สงครามจีน-พม่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามจีน-พม่า
เป็นส่วนหนึ่งของ สิบการทัพใหญ่
Third Qing Burmese war.PNG
แผนที่แสดงบริเวณที่เกิดสงครามช่วง ค.ศ. 1767-1768
วันที่ ค.ศ. 1765-1769
สถานที่ มณฑลยูนนาน, รัฐฉาน, รัฐกะฉิ่น, พม่าตอนบน (ปัจจุบัน)
ผลลัพธ์ พม่าได้รับชัยชนะ, สงครามสิ้นสุดด้วยสนธิสัญญากวนตง, สยามมีโอกาสสถาปนาอาณาจักรธนบุรีขึ้นมาใหม่
คู่ขัดแย้ง
Flag of the Qing Dynasty (1889-1912).svg ราชวงศ์ชิง Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg ราชวงศ์คองบอง
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
จักรพรรดิเฉียนหลง
หลิวเจ้า
หยางอิงจวี่
หมิงรุ่ย
องคมนตรีฟู่เหิง
เสนาบดีกรมกลาโหมอากุ้ย
อาหลีกุ่น
เอ้อหนิง
พระเจ้ามังระ
อะแซหวุ่นกี้
เนเมียวสีหตู
พลามินดิน
เนเมียวสีหบดี
กำลัง
กองทัพแปดกองธง
170,000 นาย

แบ่งเป็นการบุก 4 ครั้ง(ประเมิน)

90,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
100,000+ (ประเมิน) 35,000+ (ประเมิน)

สงครามจีน-พม่า (พม่า: တရုတ်-မြန်မာ စစ်, จีน: 中緬戰爭, 清緬戰爭) หรือ การบุกครองพม่าของราชวงศ์ชิง หรือ การทัพพม่าแห่งราชวงศ์ชิง (อังกฤษ: Qing invasions of Burma, Myanmar campaign of the Qing Dynasty)[1] เป็นการสงครามระหว่างราชวงศ์ชิงของจีน กับราชวงศ์คองบองของพม่า กินเวลา 4 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1765-1769 ตรงกับรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง กับพระเจ้ามังระ

การสงครามครั้งนี้เริ่มขึ้นในระหว่างการทำสงครามระหว่าง อาณาจักรคองบองกับอาณาจักรอยุธยา และยาวไปจนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ใน ค.ศ. 1767 ที่อาณาจักรอยุธยาเสียเอกราชแก่ราชวงศ์คองบองของพม่า ในพงศาวดารพม่าระบุว่า พระเจ้ามังระมีพระราชสาส์นให้นายทหารและแม่ทัพในสงครามคราวนี่เร่งรีบกระทำการ และรีบเดินทางกลับพระนครอังวะ เพื่อที่จะเตรียมการรับสงครามคราวนี้[2][3]

