ข้ามไปเนื้อหา

อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก

Regnum Francorum orientalium (ละติน)
843–962
ราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกใน ค.ศ. 843 หลังสนธิสัญญาแวร์เดิง
ราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกใน ค.ศ. 843 หลังสนธิสัญญาแวร์เดิง
เมืองหลวงหลายแห่ง รวมถึงแฟรงก์เฟิร์ตและเรเกินส์บวร์ค
ภาษาทั่วไปภาษาละตินสมัยกลาง
ภาษาเยอรมันที่สูงเก่า
ภาษาฟรีเชียเก่า
ภาษาดัตช์เก่า
ภาษาเยอรมันที่ต่ำเก่า
กลุ่มภาษาสลาฟ
ศาสนา
เดมะนิมEast Frankish  East Frank
การปกครองราชาธิปไตย
พระมหากษัตริย์ 
 843–876
ลุดวิจชาวเยอรมัน (องค์แรก)
 936–962 (ครองตำแหน่งจนกระทั่งสวรรคตใน ค.ศ. 973)
อ็อทโทที่ 1 มหาราช
ยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง
843
870
 สิ้นสุด
962
สกุลเงินPfennig
ก่อนหน้า
ถัดไป
ราชอาณาจักรแฟรงก์
จักรวรรดิการอแล็งเฌียง
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ราชอาณาจักรเยอรมนี
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ

แฟรงก์ตะวันออก (ละติน: Francia orientalis) หรือ อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก (Regnum Francorum orientalium) เป็นรัฐสืบทอดของจักรวรรดิการอแล็งเฌียงที่ปกครองโดยราชวงศ์การอแล็งเฌียงจนกระทั่ง ค.ศ. 911 สถาปนาผ่านสนธิสัญญาแวร์เดิงใน ค.ศ. 843 ที่แบ่งราชอาณาจักรแฟรงก์ออกเป็นสามส่วน คือ Francia Orientalis (อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก); Francia Media (อาณาจักรแฟรงก์กลาง) และ Francia Occidentalis (อาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก)

การแบ่งแยกตะวันออก-ตะวันตกด้วยสนธิสัญญาแวร์เดิง ซึ่งบังคับใช้โดยการแบ่งแยกภาษาเยอรมัน-ละติน "ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นการสถาปนาอาณาจักรที่แยกจากกัน"[1] โดยแฟรงก์ตะวันออกกลายเป็น (หรือเป็น) ราชอาณาจักรเยอมรนี และแฟรงก์ตะวันตกกลายเป็นราชอาณาจักรฝรั่งเศส[2][3]

รากศัพท์

[แก้]

คำว่า"แฟรงเกีย" ดินแดนของชาวแฟรงก์ (มีอีกชื่อว่า "อาณาจักนของชาวแฟรงก์") โดยทั่วไปใช้เรียกจักรวรรดิ ราชวงศ์ที่ปกครองเป็นชาวแฟรงก์ แม้ว่าพลเมืองส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าเจอร์แมนิกอื่น ๆ ที่มิใช่แฟรงก์ ราชอาณาจักรเยอรมนีส่วนใหญ่เป็นบริเวณแฟรงก์ตะวันออกที่พูดภาษาเจอร์แมนิก โดยเฉพาะหลังการส่งต่อความเป็นกษัตริย์จากกษัตริย์แฟรงก์ไปยังราชวงศ์อ็อทโทของแซกซันใน ค.ศ. 919

คำว่า orientalis Francia เดิมสื่อถึง Franconia และพลเมือง orientales Franci อันเป็นผู้มีเชื้อชาติแฟรงก์ที่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไรน์ การใช้คำนี้ในความหมายที่กว้างขึ้นเพื่ออ้างถึงอาณาจักรทางตะวันออก เป็นนวัตกรรมในราชสำนักของลูทวิชชาวเยอรมัน เนื่องจากแฟรงก์ตะวันออกสามารถเชื่อมโยงกับออสตราเซียเก่า ซึ่งเป็นดินแดนใจกลางของชาวแฟรงก์ การเลือกใช้คำศัพท์ของลูทวิชจึงบ่งบอกถึงความทะเยอทะยานของพระองค์[4] ในรัชสมัยของอาร์นุลฟ์แห่งคารินเทีย พระราชนัดดาของพระองค์ รากศัพท์นี้ส่วนใหญ่ถูกละทิ้ง และอาณาจักรนี้จึงถูกเรียกสั้น ๆ ว่า Francia[5]

