การรวมชาติเยอรมัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึงการรวมประเทศในปี 1871 สำหรับการรวมประเทศเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกในปี 1990 ดูที่ การรวมประเทศเยอรมนี
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ประวัติศาสตร์เยอรมนี
ตราแผ่นดินเยอรมนี
Political map of central Europe showing the 26 areas that became part of the united German Empire in 1891. Germany based in the northeast, dominates in size, occupying about 40% of the new empire
จักรวรรดิเยอรมันระหว่างค.ศ. 1871–1918

การรวมชาติเยอรมัน (เยอรมัน: Deutsche Einigung) คือการที่รัฐเล็กน้อยต่างๆที่พูดภาษาเยอรมันถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นจักรวรรดิเยอรมัน การรวมชาติมีขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1871 ในโถงกระจก พระราชวังแวร์ซายในประเทศฝรั่งเศส เจ้ารัฐเยอรมันทรงประชุมกันที่นั้นเพื่อประกาศให้พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย เป็นจักรพรรดิเยอรมัน หลังฝรั่งเศสยอมจำนนในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ที่จริงการเปลี่ยนผ่านโดยพฤตินัยของประชากรที่พูดภาษาเยอรมันเข้าเป็นการจัดระเบียบรัฐแบบสหพันธ์มีการพัฒนาไปบ้างแล้วผ่านพันธมิตรทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการระหว่างผู้ปกครองที่เป็นเจ้า แต่ก็เป็นแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะผลประโยชน์ส่วนตนของภาคีขัดขวางกระบวนการเป็นเวลาเกือบศตวรรษเพราะการทดลองอภิชนจากการยุบจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ค.ศ. 1806) และการเจริญของชาตินิยมตลอดสมัยสงครามนโปเลียน

การรวมชาติได้เผยความตึงเครียดเนื่องจากความแตกต่างทางศาสนา ภาษา สังคมและวัฒนธรรมในหมู่ผู้อยู่อาศัยของชาติใหม่ เป็นการแนะนัยว่า ค.ศ. 1871 แสดงชั่วขณะหนึ่งในภาวะต่อเนื่องของกระบวนการการรวมชาติที่ใหญ่กว่าเท่านั้น จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มักทรงได้รับขนานพระนามว่า "จักรพรรดิชาวเยอรมันทั้งปวง" (Emperor of all the Germanies) บันทึกข่าวร่วมสมัยมักเรียก "ชาวเยอรมัน" และในจักรวรรดิ สมาชิกชนชั้นขุนนางชั้นสูงถูกเรียก "เจ้าเยอรมนี" หรือ "เจ้าชาวเยอรมัน" สำหรับดินแดนที่เคยถูกเรียกว่า อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก มีการจัดระเบียบและปกครองเป็นราชอาณาจักรปิด (pocket kingdom) นับแต่สมัยรุ่งเรืองของชาร์เลอมาญ (ค.ศ. 800) เมื่อพิจารณาภูมิประเทศภูเขาซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของดินแดนแถบนั้นแล้ว ชัดเจนว่าประชากรที่แตกออกนั้นจะพัฒนาความแตกต่างทางวัฒนธรรม การศึกษา ภาษาและศาสนาเป็นเวลานานแสนนาน เยอรมนีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการพัฒนาการขนส่งและคมนาคมซึ่งผูกประชากรเข้าเป็นวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และเหนียวแน่นกว่า ขณะที่ทำให้โลกทั้งใบอยู่ภายใต้อิทธิพลของโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและการขนส่งที่ดีกว่า