เหตุแห่งสงคราม มาจากความขัดแย้งระหว่างพม่ากับจีนในเรื่องหัวเมืองไทใหญ่ ซึ่งกองทัพพม่าได้ยกเข้าดินแดนไทใหญ่และรุกคืบไปเรื่อยๆ ทำให้พวกเจ้าฟ้าไทใหญ่ได้ไปขอความช่วยเหลือจากจีน ซึ่งทั้ง2มีพรมแดนติดต่อกันระหว่างจีนกับพม่าทางมณฑลยูนนานในปัจจุบัน ซึ่งเคยมีปัญหามาก่อนตั้งแต่ยุคพระเจ้าบุเรงนองแห่งราชวงศ์ตองอู โดยในครั้งนี้ราชวงศ์ชิง ซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิเฉียนหลง ได้ส่งกองทหารจากแปดกองธงอันเกรียงไกรหมายเข้าทำลายพม่าให้สิ้นซากแต่ก็ต้องผิดหวังทุกครั้ง โดยในระหว่างสงคราม หลิวเจ้าแม่ทัพกองธงเขียว(บุกครั้งที่1) หยางอิงจวี่แห่งกองธงเขียว(บุกครั้งที่2) รวมถึงพระนัดดาหมิงรุ่ยแห่งแปดกองธง แม่ทัพแมนจูผู้เคยมีประสบการณ์สู้รบกับชาวเติร์กในเอเชียกลางมาแล้วอย่างโชกโชน(บุกครั้งที่3) ต้องฆ่าตัวตายหนีความอัปยศเพราะความพ่ายแพ้ โดยในการบุกครั้งที่4 จักพรรดิเฉียนหลงเรียกตัวองคมนตรีฟู่เหิงซึ่งเป็นลุงของหมิงรุ่ย ผู้เคยมีประสบการณ์ในการรบกับมองโกล พร้อมด้วยแม่ทัพแมนจูอีกหลายนาย เช่นเสนาบดีกรมกลาโหม อากุ้ย แม่ทัพอาหลีกุ่น รวมทั้งเอ้อหนิง สมุหเทศาภิบาลมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว ให้เตรียมการยกทัพเข้าโจมตีพม่าเป็นครั้งที่สี่ โดยอาศัยกำลังทั้งจากทัพแปดกองธงและกองธงเขียว กองทัพต้าชิงสามารถรุกเข้าไปในดินแดนของพม่าได้ลึกพอสมควรแต่กองทัพของ เนเมียวสีหบดี ก็กลับมาได้ทันสงครามเป็นไปอย่างดุเดือด ไม่สามารถตัดสินแพ้ชนะได้ในการศึกครั้งนี้ ความอ่อนล้าดำเนินมาถึงขีดสุด ผู้คนล้มตายดุจใบไม้ร่วง

สงครามสิ้นสุดลงด้วยการเจรจาและบรรลุสนธิสัญญากวนตง โดยยึดเอาแนวเขตพรมแดนเดิม[4] โดยทั้ง2ฝ่ายต่างอ้างชัยชนะในสงครามครั้งนี้ และในสงครามครั้งนี้ยังทำให้อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพฝ่ายพม่าได้มีชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนจะมีบทบาทต่อมาอีกในทางการเมืองและสงครามภายหลังอีกหลายครั้ง

บทสรุปของสงคราม[แก้]

  • ฝ่ายราชวงค์ชิง ในสงครามจีน-พม่านี้นับเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของราชวงค์ชิง และถือเป็นรอยด่างเล็กๆของจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของโลกจักรพรรดิเฉียนหลง แต่ถึงแม้จะไม่สามารถสยบพม่าได้อย่างราบคาบ แต่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พม่าเห็นถึงศักยภาพในการระดมกองทัพขนาดใหญ่ ที่สามารถสั่นคลอนราชวงค์คองบองได้ตลอดเวลา
  • ฝ่ายราชวงค์คองบอง เป็นการรบครั้งใหญ่ที่สุดและสูญเสียมากที่สุดในยุคของพระเจ้ามังระ แต่นั้นก็ทำให้ได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพระองค์ รวมถึงการใช้คนแบ่งงานให้แม่ทัพแต่ละนายได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ แม้จะสูญเสียทหารไปมากแต่ก็สามารถรักษาแผ่นดินเอาไว้ได้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่พระองค์ฝากไว้ให้ราชวงค์คองบอง หลังจากสิ้นยุคพระองค์ไปแล้วขีดความสามารถทางการทหารของพม่าก็ไม่เคยกลับไปอยู่จุดเดิมได้อีกเลย[5]

อ้างอิง[แก้]

  1. Dai 2004, p. 145.
  2. เทปสนทนาเรื่อง วาระสุดท้าย...ของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544)
  3. ดนัย ไชยโยค. หน้า 87.
  4. Woodside 2002, pp. 256–262.
  5. Ba Than (1951) (in Burmese). History of Burma (7th ed.). Yangon: Sarpay Beikman Press