ME = 2 มกราคม ค.ศ. 1384
  17. (Maha Yazawin Vol. 1 2006: 290) และ (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 140): มรันมาศักราช 745 = 30 มีนาคม ค.ศ. 1383 ถึง 28 มีนาคม ค.ศ. 1384
  18. (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 195): 745 ME = 30 มีนาคม ค.ศ. 1383 ถึง 28 มีนาคม ค.ศ. 1384
  19. (Hmannan Vol. 1 2003: 417) และ (Hmannan Vol. 2 2003: 185): มรันมาศักราช 745 = 30 มีนาคม ค.ศ. 1383 ถึง 28 มีนาคม ค.ศ. 1384
  20. (Pan Hla 2005: 164–165): ไม่นานหลังจากการเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระเจ้าราชาธิราช; รายงานในพระราชพงศาดารให้ข้อมูลว่าควรเป็นมรันมาศักราช 746, ค.ศ. 1384–85
  21. (Pan Hla 2005: 169, footnote 1): พงศาวดารปากลัด ซึ่งนายปันหละ บรรณาธิการ อ้างอิงถึงในฐานะฉบับภาษามอญ ระบุว่าสงครามเริ่มเมื่อ มรันมาศักราช 749 (ค.ศ. 1387/88) แต่ข้อมูลมรันมาศักราช 749 น่าจะเป็นการคัดลอกผิดพลาดจากมรันมาศักราช 746
  22. (Maha Yazawin Vol. 1 2006: 290): มรันมาศักราช 748 = 29 มีนาคม ค.ศ. 1386 ถึง 29 มีนาคม ค.ศ. 1387
  23. (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 195): มรันมาศักราช 747 = 29 มีนาคม ค.ศ. 1385 ถึง 28 มีนาคม ค.ศ. 1386
  24. (Hmannan Vol. 1 2003: 417): มรันมาศักราช 748 = 29 มีนาคม ค.ศ. 1386 ถึง 29 มีนาคม ค.ศ. 1387
  25. Pak Lat (Pan Hla 2005: 356, เชิงอรรถ 1) ระบุว่าทรงครองราชย์ 38 ปี ระหว่างมรันมาศักราช 745-782 พระองค์น่าจะครองราชย์ได้อย่างมากที่สุด 37 8
  26. ปีที่สวรรคต มรันมาศักราช 783 – ปีครองราชย์ มรันมาศักราช 747 = ~38 ปี
  27. (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 140): พระเจ้าราชาธิราชสวรรคตเมื่อมรันมาศักราช 785 (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 56): พระเจ้าราชาธิราชสวรรคตในปีถัดมา หลังจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องสวรรคตเมื่อมรันมาศักราช 784
  28. (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 265): พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องสวรรคตเมื่อมรันมาศักราช 783 และพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตในอีกสองเดือนให้หลัง ปีเดียวกัน (มรันมาศักราช 783).
  29. Hmannan มีเนื้อความไม่ปะติดปะต่อกัน (Hmannan Vol. 2 2003: 185) ตามความใน Maha Yazawin รายงานว่าพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตเมื่อมรันมาศักราช 785 แต่ (Hmannan Vol. 2 2003: 52) ยอมรับข้อมูลวันที่สวรรคตของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องตาม Yazawin Thit (มรันมาศักราช 783, ค.ศ. 1421/22) แต่ยังคงเก็บข้อมูลตาม Maha Yazawin ที่รายงานว่าพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตในปีถัดมาหลังจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องสวรรคต ซึ่งในที่นี้จะเท่ากับปีมรันมาศักราช 784 (ค.ศ. 1422/23) พระราชพงศาวดารฉบับ Hmannan ควรจะกล่าวว่าพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตหลังจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องสวรรคตไปแล้วสองปี หากต้องการจะรักษาข้อมูลที่ว่าพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตในปีมรันมาศักราช 785

อ้างอิง

[แก้]
  1. นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. พระราชพงศาวดารพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2550, หน้า 1125
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 Pan Hla 2005: 356, footnote 1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "nph-356" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  3. 1 2 Pan Hla 2005: 61
  4. Pan Hla 2005: 62
  5. 1 2 Pan Hla 2005: 64
  6. Pan Hla 2005: 81–83
  7. Fernquest Spring 2006: 5
  8. Pan Hla 2005: 105
  9. Pan Hla 2005: 106, 108
  10. Pan Hla 2005: 122–123
  11. Pan Hla 2005: 125
  12. Pan Hla 2005: 129
  13. Pan Hla 2005: 150
  14. Pan Hla 2005: 145, 147–148
  15. 1 2 Pan Hla 2005: 154
  16. Pan Hla 2005: 156
  17. Stadtner 2015: 68
  18. Pan Hla 2005: 157–158
  19. 1 2 Pan Hla 2005: 161
  20. 1 2 Pan Hla 2005: 160
  21. Pan Hla 2005: 158
  22. 1 2 Pan Hla 2005: 185
  23. 1 2 3 Pan Hla 2005: 178
  24. 1 2 Pan Hla 2005: 164
  25. (Aung-Thwin 2017: 251, 342), อ้างอิงจากหน้า 60 ของ Razadarit Ayedawbon สำนวนแปลของซาน ลวิน (San Lwin)
  26. 1 2 Aung-Thwin 2017: 251
  27. Fernquest Spring 2006: 6
  28. 1 2 Pan Hla 2005: 171
  29. Lieberman 2003: 130
  30. Pan Hla 2005: 63
