สาธารณรัฐไวมาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไรช์เยอรมัน
Deutsches Reich
สาธารณรัฐ

ค.ศ. 1919–ค.ศ. 1933
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เพลงชาติ
"ดาสลีดแดร์ดอยท์เชน" ("Das Lied der Deutschen")
เยอรมนี ค.ศ. 1930
รัฐเยอรมัน (สีน้ำเงินคือเสรีรัฐปรัสเซีย)
เมืองหลวง กรุงเบอร์ลิน
ภาษา ภาษาเยอรมัน
รัฐบาล สหพันธ์สาธารณรัฐแบบกึ่งประธานาธิบดี
ประธานาธิบดี
 -  ค.ศ. 1918-1925 ฟรีดริช เอเบิร์ท
 -  ค.ศ. 1925-1934 เพาล์ ฟอน ฮินเดนบูร์ก
นายกรัฐมนตรี
 -  1919 (คนแรก) ฟิลลิพ ไชเดอมัน
 -  1933 (คนสุดท้าย) อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ประวัติศาสตร์
 -  สถาปนา ค.ศ. 1919
 -  อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรี 30 มกราคม ค.ศ. 1933
 -  รัฐบัญญัติมอบอำนาจ ค.ศ. 1933
พื้นที่
 -  ค.ศ. 1925 468,787 ตร.กม. (181,000 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  ค.ศ. 1925 ประมาณการ 62,411,000 
     ความหนาแน่น 133.1 คน/ตร.กม.  (344.8 คน/ตารางไมล์)
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ประวัติศาสตร์เยอรมนี
ตราแผ่นดินเยอรมนี

สาธารณรัฐไวมาร์ (เยอรมัน: Weimarer Republik) เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกประเทศเยอรมนีในยุคสาธารณรัฐระหว่างปีค.ศ. 1919 ถึง 1933 ชื่อของสาธารณรัฐนั้นตั้งตามชื่อเมืองไวมาร์ ที่ซึ่งรัฐสภาได้ประชุมกันเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังจากจักรวรรดิเยอรมันล่มสลายลงหลังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่วนชื่ออย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐไวมาร์คือ ไรช์เยอรมัน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ยกเลิกอภิสิทธิของขุนนางเยอรมันทิ้ง ลูกหลานของขุนนางเยอรมันไม่สามารถสืบตำแหน่งได้อีกต่อไป สืบได้เพียงทรัพย์สินและนามสกุลเท่านั้น

เยอรมนีได้กลายเป็นสาธารณรัฐโดยพฤตินัย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 เมื่อไคเซอร์(จักรพรรดิ) วิลเฮ็ล์มที่ 2 แห่งเยอรมนีได้สละบังลังก์แห่งเยอรมันและปรัสเซียโดยไม่ได้มีการตกลงที่จะสืบราชบังลังก์โดยพระราชโอรสของพระองค์คือ เจ้าชายวิลเฮล์ม มกุฎราชกุมาร และได้กลายเป็นสาธารณรัฐโดยพฤตินัยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งเยอรมนีได้ถูกก่อตั้งขึ้น สภาแห่งชาติได้มีการประชุมกันในเมืองไวมาร์ ที่รัฐธรรมนูญใหม่สำหรับเยอรมนีได้เขียนและประกาศใช้ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1919 ในช่วงเวลาสิบสี่ปี สาธารณรัฐไวมาร์ต้องประสบปัญหามากมาย,รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง การเมืองที่มีแต่ความรุนแรง(ด้วยกองกำลังกึ่งทหาร-ทั้งฝ่ายซ้ายและขวา) เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่โต้แย้งกับผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยความไม่พอในเยอรมนีที่มีต่อสนธิสัญญาแวร์ซายที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิ์ทางการเมืองที่พวกเขาโกรธแค้นต่อผู้ที่ลงนามในสนธิสัญญาและส่งเพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไข สาธารณรัฐไวมาร์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขส่วนใหญ่ของสนธิสัญญาแวร์ซาย แม้ว่าจะไม่เคยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการลดอาวุธทั้งหมดและท้ายที่สุดก็ได้จ่ายเพียงเล็กน้อยของการชดเชยค่าปฏิกรรมสงคราม(โดยการปรับโครงสร้างหนี้สองครั้งผ่านด้วยแผนการดอวส์และแผนการยัง) ภายใต้สนธิสัญญาโลคาร์โน เยอรมนีจะต้องยอมรับเขตชายแดนตะวันตกของประเทศโดยยกเลิกการอ้างสิทธิ์บนดินแดนฝรั่งเศสและเบลเยียม แต่ยังคงมีการโต้เถียงกันในเรื่องเขตชายแดนตะวันออกและได้พยายามที่จะโน้มน้าวให้ออสเตรียที่มีคนพูดภาษาเยอรมันเพื่อเข้าร่วมกับเยอรมนีในฐานะหนึ่งในรัฐเยอรมนี

