พระเจ้าคนุตมหาราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าคนุตมหาราช
Canute and Ælfgifu cropped (Canute).jpg
พระสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าคนุตมหาราช จากหนังสือ "ลิเบอร์ วิเต" (Liber Vitae) ค.ศ. 1031
กษัตริย์แห่งอังกฤษ
ครองราชย์ค.ศ. 1016 – ค.ศ. 1035
ราชาภิเษกค.ศ. 1017 ในนครลอนดอน
ก่อนหน้าพระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 2
ถัดไปพระเจ้าฮาโรลด์ แฮร์ฟุต
กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก
ครองราชย์ค.ศ. 1018 – ค.ศ. 1035
ก่อนหน้าพระเจ้าฮารัลด์ที่ 2
ถัดไปพระเจ้าฮาร์ธาคนุต
กษัตริย์แห่งนอร์เวย์
ครองราชย์ค.ศ. 1028 – ค.ศ. 1035
ก่อนหน้าพระเจ้าโอลาฟที่ 2
ถัดไปพระเจ้ามักนุสผู้ทรงธรรม
คู่อภิเษก
พระราชบุตร
ราชวงศ์นีทลินกา
พระราชบิดาพระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ด
พระราชมารดาไม่ทราบ อาจจะเป็น สเวโตสลาวาแห่งโปแลนด์, ซิกริด หรือ กันฮิลด์[a]
ประสูติประมาณ ค.ศ. 990[1]
สวรรคต12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1035
ชาฟท์สบรี ดอร์เซต ราชอาณาจักรอังกฤษ
ฝังพระศพมินส์เตอร์เก่า วินเชสเตอร์ ปัจจุบันพระอัฐิอยู่ที่อาสนวิหารวินเชสเตอร์ วินเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
ศาสนาคริสต์ศาสนา[2][3]

พระเจ้าคนุตมหาราช[4] (อังกฤษ: Canute the Great หรือ Cnut the Great; นอร์สเก่า: Knútr inn ríki; นอร์เวย์: Knut den mektige; สวีเดน: Knut den Store; เดนมาร์ก: Knud den Store) หรือ คานุต ทรงเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1016 เดนมาร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1018 และสวีเดนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1028 พระองค์เริ่มต้นชีวิตวัยหนุ่มด้วยการเป็นนักรบชาวไวกิงและกลายเป็นผู้ปกครองของจักรวรรดิที่ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดประกอบด้วยอังกฤษ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และส่วนหนึ่งของสวีเดน

พระเจ้าคนุตรุกรานอังกฤษในปี ค.ศ. 1013 ร่วมกับพระราชบิดา พระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ด กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก หลังการสวรรคตของพระเจ้าสเวนในปี ค.ศ.1014 พระองค์ได้รับการยกย่องเป็นกษัตริย์โดยกองกำลังไวกิง คานุตปราบพระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 2 ผู้ทนทานที่แอชชิงดัน ในเขตมณทลเอสเซกซ์ ในปี ค.ศ. 1016 พระองค์กับพระเจ้าเอ็ดมันด์ตกลงแบ่งอังกฤษออกจากกัน พระเจ้าคนุตได้ปกครองเมอร์เซียและนอร์ทัมเบรียจนกระทั่งพระองค์ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของอังกฤษทั้งหมดหลังการสวรรคตของพระเจ้าเอ็ดมันด์ พระองค์สืบสันตติวงศ์เป็นกษัตริย์แห่งเดนมาร์กต่อจากพระเชษฐา ฮารัลด์ ในปี ค.ศ. 1018 ทรงบังคับให้พระเจ้าแมลคอล์มถวายความจงรักภักดีด้วยการรุกรานสก็อตแลนด์ในช่วงราวปี ค.ศ.1027 และพิชิตนอร์เวย์ในปี ค.ศ. 1028 พระเจ้าฮาโรลด์ แฮร์ฟุต พระราชโอรสพระองค์โตทรงปกครองอังกฤษต่อจากพระองค์

ภายใต้การปกครองของพระเจ้าคนุต การค้าของอังกฤษเจริญรุ่งเรืองขึ้น และพระองค์ได้รับความนิยมจากประชาชนชาวอังกฤษจากการส่งทหารกลับเดนมาร์ก ทว่าจักรวรรดิทะเลเหนือของพระองค์อันประกอบด้วยเดนมาร์ก อังกฤษ และนอร์เวย์ก็ล่มสลายลงไม่นานหลังจากการสวรรคตของพระองค์ พระอัฐิของพระองค์อยู่ที่อาสนวิหารวินเชสเตอร์

การพระราชสมภพและสิทธิ์ในราชบัลลังก์[แก้]