เมื่อมีความจำเป็น เช่นในสนธิสัญญาบ็อนกับชาวแฟรงก์ตะวันตกใน ค.ศ. 921 จึงมีคำคุณศัพท์ "ตะวันออก" ปรากฏขึ้น พระเจ้าไฮน์ริชที่ 1 ทรงอ้างถึงพระองค์เองในสนธิสัญญาเป็น rex Francorum orientalium ซึ่งแปลว่า "กษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ตะวันออก"[6] ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 อ็อทโทแห่งไฟรซิง นักประวัติศาสตร์ ได้ใช้ศัพท์แบบการอแล็งเฌียง โดยอธิบายว่า "อาณาจักรตะวันออกของชาวแฟรงก์" (orientale Francorum regnum) นั้น "ปัจจุบันเรียกเป็น อาณาจักรของชาวเยอรมัน" (regnum Teutonicorum)[7]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

การเสื่อมถอยของราชอาณาจักรแฟรงก์

[แก้]

เดือนสิงหาคม ค.ศ. 843 สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นหลังการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิหลุยส์ผู้ศรัทธาที่ดำเนินมาสามปียุติลงเมื่อพระโอรสและทายาททั้งสามของพระองค์ตกลงทำสนธิสัญญาแวร์เดิงร่วมกัน การแบ่งดินแดนได้ยึดแม่น้ำเมิซ, แม่น้ำสเกลต์, แม่น้ำซาโอน และแม่น้ำโรนเป็นหลักสำคัญ โลแธร์ที่ 1 พระโอรสคนโตได้ครองตำแหน่งจักรพรรดิปกครองราชอาณาจักรแฟรงก์กลาง ชาร์ลส์ผู้ศีรษะล้านได้ครองราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก ส่วนลุดวิจชาวเยอรมันได้ครองพื้นที่ส่วนแบ่งทางตะวันออกซึ่งประกอบด้วยดินแดนที่พูดภาษาเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ดัชชีซัคเซิน, ออสตราเซีย, อาลามันเนีย, ดัชชีบาวาเรีย และรัฐชายแดนคารินเธีย

ปี ค.ศ. 869 สนธิสัญญาเมียร์เซอน์ได้แบ่งโลทาริงเกียให้แก่ราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตกและตะวันออก ราชอาณาจักรแฟรงก์กลางที่ดำรงอยู่ได้ไม่นานปิดฉากก่อเกิดเป็นสงครามระหว่างชาวฝรั่งเศสและชาวเยอรมนีที่ดำเนินไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20

ราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกภายใต้ราชวงศ์การอแล็งเฌียง

[แก้]

จักรพรรดิคาร์ลพระวรกายพ่วงพีรวมดินแดนทั้งหมดของชาวแฟรงก์เข้าด้วยกันอีกครั้งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ในปี ค.ศ. 888 เหล่าขุนนางได้ปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งและอาร์นอล์ฟแห่งคารินเธียได้รับเลือกเป็นกษัตริย์ของราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก

อำนาจกษัตริย์ในราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกที่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ทำให้ตำแหน่งดยุคแห่งบาวาเรีย, ดยุคแห่งสวาเบีย, ดยุคแห่งแฟรงโกเนีย และดยุคแห่งโลธาริงเกียที่เคยมาจากการแต่งตั้งกลายเป็นตำแหน่งที่สืบทอดต่อทางสายเลือด กษัตริย์ต้องรับมือกับการก่อกบฏในแคว้นต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ

พระเจ้าคอนราดที่ 1 ได้รับเลือกเป็นกษัตริย์

[แก้]

ในปี ค.ศ. 911 ขุนนางซัคเซิน, แฟรงโกเนีย, บาวาเรีย และสวาเบียเลิกปฏิบัติตามธรรมเนียมดั้งเดิมที่จะเลือกเชื้อพระวงศ์คนใดคนหนึ่งของราชวงศ์การอแล็งเฌียงมาเป็นกษัตริย์ปกครองพวกตนและได้เลือกคอนราดที่ 1 เป็นกษัตริย์คนใหม่ของพวกตนในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 911 แต่การสร้างอำนาจเหนือดยุคคนอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ไฮน์ริช ดยุคแห่งซัคเซินได้ก่อกบฏต่อพระเจ้าคอนราดที่ 1 จนถึงปี ค.ศ. 915 และการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับอาร์นอล์ฟ ดยุคแห่งบาวาเรียทำให้พระเจ้าคอนราดต้องแลกด้วยชีวิตของพระองค์ บนเตียงสิ้นพระชนม์พระเจ้าคอนราดที่ 1 ได้เลือกไฮน์ริชแห่งซัคเซินเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่สุด

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิด

[แก้]

