จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟรันซ์ที่ 2 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย
Francesco I.jpg
ภาพ ฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย
โดย ไฟรด์ริช ฟอน อะเมอร์ลิง
จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ครองราชย์ 5 กรกฎาคม 1792 – 6 สิงหาคม 1806
ราชาภิเษก 14 กรกฎาคม 1792, แฟรงก์เฟิร์ต
ก่อนหน้า จักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 2
กษัตริย์แห่งฮังการีและโครเอเชีย
กษัตริย์แห่งโบฮีเมีย
ครองราชย์ 1 มีนาคม 1792 – 2 มีนาคม 1835
ราชาภิเษก 6 มิถุนายน 1792, บูดอ
9 สิงหาคม 1792, ปราก
ก่อนหน้า จักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 2
ถัดไป จักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 1
จักรพรรดิแห่งออสเตรีย
ครองราชย์ 11 สิงหาคม 1804 – 2 มีนาคม 1835
ถัดไป จักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 1
องค์ประธานแห่งสมาพันธรัฐเยอรมัน
ครองราชย์ 8 มิถุนายน 1815 – 2 มีนาคม 1835
ก่อนหน้า นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส
ในฐานะ ผู้อารักขาสมาพันธรัฐแห่งแม่น้ำไรน์
ถัดไป จักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 1
พระชายา เอลีซาเบทแห่งเวือร์ทเทมแบร์ก
มาเรีย เทเรซา แห่งเนเปิลส์
มาเรีย ลูโดวิก้าแห่งออสเตรีย-เอสต์
แคโรไลน์ ออกัสตา แห่งบาวาเรีย
พระราชบุตร อาร์ชดัชเชสลูโดวิก้า เอลิซาเบธ
อาร์ชดัชเชสมารี หลุยส์
จักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 1 แห่งออสเตรีย
อาร์ชดัชเชสมารี แคโรไลน์
อาร์ชดัชเชสแคโรไลน์ ลูโดวิก้า
อาร์ชดัชเชสมาเรีย ลีโอโพลดิน่า
อาร์ชดัชเชสมาเรีย คลีเมนติน่า
อาร์ชดยุกโยเซฟ ฟรันซ์
อาร์ชดัชเชสมารี แคโรไลน์
อาร์ชดยุกฟรันซ์ คาร์ล
อาร์ชดัชเชสมาเรีย แอนนา
อาร์ชดยุกโจฮันน์ เนโพมัก
อาร์ชดัชเชสอเมลี่ เทเรซ่า
พระนามเต็ม
ฟรันซ์ โยเซฟ คาร์ล
ราชวงศ์ ฮับส์บูร์ก-ลอแรน
พระราชบิดา จักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 2
พระราชมารดา มาเรีย ลุยซา แห่งสเปน
ประสูติ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1768(1768-02-12)
ฟลอเรนซ์, แกรนด์ดัชชีทัสคานี
สวรรคต 2 มีนาคม ค.ศ. 1835 (67 ปี)
เวียนนา, จักรวรรดิออสเตรีย
ศาสนา โรมันคาทอลิก

ฟรันซ์ โยเซฟ คาร์ล (เยอรมัน: Franz Joseph Karl) ทรงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2335 - พ.ศ. 2349 ภายหลังจากที่พระองค์ถูกรุกรานโดยจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 อันนำไปสู่สงครามสัมพันธมิตรครั้งที่สาม ทำให้พระองค์ต้องยุบจักรวรรดิ และเปลี่ยนจักรวรรดิรวมทั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ โดยระหว่างปีพ.ศ. 2347 - พ.ศ. 2349 พระองค์ได้ทรงดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ 2 จักรวรรดิเลยทีเดียว โดยหลังจากเปลี่ยนจักรวรรดิแล้ว พระองค์ได้ทรงดำรงตำแหน่งจักรพรรดิแห่งออสเตรีย พระนามว่า จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงนำกองทัพออสเตรีย ไปชำระแค้นกับจักรวรรดิฝรั่งเศส ในสงครามนโปเลียน แต่ก็ยังปราชัยอยู่ดี พระองค์จึงส่งพระราชธิดาองค์โต อาร์ชดัชเชสมารี หลุยส์ ให้ไปอภิเษกสมรสกับนโปเลียน เพื่อเป็นการถวายเครื่องราชบรรณาการ และเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างจักรวรรดิออสเตรียและจักรวรรดิฝรั่งเศส

