ราชอาณาจักรแฟรงก์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ชาวแฟรงก์
ราชอาณาจักรแฟรงก์
Imperium Francorum
L'Empire des Francs

คริสต์ศตวรรษที่ 3–ค.ศ. 814
 

 

แผนที่ของจักรวรรดิแฟรงก์
เมืองหลวง ตูร์แน (431-508) ปารีส (508-768) อาเคิน (~795-843)
ภาษา แฟรงก์โบราณ
ศาสนา ศาสนาคริสต์
รัฐบาล ราชาธิปไตย
พระมหากษัตริย์
 -  509-511 โคลวิสที่ 1
 -  768–814 ชาร์เลอมาญ[1][2]
ยุคประวัติศาสตร์ ยุคกลาง
 -  หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน คริสต์ศตวรรษที่ 3
 -  ชาร์เลอมาญรับราชาภิเษกเป็นจักรพรรดิโรมัน ค.ศ. 800
 -  การเสด็จสวรรคตของชาร์เลอมาญ จักรวรรดิถูกแบ่งเป็นสามส่วน ค.ศ. 814

ราชอาณาจักรแฟรงก์[3] (อังกฤษ: Frankish Kingdom) หรือ ฟรังเกีย (อังกฤษ: Francia) เป็นดินแดนที่ตั้งถิ่นฐานและปกครองโดยชาวแฟรงก์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 อาณาบริเวณเกิดจากการรณรงค์ที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่ชาร์ล มาร์แตล (Charles Martel) พระเจ้าเปแป็งพระวรกายเตี้ย[4] และชาร์เลอมาญ-- พ่อ, ลูก, และหลาน--มามั่นคงเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9

ธรรมเนียมของการแบ่งดินแดนของพ่อระหว่างลูกชายหมายความว่าดินแดนแฟรงก์ปกครองเป็นอย่างหลวม ๆ เป็นจักรวรรดิที่แบ่งย่อยเป็นส่วนย่อย ๆ (ราชอาณาจักร หรือ อนุราชอาณาจักร) ที่ตั้งและจำนวนอนุราชอาณาจักรก็ต่างกันไปตามเวลา แต่ฟรังเกียโดยทั่วไปมาหมายถึงบริเวณหนึ่งที่เรียกว่าออสเตรเชีย ที่มีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณแม่น้ำไรน์ และแม่น้ำเมิซ (Meuse) ทางตอนเหนือของยุโรป แต่กระนั้นบางครั้งก็จะครอบคลุมไปถึงนิวสเตรีย (Neustria) ทางเหนือของแม่น้ำลัวร์ และทางตะวันตกของแม่น้ำแซนในที่สุดบริเวณนี้ก็เคลื่อนมาทางปารีส และมาสิ้นสุดลงในบริเวณลุ่มแม่น้ำแซนรอบ ๆ ปารีส ที่ยังใช้ชื่ออีล-เดอ-ฟร็องส์ และเป็นชื่อในที่สุดก็กลายเป็นชื่อของราชอาณาจักรฝรั่งเศสทั้งราชอาณาจักร

ประวัติศาสตร์[แก้]

การแบ่งอาณาจักรแฟรงก์กันในหมู่พระโอรสสี่คนของโคลวิสโดยมีโคลทิลด์เผ้ามองดูอยู่ (หอสมุดท้องถิ่นแห่งตูลูส)

จุดกำเนิด[แก้]

ชาวแฟรงก์ปรากฏขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 3 ในรูปของชนเผ่าเจอร์มานิกที่อาศัยอยู่บนพรมแดนแม่น้ำไรน์ตอนเหนือของจักรวรรดิโรมัน ได้แก่ บรุกเตรี, แอมป์ซิวารี่, ชามาวี และชาตัวรี่ ขณะที่ทุกกลุ่มมีธรรมเนียมในการเข้าร่วมในกองทัพของโรมัน ชาวซาเลี่ยน ได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานภายในจักรวรรดิโรมันได้ ในค.ศ. 357 ได้มีการอาศัยอยู่ในชิวิตัสแห่งบาตาเวียมาระยะหนึ่งแล้ว จักรพรรดิจูเลี่ยน ผู้ที่บีบชามาวีให้ถอยกลับออกไปจากจักรวรรดิในเวลาเดียวกันนั้น ได้อนุญาตให้ชาวซาเลี่ยนตั้งถิ่นฐานห่างออกไปจากชายแดน ในโตซานเดรีย ได้

ราวค.ศ. 428 พระเจ้าโกลดิยงที่อาณาจักรของพระองค์อยู่ในชิวิตัสตุงกรอรุม (ที่มีเมืองหลวงอยู่ที่ต็องเกอเรน์) ปฏิบัติการโจมตีอาณาเขตของโรมันและขยายราชอาณาจักรของพระองค์ไปถึงกามารากุม (ค็อมเบร) และแม่น้ำซ็อมม์ ช่วงยุคนี้เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นขึ้นของสถานการณ์ที่จะคงอยู่เป็นเวลาหลายศตวรรษ ชาวเจอร์มานิกแฟรงก์ปกครองผู้ที่อยู่ใต้การปกครองชาวกัลโลโรมันจำนวนมากขึ้น