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งชนชาติเยอรมันซึ่งมีรัฐเอกราชกว่า 500 แห่งถูกยุบอย่างชะงัดเมื่อจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 ทรงสละราชสมบัติ (6 สิงหาคม ค.ศ. 1806) ระหว่างสงครามประสานมิตรครั้งที่สาม แม้มีการหยุดชะงักทางกฎหมาย การปกครองและการเมืองซึ่งสัมพันธ์กับการสิ้นสุดของจักรวรรดิ แต่ประชากรพื้นที่ที่พูดภาษาเยอรมันของจักรวรรดิเก่ามีประเพณีภาษา วัฒนธรรมและกฎหมายร่วมกันซึ่งได้รับการเสริมอีกจากประสบการณ์ที่เหมือนกันในสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน เสรีนิยมยุโรปให้รากฐานทางปัญญาแก่การรวมชาติโดยการท้าทายแบบจำลองการจัดระเบียบสังคมและการเมืองของราชวงศ์และผู้นิยมสมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutist) การแสดงแบบเยอรมันของเสรีนิยมยุโรปเน้นความสำคัญของเอกภาพประเพณี การศึกษาและภาษาของประชากรในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ในทางเศรษฐกิจ การสร้างซอลแฟร์แอง (Zollverein) หรือสหภาพศุลกากรของปรัสเซียใน ค.ศ. 1818 และการขยายรวมรัฐอื่นของสมาพันธรัฐเยอรมันในเวลาต่อมา ลดการแข่งขันระหว่างและภายในรัฐต่าง ๆ วิธีการขนส่งที่กำเนิดใหม่อำนวยความสะดวกการเดินทางทางธุรกิจและนันทนาการ นำให้มีการติดต่อและความขัดแย้งบ้างในหมู่ผู้พูดภาษาเยอรมันทั่วยุโรปกลาง

แบบจำลองเขตอิทธิพลทางการทูตในการประชุมใหญ่เวียนนาระหว่างปี 1814–1815 นั้น ได้พยายามตอกย้ำภาวะผู้นำออสเตรียในยุโรปกลาง ทว่า ผู้เจรจาที่กรุงเวียนนามองข้ามความเข้มแข็งของปรัสเซียที่เติบโตขึ้นภายในและระหว่างรัฐเยอรมันและมิได้คาดการณ์ว่าปรัสเซียจะเจริญขึ้นท้าทายภาวะผู้นำของออสเตรีย ทวินิยมเยอรมันได้เสนอสองทางเลือก ได้แก่:

  1. ไคลน์ดอยท์เชอเลอซุง (Kleindeutsche Lösung): เยอรมนีขนาดเล็กกว่าซึ่งกีดออสเตรียออกไป
  2. โกรสส์ดอยท์เชอเลอซุง (Großdeutsche Lösung): เยอรมนีขนาดใหญ่กว่าที่มีออสเตรียเป็นผู้นำ

นักประวัติศาสตร์โต้แย้งว่าออทโท ฟอน บิสมาร์ค นายกรัฐมนตรีปรัสเซีย มีแผนการใหญ่ขยายสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ ค.ศ. 1866 ให้รวมรัฐเยอรมันเอกราชที่เหลืออยู่เป็นรัฐเดี่ยวหรือเพียงขยายอำนาจของราชอาณาจักรปรัสเซีย พวกเขาสรุปว่าปัจจัยนอกเหนือจากความเข้มแข็งของเรอัลโพลีทิคของบิสมาร์คนำองค์การทางการเมืองสมัยใหม่ตอนต้นต่าง ๆ ให้จัดระเบียบความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหารและการทูตในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปฏิกิริยาต่อชาตินิยมเดนมาร์กและฝรั่งเศสให้จุดสนใจแก่การแสดงออกซึ่งเอกภาพเยอรมัน ความสำเร็จทางทหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งของปรัสเซียในสงครามภูมิภาคสามครั้งทำให้เกิดความกระตือรือร้นและทรนงซึ่งนักการเมืองสามารถตักตวงเพื่อสนับสนุนการรวมชาติได้ ประสบการณ์นี้สะท้อนความทรงจำเกี่ยวกับความสำเร็จร่วมกันในสงครามนโปเลียน โดยเฉพาะยิ่งในสงครามปลดปล่อย ค.ศ. 1813–1814 โดยการสถาปนาเยอรมนีที่ปราศจากออสเตรีย การรวมชาติทางการเมืองและการปกครองใน ค.ศ. 1871 อย่างน้อยแก้ปัญหาทวินิยมได้ครู่หนึ่ง