พระราชประวัติ[แก้]

จักรพรรดิฟรันซ์เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองฟลอเรนซ์, แกรนด์ดัชชีทัสคานี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2311 เป็นพระราชโอรสองค์โตในจักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 2 (ซึ่งขณะนั้น ทรงเป็นแกรนด์ดยุกแห่งทัสคานี) กับ มาเรีย ลุยซา แห่งสเปน (พระราชธิดาในพระเจ้าการ์โลสที่ 3 แห่งสเปน) เมื่อทรงพระเยาว์นั้น พระบรมวงศานุวงศ์รวมทั้งประชาชนได้คาดหมายพระองค์ว่า จะได้เป็นองค์จักรพรรดิในอนาคต เพราะเนื่องจากพระปิตุลาของพระองค์ จักรพรรดิโยเซฟ ไม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาเลย แล้วนอกจากนี้ พระราชอนุชาของพระองค์ อาร์ชดยุกเลโอโปลด์ ซึ่งก็เป็นพระราชบิดาของจักรพรรดิ ก็ทรงอยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์ที่ลำดับที่ 1 อีกด้วย ดังนั้น พระองค์จึงต้องไปทรงศึกษาอย่างเคร่งครัด ณ คอร์ตหลวง (Imperial Court) กรุงเวียนนา เพื่อในการเตรียมตัวสำหรับอนาคตของพระองค์

จักรพรรดิโยเซฟ ผู้เป็นพระราชปิตุลา ทรงทราบถึงการพัฒนาการของพระราชนัดดาของพระองค์ และรู้ซึ้งถึงระบอบการปกครองย่างเคร่งครัด ซึ่งแตกต่างจากระบอบการปกครองของแกรนด์ดยุกเลโอโปลด์ ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นองค์พระประมุขแห่งแคว้นทัสคานี อย่างไรก็ตาม ราชปิตุลายังทรงเห็นว่า การศึกษาที่เคร่งครัดและระเบียบวินัยในตัวพระราชนัดดายังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากพระองค์ถูกแยกให้ศึกษาพระองค์เอง ราชปิตุลาทรงเกรงว่า อาจทำให้พระราชนัดดาล้มเหลวในการพึ่งพาตนเอง เพราะพระองค์ไม่ได้รับการศึกษาพร้อมกับผู้อื่น แต่ถึงอย่างไร ว่าที่จักรพรรดิฟรันซ์ทรงประทับใจและนับถือราชปิตุลาเป็นพระองค์ตัวอย่าง โดยพระองค์ทรงตั้งอกตั้งใจเข้ารับการศึกษาอย่างเต็มที่ ต่อมา พระองค์ทรงได้เข้ารับการฝึกทหาร และร่วมรบในฮังการี พระองค์จึงทรงซึมซาบความเป็นทหารอย่างเต็มที่...

เมื่อจักรพรรดิโยเซฟเสด็จสวรรคตเมื่อปีพ.ศ. 2333 แกรนด์ดยุกเลโอโปลด์ พระราชบิดาได้ทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระเชษฐา ซึ่งขณะนั้น พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการสะสางความบาดหมางทางการเมืองการปกครอง อาร์ชดยุกฟรันซ์ จึงทรงได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อฤดูหนาว พ.ศ. 2334 พระราชบิดามีพระอาการประชวรอย่างหนัก ภาวะตึงเครียดมาถึงพระราชวงศ์ทันที โดยเฉพาะอาร์ชดยุกฟรันซ์ พระอาการประชวรเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนในที่สุด ช่วงบ่ายของวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2335 จักรพรรดิเลโอโปลด์เสด็จสวรรคตอย่างสงบ ด้วยพระชนมพรรษาเพียง 44 พรรษา อาร์ชดยุกฟรันซ์จึงทรงได้สืบราชสมบัติต่อจากราชบิดาด้วยพระชนมายุเพียง 24 พรรษา

จักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์[แก้]

เมื่อพระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นองค์พระประมุขแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว วิกฤติแรกในเข้ามาคือ คำขู่จากนโปเลียน โบนาปาร์ต หรือจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส ที่ได้เข้ามาก้าวก่ายการเมืองการปกครองและระบอบต่างในราชสำนักหลายประเทศในทวีปยุโรป รวมทั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงภาวะตึงเครียดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิโรมันกับจักรวรรดิฝรั่งเศส เพราะว่าราชปิตุจฉาของพระองค์ ราชินีมารี อังตัวเนตแห่งฝรั่งเศส ทรงถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินในการปฏิวัติฝรั่งเศส พ.ศ. 2336 โดยที่พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยใยดีและทรงเฉยเมยต่อชะตากรรมของราชปิตุจฉา เพราะเนื่องจากราชินีมารี อังตัวเนตไม่ทรงสนิทสนมกับพระราชบิดาของพระองค์เท่าใดนัก ทั้งที่เป็นพระเชษฐภัคินีแท้ๆของพระองค์ และทรงเป็นปิตุจฉาของจักรพรรดิฟรันซ์เสียด้วยซ้ำ ถึงแม้พระองค์จะทรงไม่เคยเห็น จอร์ช แดนตัน ประธานองคมนตรีและสมุหนายก ได้มีการเจรจากับพระองค์ให้ทรงเข้าช่วยเหลือปล่อยราชปิตุจฉาจากที่คุมขัง แต่จักรพรรดิทรงเมินเฉย โดยต่อมา พระองค์ทรงนำกองทัพเข้าร่วมรบในสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส โดยกองทัพของพระองค์ถูกโจมตีจากกองทัพของนโปเลียน โดยในสมรภูมิแคมโป ฟอร์มีโอ พระองค์ทรงยอมจำนน ยกไรน์ให้กับฝรั่งเศส เพื่อแลกเปลี่ยนกับเวนิสและแดลเมเชีย แต่ต่อมา พระองค์ทรงนำกองทัพจู่โจมฝรั่งเศสในสมรภูมิออสเตอร์ลิตส์ แต่ได้รับความพ่ายแพ้ไป โดยมีการทำสนธิสัญญาเพรสบูร์กขึ้น ซึ่งเป็นยุบระบอบการปกครองของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ลง และก่อตั้งจักรวรรดิออสเตรียเป็นจักรวรรดิใหม่

เมื่อปีพ.ศ. 2352 พระองค์ได้นำกองทัพเข้าจู่โจมฝรั่งเศสอีกครั้ง เพื่อหวังผลประโยชน์จากสงครามคาบสมุทรที่นโปเลียนสามารถยึดสเปนได้ แต่ก็ถูกโจมตีและได้รับความพ่ายแพ้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ พระองค์ทรงนึกคิดอยากจะกระชับความสัมพันธ์กับจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยมีพระมีพระบรมราชโองการให้พระราชธิดาองค์โตของพระองค์ อาร์ชดัชเชสมารี หลุยส์ ไปอภิเษกสมรสกับนโปเลียน แต่นโปเลียนมองการส่งพระราชธิดามาอภิเษกเป็นการส่งราชบรรณาการ ฝรั่งเศสจึงได้ออสเตรียเป็นเมืองประเทศราช เหมือนเมืองทาส เพราะนโปเลียนได้ประเทศอื่นๆในยุโรปเป็นเสมือนทาสรับใช้ เช่น ประเทศในแถบเยอรมัน รวมทั้งปรัสเซียด้วย

