สงครามนโปเลียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สงครามนโปเลียน
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามสหสัมพันธมิตร
Austerlitz-baron-Pascal.jpg
Battle of Waterloo 1815.PNG
บน: ยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์ (ค.ศ. 1805)
ล่าง: ยุทธการที่วอเตอร์ลู (ค.ศ. 1815)
วันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1803 (1803-05-18)20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1815 (1815-11-20)
สถานที่ มหาสมุทรแอตแลนติก, คอเคซัส, ทวีปยุโรป, เฟรนช์เกียนา, มหาสมุทรอินเดีย, ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, ทวีปอเมริกาเหนือ, ทะเลเหนือ, ริโอเดลาปลาตา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส
ผลลัพธ์ ชัยชนะของสัมพันธมิตร
เกิดการประชุมแห่งเวียนนา
คู่ขัดแย้ง
ฝ่ายสัมพันธมิตร:
จักรวรรดิฝรั่งเศสและพันธมิตร:
สาธารณรัฐฝรั่งเศส (จนถึง ค.ศ. 1804)
จักรวรรดิฝรั่งเศส (ตั้งแต่ ค.ศ. 1804)

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ


กำลัง
  • รัสเซีย: ทหารประจำการ, ทหารคอสแซคและทหารอาสา สูงสุด 900,000 นาย[16]
  • ปรัสเซีย: ทหารประจำการและทหารอาสา สูงสุด 320,000 นาย[17]
  • สหราชอาณาจักร: ทหารประจำการและทหารอาสา สูงสุด 250,000 นาย[18][ต้องการอ้างอิง]
  • ออสเตรีย, สเปน, โปรตุเกส, สวีเดนและรัฐสหสัมพันธมิตรอื่น ๆ : ทหารประจำการและทหารอาสา สูงสุด 1,000,000 - 2,000,000 นาย

รวมทหารประจำการและทหารอาสาทั้งหมด: สูงสุด 3,000,000 นาย

  • ฝรั่งเศส: ทหารประจำการและทหารอาสา สูงสุด 1,200,000 นาย[19]
  • รัฐบริวารและพันธมิตร: ทหารประจำการและทหารอาสา สูงสุด 500,000 - 1,000,000 นาย

รวมทหารประจำการและทหารอาสาทั้งหมด: สูงสุด 2,000,000 นาย

กำลังพลสูญเสีย
  • ออสเตรีย: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 550,220 นาย (ค.ศ. 1792–1815)[20][21] (ไม่ทราบจำนวนทั้งหมด)
  • สเปน: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ มากกว่า 300,000 นาย[22] และเสียชีวิตจากทุกกรณี 586,000 นาย[23]
  • รัสเซีย: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 289,000 นาย[21] (ไม่ทราบจำนวนทั้งหมด)
  • ปรัสเซีย: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 134,000 นาย[21] (ไม่ทราบจำนวนทั้งหมด)
  • สหราชอาณาจักร: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 32,232 นาย[24] และเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ, โรค, อุบัติเหตุและกรณีอื่นๆ 279,574 นาย[24]
  • โปรตุเกส: เสียชีวิตหรือสูญหาย 250,000 นายขึ้นไป[25]
  • อิตาลี: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 120,000 นาย[22]
  • ออตโตมัน: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 50,000 นาย[26]
    เสียชีวิตทั้งหมด: 2,500,000 คน
ฝรั่งเศส: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 306,000 นาย [27] เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ, อุบัติเหตุหรือโรค 800,000 นาย[28]
  • พันธมิตร: เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 65,000 นาย[28]
  • พลเรือนเสียชีวิต 600,000 ราย[28]
    เสียชีวิตทั้งหมด: 1,800,000 คน[29]
  1. Was a commander for the French Empire, as Marshal Jean-Baptiste Bernadotte, ค.ศ. 1804–1810.
    1. ค.ศ. 1805, ค.ศ. 1809, ค.ศ. 1813–1815
    2. ค.ศ. 1806–1807, ค.ศ. 1813–1815
    3. ค.ศ. 1804–1807, ค.ศ. 1812–1815
    4. ค.ศ. 1808–1815
    5. ค.ศ. 1804–1809, ค.ศ. 1812–1815
    6. ค.ศ. 1800–1807, ค.ศ. 1809–1815
    7. 7.0 7.1 7.2 ค.ศ. 1813–1815
    8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 ค.ศ. 1815
    9. ค.ศ. 1809
    10. ค.ศ. 1806–1807, ค.ศ. 1813–1814
    11. 11.0 11.1 11.2 11.3 ค.ศ. 1807–1812
    12. ค.ศ. 1806–1815
    13. ค.ศ. 1808–1813
    14. ค.ศ. 1809–1813
    15. ค.ศ. 1807–1814
    16. ค.ศ. 1804–1807, 1812–1813
    17. ค.ศ. 1803–1808
    18. 18.0 18.1 จนถึงก่อนยุทธการไลพ์ซิกใน ค.ศ. 1813
    19. จนถึง ค.ศ. 1813