ชาวเมรอแว็งเฌียง ที่ร่ำลือกันว่ามีความเกี่ยวพันกับโกลดิยง ถูกก่อตั้งขึ้นมาจากภายในกองทัพของชาวกัลโลโรมัน โดยมีชิลเดริคกับลูกชาย โคลวิส ที่ถูกเรียกว่า "กษัตริย์ของชาวแฟรงก์" ในกองทัพของชาวกัลโลโรมัน ก่อนที่จะมีอาณาจักรที่มีอาณาเขตเป็นของชาวแฟรงก์ โคลวิสเคยปราบคู่แข่งชาวโรมันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในเกาล์ตอนเหนือ ซีอากริอุส พระองค์กลายเป็นกษัตริย์ของชาวแฟรงก์ทางตอนเหนือและตะวันออก เช่นเดียวกับในอาณาจักรโรมันเดิมที่มีอยู่แล้วในเกาล์ วิซิกอธ, เบอร์กันดี และอาเลอมันนี

อาณาเขตใจกลางดั้งเดิมของอาณาจักรแฟรงก์ต่อมารู้จักกันในชื่อออสเตรเชีย ("ดินแดนทางตะวันออก") ขณะที่อาณาจักรแฟรงก์ขนาดใหญ่มีความเป็นโรมันในเกาล์ตอนเหนือเป็นที่รู้จักกันในชื่อนูสเตรีย

การขึ้นมาและเสื่อมไปของเมรอแว็งเฌียง ค.ศ. 481 - 687[แก้]

การแบ่งส่วนทางการเมืองของเกาล์ในช่วงที่โคลวิสเริ่มขึ้นมามีอำนาจ (ค.ศ. 481) มีเพียงอาณาจักรเบอร์กันดีกับมณฑลเซปติมาเนียที่ยังไม่ถูกพิชิตในตอนที่พระองค์สิ้นพระชนม์ (ค.ศ. 511)

ผู้สืบทอดต่อของโกลดิยงเป็นบุคคลที่คลุมเครือ แต่ที่แน่ชัดคือชิลเดริคที่ 1 ที่เป็นไปได้ว่าคือพระนัดดาของพระองค์ ปกครองอาณาจักรซาเลี่ยนตั้งแต่ทัวร์เนที่เป็นฟอยเดราตุสของชาวโรมัน ชิลเดริคมีความสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์ด้านการยกมรดกตกทอดของชาวแฟรงก์ให้กับพระโอรส โคลวิส ที่เริ่มต้นความพยายามในการขยายอำนาจเหนือชนเผ่าแฟรงก์กลุ่มอื่นๆและขยายอาณาเขตไปทางใต้และตะวันตกสู่เกาล์ โคลวิสเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์และทำให้ตนเองได้ประโยชน์จากศาสนจักรที่ทรงอำนาจ

ในรัชสมัยสามสิบปีของพระองค์ (ค.ศ. 481-511) โคลวิสปราบแม่ทัพซีอากริอุสชาวโรมันและพิชิตอาณาจักรซอยส์ซงส์, ปราบอาเลอมันนี (สมรภูมิแห่งโทลเบียก ค.ศ. 504) และสร้างความเป็นใหญ่ของชาวแฟรงก์เหนือกลุ่มคนเหล่านั้น โคลวิสปราบชาววิซิกอธ (สมรภูมิแห่งวุยล์ ค.ศ. 507) และพิชิตอาณาเขตทางตอนเหนือของพีรินีส์ทั้งหมดยกเว้นเซปติมาเนีย และพิชิตชาวเบรตันและทำให้พวกเขาขุนนางศักดินาของฟรังเกีย พระองค์พิชิตพื้นที่ส่วนใหญ่หรือไม่ก็ทั้งหมดของชนเผ่าแฟรงก์ที่เป็นเพื่อนบ้านตามแนวแม่น้ำไรน์และรวมพวกเขาเข้ากับอาณาจักรของพระองค์

พระองค์ยังรวมชุมชนทางทหารของโรมัน (ลาเอตี้) ที่กระจายอยู่ทั่วเกาล์ ชาวแซ็กซันของเบส์ซ็อง, ชาวบริตันและชาวอลันของอาร์มอร์ก้าและหุบเขาแม่น้ำลัวร์หรือไทเฟาล์ของปัวตู ในช่วงบั้นปลายของชีวิต โคลวิสปกครองเกาล์ทั้งหมดยกเว้นมณฑลเซปติมาเนียของชาววิซิกอธกับอาณาจักรของชาวเบอร์กันดีทางตะวันออกเฉียงใต้

