พระเจ้ากนิษกะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพพระเจ้ากนิษกะบนเหรียญทอง และอีกด้านเป็นรูปพระพุทธเจ้า

พระเจ้ากนิษกะ หรือ พระเจ้ากนิษกะมหาราช (อังกฤษ: Kanishka, กุษาณะ: Κανηϸκι) เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งอาณาจักรกุษาณะในเอเชียใต้ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ทรงมีชื่อเสียงจากความสำเร็จด้านการทหาร การปกครอง และฐานะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้กำหนดมหาศักราชขึ้นด้วย ที่สำคัญคือ ทรงเป็นองค์อัครราชูปถัมภ์ที่ยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งเปรียบได้กับพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงเป็นองค์อัครราชูปถัมภ์ของนิกายหินยาน ราชธานีของพระองค์คือเมืองเปศวรในประเทศปากีสถานปัจจุบัน

พระเจ้ากนิษกะเป็นนัดดาของพระเจ้ากัทพิเสส ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรกุษาณะ ได้ครองราชย์ในปี พ.ศ. 621 พระองค์มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนามากจนได้รับขนานนามว่า "พระเจ้าอโศกองค์ที่ 2" และทรงแผ่อาณาจักรกว้างไกลครอบคลุม คันธาระ แคชเมียร์ สินธุ และมัธยประเทศ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอิหร่าน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน เติร์กเมนิสถาน และบางส่วนของอินเดีย) ในสมัยนี้พุทธศาสนามหายานแผ่ไปสู่เอเชียกลางและจีนอย่างรวดเร็ว วรรณคดีภาษาสันสกฤตได้เจริญรุ่งเรืองแทนภาษาบาลี พระภิกษุที่มีความรู้ในยุคนี้คือ ท่านปารศวะ ท่านอัศวโฆษ ท่านวสุมิตร เป็นต้น

ในด้านการแกะสลักพุทธศิลป์คันธาระ ซึ่งเริ่มต้นในสมัยพระเจ้ามิลินท์ ก็มีความเจริญอย่างขีดสุดในสมัยพระองค์ พระองค์ทรงสร้างวัดวาอาราม เจดีย์วิหารอย่างมากมาย พระเฮี่ยนจังพระสงฆ์ชาวจีนผู้จาริกสู่อินเดียเมื่อราว พ.ศ. 1100 เมื่อจาริกถึงเมืองปุรุษปุระ เมืองหลวงของพระองค์จึงกล่าวว่าพระเจ้ากนิษกะ ทรงสร้างวิหารหลังหนึ่ง ทรงให้นามว่า "กนิษกะมหาวิหาร" แม้ว่าพระวิหารจะทรุดโทรมลงแล้ว แต่พระวิหารมีศิลปะที่งดงามยากที่จะหาที่ใดเหมือน และยังมีพระภิกษุอาศัยอยู่บ้าง ทั้งหมดเป็นพระนิกายหินยานหรือเถรวาท พระเจ้ากนิษกะครองราชย์อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 621 - พ.ศ. 644 รวมระยะเวลา 23 ปี

พระองค์เป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านกองทัพความสำเร็จทางด้านการเมืองและจิตวิญญาณ บรรพบุรุษที่เป็นผู้ก่อตั้งจักรพรรดิกุษาณะคือ คุชุลา กัทพิเสส (Kujula Kadphises) พระเจ้ากนิษกะได้เป็นผู้ปกครองจักรวรรดิบักเตรียขยายออกตั้งแต่ เทอร์ฟัน (Turfan) ใน Tarim Basin ไปถึงเมืองปาฏลีบุตรบนที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา เมืองหลวงหลักของจักรวรรดิของพระองค์คือเมืองในบุรุษปุระ (Puruṣapura) ในแคว้นคันธาระ และมีเมืองใหญ่เมืองอื่นอีกคือเมืองกาปิสะ(Kapisa) การพิชิตและการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระองค์แสดงบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาเส้นทางสายไหมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนามหายานจากแคว้นคันธาระผ่านหุบเขาคาราโครัมไปถึงประเทศจีน นักวิชาการก่อนหน้านี้เชื่อว่าพระเจ้ากนิษกะเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์ในปี พ.ศ. 621 และวันที่นี้ในปีนั้นก็ถูกใช้เป็นปีเริ่มต้นแห่งปฏิทินศักราช อย่างไรก็ตามวันที่นี้ในตอนนี้ไม่ได้รับการถือว่าเป็นวันที่ทางประวัติศาสตร์ของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระเจ้ากนิษกะ ไม่นานมานี้ปี พ.ศ 2544 นักวิชาการชื่อว่า Falk ได้กะประมาณการว่า พระเจ้ากนิษกะเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 666