พระเจ้าคนุตทรงเป็นพระราชโอรสในเจ้าชายสเวน ฟอร์กเบียร์ด และเป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าฮารัลด์ บลูทูท ราชวงศ์ของพระองค์เป็นผู้รวมแผ่นดินเดนมาร์กให้เป็นปึกแผ่น[5] ไม่มีข้อมูลใดบ่งบอกสถานที่หรือวันที่พระองค์เสด็จพระราชสมภพ พระเจ้าฮาร์ทาคนุตที่ 1 แห่งเดนมาร์ก เทียดของพระองค์ทรงเป็นต้นราชวงศ์ ส่วนพระเจ้ากอร์มดิโอลด์ พระปัยกา (ปู่ทวด) ของพระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่มีหลักฐานยืนยันทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าฮารัลด์ บลูทูท พระอัยกาของพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ชาวสแกนดิเวียพระองค์แรกที่เข้ารีตเป็นคริสตชน

ในพงศวดารของเทตมาร์แห่งมาเซิลเบิร์ก (Thietmar of Merseburg) และ บทสรรเสริญราชินีเอ็มมา (Encomium Emmae Reginae) กล่าวว่าพระราชมารดาของพระเจ้าคนุตเป็นพระราชธิดาในดยุกมิเอสโกที่ 1 แห่งโปแลนด์ แหล่งข้อมูลภาษานอร์สจากสมัยกลางตอนกลาง เช่น เฮล์มสกริงยา (Heimskringla) ของสนอร์ริ สตรูสัน (Snorri Sturluson) ก็บันทึกไว้ว่าพระราชมารดาของพระองค์เป็นเจ้าหญิงโปแลนด์เช่นกัน โดยออกพระนามว่ากันฮิลด์ และเป็นพระราชธิดาใน บรูสลาฟ (Burislav) กษัตริย์แห่งวินแลนด์ [6] เนื่องจากในซากาของชาวนอร์สล้วนบันทึกตรงกันว่า กษัตริย์แห่งวินแลนด์ มีพระนามว่า บรูสลาฟ อาจจะเป็นไปได้ว่าผู้บันทึกสับสนระหว่างพระนามของพระราชบิดากับพระเชษฐาของพระนางโบเลสวัฟ อดัมแห่งเบรเมิน (Adam of Bremen) เขียนไว้ใน เกสตา ฮัมมาเจนเนซิส เอคาเลซิส พอนทิฟิคุม (Gesta Hammaburgensis ecclesiae pontificum) ว่าพระราชมารดาของพระเจ้าคนุตคืออดีตราชินีแห่งสวีเดน ผู้เป็นพระมเหสีในพระเจ้าอีริค ผู้ชนะและพระราชมารดาในพระเจ้าโอลอฟ สก็อทโคนุง[7] เฮล์มสกริงยา และซากาฉบับอื่นก็มีการบันทึกว่าพระเจ้าสเวนอภิเษกกับราชินีม่ายแห่งสวีเดนจริง แต่พระนางไม่ได้เป็นพระราชมารดาของพระเจ้าคนุต และทรงมีพระนามว่า ซิกริดผู้ทรนง ซึ่งพระเจ้าสเวนทรงอภิเษกสมรสด้วยหลังจาก กันฮิลด์ เจ้าหญิงชาวสลาฟที่ได้ให้กำเนิดพระเจ้าคนุตสิ้นพระชนม์ลง[8] ทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับชาติกำเนิดและจำนวนพระมเหสีของพระเจ้าสเวนได้รับการเสนอ (ดูเพิ่มที่บทความซิกริดผู้ทรนงและกันฮิลด์) แต่พงศวดารของอดัมเป็นเพียงแหล่งเดียวที่บันทึกว่าพระเจ้าคนุตและพระเจ้าโอลอฟ สก็อทโคนุงทรงมีพระราชมารดาพระองค์เดียวกัน สันนิษฐานกันว่านี้อาจจะเป็นข้อผิดพลาดของอดัมเอง และพระเจ้าสเวนทรงมีพระมเหสีสองพระองค์ คือเจ้าหญิงชาวสลาฟและราชินีม่ายแห่งสวีเดน พระเจ้าคนุตทรงมีพระราชอนุชาหนึ่งพระองค์ คือ พระเจ้าฮารัลด์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก

หลักฐานเล็กน้อยเกี่ยวกับพระเจ้าคนุตขณะทรงพระเยาว์สามารถพบได้ใน แฟลร์ทิยาร์ลบก (Flateyjarbók) แหล่งข้อมูลจากคริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์ได้รับการอบรมวิชาการทหารจากธอร์เคล[9] น้องชายของซิเกิร์ด ยาร์ลแห่งดินแดนปรัมปราจอมสบอร์ก (Jomsborg) และผู้นำของชาวจอมส ที่ฐานที่มั่นไวกิงบนเกาะวอลลิน (Wolin) นอกชายฝั่งพอเมอเรเนีย ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับวันพระราชสมภพของพระองค์ แม้แต่งานเขียนร่วมสมัยอย่างเช่น พงศาวดารเทตมาร์ และ บทสรรเสริญราชินีเอ็มมา ก็ไม่ได้กล่าวถึง ในกลอนคนุตดราพา (Knútsdrápa) โดยสเคล (skald) โอตรา สตาฟตี (Óttarr svarti) ซึ่งมีวรรคหนึ่งกล่าวว่าพระเจ้าคนุต "มีพรรษาไม่มากนัก" (of no great age) เมื่อพระองค์ออกศึกครั้งแรก[10] กลอนยังกล่าวถึงการศึกที่อาจจะเป็นการเปรียบเปรยถึงการรุกรานอังกฤษของพระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ดและการจู่โจมเมืองนอริช ในปี ค.ศ. 1003/04 หลังเหตุการณ์การสังหารหมู่วันเซนต์ไบรซ์ (St. Brice's Day massacre) ซึ่งชาวเดนส์ถูกสังหารโดยชาวอังกฤษใน ค.ศ. 1002 หากพระเจ้าคนุตได้ทรงติดตามพระราชบิดาไปในศึกครั้งนี้ด้วย พระองค์จึงอาจจะทรงเสด็จพระราชสมภพใน ค.ศ. 990 หรืออย่างเร็วที่สุดคือ ค.ศ. 980 หากไม่ได้ทรงติดตามพระราชบิดาไปด้วย และวรรคของกลอนดังกล่าวหมายถึงการศึกครั้งอื่น เช่น การพิชิตอังกฤษของพระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ดใน ค.ศ. 1013/14 พระองค์อาจจะทรงเสด็จพระราชสมภพประมาณ ค.ศ. 1000[11] มีประโยคหนึ่งจากผู้สรรเสริญ (Encomiast) (ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์ บทสรรเสริญราชินีเอ็มมา) กล่าวว่าชาวไวกิงทั้งหมด "ถึงวัยผู้ใหญ่" (of mature age) ภายใต้ "กษัตริย์" คนุต

คำบรรยายพระลักษณ์ของพระเจ้าคนุตตามที่ปรากฏใน คนุตลินกาซากา (Knýtlinga saga) จากคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีดังนี้:

พระเจ้าคนุตทรงมีพระวรกายที่สูงและกำยำ ทรงมีพระลักษณ์ที่หล่อเหลา ยกเว้นเสียแต่ตรงพระนาสิก (จมูก) ซึ่งมีลักษณะแคบ อยู่สูง (จากพระพักตร์) และค่อนข้างงุ้ม ทรงมีพระฉวี (ผิว) งาม และทรงมีพระเกศา (ผม) หนา พระเนตรของพระองค์ดีกว่าคนทั้วไป สายพระเนตรของพระองค์นั้นทั้งหล่อเหลาและเฉียบคม— คนุตลินกาซากา[12][13]

ข้อมูลเกี่ยวกับพระชนม์ชีพของพระเจ้าคนุตมีไม่มาก จนกระทั่งทรงได้เป็นส่วนหนึ่งในกองทัพของพระราชบิดาในการพิชิตอังกฤษในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1013 อันเป็นช่วงสำคัญที่สุดในการปลันสะดมของชาวไวกิง ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังจากการขึ้นฝั่งที่ฮัมเบอร์ (Humber)[14]อังกฤษตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวไวกิงอย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงปลายปีนั้นพระเจ้าแอเธลเรดผู้ไม่พร้อม ก็ทรงเสด็จหนีไปยังดัชชีนอร์ม็องดี ทิ้งให้พระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ดได้อังกฤษไปครอง ในช่วงฤดูหนาวพระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ดก็ทรงเริ่มสร้างฐานพระราชอำนาจในอังกฤษ ขณะที่พระเจ้าคนุตทรงได้รับหน้าที่ดูแลกองเรือและฐานทัพที่เกนส์เบอโร

พระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ดทรงเสด็จสวรรคตหลังจากครองราชย์ได้ไม่นานในวันระลึกพระแม่มารีและพระเยซู (Candlemas) (ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1014)[15] เจ้าชายฮารัลด์ พระราชโอรสพระองค์เล็กจึงขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเดนมาร์กต่อจากพระองค์ ในขณะที่ชาวไวกิงและราษฏรในบริเวณเดนลอว์ลงมติเลือกพระเจ้าคนุตเป็นกษัตริย์อังกฤษโดยทันที[16] แต่ขุนนางชาวอังกฤษไม่เห็นด้วย สภาวิททันจึงได้ทูลเชิญพระเจ้าแอเธลเรดกลับมาจากนอร์ม็องดี ไม่นานนักพระเจ้าแอเธลเรดก็ทรงนับทัพขับไล่พระเจ้าคนุต ซึ่งทรงหลบหนีไปพร้อมกับกองทัพของพระองค์และตัวประกันจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาถูกทรมาณระหว่างเดินทางและสุดท้ายก็ถูกทิ้งไว้ที่ชายฝั่งของเมืองแซนด์วิช[17] หลังจากนั้นพระเจ้าคนุตจึงได้เสด็จไปพบกับพระเจ้าฮารัลด์ที่ 2 พระราชอนุชา และทรงเสนอให้ทรงปกครองร่วมกัน แต่พระเจ้าฮารัลด์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย[16] พระเจ้าฮารัลด์ทรงยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่พระเจ้าคนุตเป็นผู้บังคับปัญชากองกำลังรุกรานอังกฤษระลอกใหม่ โดยมีข้อแม้ว่าพระเจ้าคนุตจะต้องสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์เดนมาร์ก[16] อย่างไรก็ดี พระเจ้าคนุตก็สามารถรวบรวมเรือเพื่อใช้ในการรุกรานได้สำเร็จ[17]