ชาวเมรอแว็งเฌียงเป็นราชาธิปไตยที่สืบทอดทางสายเลือด กษัตริย์แฟรงก์ยึดมั่นในหลักของการสืบทอดต่อแบบแบ่งสรรปันส่วน การแบ่งดินแดนกันในหมู่พระโอรส แม้แต่ในยามที่กษัตริย์เมรอแว็งเฌียงมากกว่าหนึ่งพระองค์ปกครอง อาณาจักรถูกมองว่าเป็นราชอาณาจักรเดียวที่ปกครองร่วมกันโดยกษัตริย์หลายพระองค์ กษัตริย์เมรอแว็งเฌียงที่ปกครองโดยแบ่งสิทธิ์และความเป็นกษัตริย์กันมีสัญลักษณ์คือผมที่ยาว

โอรสของโคลวิส[แก้]

ในตอนที่โคลวิสสิ้นพระชนม์ อาณาจักรของพระองค์ถูกแบ่งอาณาเขตออกโดยพระโอรสที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วสี่คนโดยพระโอรสแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งของดินแดนที่มีรายได้เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการจัดเก็บรายได้ของโรมัน ที่ปัจจุบันถูกยึดเอามาโดยชาวแฟรงก์

การแบ่งฟรังเกียหลังการสิ้นพระชนม์ของโคลวิส (ค.ศ. 511) อาณาจักรไม่ได้อยู่ติดกันในทางภูมิศาสตร์เนื่องจากความพยายามในการแบ่งรายได้ให้เท่าเทียมกัน

โอรสของโคลวิสตั้งเมืองหลวงของตนใกล้กับศูนย์กลางของแฟรงก์ในเกาล์ตะวันออกเฉียงเหนือ ธูเดอริคที่ 1 ตั้งเมืองหลวงที่ไรม์, โคลโดแมร์ที่เออร์ลียง, ชิลเดอแบต์ที่ 1 ที่ปารีส และโคลธาร์ที่ 1 ที่ซอยส์ซงส์ ในช่วงรัชสมัยของแต่ละพระองค์ ชาวธูริงเกีย (ค.ศ. 532), ชาวเบอร์กันดี (ค.ศ. 534) และชาวแซ็กซันกับชาวฟรีเชียน (ค.ศ. 560) ถูกรวมเข้ามาในอาณาจักรของชาวแฟรงก์ ชนเผ่าอีกฝั่งของแม่น้ำไรน์ที่อยู่ห่างไกลออกไปถูกผูกติดกับอำนาจของกษัตริย์แฟรงก์อย่างหลวมๆ และแม้ว่าจะบีบบังคับให้พวกเขาสนับสนุนความพยายามทางการทหารของชาวแฟรงก์ได้ แต่เมื่อกษัตริย์อ่อนแอ พวกเขาจะอยู่เหนือการควบคุมและพยายามที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ทว่าชาวแฟรงก์รักษาอาณาเขตของอาณาจักรของชาวเบอร์กันดีที่เป็นแบบโรมันไว้ได้ และรวมันมเข้ากับราชอาณาจักรของโคลโดแมร์ที่มีเมืองหลวงอยู๋ที่เออร์ลียง

กษัตริย์ที่เป็นพี่เป็นน้องกันแสดงสัญญาณแห่งมิตรภาพออกมาเป็นพักๆเท่านั้นและมักจะเป็นปรปักษ์ต่อกัน ในช่วงแรกๆที่โคลโดแมร์สิ้นพระชนม์ พระอนุชาของพระองค์ โคลธาร์ได้ฆาตกรรมพระโอรสน้อยของพระองค์เพื่อเอาอาณาจักรของพระองค์มา ธูเดอริคสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 534 แต่พระโอรสที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วของพระองค์ ธูเดอแบต์ที่ 1 สามารถปกป้องมรดกตกทอดของพระองค์ซึ่งรวมกันเป็นอนุอาณาจักรของชาวแฟรงก์ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแกนกลางของอาณาจักรออสเตรเชียในเวลาต่อมาไว้ได้

ธูเดอแบต์เป็นกษัตริย์แฟรงก์พระองค์แรกที่ตัดสายสัมพันธ์กับจักรวรรดิไบเซนไทน์อย่างเป็นทางการด้วยการทำเหรียญทองที่มีภาพของพระองค์อยู่บนนั้นและเรียกตัวเองว่า magnus rex (มหากษัตริย์) ธูเดอแบต์แทรกแซงสงครามชาวโกธในฝั่งของชาวเกอปิดและชาวลอมบาร์ด ต่อสู้กับชาวออสโทรโกธ ได้มณฑลราเอเทีย, โนริกุม และบางส่วนของเวเนโตมา

อ้างอิง[แก้]

  1. Chronique.com: Charlemagne the King[1]
  2. CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Charlemagne[2]
  3. ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรมประเทศในทวีปยุโรป ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ราชบัณฑิตยสถาน, 2550, หน้า 41
  4. CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Pepin the Short[3]