ลำดับวงศ์ตระกูล[แก้]

พระเจ้ากนิษกะเป็นชาวกุษาณะที่อาจจะเป็นชนชาติ Yuezhi ภาษาพื้นเมืองของพระองค์ยังไม่เป็นที่ทราบกัน จารึกแห่ง Rabatak เป็นจารึกของชาวกรีก ในจารึกภาษาที่ใช้เขียนถูกเรียกว่าภาษา Arya (αρια) รูปแบบเป็นเหมือนภาษาพื้นเมืองของชาวบักเตรีย ในบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า Ariana (พื้นที่บริเวณประเทศอิหร่านอัฟกานิสถาน อุซเบกิสถาน ในทุกวันนี้) ซึ่งเป็นภาษาของชาวอิหร่านภาคตะวันออก อยู่ในยุคชาวเปอร์เซียยุคกลาง อย่างไรก็ตาม ภาษานี้น่าจะเป็นภาษารองที่ใช้โดยชาวกุษาณะเพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าเป็นภาษาของชาวกุษาณะที่เป็นสังคมชั้นสูงที่ใช้พูดกันในหมู่ของพวกเขา ถ้าหากว่าทฤษฎีที่ถกเถียงกันคือทฤษฎีการเชื่อมโยงชาวกุษาณะกับชนชาติ Yuezhi กับชาว Agni-Kuchi ("Tocharian") ประชาชนของเขต Tarim Basin เป็นทฤษฎีถูกต้องแล้ว พระเจ้ากนิษกะอาจจะพูดภาษาของ Agni-Kuchi ("Tocharian") ซึ่งเป็นภาษาตระกูลอินโดยูโรเปียน Indo european

พระเจ้ากนิษกะเป็นรัชทายาทของพระเจ้า Vima Kadphises แสดงให้เห็น ลำดับวงศ์ที่ลึกซึ้งของพระมหากษัตริย์ชาวกุษาณะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในจารึก Rabatak inscription ความเชื่อมโยงของพระเจ้ากนิษกะกับผู้ปกครองชาวกุษาณะพระองค์อื่นได้ถูกบรรยายไว้ในจารึก Rabatak inscription ซึ่งเป็นจารึกที่พระเจ้ากนิษกะทรงสร้าง เป็นจารึกบัญชีรายพระนามของพระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งปกครองมาจนถึงยุคของพระองค์ โดยเรียงตามลำดับดังต่อไปนี้ พระเจ้า Kujula Kadphises เป็นพระเจ้าปู่ทวดของพระองค์ พระเจ้า Vima Taktu เป็นพระอัยกา (ปู่) พระเจ้า Vima Kadphises เป็นพระราชบิดาของพระองค์ และพระเจ้ากนิษกะ (หมายถึงพระองค์เอง)

การพิชิตเอเชียใต้และเอเชียกลาง[แก้]

จักรวรรดิกนิษกะกว้างใหญ่อย่างแน่นอน จักรวรรดิขยายออกตั้งแต่ภาคเหนือของอุซเบกิสถานและทาจิกิสถานภาคเหนือของ Amu Darya (Oxus) ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานและภาคเหนือของอินเดียไปถึง Mathura ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย (ศิลาจารึก Rabatak inscription ยังอ้างว่าพระองค์ทรงยึดได้เมืองปาฏลีบุตรและเมืองศรีจำปา Sri Champa ) และดินแดนของพระองค์ยังรวมไปถึงแคว้นกัสมีระ Kashmir ที่แคว้นกัสมีระนั้นมีเมืองชื่อว่า กนิษกปุระ Kanishkapur ตั้งชื่อเมืองตามพระนามของพระองค์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Baramula ซึ่งยังคงมีฐานเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่