การพิชิตอังกฤษ[แก้]

หินรูน (runestone) หมายเลขยู 194 เป็นจารึกเกี่ยวกับไวกิงนามว่าเอลลี (Alli) ซึ่งบันทึกไว้ว่าเขา "ได้รับพระราชทานบำเหน็ดจากพระเจ้าคนุตในอังกฤษ" (He won Knútr's payment in England)

โบเลสวัฟที่ 1 ผู้กล้าหาญ ดยุกแห่งโปแลนด์ (ภายหลังทรงได้รับการราชาภิเษกเป็นกษัตริย์) พระราชมาตุลา (ลุงฝ่ายแม่) ของพระเจ้าคนุตได้ให้พระองค์ยืมทหารชาวโปลจำนวนหนึ่ง[18] ซึ่งอาจจะเป็นข้อตกลงที่ทรงให้ไว้กับพระเจ้าคนุตและพระราชอนุชาเมื่อคราวที่ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จไปรับพระราชมารดากลับเดนมาร์กในฤดูหนาว พระนางทรงถูกขับไล่จากราชสำนักหลังจากพระเจ้าสเวนทรงอภิเษกสมรสใหม่กับซิกริดผู้ทรนงพระมเหสีม่ายของพระเจ้าอีริค ผู้ชนะแห่งสวีเดนในปี ค.ศ. 995 การอภิเษกสมรสดังกล่าวได้สร้างพันธมิตรระหว่างพระเจ้าโอลอฟ สก็อทโคนุง กษัตริย์แห่งสวีเดนพระองค์ใหม่กับราชวงศ์เดนมาร์กในขณะนั้น[18] เดนมาร์กจึงได้สวีเดนมาเป็นพันธมิตรในการรุกรานอังกฤษ อีกหนึ่งพันธมิตรของพระเจ้าคนุตคือ อีริค โฮกุนนาร์สัน (Eiríkr Hákonarson) เอิร์ลแห่งเลด ผู้ปกครองร่วมแห่งนอร์เวย์กับพี่ชายต่างมารดา สเวน โฮกุนสัน (Sweyn Haakonsson) และมีความเกี่ยวดองกับราชวงศ์เดนมาร์กด้วย นอร์เวย์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์กมาตั้งแต่หลังยุทธการโซลเวเดอร์ (Battle of Svolder) ในปี ค.ศ. 999 ในระหว่างที่อีริคไปร่วมทัพของพระเจ้าคนุต โฮกุน ผู้เป็นบุตรชายของเขาเป็นผู้แทนในการปกครองนอร์เวย์ร่วมกับสเวน

ในหน้าร้อนของปี ค.ศ. 1015 กองเรือของพระเจ้าคนุตก็เริ่มออกเดินทางไปยังอังกฤษพร้อมกับไพร่พลประมาณ 10,000 นาย ด้วยกองเรือจำนวน 200 ลำ[19] กองทัพของพระองค์ถือเป็นการรวมตัวของชาวไวกิงจากทั่วสแกนดิเนเวีย กองกำลังของพระองค์จะเผชิญหน้ากับฝ่ายอังกฤษภายใต้การนำของพระเจ้าเอ็ดมันด์ผู้ทนทานในสมรภูมิรบอันดุเดือดไปอีกกว่าสิบสี่เดือน

การขึ้นฝั่งในเวสเซกซ์[แก้]

พงศวดารปีเตอร์บะระ อันเป็นหนึ่งในพงศาวดารชุด บันทึกเหตุการณ์ของชาวแองโกล-แซกซัน บันทึกไว้ว่าในต้นเดือนกันยายน ค.ศ. 1015 "[พระเจ้าคนุต] ทรงมาถึงแซนด์วิช และทรงแล่นเรือผ่านเคนต์และเวสเซกซ์ จนกระทั่งพระองค์ทรงมาถึงปากแม่นํ้าโฟรม และขึ้นฝั่งที่ดอร์เซต วิลต์เชอร์และซัมเมอร์เซต"[20] เป็นจุดเริ่มต้นของการทัพขนาดมหึมาที่สุดนับตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช[17] บทสรรเสริญราชินีเอ็มมาได้บรรยายเกี่ยวกับกองเรือของพระองค์ไว้ดังนี้:

