สงครามจีน-พม่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามจีน-พม่า
เป็นส่วนหนึ่งของ สิบการทัพใหญ่
Third Qing Burmese war.PNG
แผนที่แสดงบริเวณที่เกิดสงครามช่วง พ.ศ. 2308–2312
วันที่ ธันวาคม พ.ศ. 2308 – 22 ธันวาคม พ.ศ. 2312
สถานที่ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐฉาน, รัฐกะฉิ่น, มณฑลยูนนาน, พม่าตอนบน
ผลลัพธ์ พม่าได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
ราชวงศ์ชิง ราชวงศ์ชิง Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg ราชวงศ์คองบอง
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ราชวงศ์ชิง จักรพรรดิเฉียนหลง

ราชวงศ์ชิง หลิวเจ้า
ราชวงศ์ชิง หยางอิงจวี่
ราชวงศ์ชิง หมิงรุ่ย [1]
ราชวงศ์ชิง อีเอ้อเดง
ราชวงศ์ชิง อาหลีกุ้ย [1]
ราชวงศ์ชิง องคมนตรีฟู่เหิง [1]
ราชวงศ์ชิง อาหลีกุ่น 
ราชวงศ์ชิง เสนาบดีกลาโหมอากุ้ย

Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg พระเจ้ามังระ

Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg อะแซหวุ่นกี้
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg มหาสีหตู
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg เนเมียวสีหตู
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg บาลามินดิน
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg เนเมียวสีหบดี
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg เต็งจามินกอง
Flag of the Alaungpaya Dynasty of Myanmar.svg ปีแยร์เดอมิลารด์

กำลัง
ครั้งที่ 1

ทั้งหมด: ทหารราบ 5,000, ทหารม้า 1,000[note 1]

  • กองธงเขียว 3,500[2]
  • กองกำลังผสมไทใหญ่

ครั้งที่ 2
ทั้งหมด: ทหารราบ 25,000, ทหารม้า 2,500[note 1]

  • กองธงเขียว 14,000 นาย[3]
  • กองกำลังผสมไทใหญ่

ครั้งที่ 3
ทั้งหมด: 50,000[4]

  • แปดกองธงและมองโกล 30,000[5]
  • กองธงเขียว 12,000
  • กองกำลังผสมไทใหญ่

ครั้งที่ 4
ทั้งหมด: 60,000[6]

  • แปดกองธงและมองโกล 40,000[2]
  • กองธงเขียว และ กองกำลังผสมไทใหญ่
ครั้งที่ 1

ทั้งหมด: ไม่ทราบ

  • ทหารราบ 2,000, ทหารม้า 200 (กองทัพอาณาจักรพม่า)[note 1]
  • กองหนุนไทใหญ่เมืองกองตน

ครั้งที่ 2
ทั้งหมด: ไม่ทราบ

  • ทหารราบ 4,500, ทหารม้า 200[note 1]
  • ทหารเมืองกองตน

ครั้งที่ 3
ทั้งหมด: ~ทหารราบ 30,000, ทหารม้า 2,000[note 2]


ครั้งที่ 4
ทั้งหมด: ~40,000[note 3]

กำลังพลสูญเสีย
'ครั้งที่ 2: ~20,000

'ครั้งที่ 3: 30,000+[note 4]
'ครั้งที่ 4: 20,000+[7]
ทั้งหมด: 70,000+
ถูกจับ 2,500 [8]

ไม่ทราบจำนวน แต่น้อย

สงครามจีน-พม่า (พม่า: တရုတ်-မြန်မာ စစ်, จีน: 中緬戰爭, 清緬戰爭) หรือ การบุกพม่าของราชวงศ์ชิง หรือ การทัพพม่าแห่งราชวงศ์ชิง (อังกฤษ: Qing invasions of Burma, Myanmar campaign of the Qing Dynasty)[9] เป็นการสงครามระหว่างราชวงศ์ชิงของจีน กับราชวงศ์คองบองของพม่า กินเวลา 4 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2308–2312 ตรงกับรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง กับพระเจ้ามังระ

การสงครามครั้งนี้เริ่มขึ้นในระหว่างการทำสงครามของอาณาจักรคองบองกับอาณาจักรอยุธยา และยาวไปจนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ใน พ.ศ. 2310 ในพงศาวดารพม่าระบุว่า พระเจ้ามังระมีพระราชสาส์นให้นายทหารและแม่ทัพในสงครามคราวนี่เร่งรีบกระทำการ และรีบเดินทางกลับพระนครอังวะเพื่อที่จะเตรียมการรับสงครามคราวนี้[10][11]