ความรู้เกี่ยวกับการยึดครองเอเชียกลางรวมทั้งการสถาปนาอาณาจักรของพระองค์มีอยู่น้อยหนังสือประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น Book of the Later Han ชื่อ Hou Hanshu บรรยายว่านายพลชื่อ Ban Chao ทำการรบต่อสู้ ที่บริเวณใกล้เมือง Khotan กับกองทัพชาวกุษาณะประมาณ 70000 นายนำโดยอุปราชชาวกุษาณะชื่อ Xie (ภาษาจีน: 謝)ไม่ทราบชื่อในภาษาอื่น ในปี พ.ศ. 633 นายพล Ban chao จะอ้างว่าตนได้รับชัยชนะ บังคับชาวกุษาณะให้ล่าถอยโดยใช้กลยุทธ์เผาทุกสิ่งทุกอย่าง scorched-earth policy เนื้อที่ของกองทัพชาวกุษาณะลดลงก่อนหน้าคริตสวรรษที่ 2 ผลสุดท้ายในยุคนั้น (กระทั่งชาวจีนได้กลับมาควบคุมในปี พ.ศ. 670) ดินแดนของราชวงศ์กุษาณะได้ขยายออกไปในช่วงยุคสั้นๆไกลไปถึง Kashgar, Khotan และ Yarkand ปัจจุบันเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษของชาวจีนใน Tarim Basin มณฑลซินเจียงอุยกูร์ เหรียญพระเจ้ากนิษกะจำนวนมากได้ถูกค้นพบในบริเวณ Tarim Basin

การควบคุมทางดินแดนทางสายไหมและเส้นทางการค้าทางทะเลในระหว่างเอเชียใต้และโรมันอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ของพระเจ้ากนิษกะอันเป็นนโยบายของจักรพรรดิ

เหรียญของพระเจ้ากนิษกะ[แก้]

เหรียญของพระเจ้ากนิษกะพรรณนาภาพในรูปแบบของชาวอินเดีย ชาวกรีก ชาวอิหร่าน และทั้งเทพเจ้าของชาว Sumero-Elamite แสดงให้เห็นถึง การผสมผสานหลายๆศาสนาในความเชื่อของพระองค์ เหรียญของพระเจ้ากนิษกะในยุคเริ่มต้นของการครองราชย์ของพระองค์ แสดงถึงตำนานในภาษากรีกและจารึกเทวรูปของชาวกรีก เหรียญในยุคถัดจากนั้นแสดงตำนานชาวบัคเตรีย ภาษาของชาวอิหร่านเป็นภาษาที่ชาวกุษาณะใช้พูดกัน และเทพเจ้าของชาวกรีกก็ถูกแทนที่ด้วยรูปคนชาวอิหร่านที่กลมกลืนกัน เหรียญทั้งหมดของพระเจ้ากุษาณะ เหรียญที่มีตำนานในภาษาของชาวบัคเตรียถูกเขียนด้วยอักษรกรีกที่ดัดแปลงเป็นการเพิ่มตัว glyph (Ϸ) เพื่อให้แสดงเสียง /š/ (sh) ในคำว่า 'Kushan' และคำว่า 'Kanishka'

ในเหรียญของพระองค์นั้น พระมหากษัตริย์มักจะถูกวาดให้เป็นบุรุษมีเคราสวมเสื้อคลุมยาวและกางเกงยาวไปถึงข้อพระบาท พร้อมด้วยเปลวไฟที่พุ่งออกมาจากพระอังสะ(ไหล่)ของพระองค์ พระองค์สวมรองเท้าบู๊ตใหญ่ และในพระหัตถ์ถือดาบยาวคล้ายๆกับดาบโค้งรวมทั้งหอก พระองค์มักจะปรากฏกำลังทำการบวงสรวงบนแท่นบูชาเล็กๆ ครึ่งตัวส่วนล่างของของรูปสลักหินทรายของพระเจ้ากนิษกะแต่งพระองค์ด้วยเสื้อคลุมที่เย็บอย่างแข็งและเดือยส้นรองเท้าที่ติดอยู่ที่รองเท้าบู๊ต ใต้กลุ่มของกลีบของกางเกงของพระองค์ ซึ่งเหลือรอดอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงคาบูลจนกระทั่งถูกทำลายไปแล้วโดยตาลีบัน

พระเจ้ากนิษกะพระพุทธศาสนา[แก้]