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา ประธานาธิบดี เพาล์ ฟ็อน ฮินเดินบวร์ค ได้ใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อหนุนหลังนายกรัฐมนตรี ไฮน์ริช บรือนิง, ฟรันทซ์ ฟ็อน พาเพิน และควร์ท ฟ็อน ชไลเชอร์ ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่, ความรุนแรงจากนโยบายของบรือนิงจากภาวะเงินฝืด ได้นำไปสู่การว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1933 ฮินเดินบวร์คได้แต่งตั้งให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีกับพรรคนาซีได้เป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาลผสม นาซีได้แค่สองในสิบที่นั่งในคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ ฟ็อน พาเพิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะเป็น Éminence grise(ผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง) ที่คอยเฝ้าจับตาดูฮิตเลอร์ให้อยู่ภายใต้การควบคุม โดยใช้การเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฮินเดินบวร์ค ภายในเวลาไม่กี่เดือน กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรชส์ทาคและรัฐบัญญัติมอบอำนาจ ปี ค.ศ. 1933 ได้นำไปสู่ภาวะฉุกเฉินของรัฐ: ได้ลบล้างการจัดการปกครองตามรัฐธรรมนูญและเสรีภาพของประชาชน การเถลิงอำนาจของฮิตเลอร์(มัคท์แอร์ไกรฟุง) ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลโดยกฤษฎีกาซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในนิติบัญญัติ ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้ยุคสาธารณรัฐสิ้นสุดลง-ระบอบประชาธิปไตยล่มสลาย การก่อตั้งรัฐที่มีพรรคเดียวได้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคนาซี

อ้างอิง[แก้]

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Allen, William Sheridan (1984). The Nazi seizure of Power: the experience of a single German town, 1922–1945. New York, Toronto: F. Watts. ISBN 0-531-09935-0.
  • Berghahn, V. R. (1982). Modern Germany. Cambridge, UK: Cambridge University Press. ISBN 0-521-34748-3.
  • Bookbinder, Paul (1996). Weimar Germany: the Republic of the Reasonable. Manchester, UK: Manchester University Press. ISBN 0-7190-4286-0.
  • Bracher, Karl Dietrich (1971). Die Auflösung der Weimarer Republik; eine Studie zum Problem des Machtverfalls in der Demokratie (in German). Villingen, Schwarzwald: Ring-Verlag.
  • Broszat, Martin (1987). Hitler and the Collapse of Weimar Germany. Leamington Spa, New York: Berg. ISBN 0-85496-509-2.
  • Childers, Thomas (1983). The Nazi Voter: The Social Foundations of Fascism in Germany, 1919–1933. Chapel Hill: University of North Carolina Press. ISBN 0-8078-1570-5.
  • Craig, Gordon A. (1980). Germany 1866–1945 (Oxford History of Modern Europe). Oxford: Oxford University Press. ISBN 0-19-502724-8.
  • Dorpalen, Andreas (1964). Hindenburg and the Weimar Republic. Princeton, N.J.: Princeton University Press.
  • Eschenburg, Theodor (1972) "The Role of the Personality in the Crisis of the Weimar Republic: Hindenburg, Brüning, Groener, Schleicher" pages 3–50 from Republic to Reich The Making Of The Nazi Revolution edited by Hajo Holborn, New York: Pantheon Books.
  • Feuchtwanger, Edgar (1993). From Weimar to Hitler: Germany, 1918–1933. London: Macmillan. ISBN 0-333-27466-0.
  • Gay, Peter (1968). Weimar Culture: The Outsider as Insider. New York: Harper & Row.
  • Gordon, Mel (2000). Volutpuous Panic: The Erotic World of Weimar Berlin. New York: Feral House.
  • Hamilton, Richard F. (1982). Who Voted for Hitler?. Princeton, N.J.: Princeton University Press. ISBN 0-691-09395-4.
  • Chris Harman The Lost Revolution: Germany 1918–1923. Bookmarks. 1982. ISDN 090622408X.
  • James, Harold (1986). The German Slump: Politics and Economics, 1924–1936. Oxford, Oxfordshire: Clarendon Press. ISBN 0-19-821972-5.
  • Kaes, Anton (1994). The Weimar Republic Sourcebook. Berkeley: University of California Press. ISBN 0-520-06774-6. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  • Kershaw, Ian (1990). Weimar. Why did German Democracy Fail?. London: Weidenfield & Nicholson. ISBN 0-312-04470-4.
  • Kershaw, Ian (1998). Hitler 1889–1936: Hubris. London: Allen Lane. ISBN 0-393-04671-0.
  • Kolb, Eberhard (1988). The Weimar Republic. P.S. Falla (translator). London: Unwin Hyman. ISBN 0-04-943049-1.
  • Mommsen, Hans (1991). From Weimar to Auschwitz. Philip O'Connor (translator). Princeton, N.J.: Princeton University Press. ISBN 0-691-03198-3.
  • Mowrer, Edgar Angel (1933). Germany Puts The Clock Back. London.
  • Nicholls, Anthony James (2000). Weimar And The Rise Of Hitler. New York: St. Martin's Press,. ISBN 0-312-23350-7.
  • Peukert, Detlev (1992). The Weimar Republic: the Crisis of Classical Modernity. New York: Hill and Wang. ISBN 0-8090-9674-9.
  • Turner, Henry Ashby (1996). Hitler's Thirty Days To Power: January 1933. Reading, Mass.: Addison-Wesley. ISBN 0-201-40714-0.
  • Turner, Henry Ashby (1985). German Big Business and the Rise of Hitler. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-503492-9.
  • Weitz, Eric D. (2007). Weimar Germany: Promise and Tragedy. Princeton: Princeton University Press. ISBN 978-0-691-01695-5.
  • Wheeler-Bennett, John (2005). The Nemesis of Power: German Army in Politics, 1918–1945. New York: Palgrave Macmillan Publishing Company. ISBN 1-4039-1812-0.
  • Widdig, Bernd (2001). Culture and Inflation in Weimar Germany. Berkeley, CA: University of California Press. ISBN 978-0-520-22290-8.

ภูมิประวัติศาสตร์[แก้]

  • Fritzsche, Peter. "Did Weimar Fail?," Journal of Modem History 68 (1996): 629–656. in JSTOR
  • Graf, Rüdiger. "Either-Or: The Narrative of 'Crisis' in Weimar Germany and in Historiography," Central European History (2010) 43#4 pp. 592–615

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]