เหตุแห่งสงครามมาจากความขัดแย้งระหว่างพม่ากับจีนในเรื่องหัวเมืองไทใหญ่ ซึ่งกองทัพพม่าได้ยกเข้าดินแดนไทใหญ่และรุกคืบไปเรื่อยๆ ทำให้พวกเจ้าฟ้าไทใหญ่ได้ไปขอความช่วยเหลือจากจีน ซึ่งทั้งสองมีพรมแดนติดต่อกันระหว่างจีนกับพม่าทางมณฑลยูนนานในปัจจุบัน ซึ่งเคยมีปัญหามาก่อนตั้งแต่ยุคพระเจ้าบุเรงนองแห่งราชวงศ์ตองอู โดยในครั้งนี้ราชวงศ์ชิงซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิเฉียนหลง ได้ส่งกองทหารจากแปดกองธงอันเกรียงไกรหมายเข้าทำลายพม่าให้สิ้นซากแต่ก็ต้องผิดหวังทุกครั้ง โดยในระหว่างสงคราม หลิวเจ้าแม่ทัพกองธงเขียว (บุกครั้งที่ 1) หยางอิงจวี่แห่งกองธงเขียว (บุกครั้งที่ 2) รวมถึงพระนัดดาหมิงรุ่ยแห่งแปดกองธง แม่ทัพแมนจูผู้เคยมีประสบการณ์สู้รบกับชาวเติร์กในเอเชียกลางมาแล้วอย่างโชกโชน (บุกครั้งที่ 3) ต้องฆ่าตัวตายหนีความอัปยศเพราะความพ่ายแพ้ โดยในการบุกครั้งที่ 4 จักพรรดิเฉียนหลงเรียกตัวองคมนตรีฟู่เหิง ซึ่งเป็นลุงของหมิงรุ่ยผู้เคยมีประสบการณ์ในการรบกับมองโกล พร้อมด้วยแม่ทัพแมนจูอีกหลายนายเช่น เสนาบดีกรมกลาโหมอากุ้ย แม่ทัพอาหลีกุ่น รวมทั้งเอ้อหนิง สมุหเทศาภิบาลมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว ให้เตรียมการยกทัพเข้าโจมตีพม่าเป็นครั้งที่ 4 โดยอาศัยกำลังทั้งจากทัพแปดกองธงและกองธงเขียว กองทัพต้าชิงสามารถรุกเข้าไปในดินแดนของพม่าได้ลึกพอสมควร แต่กองทัพของเนเมียวสีหบดีก็กลับมาได้ทัน สงครามเป็นไปอย่างดุเดือดกองทัพพม่าสามารถล้อมกองทัพต้าชิงเอาไว้ได้ แต่อะแซหวุ่นกี้ได้ตัดสินใจยุติสงครามที่ปล่าวประโยชน์ครั้งนี้ลง ด้วยการบีบให้กองทัพต้าชิงซึ่งติดอยู่ในวงล้อมตัดสินใจเจรจา

สงครามสิ้นสุดลงด้วยการเจรจาและบรรลุสนธิสัญญากองตน โดยยึดเอาแนวเขตพรมแดนเดิม[12] โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างชัยชนะในสงครามครั้งนี้ และในสงครามครั้งนี้ยังทำให้พระเกียรติยศของพระเจ้ามังระเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังจากก่อนหน้านี้กองทัพของพระองค์ก็สามารถพิชิตกรุงศรีอยุธยาได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมถึงอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพฝ่ายพม่ามีชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนจะมีบทบาทสำคัญต่อมาอีกหลายครั้งในภายหลังทั้งทางด้านการเมืองและการศึกสงคราม

การบุกทั้ง 4 ครั้งของต้าชิง[แก้]