ชื่อเสียงของพระองค์ในหมู่ชาวพุทธได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่พระองค์ไม่เพียงแต่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่พระองค์ยังสนับสนุนการเผยแพร่พระพุทธศาสนาด้วย ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้คือ พระองค์เป็นผู้ให้การอุปถัมภ์บำรุงดูแลการสังคายนาของชาวพุทธครั้งที่ 4 ในฐานะเป็นประธานฝ่ายฆราวาสแห่งการสังคายนา ประธานฝ่ายสงฆ์คือพระวสุมิตร Vasumitra และพระอัศวโฆษ Ashwaghosha ในระหว่างการสังคายนานี้ศาสนาพุทธได้ถูกแยกออกเป็นนิกายมหายานและนิกายหินยาน พระพุทธรูปตามตำราลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคของพระองค์

พระองค์ทรงให้การสนับสนุนอย่างมากมายในการสร้างสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา คือ กนิษกสถูปที่เมืองเปศวาร์ ประเทศปากีสถาน นักโบราณคดีผู้ที่ค้นพบฐานของสถูปในปี พ.ศ. 2451-2452 เมื่อตรวจสอบดูพบว่าสถูปนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 286 ฟุต (87 เมตร) ตามรายงานของนักบวชแสวงบุญชาวจีน ชื่อ พระถังซัมจั๋ง Xuanzang ระบุไว้ว่าความสูงของสถูป 600-700 ฟุตจีน (ประมาณ 180 - 250 เมตรหรือ 591 - 689 ฟุต) และถูกประดับประดาด้วยอัญมณี แน่นอนว่าอาคารที่มีหลายชั้นอันใหญ่โตนี้เป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

พระเจ้ากนิษกะได้รับการกล่าวว่าเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดของนักปราชญ์ชาวพุทธ ชื่อ อัศวโฆษ Ashvaghosha ผู้ที่กลายมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านศาสนาของพระองค์ในปีต่อมาภายหลัง

เหรียญทางพุทธศาสนา[แก้]

เหรียญของชาวพุทธเจ้าของพระเจ้ากนิษกะค่อนข้างหายาก (แค่ 1% ในจำนวนเหรียญที่รู้จักของพระเจ้ากนิษกะ) ส่วนมากจะแสดงรูปพระเจ้ากนิษกะในด้านหัว และ พระพุทธเจ้าในท่าประทับยืนในด้านก้อย ในสไตล์กรีก มีจำนวนเล็กน้อยที่แสดงรูปพระศากยมุนีพุทธเจ้าและพระศรีอริยเมตไตรย เหรียญทั้งหมดของพระเจ้ากนิษกะมีความเหมือนกัน ในด้านดีไซน์ รูปค่อนข้างหยาบและมีสัดส่วนค่อนข้างไม่ชัดเจน รูปของพระพุทธเจ้ามักจะดูเวอร์เกินไปเล็กน้อย ขนาดของพระกรรณ(หู) และพระบาทยืดออกไป ในลักษณะแบบเดียวกับรูปของกษัตริย์ชาวกุษาณะ บ่งชี้ว่าเป็นการเรียนแบบศิลปะสไตล์กรีก

เหรียญ 3 แบบของเหรียญชาวพุทธของพระเจ้ากนิษกะที่รู้จักกันดังนี้:

พระพุทธรูปยืน[แก้]

เหรียญพระพุทธเจ้าของชาวกุษาณะ 6 เหรียญเท่านั้น ที่เป็นเหรียญทอง จากประกอบเหรียญของพระเจ้ากนิษกะพระพุทธเจ้าตกแต่งด้วยวงหินทับทิมรูปหัวใจ เหรียญเหล่านั้นทั้งหมด ถูกทำด้วยทองคำโดยคำสั่งของพระเจ้ากนิษกะที่ 1 และ มีประเภทที่แตกต่างกัน 2 คือ เหรียญหนักประมาณ 8 กรัม มีลักษณะหยาบมากคล้ายคล้ายกับเหรียญ aureus ของโรมัน และ 1 ใน 4 เหรียญ มีน้ำหนักประมาณ 2 กรัม พระพุทธรูปนุ่งห่มจีวรพระ เรียกว่า ผ้าอันตรวาสก (สบง) ผ้าอุตตรวาสก (จีวร) และ ผ้ากันหนาว (สังฆาฏิ)