สงครามนโปเลียน (ฝรั่งเศส: Guerres napoléoniennes; ค.ศ. 1803 – 1815) เป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่สำคัญที่ทำให้จักรวรรดิฝรั่งเศสและพันธมิตร นำโดยนโปเลียนที่ 1 ต่อกรกับกลุ่มอำนาจในยุโรปที่ดูผันผวนซึ่งได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินและนำโดยสหราชอาณาจักร มันถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาอันสั้นๆ ของการปกครองฝรั่งเศสในยุโรปส่วนใหญ่ สงครามครั้งนี้เกิดจากข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติฝรั่งเศสและผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้ สงครามมักแบ่งออกเป็นความขัดแย้งห้าครั้ง แต่ละครั้งจะเรียกตามชื่อสหสัมพันธมิตรที่ต่อสู้กับนโปเลียน: สหสัมพันธมิตรครั้งที่สาม (ค.ศ. 1805) ครั้งที่สี่ (ค.ศ. 1806-07) ครั้งที่ห้า (ค.ศ. 1809) ครั้งที่หก (ค.ศ. 1813-14) และครั้งที่ 7 (ค.ศ. 1815) เป้าหมายของสงครามครั้งนี้คือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความมั่นคงในฝรั่งเศส ในขณะที่ได้แสดงให้ทั่วทั้งยุโรปเห็นว่า กองทัพที่พวกเขารวบรวมมาได้นั้นมีไว้เพื่อปกป้อง

เมื่อนโปเลียนได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งกงสุลคนแรกของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1799 ได้รับช่วงต่อจากสาธารณรัฐอันวุ่นวาย ต่อมาเขาได้สร้างรัฐที่มีการเงินที่มั่นคง ระบบราชการที่แข็งแกร่ง และกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ในปี ค.ศ. 1805 ออสเตรียและรัสเซียได้จัดตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่สามและทำสงครามกับฝรั่งเศส ในการตอบโต้ นโปเลียนได้เอาชนะกองทัพรัสเซีย-ออสเตรียที่เป็นพันธมิตรกันที่เอาสเทอร์ลิทซ์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1805 ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ ในทางด้านทะเล บริติชได้เอาชนะกองทัพเรือร่วมกันของฝรั่งเศส-สเปนอย่างหนักหน่วงในยุทธนาวีที่ตราฟัลการ์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1805 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถควบคุมทางทะเลและป้องกันเกาะอังกฤษจากการถูกบุกครอง ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มอำนาจของฝรั่งเศส ปรัสเซียเป็นผู้นำในการก่อตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่สี่กับรัสเซีย ซัคเซิน และสวีเดน และการเริ่มต้นของสงครามในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1806 นโปเลียนได้เอาชนะปรัสเซียอย่างรวดเร็วที่เจนาและรัสเซียที่ฟรายด์ลันด์ ได้นำพาความสงบสุขที่ไม่สบายใจมาสู่ทวีป แม้ว่าสันติภาพจะล้มเหลว เมื่อสงครามได้ปะทุขึ้นมาในปี ค.ศ. 1809 เมื่อสหสัมพันธมิตรครั้งที่ห้าซึ่งเตรียมการที่แย่ นำโดยออสเตรีย ซึ่งพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วที่วากรัม