ในปีพ.ศ. 2356 ออสเตรียได้เข้าจู่โจมฝรั่งเศสอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้าย โดยครั้งนี้ออสเตรียได้ร่วมมือกับสหราชอาณาจักร รัสเซีย และปรัสเซียโจมตีนโปเลียน โดยออสเตรียได้เปรียบในตอนสุดท้าย คือการตั้งการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา (Congress of Vienna) โดยมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เจ้าชายคลีเมนส์ เว็นเซิลแห่งเม็ทเตอร์นิชเป็นองค์ประธาน เพื่อช่วยในการปฏิรูประบอบการปกครองของราชอาณาจักรหรือจักรวรรดิต่างๆ รวมทั้งมีการก่อตั้งกลุ่มสมาพันธรัฐเยอรมัน เพื่อเป็นหน่วยย่อยในการดูแล ควบคุมระบอบการเมืองการปกครองของกลุ่มประเทศเยอรมัน โดยการประชุมแห่งเวียนนาได้จัดระบบประเทศต่างๆของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โดยให้จักรพรรดิฟรันซ์เป็นองค์ประธานในการประชุมที่เวียนนาและกลุ่มสมาพันธรัฐเยอรมัน โดยพระองค์ทรงเป็นเจ้าภาพร่วมกับพระราชวงศ์ประเทศอื่นในการประชุม แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้ทรงตัดความสัมพันธ์กับรัสเซียและปรัสเซีย คือจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย และพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 3 แห่งปรัสเซีย ในการเจรจาสนธิสัญญาลับในการฟื้นฟูสถาปนาพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศสให้เป็นองค์พระประมุขฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์ภายในประเทศ[แก้]

หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งสร้างความประทับพระทัยต่อพระองค์เป็นอย่างมาก โดยช่วงเวลานั้น ทรงพระอารมณ์ดีตลอดเวลา แต่พระองค์ไม่ทรงไว้ใจพวกหัวรุนแรงในออสเตรียที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส ในปีพ.ศ. 2337 มีการก่อตั้งกองทัพราชนาวีออสเตรียและฮังการีอย่างลับๆ โดยผู้นำได้อยู่ในการพิจารณา แต่คำตัดสินของคณะลูกขุนได้ให้หาทางจัดการกับขอบเขตภายนอกของการก่อตั้งกองทัพอย่างลับๆนี้ อาร์ชดยุกอเล็กซานเดอร์ เลโอโปลด์ (ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งสมุหนายกแห่งฮังการี) ทรงเป็นองค์ประธานของคณะลูกขุนที่เข้าจัดการเกี่ยวกับการก่อตั้งกองทัพอย่างลับๆนี้ ซึ่งในที่สุด สามารถจับกุมตัวการทั้งหมดได้ ศาลตัดสินให้ประหารชีวิตบ้าง และจำคุกตลอดชีวิต

จักรพรรดิทรงเป็นคนขี้ระแวง พระองค์ทรงก่อตั้งตำรวจ สายลับในเครือข่ายที่กว้างขวาง เพื่อตรวจสอบสภาพการเมืองทั้งหมดอย่างลับๆ อันที่จริงแล้ว พระองค์ทรงสืบสานต่อพระปณิธานพระราชบิดาที่ทรงก่อตั้งสายลับตรวจสอบสภาพการเมืองอย่างลับๆที่แคว้นทัสคานี โดยการก่อตั้งสายลับนี้ พระราชอนุชาของพระองค์ อาร์ชดยุกคาร์ล และอาร์ชดยุกโจฮันน์ทรงเป็นผู้ร่วมก่อตั้งด้วย นอกจากนี้ พระองค์ก็ทรงนำนโยบายในการบริหารประเทศจากจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในการปกครองจักรวรรดิด้วย ถึงแม้ว่า ตอนนี้ พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งออสเตรีย โดยพระองค์ทรงถอดถอนจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ออกจากกลุ่มเยอรมัน ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงให้กับสภากฎหมายแห่งรัฐธรรมนูญ

อภิเษกสมรส[แก้]

จักรพรรดิพร้อมด้วยพระชายาและพระราชบุตร

จักรพรรดิฟรันซ์ทรงอภิเษกสมรสถึง 4 ครั้ง ดังนี้:

พระราชบุตร[แก้]

ช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ[แก้]