พระกรรณ(หู) มีลักษณะใหญ่และยาวมาก การสร้างเกินจริงเป็นสัญลักษณ์ที่น่าเป็นความจำเป็นที่แสดงออกมา เพราะเหรียญมีขนาดเล็ก แต่อย่างอื่นสามารถมองเห็นได้ในพระพุทธรูปคันธาระที่โดยทั่วไปสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 8-9 พระพุทธรูปมีมวยผมเป็นปม มากมาย ครอบคลุม มักจะมีสไตล์หยิกสูงและมักจะมีลักษณะขดเป็นวงกลม ทั้งยังสามารถเห็นได้ในพระพุทธรูปสมัยคันธาระต่อมา

โดยทั่วไปแล้ว พระพุทธรูปที่ปรากฏบนเหรียญเหล่านั้น มีความเป็นสัญลักษณ์อย่างมากอยู่แล้ว รหัสข้างจะแตกต่างจากความเป็นธรรมชาติมากและพบเห็นได้จากประติมากรรมแบบคันธาระก่อนหน้านั้น ในหลายๆดีไซน์มีพระมัสสุ (หนวด) ปรากฏให้เห็นชัดเจน ฝ่ามือข้างขวาแสดงสัญลักษณ์จักระ และระหว่างพระขนง(คิ้ว) มีพระอุนาโลม urna พระรัศมีก่อตัวจากพระวรกาย มี 2 หรือ 3 เส้นรอบรอบพระองค์ จีวรที่ห่มคลุมทั้งตัวโดยพระพุทธเจ้าที่อยู่บนเหรียญ ปกคลุมไหล่ทั้งสอง แสดงให้เห็นว่าเป็นรูปแบบคันธาระมากกว่ารูปแบบมธุรา

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า[แก้]

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า (เป็นพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า สิทธัตถะ โคตมะ) ประทับยืนหันพระพักตร์มาข้างหน้า มีพระหัตถ์ข้างซ้ายเหนือสะโพกกำลังแสดงท่าปางประทานอภัย abhaya mudra พร้อมกับพระหัตถ์เบื้องขวา เหรียญเหล่านั้นทั้งหมด เป็นเหรียญทองแดงล้วนล้วนๆและ ถูกใช้สวมใส่ มาค่อนข้างมาก

จีวรของพระศรีศากยะมุนีพุทธเจ้าค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับบนเหรียญทีมีพระนามปรากฏว่าพระพุทธเจ้า โชว์ให้เห็นพระวรกายอย่างชัดเจน ในรูปแบบที่ค่อนข้างโปร่งใส ผ้าเหล่านี้น่าจะเป็นผ้าสองชั้นของพระสงฆ์คือ ผ้าอันตรวาสก(ผ้าสบง) กับ ผ้าอุตตรวาสก (ผ้าจีวร) นอกจากนี้จีวรยังถูกม้วนคุมแขนซ้าย (คงจะถูกจับไว้ในมือซ้าย) ลักษณะเฉพาะตัวที่ทราบกันใน Bimaran casket และ ดูคล้ายๆกับผ้าพันคอ uttariya พระองค์มีพระโมฬี(จุก)วงกลมหลายๆอันทั่วพระเศียร และมีวงรัศมีหนึ่งหรือสองวง การแผ่พระรัศมีบางครั้งมีรอบๆพระเศียร

พระเมตตรัยพุทธเจ้า[แก้]

พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์ (พร้อมด้วยข้อความในตำนาน) ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังถือหม้อน้ำ และแสดงท่าปางให้อภัย Abhaya mudra เหรียญเหล่านี้ เป็นเหรียญที่รู้จักกันว่าเป็นเหรียญทองแดงและเป็นเหรียญค่อนข้างสึกกร่อน สำหรับบนเหรียญที่ชัดที่สุดพระศรีอริยเมตไตรย ดูเหมือนจะทรงสวมใส่ปลอกแขนของเจ้าชายชาวอินเดีย เป็นลักษณะที่มักจะพบบ่อยบนรูปปั้นของพระศรีอริยเมตไตรย สำหรับบัลลังก์นั้นประกอบด้วยเสาขนาดเล็ก บอกเป็นนัยยะว่าเหรียญของพระศรีอริยเมตไตรยได้รับอิทธิพลโดยตรงจากรูปปั้นที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นลักษณะที่รู้จักดี คุณสมบัติของรูปปั้นพระศรีอาริยเมตไตรยไม่สมส่วนซึ่งพระองค์เป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ (พระองค์จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต)