ด้วยความหวังที่จะแบ่งแยกและทำให้บริติชอ่อนแลลงทางเศรษฐกิจผ่านทางระบบทวีป นโปเลียนได้เปิดฉากการบุกครองโปรตุเกสซึ่งเป็นพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวของอังกฤษที่เหลืออยู่ในทวีปยุโรป ภายหลังจากการยึดครองลิสบอนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1807 และด้วยกองทหารฝรั่งเศสจำนวนมากที่อยู่ในสเปน นโปเลียนจึงฉวยโอกาสในการจัดการกับสเปน อดีตพันธมิตรของพระองค์ ซึ่งได้ทำการขับไล่ราชวงศ์สเปนที่ปกครองอยู่ออกไปและประกาศให้พระเชษฐาของพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสเปนแทนในปี ค.ศ. 1808 เป็นพระเจ้าโฮเซที่ 1 สเปนและโปรตุเกสได้ออกมาลุกฮือโดยได้รับการสนับสนุนจากบริติชและขับไล่ฝรั่งเศสออกจากคราบสมุทรไอบีเรียในปี ค.ศ. 1814 ภายหลังจากหกปีของการสู้รบ

ในขณะเดียวกัน รัสเซียไม่เต็มใจที่จะแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการค้าที่ลดลงและละเมิดระบบทวีปอยู่เป็นประจำ ทำให้นโปเลียนเปิดฉากการบุกครองรัสเซียครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1812 ผลลัพธ์ของการทัพครั้งนี้ได้จบลงด้วยหายนะและความพินาศย่อยยับของกองทัพใหญ่ของนโปเลียน

ด้วยแรงบันดาลใจจากความพ่ายแพ้ ออสเตรีย ปรัสเซีย และรัสเซียได้ก่อตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่หกและเริ่มการทัพครั้งใหม่เพื่อต่อกรกับฝรั่งเศส โดยเอาชนะนโปเลียนที่ไลพ์ซิชอย่างเด็ดขากในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1813 ภายหลังจากการสู้รบที่ยังหาบทสรุปไม่ได้หลายครั้ง จากนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้บุกครองฝรั่งเศสจากทางด้านตะวันออก ในขณะที่สงครามคาบสมุทรได้แผ่ขยายออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ายึดกรุงปารีสไว้ได้ เมื่อปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 1814 และบีบบังคับให้นโปเลียนสละราชบังลังก์ในเดือนเมษายน พระองค์ถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบาและราชวงศ์บูร์บงได้รับการฟื้นฟูกลับมาเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง แต่นโปเลียนได้หลบหนีออกมาในในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 และกลับเข้ามาควบคุมฝรั่งเศสอีกครั้งจากราวหนึ่งร้อยวัน ภายหลังจากการก่อตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่เจ็ด ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เอาชนะพระองค์อย่างถาวรที่วอเตอร์ลูในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1815 และเนรเทศพระองค์ไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา ซึ่งพระองค์ได้สวรรคตในอีกหกปีต่อมา