  31. Harvey 1925: 82
  32. Yazawin Thit Vol. 1 2012: 195–196
  33. 1 2 Htin Aung 1967: 88
  34. Phayre 1967: 68
  35. Fernquest Spring 2006: 9
  36. Pan Hla 2005: 189–190
  37. Maha Yazawin Vol. 1 2006: 299
  38. Hmannan Vol. 1 2003: 427
  39. Pan Hla 2005: 190–191
  40. Yazawin Thit Vol. 1 2012: 200–201
  41. 1 2 3 4 Pan Hla 2005: 193
  42. Pan Hla 2005: 194
  43. Harvey 1925: 114
  44. 1 2 Harvey 1925: 114–115
  45. 1 2 Htin Aung 1967: 90–91
  46. Pan Hla 2005: 195
  47. Pan Hla 2005: 195–196
  48. Pan Hla 2005: 196–197
  49. Hmannan Vol. 1 2003: 424
  50. 1 2 Hmannan Vol. 1 2003: 429
  51. Hmannan Vol. 1 2003: 431
  52. Harvey 1925: 85
  53. Hmannan Vol. 1 2003: 432
  54. Harvey 1925: 115
  55. 1 2 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 265
  56. Aung-Thwin 2017: 81
  57. Schmidt 1906: 20–21
  58. Yazawin Thit Vol. 1 2012: 267
  59. Yazawin Thit Vol. 1 2012: 267–268
  60. Harvey 1925: 116
  61. Pan Hla 2005: 45
  62. Pan Hla 2005: 47
  63. 1 2 Pan Hla 2005: 82
  64. Pan Hla 2005: 224
  65. Aung-Thwin 2017: 220–221
  66. Aung-Thwin 2017: 228–229
  67. Aung-Thwin 2017: 226, 260
  68. 1 2 3 4 5 Schmidt 1906: 119
  69. Maha Yazawin Vol. 2 2006: 140
  70. Hmannan Vol. 2 2003: 52
  71. "Client Challenge". thaibunterng.fandom.com. สืบค้นเมื่อ 2026-02-02.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Athwa, Sayadaw (1906) [1766]. "Slapat des Ragawan der Königsgeschichte". Die äthiopischen Handschriften der K.K. Hofbibliothek zu Wien (ภาษาเยอรมัน). 151. แปลโดย P.W. Schmidt. Vienna: Alfred Hölder.
  • Aung-Thwin, Michael A. (2017). Myanmar in the Fifteenth Century. Honolulu: University of Hawai'i Press. ISBN 978-0-8248-6783-6.
  • Fernquest, Jon (ใบไม้ผลิ 2006). "Rajadhirat's Mask of Command: Military Leadership in Burma (c. 1384–1421)" (PDF). SBBR. 4 (1). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2009-02-19.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Fernquest, Jon (ใบไม้ร่วง 2006). "Crucible of War: Burma and the Ming in the Tai Frontier Zone (1382–1454)" (PDF). SOAS Bulletin of Burma Research. 4 (2). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2019-04-15. สืบค้นเมื่อ 2022-01-21.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
  • Kala, U (2006) [1724]. Maha Yazawin (ภาษาพม่า). เล่มที่ 1–3 (พิมพ์ครั้งที่ 4th printing). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7.
  • Maha Sithu (2012) [1798]. Kyaw Win; Thein Hlaing (บ.ก.). Yazawin Thit (ภาษาพม่า). เล่มที่ 1–3 (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Pan Hla, Nai (2005) [1968]. Razadarit Ayedawbon (ภาษาพม่า) (พิมพ์ครั้งที่ 8th printing). Yangon: Armanthit Sarpay.
  • Phayre, Major Gen. Sir Arthur P. (1873). "The History of Pegu". Journal of the Asiatic Society of Bengal. 42. Oxford University.
  • Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1883). History of Burma (พิมพ์ครั้งที่ 1967). London: Susil Gupta.
  • Royal Historical Commission of Burma (2003) [1832]. Hmannan Yazawin (ภาษาพม่า). เล่มที่ 1–3. Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
  • Sandamala Linkara, Ashin (1997–1999) [1931]. Rakhine Razawin Thit (ภาษาพม่า). เล่มที่ 1–2. Yangon: Tetlan Sarpay.
  • Sein Lwin Lay, Kahtika U (2006) [1968]. Min Taya Shwe Hti and Bayinnaung: Ketumadi Taungoo Yazawin (ภาษาพม่า) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd printing). Yangon: Yan Aung Sarpay.
  • Shorto, H.L. (1963). "The 32 "Myos" in the Medieval Mon Kingdom". Bulletin of the School of Oriental and African Studies, University of London. 26 (3). Cambridge University Press: 572–591. doi:10.1017/s0041977x00070336. JSTOR 611567.
  • Shwe Naw (1922) [1785]. Mon Yazawin (ภาษาพม่า). แปลโดย Shwe Naw. Yangon: Burma Publishing Workers Association Press.
  • Stadtner, Donald M. (2015). "Rajadhiraj's Rangoon Relics and a Mon Funerary Stupa". Journal of the Siam Society. 103: 63–88.
  • Than Tun (ธันวาคม 1959). "History of Burma: A.D. 1300–1400". Journal of Burma Research Society. XLII (II).{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)