ลักษณะทางกายภาพของเหรียญทั้งสามประเภทนี้มีลักษณะที่แตกต่างอย่างมากจากเทวรูป อื่นๆที่ปรากฏอยู่ในเหรียญของพระเจ้ากนิษกะ เทวรูปของพระเจ้ากนิษกะทั้งหมดจะปรากฏแสดงหันข้าง มีเพียงพระพุทธรูปที่หันพระพรักตร์ตรง ชี่ให้เห็นว่าเป็นการเลียนแบบจากพระพุทธรูปหันพระพักตร์ตรง แห่งพระพุทธรูปยืนและนั่ง ทั้งพระพุทธรูปพระพุทธเจ้าและพระศากยมุนีมีไหล่ทั้งสองคลุมด้วยจีวรพระ แสดงให้เห็นว่ารูปปั้นถูกจำลองแบบมาจากโรงเรียนศิลปะแห่งคันธาระ ค่อนข้างมากกว่าจากมถุรา

สถูปพระเจ้ากนิษกะ[แก้]

ผอบพระเจ้ากนิษกะหรือที่บรรจุพระธาตุของพระเจ้ากนิษกะสร้างขึ้นในปีแรกของการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้ากนิษกะในปี พ.ศ. 670 ถูกค้นพบในห้องบรรจุผอบภายใต้สถูปของพระเจ้ากนิษกะ ในระหว่างการขุดทางโบราณคดีในปี พ.ศ. 2451 - 2452 ในบริเวณ Shah-Ji-Ki-Dheri พื้นที่ด้านนอกในทุกวันนี้ของประตู Ganj Gate ของเมือง[เปศวาร์]เก่า ทุกวันนี้ผอบอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เปศวาร์ และของเลียนแบบอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติช ผอบถูกกล่าวว่าใช้บรรจุพระอัฐิสามชิ้นของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระบรมอัฐิทุกวันนี้ประดิษฐานอยู่ที่มัณฑเลย์ ประเทศพม่า

ผอบจารึกถึงการอุทิศในภาษาขโรษฐี จารึกอ่านได้ว่า: "(*mahara)jasa kanishkasa kanishka-pure nagare aya gadha-karae deya-dharme sarva-satvana hita-suhartha bhavatu mahasenasa sagharaki dasa agisala nava-karmi ana*kanishkasa vihare mahasenasa sangharame"

ข้อความถูกลงนามโดยผู้สร้าง ศิลปินชาวกรีกนามว่า Agesilas ผู้คอยควบคุมงานก่อสร้างที่สถูปของพระเจ้ากนิษกะ (caitya) เป็นการยืนยันถึงการมีส่วนร่วมโดยตรงของชาวกรีกกับการทำให้งานสำเร็จของชาวพุทธ ในวันที่ล่าช้าดังกล่าวต่อไปนี้ คนรับใช้นามว่า Agisalaos ผู้ควบคุมการก่อสร้างวิหารของพระเจ้ากนิษกะสังฆารามชื่อว่า Mahasena ("dasa agisala nava-karmi ana*kaniskasa vihara mahasenasa sangharame ทาสะ agisala นวกมฺมิ กนิสฺกสฺส วิหาร มหาเสนา สงฺฆาราม ")

ฝาของผอบแสดงพระพุทธรูปบนฐานที่เป็นดอกบัว ผู้ได้รับการนมัสการโดยพราหมณ์และพระอินทร์ ขอบของฝาตกแต่งด้วยลวดลายของห่านบิน ตัวของผอบปรากฏภาพพระมหากษัตริย์ราชวงศ์กุษาณะ บุคคลนั้นอาจจะเป็นพระเจ้ากนิษกะ พร้อมด้วยสุริยเทพและจันทเทพของชาวอิหร่าน ด้านข้างทั้งสองของพระพุทธรูปประทับนั่งได้รับกานมัสการโดยรูปปั้นคนยศสูง อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นพระเจ้ากนิษกะ ระเบียบดอกไม้จับแห่โดยเทวดาชื่อ cherubs เดินไปรอบรอบฉากในแบบฉบับสไตล์กรีก

แหล่งที่มาของผอบพระเจ้ากนิษกะ ยังเป็นที่โต้เถียงกันในทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่สำคัญพื้นลักษณะรูปแบบ (ตัวอยางเช่น รูปผู้ปกครองที่อยู่บนผอบไม่มีหนวดเครา) รูปบนผอบถูกแทนที่ด้วยความเชื่อว่าเป็นรัชทายาทของพระเจ้ากนิษกะพระนามว่า Huvishka