การประชุมใหญ่แห่งเวียนนาได้ทำให้ชายแดนของทวีปยุโรปได้ถูกเขียนขึ้นใหม่และนำมาซึ่งช่วงเวลาแห่งความสงบสุข สงครามได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประวัติศาสตร์โลก รวมทั้งการแพร่กระจายของลัทธิชาตินิยมและเสรีนิยม การเถลิงอำนาจของบริติชในฐานะที่เป็นมหาอำนาจที่มีทั้งอำนาจควบคุมทางทะเลและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลก การปรากฏตัวของขบวนการเพื่อเรียกร้องเอกราชในละตินอเมริกา และการล่มสลายของจักรวรรดิสเปนและจักรวรรดิโปรตุเกสในเวลาต่อมา การปรับโครงสร้างพื้นฐานของดินแดนเยอรมันและอิตาลีทำให้กลายเป็นรัฐขนาดใหญ่มากขึ้น และการได้รับแนะนำวิธีการใหม่ๆ ในการทำสงคราม แต่ยังรวมไปถึงกฎหมายทางแพ่งอีกด้วย

ภาพรวม[แก้]

นโปเลียนได้กระทำการยึดอำนาจใน ค.ศ. 1799 ก่อให้เกิดเผด็จการทหาร[30] โดยมีข้อคิดเห็นอยู่หลายประการเกี่ยวกับวันและเวลา ที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามนโปเลียนอย่างเป็นทางการ วันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1803 มักถูกนำไปใช้ เมือบริเตนและฝรั่งเศสยุติช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ที่เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่าง ค.ศ. 1792 ถึง ค.ศ. 1814 เพียงเท่านั้น[31] สงครามนโปเลียนเริ่มต้นด้วยสงครามสหสัมพันธมิตรครั้งที่สาม ซึ่งเป็นสงครามสหสัมพันธมิตรครั้งแรก ต่อกรกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่หนึ่ง ภายหลังจากที่นโปเลียนขึ้นมาเป็นผู้นำของฝรั่งเศส

บริเตนได้ยุติสนธิสัญญาอาเมียงและได้ประกาศสงครามกับฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1803 ในบรรดาสาเหตุอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงของนโปเลียนต่อระบบในยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะในสวิตเซอร์แสนด์ เยอรมนี อิตาลีและเนเธอร์แลนด์ นักประวัติศาสตร์อย่าง เฟรเดอริค คากาน ได้ออกมาให้เหตุผลว่า บริเตนรู้สึกโกรธเคือง โดยเฉพาะกับการอ้างสิทธิ์ของนโปเลียนที่มีการควบคุมสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ ชาวบริติชยังรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม เมื่อนโปเลียนได้กล่าวว่า "ดินแดนของพวกเขา ไม่สมควรที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในกิจของยุโรป" ถึงแม้ว่าพระเจ้าจอร์จที่ 3 จะทรงเป็นผู้คัดเลือกของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ตาม ในส่วนของรัสเซียนั้น รัสเซียตัดสินใจที่จะเข้าแทรกแซงสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการบ่งชี้ว่านโปเลียนไม่ได้มองหาข้อแก้ไขอย่างสันติ เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างนโปเลียน กับชาติมหาอำนาจในยุโรปอื่น ๆ [31]

ภูมิหลัง[แก้]

วันเริ่มของสงครามและการตั้งชื่อ[แก้]