ณ ที่นั้นมีโล่หลากชนิด ซึ่งทำให้ท่านเชื่อได้ว่าไพร่พลจากนานาชนชาติได้มาถึงยัง ณ ที่แห่งนี้...หัวเรือเป็นประกายด้วยทองคำ แร่เงินสะท้อนแสงไปตามเรือหลายรูปทรง....ใครเล่าจะกล้าเชิดหน้าขึ้นมามองเหล่าราชสีห์ของศัตรู ต่างสั่นกระทาด้วยกลัวความระยับของทองคำและเหล่านักรบผู้น่าครันครามด้วยใบหน้าอันเรียบนิ่ง....เรือของพวกเขานำพามาซึ่งความตาย แลแตรของพวกเขาระยิบไปด้วยทอง ใครเล่าจะไม่รู้สึกหวั่นเกรงกษัตริย์ผู้มีกองทัพเช่นนี้? มิหนำซ้ำ กองกำลังนี้มิมีไพร่พลใดที่เป็นทาสหรือผู้ที่เคยเป็นทาส ไม่มีคนซาติกำเนิดตํ่าต้อย ไม่มีไพร่พลที่อ่อนแอด้วความชราของอายุ ด้วยพวกเขาทั้งหมดต่างเป็นผู้มีชาติตระกูล แลแข็งแรงด้วยกำลังวังชาของคนวัยหนุ่ม ชำนาญการต่อสู้ทุกแขนงแลการเรือ พวกเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วยิ่งกว่าพลทหารม้า— อิโครนัม เอ็มมา เรจีนา[21]

เวสเซกซ์ซึ่งถูกปกครองโดยราชวงศ์ของพระเจ้าแอเธลเรดมาเป็นเวลานานยอมจำนนกับกองกำลังของพระเจ้าคนุตในปลายปี ค.ศ. 1015 ดั่งเช่นที่ยอมจำนนกับกองกำลังของพระราชบิดาของพระองค์เมื่อสองปีก่อนหน้า[17] ณ จุดนี้ เอ็ดริก สโตรนา (Eadric Streona) เอลโดเมนแห่งเมอร์เซีย ได้แปรพักตร์จากฝ่ายของพระเจ้าแอเธลเรดไปพร้อมกับเรือ 40 ลำ รวมถึงลูกเรือจำนวนหนึ่ง และเข้าไปสวามิภักดิ์กับพระเจ้าคนุต[22] ผู้แปรพักตร์อีกคนได้แก่ธอร์เคล ผู้นำของชาวจอมสซึ่งเคยต่อสู้กับกองกำลังของพระเจ้าสเวน ฟอร์กเบียร์ดให้กับฝ่ายอังกฤษ[17]—สาเหตุของการแปรพักตร์สามารถพบได้ใน จอมสไวกิงซากา (Jómsvíkinga saga) ซึ่งกล่าวถึงการถูกโจมตีของทหารรับจ้างชาวจอมสบอร์กในอังกฤษ โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตนั้นมีเฮนนิงค (Henninge) น้องชายของธอร์เคลรวมอยู่ด้วย[23] หากเรื่องที่บันทึกไว้ใน แฟลร์ทิยาร์ลบก นั้นเป็นความจริงที่ว่าพระเจ้าคนุตทรงได้รับการอบรมจากธอร์เคล มันจะสามารถอธิบายสาเหตุที่พระเจ้าคนุตทรงรับเขาเข้ามาในกองทัพของพระองค์ได้ กองเรือจำนวน 40 ที่เอ็ดริกนำมาด้วย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นกองเรือของเขตเดนลอว์[23] แท้จริงแล้วอาจจะเป็นของธอร์เคล[24]

การรุกขึ้นเหนือ[แก้]

เมื่อถึง ค.ศ. 1016 กองกำลังไวกิงได้ข้ามแม่น้ำเทมส์และเร่งรุดหน้าไปยังวาร์วิคเชอร์ ในขณะที่ความพยายามต้านทานการรุกรานของเจ้าชายเอ็ดมันด์ไม่สัมฤทธิ์ผล—นักบันทึกพงศาวดาร (Chronicler) กล่าวว่ากองทัพอังกฤษพากันแยกย้ายเพราะไม่ได้พบกษัตริย์หรือประชาชนชาวลอนดอน[17] การโจมตีในช่วงกลางฤดูหนาวโดยพระเจ้าคนุตสร้างความเสียหายไปทั่วตอนเหนือของเมอร์เซียตะวันออก การระดมพลอีกครั้งหนึ่งทำให้ชาวอังกฤษรวมตัวกันได้ และคราวนี้พระเจ้าเอเธล์เรดก็ทรงเสด็จมาตรวจกองทัพด้วยตัวพระองค์เอง กระนั้น "มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก" พระเจ้าเอเธล์เรดทรงเสด็จกลับลอนดอนด้วยความกลัวว่าพระองค์กำลังจะถูกทรยศ[17]ในขณะที่เจ้าชายเอ็ดมันด์เสด็จไปทางเหนือเพื่อไปร่วมทัพกับอูห์เรด เอิร์ลแห่งนอร์ทธัมเบรีย แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังสแตฟฟอร์ดเชอร์ ชาร์ปเชอร์และเชชเชอร์ ในเมอร์เซียตะวันตก[25] ทั้งสองอาจจะต้องการไปยังคฤหาสน์ของเอ็ดริก สโตรนา การที่พระเจ้าคนุตทรงเข้ายึดครองนอร์ทัมเบรีย บีบให้อูห์เรดต้องกลับไปยอมแพ้ต่อพระเจ้าคนุต[26] พระองค์อาจจะเป็นผู้ส่งเธอร์บรันชาวโฮล (Thurbrand the Hold) อริชาวนอร์ทัมเบรียของอูห์เรดไปสังหารเขากับผู้ติดตาม อีริค โฮกุนนาร์สัน เป็นไปได้ว่าเมื่อถึงจุดนี้ กองกำลังชาวสแกนดิเวียจึงเริ่มเข้ามาสบทบกับกับพระเจ้าคนุต[27] และบรรดายาร์ล (เอิร์ล) ผู้กรำศึกได้ถูกส่งไปปกครองนอร์ทัมเบรีย