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2378 43 ปีแห่งการครองราชย์ของพระองค์ จักรพรรดิฟรันซ์เสด็จสวรรคต จากการประชวรไข้อย่างหนัก รวมพระชนมายุได้ 67 พรรษา พระศพถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ โดยในฐานะจักรพรรดิแห่งออสเตรียและจักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ มีการเก็บพระศพของพระองค์ไว้ที่มหาวิหารเซนต์ สตีเฟน กรุงเวียนนา 3 วัน จากนั้นนำไปฝังไว้ที่วิหารฮับส์บูร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ฝังพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ออสเตรียมาช้านาน พระศพของพระองค์ถูกฝังไว้ท่ามกลางพระศพของพระชายาทั้ง 4 พระองค์

พระราชอิสริยยศ[แก้]


ภาษาอังกฤษ: By the grace of god, Franz Joseph Karl, Franz the First, Emperor of Austria; Apostolic King of Hungary, King of Bohemia, Dalmatia, Croatia, Slavonia, Galicia, Lodomeria, and Jerusalem; Archduke of Austria; Duke of Lorraine, Salzburg, Würzburg, Franconia, Styria, Carinthia and Carniola; Grand Duke of Cracow; Grand Prince of Transylvania; Margrave of Moravia; Duke of Sandomir, Masovia, Lublin, Upper and Lower Silesia, Auschwitz and Zator, Teschen and Friule; Prince of Berchtesgaden and Mergentheim; Princely Count of Habsburg, Gorizia and Gradisca and of the Tyrol; and Margrave of Upper and Lower Lusatia and in Istria".

ภาษาไทย: ด้วยอำนาจแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ฟรันซ์ โยเซฟ คาร์ล, ฟรันซ์ที่ 1 จักรพรรดิแห่งออสเตรีย สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งฮังการี ผู้ทรงเปรียบเสมือนอัครสาวกเบื้องขวาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งโบฮีเมีย ดาลมาเทีย โครเอเชีย สลาโวเนีย กาลิเซีย โลโดมีเรีย และเยรูซาเลม อาร์ชดยุกแห่งออสเตรีย ดยุกแห่งลอร์เรน ซาร์สบูร์ก วืร์ซบูร์ก ฟรานโซเนีย สตีเรีย คารินเธีย และคาร์นิโอล่า แกรนด์ดยุกแห่งคราโคว์ แกรนด์ พรินซ์แห่งทรานซิลวาเนีย มาร์เกรฟแห่งโมราเวีย ดยุกแห่งซานโดเมียร์ โมซาเวีย ลูบลิน อัปเปอร์ และโลเวอร์ ซีลิเซีย ออสวิตส์ และเซเตอร์ เทสเชน และฟริวลี เจ้าชายแห่งเบิร์ชเท็สกาเด็น และเมอร์เจนเธิม เค้านท์แห่งฮับส์บูร์ก กอริเซีย กราดิสก้า และ ทีรอล มาร์เกรฟแห่งอัปเปอร์ และโลเวอร์ ลูซาเทีย และอิสเตรีย

ราชตระกูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ถัดไป
เลโอโปลด์ที่ 2 2leftarrow.png จักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
(ค.ศ. 1792 – 1806)
2rightarrow.png ไม่มี
ยุบจักรวรรดิ
เลโอโปลด์ที่ 2 2leftarrow.png กษัตริย์แห่งฮังการี
กษัตริย์แห่งโบฮีเมีย

(ค.ศ. 1792 – 1835)
2rightarrow.png แฟร์ดีนันด์ที่ 1
ไม่มี
สถาปนาจักรวรรดิ
2leftarrow.png จักรพรรดิแห่งออสเตรีย
(ค.ศ. 1804 – 1835)
2rightarrow.png แฟร์ดีนันด์ที่ 1
นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส
ในตำแหน่ง ผู้อารักขาสมาพันรัฐแห่งแม่น้ำไรน์
2leftarrow.png องค์ประธานสมาพันธรัฐเยอรมัน
(ค.ศ. 1815 – 1835)
2rightarrow.png แฟร์ดีนันด์ที่ 1 แห่งออสเตรีย