กลยุทธ์การรบของนโปเลียน[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. The term "Austrian Empire" came into use after Napoleon crowned himself Emperor of the French in 1804, whereby Francis II, Holy Roman Emperor took the title Emperor of Austria (Kaiser von Österreich) in response. The Holy Roman Empire was dissolved in 1806, and consequently "Emperor of Austria" became Francis' primary title. For this reason, "Austrian Empire" is often used instead of "Holy Roman Empire" for brevity's sake when speaking of the Napoleonic Wars, even though the two entities are not synonymous.
  2. ทั้งออสเตรียและปรัสเซียเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสอยู่ชั่วระยะหนึ่งและส่งกองทัพไปสนับสนุนการรุกรานรัสเซียของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1812
  3. รัสเซียเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสหลังจากสนธิสัญญาทิลซิทในปี ค.ศ. 1807 แต่มายุติลงในปี ค.ศ. 1810 ที่ทำให้ฝรั่งเศสเข้ารุกรานรัสเซียในปี ค.ศ. 1812 ในช่วงนั้นรัสเซียก็ทำสงครามกับสวีเดน (ค.ศ. 1808-1809) และกับ จักรวรรดิออตโตมัน (ค.ศ. 1806-1812) และบางส่วนกับบริเตน (ค.ศ. 1807-1812)
  4. สเปนเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสจนกระทั่งฝรั่งเศสรุกรานในปี ค.ศ. 1808 จากนั้นฝรั่งเศสก็ต่อสู้ในสงครามคาบสมุทร
  5. สวีเดนประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักรหลังจากพ่ายแพ้แก่รัสเซียในสงครามฟินแลนด์ (ค.ศ. 1808–1809)
  6. แฮโนเฟอร์เป็นรัฐร่วมประมุขร่วมกับสหราชอาณาจักร
  7. The Kingdom of Hungary participated in the war with separate Hungarian regiments[13][14] in the Imperial and Royal Army, and also by a traditional army ("insurrectio").[15] The Hungarian Diet voted to join in war and agreed to pay one third of the war expenses.
  8. The Ottoman Empire fought against Napoleon in the French Campaign in Egypt and Syria as part of the French Revolutionary Wars. During the Napoleonic era of 1803 to 1815, the Empire participated in two wars against the Allies: against Britain in the Anglo-Turkish War (1807–1809) and against Russia in the Russo-Turkish War (1806–1812). Russia was allied with Napoleon 1807–1810.
  9. ราชวงศ์กอญัรทำสงครามกับรัสเซียใน ค.ศ. 1804 ถึง 1813 ในขณะที่รัสเซียยังคงเป็นพันธมิตรกับนโปเลียนใน ค.ศ. 1807–1812.
  10. ซิซิลีที่ยังยังเป็นสหอาณาจักรกับเนเปิลส์กลายมาเป็นรัฐบริวารของฝรั่งเศสหลังจากยุทธการแคมโพเทเนเซในปี ค.ศ. 1806
  11. จักรวรรดิฝรั่งเศสผนวกราชอาณาจักรฮอลแลนด์ใน ค.ศ. 1810 กองทหารดัตช์ต่อสู้กับนโปเลียนในสมัยร้อยวันในปี ค.ศ. 1815
  12. จักรวรรดิฝรั่งเศสผนวกราชอาณาจักรอีทรูเรียใน ค.ศ. 1807
  13. ราชอาณาจักรเนเปิลส์เป็นพันธมิตรกับออสเตรียอยู่ชั่วระยะหนึ่งใน ค.ศ. 1814, เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสอีกครั้งและต่อสู้กับออสเตรียระหว่างสงครามเนเปิลส์ในปี ค.ศ. 1815
  14. นโปเลียนก่อตั้งดัชชีวอร์ซอปกครองโดย ราชอาณาจักรแซกโซนีในปี ค.ศ. 1807 ก่อนหน้านั้นกองทัพของโปแลนด์ก็เข้าร่วมการต่อสู้ในกองทัพฝรั่งเศสแล้ว
  15. รัฐเยอรมันสิบหกรัฐที่เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส (รวมทั้งบาวาเรียและเวิร์ตเต็มแบร์ก) ก่อตั้งเป็นสมาพันธรัฐแห่งลุ่มแม่น้ำไรน์ในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 1806 หลังจากยุทธการเอาสเทอร์ลิทซ์ (ธันวาคม ค.ศ. 1805) และหลังจากยุทธการเยนา-เออร์ชเต็ดท์ (ตุลาคม ค.ศ. 1806) รัฐเยอรมันอื่นที่เดิมต่อสู้ร่วมกับฝ่ายต่อต้านฝรั่งเศสรวมทั้งแซกโซนีและเวสต์ฟาเลียก็หันกลับมาเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและเข้าร่วมในสมาพันธรัฐ แต่แซกโซนีก็เปลี่ยนข้างอีกครั้งในปี ค.ศ. 1813 ระหว่างยุทธการไลพ์ซิกที่ทำให้รัฐอื่นรีบทำตามและประกาศสงครามกับฝรั่งเศส
  16. ทั้งสี่รัฐนี้[ไหน?] เป็นรัฐนำของสมาพันธ์ แต่สมาพันธ์ประกอบด้วยอาณาเขตของราชรัฐ, ราชอาณาจักรและดัชชี่ รวมทั้งหมด 43 แห่ง
  17. เดนมาร์ก-นอร์เวย์ยังคงรักษาความเป็นกลางมาจนถึงยุทธการโคเปนเฮเกน (ค.ศ. 1807) เดนมาร์กถูกบังคับให้ยกนอร์เวย์ให้แก่สวีเดนตามสนธิสัญญาคีลในปี ค.ศ. 1814 หลังจากการรบทางทหารของสวีเดนต่อนอร์เวย์ นอร์เวยก็รวมเป็นสหอาณาจักรกับสวีเดน