เจ้าชายเอ็ดมันด์ยังคงประทับอยู่ในลอนดอน โดยทรงตั้งทัพอยู่ที่หลังกำแพงเมืองลอนดอน และทรงได้รับการเลือกเป็นกษัตริย์หลังจากพระเจ้าเอเธล์เรดสวรรคตในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1016

การล้อมกรุงลอนดอน[แก้]

ภาพเขียนสีวิจิตร แสดงการปะทะระหว่างพระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 2 (ซ้าย) และพระเจ้าคนุต (ขวา) จาก โครนิคา มาจอร์รา (Chronica Majora) ประพันธ์และวาดภาพประกอบโดยแม็ทธิว แพริส

พระเจ้าคนุตเสด็จกลับไปทางทิศใต้ และกองทัพเดนมาร์กก็เริ่มทําการแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยกองแรกทําหน้าที่ไล่ตามพระเจ้าเอ็ดมันด์ ซึ่งสามารถตีฝ่าไพร่พลออกไปได้ก่อนที่พระเจ้าคนุตจะเข้าปิดล้อมกรุงลอนดอน พระเจ้าเอ็ดมันด์ทรงหลบหนีไปยังมณฑลเวสเซกซ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางพระราชอำนาจของกษัตริย์อังกฤษมาแต่ครั้งโบราณ ในขณะที่อีกกองหนึ่งทําหน้าที่ล้อมรอบกรุงลอนดอนไว้ พร้อมกันนั้นก็มีมีการสร้างกําแพงกั้นนํ้า (dikes) ขึ้นที่ทางเหนือและทางใต้ของตัวเมือง อีกทั้งยังมีการขุดคูนํ้าเลาะผ่านทางชายฝั่งแม่นํ้าเทมส์ไปจนจรดทิศใต้ เพื่อสะดวกต่อการล่องเรือยาว (longships) ขึ้นไปขัดขวางการสื่อสารของฝ่ายอังกฤษ

มีการปะทะเกิดขึ้นที่เพนเซลวูด (Penselwood) ในมณทลซัมเมอร์เซต โดยสันนิฐานว่าเนินในป่าเซลวูด (Selwood Forest) เป็นสมรภูมิของทั้งสองฝ่าย[28] การรบพุ่งเกิดตามมาที่เชอร์สตัน ในมณทลวิลต์เชอร์ การต่อสู้กินเวลาสองวันแต่ไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด[29]

พระเจ้าเอ็ดมันด์สามารถกู้กรุงลอนดอนกลับคืนมาได้อยู่ระยะหนึ่ง ทรงผลักดันและตีกองทัพเดนมาร์กจนแตกพ่ายไปหลังทรงข้ามแม่นํ้าเทมส์ที่เบรนท์ฟอร์ด [28] แต่ก็ทรงเสียไพร่พลเป็นจํานวนมากเช่นกัน พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยล่าถอยไปยังเวสเซกซ์เพื่อเกณฑ์ไพร่พลใหม่ ชาวเดนส์เข้าปิดล้อมกรุงลอนดอนอีกครั้ง แต่หลังจากที่ไม่ประสบความสําเร็จในการรุกคืบ พวกเขาจึงล่าถอยไปยังเคนต์ โดยมีการต่อสู้เกิดขึ้นบ้างประปราย ซึ่งลงเอยด้วยการรบที่ออตฟอร์ด (Otford) ต่อมา เอ็ดริก สโตรนาแปรพักตร์กลับไปเข้ากับพระเจ้าเอ็ดมันด์อีกครั้ง[30] พระเจ้าคนุตจึงตัดสินพระทัยล่องเรือไปทางเหนือของแม่นํ้าเทมส์ ทรงเสด็จขึ้นฝั่งที่เอสเซกซ์ และทรงเดินทางไปจนถึงแม่นํ้าออร์เวลล์ (River Orwell) เพื่อเข้าปลันสะดมมณทลเมอร์เซีย[28]

การยึดกรุงลอนดอนด้วยสนธิสัญญา[แก้]

ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1016 กองกําลังของชาวเดนส์ถูกโจมตีโดยกองทัพของพระเจ้าเอ็ดมันด์ ระหว่างที่ฝ่ายเดนส์กําลังล่าถอยไปที่เรือ อันนําไปสู่ยุทธการแอชชิงดัน (Battle of Assandun) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นที่แอชชิงดอน (Ashingdon) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่แอชดอน (Ashdon) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเอสเซกซ์ ระหว่างการชุลมุนนั้นเอง เอ็ดริก สโตรนา ซึ่งอาจจะแกล้งทําอุบายแปรพักตร์เพื่อลวงฝ่ายอังกฤษ ได้ทําการถอยทัพออกจากสนามรบ ทําให้ฝ่ายอังกฤษพ่ายแพ้อย่างราบคาบ[31] พระเจ้าเอ็ดมันด์เสด็จหนีไปทางตะวันตก พระเจ้าคนุตทรงไล่ตามพระองค์ไปจนถึงกลอสเตอร์เชอร์ ซึ่งอาจจะมีการสู้รบเกิดขึ้นอีกที่บริเวณป่าดีน (Forest of Dean) เนื่องจากพระเจ้าเอ็ดมันด์ได้ทําการผูกมิตรกับผู้นําบางส่วนของชาวเวลส์[28]