การได้รับเลือกเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าไฮน์ริชที่ 1 ทำให้ตำแหน่งกษัตริย์ถูกเปลี่ยนมือจากชาวแฟรงก์มาเป็นชาวซัคเซิน (แซ็กซัน) แต่มีเพียงซัคเซินและแฟรงโกเนียที่เลือกพระองค์เป็นกษัตริย์ พระเจ้าไฮน์ริชต้องกำราบดยุคคนอื่น ๆ เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 936 ราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมในรัชสมัยของพระองค์ได้ตกเป็นออทโท พระโอรสของพระองค์ที่ต่อมาได้รับการสวมมงกุฎจักรพรรดิในโรมในปี ค.ศ. 962 อันเป็นการเริ่มต้นของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Bradbury 2007, 21: "... division which gradually hardened into the establishment of separate kingdoms, notably East and West Francia, or what we can begin to call Germany and France."
  2. Goldberg 2006, 6: "Louis [the German's] kingship laid the foundations for an east Frankish kingdom that, in the eleventh century, was transformed into the medieval Kingdom of Germany".
  3. Reuter 2006, p. 270.
  4. Goldberg 2006, 73.
  5. Müller-Mertens 1999, 237.
  6. Müller-Mertens 1999, 241.
  7. Scales 2012, 158.

ข้อมูล

[แก้]
  • Bernard Bachrach and David Bachrach. "The Saxon Military Revolution, 912–973: Myth and Reality". Early Medieval Europe 15 (2007), 186–222. doi:10.1111/j.1468-0254.2007.00203.x
  • Bernard Bachrach and David Bachrach. "Early Saxon Frontier Warfare: Henry I, Otto I, and Carolingian Military Institutions". Journal of Medieval Military History 10 (2012), 17–60.
  • David Bachrach. "Exercise of Royal Power in Early Medieval Europe: The Case of Otto the Great, 936–973". Early Medieval Europe 17 (2009), 389–419. doi:10.1111/j.1468-0254.2009.00283.x
  • David Bachrach. "The Written Word in Carolingian-Style Fiscal Administration under King Henry I, 919–936". German History 28:4 (2010), 399–423. doi:10.1093/gerhis/ghq108
  • John W. Bernhardt. Itinerant Kingship and Royal Monasteries in Early Medieval Germany, c. 936–1075. Cambridge Studies in Medieval Life and Thought, 21. Cambridge: Cambridge University Press, 1993. ISBN 0521394899 doi:10.1017/CBO9780511562372
  • Bowlus, Charles R. (1995). Franks, Moravians, and Magyars: The Struggle for the Middle Danube, 788-907. Philadelphia: University of Pennsylvania Press. ISBN 9780812232769.
  • Jim Bradbury. The Capetians: Kings of France, 987–1328. London: Hambledon Continuum, 2007.
  • Eric J. Goldberg. "'More Devoted to the Equipment of Battle Than the Splendor of Banquets': Frontier Kingship, Military Ritual, and Early Knighthood at the Court of Louis the German". Viator 30 (1999), 41–78. doi:10.1484/J.VIATOR.2.300829
  • Goldberg, Eric J. (2006). Struggle for Empire: Kingship and Conflict under Louis the German, 817-876. Ithaca, NY: Cornell University Press.
  • McKitterick, Rosamond (1983). The Frankish Kingdoms Under the Carolingians, 751-987. Harlow: Longman.
  • McKitterick, Rosamond (2008). Charlemagne: The Formation of a European Identity. Cambridge: Cambridge University Press.
  • MacLean, Simon (2003). Kingship and Politics in the Late Ninth Century: Charles the Fat and the end of the Carolingian Empire. New York: Cambridge University Press.
  • Eckhard Müller-Mertens. "The Ottonians as Kings and Emperors". Timothy Reuter, ed. The New Cambridge Medieval History. Volume II: c.900–c.1024. Cambridge: Cambridge University Press, 1999.
  • Nelson, Janet L. (2019). King and Emperor: A New Life of Charlemagne. London. ISBN 9780520314207.
  • Timothy Reuter. "The Medieval German Sonderweg? The Empire and its Rulers in the Highe Middle Ages". In Kings and Kingship in Medieval Europe, ed. Anne J. Duggan (London: 1993), 179–211.
  • Reuter, Timothy (2013) [1991]. Germany in the Early Middle Ages c. 800–1056. London and New York: Routledge.
  • Reuter, Timothy (2006). Medieval Polities and Modern Mentalities. Cambridge: Cambridge University Press.
  • Schutz, Herbert (2004). The Carolingians in Central Europe, Their History, Arts, and Architecture: A Cultural History of Central Europe, 750-900. Leiden-Boston: Brill.
  • Susan Reynolds. Kingdoms and Communities in Western Europe, 900–1300. Oxford: Clarendon, 1997.
  • Len Scales. The Shaping of German Identity: Authority and Crisis, 1245–1414. Cambridge: Cambridge University Press, 2012.
  • Ullmann, Walter (1969). The Carolingian Renaissance and the Idea of Kingship. London: Methuen.
  • Karl Ferdinand Werner. "Les nations et le sentiment national dans l'Europe médiévale". Revue Historique, 244:2 (1970), 285–304.
  • West, Charles (2023). The Fall of a Carolingian Kingdom: Lotharingia, 855–869. Toronto: University of Toronto Press.