อ้างอิง[แก้]

  1. John Sainsbury (1842). Sketch of the Napoleon Museum. London. p. 15. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 26 December 2018. สืบค้นเมื่อ 13 January 2018.
  2. "The Royal Navy". Britannica Online. Encyclopædia Britannica. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 26 December 2018. สืบค้นเมื่อ 15 February 2016.
  3. Schäfer 2002, p. 137.
  4. Edward et al., pp. 522–524
  5. "De Grondwet van 1815". Parlement & Politiek (ภาษาดัตช์). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 26 December 2018. สืบค้นเมื่อ 26 June 2014.
  6. Dwyer, Philip G. (4 February 2014). The Rise of Prussia 1700–1830. ISBN 9781317887034. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 22 May 2020. สืบค้นเมื่อ 5 September 2017.
  7. Collier, Martin (2003). Italian unification, 1820–71. Heinemann Advanced History (First ed.). Oxford: Heinemann. p. 2. ISBN 0-435-32754-2. The Risorgimento is the name given to the process that ended with the political unification of Italy in 1871
  8. Riall, Lucy (1994). The Italian Risorgimento: state, society, and national unification (First ed.). London: Routledge. p. 1. ISBN 0-203-41234-6. The functional importance of the Risorgimento to both Italian politics and Italian historiography has made this short period (1815–60) one of the most contested and controversial in modern Italian history
  9. Walter, Jakob; Raeff, Marc (1996). The diary of a Napoleonic foot soldier. Princeton, N.J.
  10. Martyn Lyons p. 234–36
  11. Payne 1973, pp. 432–433.
  12. Esdaile 2009, p. [ต้องการหน้า].
  13. Arnold 1995, p. 36.
  14. The Austrian Imperial-Royal Army (Kaiserliche-Königliche Heer) ค.ศ. 1805 – 1809: The Hungarian Royal Army [1] Archived 22 กุมภาพันธ์ 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  15. Fisher, Todd (2001). The Napoleonic Wars: The Empires Fight Back 1808–1812. Oshray Publishing. ISBN 9781841762982. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 30 September 2015. สืบค้นเมื่อ 18 June 2015.
  16. Riehn 1991, p. 50.
  17. Leggiere 2014.
  18. Chandler & Beckett, p. 132
  19. John France (2011). Perilous Glory: The Rise of Western Military Power. Yale UP. p. 351. ISBN 978-0300177442.
  20. White 2014 cites Clodfelter
  21. 21.0 21.1 21.2 White 2014 cites Danzer
  22. 22.0 22.1 White 2014, Napoleonic Wars cites Urlanis 1971
  23. Canales 2004.
  24. 24.0 24.1 White 2014 cites Dumas 1923 citing Hodge
  25. White 2014 cites Payne
  26. Clodfelter
  27. White 2014.
  28. 28.0 28.1 28.2 Philo 2010.
  29. Bodart 1916, p. แม่แบบ:Page missing.
  30. Jones 1994, pp. 193–194.
  31. 31.0 31.1 Kagan 2007, pp. 42-43.

บรรณานุกรม[แก้]