บนเกาะใกล้หมู่บ้านเดียร์เฮสต์ (Deerhurst) พระเจ้าคนุตและพระเจ้าเอ็ดมันด์ผู้บาดเจ็บ ทรงเสด็จมาพบกันเพื่อเจรจาเงื่อนไขสงบศึก ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันว่าจะใช้แม่น้ำเทมส์เป็นตัวแบ่งเขตแดน โดยฟากเหนือแม่นํ้าขึ้นไปจะตกเป็นของชาวเดนส์ ในขณะที่ฟากทางใต้ รวมไปถึงกรุงลอนดอน จะยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายอังกฤษ ดินแดนทั้งสองจะถูกรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้พระเจ้าคนุตเมื่อพระเจ้าเอ็ดมันด์เสด็จสวรรคต ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ไม่กี่สัปดาห์หลังจากสนธิสัญญาได้รับการลงนาม แหล่งข้อมูลบางชิ้นกล่าวว่าพระเจ้าเอ็ดมันด์ถูกลอบปลงพระชนม์ กระนั้นสาเหตุการสวรรคตของพระองค์ก็ไม่เป็นที่แน่ชัด[32] ชาวเวสต์แซกซอนยอมรับเจ้าชายคนุตเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่โดยดี[33] พระองค์ได้รับการราชาภิเษกโดยไลฟิง อัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรี (Lyfing, Archbishop of Canterbury) ที่กรุงลอนดอน ในปี ค.ศ. 1017 [34]

กษัตริย์แห่งจักรวรรดิทะเลเหนือ[แก้]

พระเชษฐาของคานุต ฮารัลด์ กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก สวรรคตในปีค.ศ.1018 และคานุตได้สืบสันตติวงศ์เป็นกษัตริย์แห่งเดนมาร์ก สองปีต่อมาคานุตเริ่มอ้างสิทธิ์ในนอร์เวย์ พระองค์ยึดครองและส่งพระโอรส สเวน และพระสนม เอลฟ์จิฟู ไปบริหารปกครอง หลังการรุกรานสก็อตแลนด์ แมลคอล์มที่ 2 กษัตริย์แห่งสก็อตแลนด์ยอมรับคานุตเป็นเจ้าเหนือหัว และในยุค 1020 คานุตอ้างพระองค์ว่าเป็น "กษัตริย์แห่งอังกฤษทั้งหมด และแห่งเดนมาร์ก และแห่งนอร์เวย์ และบางส่วนของสวีเดน" คานุตกังวลพระทัยกับการเป็นเอกภาพทางการเมืองในอังกฤษจึงทรงรื้อถอนบะระที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องอังกฤษตอนใต้จากไวกิงในเดนลอว์ เข้าใจกันว่ากำแพงป้องกันและคูน้ำที่คริกแลด ลิดฟอร์ด แคดบรีใต้ และวอร์แฮมถูกทำลายด้วยเหตุผลเดียวกัน

การสวรรคตและการล่มสลายของจักรวรรดิ[แก้]

พระเจ้าคานุตสวรรคตในวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1035 ที่ชาฟท์สบรีในดอร์เซ็ต พระชนมพรรษาราว 40 พรรษา และถูกฝังที่มหาวิหารวินเชสเตอร์ ในวินเชสเตอร์ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรเวสเซ็กซ์ของชาวแซ็กซันและเป็นเมืองที่พระองค์เคยอาศัยอยู่

โชคร้ายที่โอรสของคานุตไม่สามารถทำได้เช่นพระบิดา หลังการสวรรคตของพระองค์ อาณาจักรแองโกลสแกนดิเนเวียก็เริ่มสลาย โอรสของเอลฟ์จิฟู แฮโรลด์ ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษแต่สวรรคตในปีค.ศ.1040 ต่อมาฮาร์ธาคนุตปกครองได้เพียงสองปีก่อนสวรรคตเช่นกัน

ไม่มีพระราชบุตรของคานุตพระองค์ใดที่มีทายาท โอรสของเอ็มม่ากับเอเธลเร็ด เอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพ จึงเสด็จกลับจากนอร์ม็องดีเพื่อสืบทอดบัลลังแห่งอังกฤษในปีค.ศ.1042

การอภิเษกสมรสและพระราชบุตร[แก้]

  1. เอลฟ์จิฟูแห่งนอร์แธมตัน
  2. เอ็มม่าแห่งนอร์ม็องดี

หมายเหตุ[แก้]

  1. พระราชมารดาของพระเจ้าคนุตยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงในวงการประวัติศาสตร์ บางทฤษฎีบอกว่าคือพระนางกันฮิลด์แห่งเว็นเด็น อีกทฤษฎีบอกพระนางไม่มีตัวตนหรือขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ นักพงศวดารยุคกลาง เทตมาร์แห่งมาเซิลเบิร์ก (Thietmar of Merseburg) และ อดัมแห่งเบรเมิน (Adam of Bremen) บันทึกไว้ว่าพระเจ้าคนุตทรงเป็นพระราชโอรสในเจ้าหญิงโปแลนด์ ผู้เป็นพระราชธิดาในดยุกมิเอสโกที่ 1 แห่งโปแลนด์ และพระขนิฐาในพระเจ้าโบเลสวัฟที่ 1 ผู้กล้าหาญ พระองค์อาจจะมีพระนามว่า "สเวโตสลาวา" (Świętosława) (ดูเพิ่มที่: ซิกริด สตอราดา): ซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้ากับการที่มีทหารโปแลนด์ร่วมกองทัพของพระองค์เมื่อครั้งการพิชิตอังกฤษ และพระนามของพระขนิฐาของพระองค์ซึ่งเป็นภาษาสลาฟ สามารถเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Santslaue Encomiast, Encomium Emmae, ii. 2, p. 18; Thietmar, Chronicon, vii. 39, pp. 446–47; Trow, Cnut, p. 40. Lawson 2010 เขียนไว้ว่าไม่มีผู้ใดทราบพระนามของพระนาง

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Somerville & McDonald 2014, p. 435.
  2. Adam of Bremen, Gesta Daenorum, scholium 37, p. 112.
  3. Lawson, Cnut, p. 121
  4. ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรมประเทศในทวีปยุโรป ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550, หน้า 149
  5. Trow, Cnut, pp. 30–31.
  6. Snorri, Heimskringla, The History of Olav Trygvason, ch. 34, p. 141
  7. Adam of Bremen, History of the Archbishops of Hamburg-Bremen, Book II, ch. 37; see also Book II, ch. 33, Scholion 25
  8. Snorri, Heimskringla, The History of Olav Trygvason, ch. 91, p. 184
  9. Trow, Cnut, p. 44.
  10. Douglas, English Historical Documents, pp. 335–36
  11. Lawson, Cnut, p. 160.
  12. Trow, Cnut, p. 92.
  13. John, H., The Penguin Historical Atlas of the Vikings, Penguin (1995), p. 122.
  14. Ellis, Celt & Saxon, p. 182.
  15. William of Malms., Gesta Regnum Anglorum, pp. 308–10
  16. 16.0 16.1 16.2 Sawyer, History of the Vikings, p. 171
  17. 17.0 17.1 17.2 17.3 17.4 17.5 17.6 Lawson, Cnut, p. 27
  18. 18.0 18.1 Lawson, Cnut, p. 49.
  19. Trow, Cnut
  20. Garmonsway, G.N. (ed. & trans.), The Anglo-Saxon Chronicle, Dent Dutton, 1972 & 1975, Peterborough (E) text, s.a. 1015, p. 146.
  21. Campbell, A. (ed. & trans.), Encomium Emmae Reginae, Camden 3rd Series vol. LXXII, 1949, pp. 19–21.
  22. G. Jones, Vikings, p. 370
  23. 23.0 23.1 Trow, Cnut, p. 57.
  24. Lawson, Cnut, p. 161
  25. Lawson, Cnut, p. 28.
  26. Anglo-Saxon Chronicles, pp. 146–49.
  27. Trow, Cnut, p. 59.
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 Lawson 2004, p. 28.
  29. Anglo-Saxon Chronicles, pp. 148–50
  30. Anglo-Saxon Chronicles, pp. 150–51
  31. Anglo-Saxon Chronicles, pp. 151–53
  32. Anglo-Saxon Chronicles, pp. 152–53; Williams, A., Æthelred the Unready the Ill-Counselled King, Hambledon & London, 2003, pp. 146–47.
  33. Stenton 1971, p. 393.
  34. Lawson 2004, pp. 82, 121, 138.

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ พระเจ้าคานุต

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า พระเจ้าคนุตมหาราช ถัดไป
พระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 2 2leftarrow.png Raven Banner.svg
กษัตริย์แห่งอังกฤษ
(ราชวงศ์นีทลินกา)

(ค.ศ. 1016 – ค.ศ. 1035)
2rightarrow.png พระเจ้าฮาโรลด์ แฮร์ฟุต
พระเจ้าฮารัลด์ที่ 2 2leftarrow.png Insigne Danicum.svg
กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก
(ราชวงศ์นีทลินกา)

(ค.ศ. 1018 – ค.ศ. 1035)
2rightarrow.png พระเจ้าฮาร์ธาคนุต
พระเจ้าโอลาฟที่ 2 2leftarrow.png Royal arms of Norway.svg
กษัตริย์แห่งนอร์เวย์
(ค.ศ. 1028 – ค.ศ. 1035)
2rightarrow.png พระเจ้ามักนุสผู้ทรงธรรม