  • การบุกครั้งที่ 1 ต้าชิงเลือกใช้กองธงเขียวของมณฑลหยุนหนาน ผสมกับกองกำลังไทใหญ่โดยมีหลิวเจ้าเป็นแม่ทัพ ซึ่งหลิวเจ้าถูกเนเมียวสีหตู แสร้งทำเป็นแพ้ หลิวเจ้าหลงกลตามไป ถูกกองทัพของเนเมียวสีหตูซุ่มโจมตีจนพ่ายแพ้
  • การบุกครั้งที่ 2 ต้าชิงยังเลือกส่งหยางอิงจวี่แห่งกองธงเขียว มาผสมกับกองกำลังไทใหญ่เช่นเดิมหมายพิชิตพม่าให้ได้ แต่บาลามินดินสามารถต้านทานการบุกของต้าชิงที่เมืองกองตนได้อย่างเด็ดขาด ประกอบกับการดักซุ่มโจมตีตัดเสบียงของพม่า ทำให้กองทัพต้าชิงพ่ายแพ้เป็นครั้งที่ 2
  • การบุกครั้งที่ 3 จักรพรรดิเฉียนหลง เห็นแล้วว่ากองธงเขียวไม่สามารถเอาชนะพม่าได้ จึงได้ส่งกองทัพที่ดีที่สุดของราชวงค์ชิงในยุคนั้นอย่างแปดกองธงอันเลื่องลือ และยังส่งแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของราชวงค์ชิงอย่าง หมิงรุ่ยแห่งกองธงเหลือง ผู้พิชิตมองโกลและซินเจียงมาแล้ว โดยแบ่งกำลังเป็น 2 ส่วน แต่ครั้งนี้กองทัพต้าชิงก็ต้องมาเจอกับแม่ทัพที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคอย่างอะแซหวุ่นกี้ ที่สามารถวางแผนล่อกองทัพต้าชิงมายังจุดที่ต้องการได้ โดยแสร้งทำเป็นแพ้ให้กองทัพต้าชิงบุกลึกเข้ามาเผชิญหน้ากับพระเจ้ามังระ หมิ่งรุ่ยไม่สามารถเอาชนะได้ทำให้กองทัพถูกตรึงเอาไว้แถบชานเมืองอังวะ ส่วนอะแซหวุ่นกี้ก็นำทัพกลับมาตีตลบหลังสามารถยึดเมืองต่างๆกลับคืนมาได้หมด ทำให้เส้นทางเสบียงของหมิ่งรุ่ยถูกตัดขาด อีกทางบาลามินดินก็สามารถใช้กำลังทหาร 7,000 นาย ต้านทานกองทัพต้าชิง 20,000 นาย เอาไว้ได้ที่เมืองกองตน สุดท้ายกองทัพต้าชิงที่บุกทางเส้นนี้ต้องถอยเนื่องจากเสียหายอย่างหนัก เมื่อกองหนุนพ่ายแพ้ไม่สามารถยึดเมืองกองตนได้ กองทัพหลักของหมิงรุ่ยที่บุกลึกเข้ามาก็ถูกล้อมและแทบไม่เหลือเสบียงแล้ว หมิงรุ่ยรู้จุดจบของศึกครั้งนี้ทันทีและเลือกที่จะจบชีวิตตนอย่างมีเกียรติในแผ่นดินอังวะนี้เอง
  • การบุกครั้งที่ 4 จักรพรรดิเฉียนหลง ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งต่อความพ่ายแพ้ของหมิงรุ่ยยอดแม่ทัพแห่งราชวงค์ชิง ครั้งนี้พระองค์ทรงเรียกองค์มนตรีฟู่เหิงนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าชิง กลับมารับตำแหน่งผู้บัญชาการ รวมถึงเสนาบดีกลาโหมอากุ้ย แม่ทัพใหญ่อาหลีกุน และเอ้อหนิง ซึ่งล้วนแต่เจนจบในพิชัยสงครามให้มารวมตัวกันเพื่อหวังพิชิตพม่าเป็นครั้งที่ 4 โดยคุมกองทัพที่ดีที่สุดของราชวงค์ชิงอย่างแปดกองธงมาอีกครั้งเพื่อจะสยบพระเจ้ามังระให้ได้ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ต้าชิงต้องมาเจอกับยอดแม่ทัพของพระเจ้ามังระอย่าง อะแซหวุ่นกี้ บาลามินดิน เนเมียวสีหตู รวมถึงเนเมียวสีหบดีที่กลับมาจากการศึกกับอยุธยา ซึ่งทั้งสี่คนนับเป็นหัวใจหลักที่สามารถต้านทานการบุกทั้งทางบกและทางทะเลของต้าชิงเอาไว้ได้ โดยครั้งนี้เป็นการออกไปรบป้องกันแถบชายแดน การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดสุดท้ายกองทัพต้าชิงถูกกองทัพของพม่าล้อมเอาไว้ได้ แต่อะแซหวุ่นกี้ก็เลือกจบสงครามครั้งนี้ด้วยการเจรจาเกิดเป็นสนธิสัญญากองตน เป็นการจบสงครามระหว่าง พระเจ้ามังระ กับ จักรพรรดิเฉียนหลง ลงในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2312

ต่างอ้างชัยชนะ[แก้]

  • ฝ่ายพระเจ้ามังระ อ้างชัยชนะเนื่องจากสามารถชนะสงครามได้ทุกครั้ง สามารถครอบครองอาณาเขตต่างๆได้ตามเดิม และปกป้องแผ่นดินเอาไว้ได้
  • ฝ่ายจักรพรรดิเฉียนหลง อ้างชัยชนะเนื่องจากหลังจากนี้ 20 ปี พระเจ้าปดุงยอมส่งบรรณาการให้แก่ต้าชิง อันเป็นการแสดงถึงความนอบน้อมต่อจักรพรรดิเฉียนหลง

บทสรุปของสงคราม[แก้]

  • ฝ่ายราชวงค์ชิง ในสงครามจีน-พม่านี้นับเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของราชวงค์ชิง และถือเป็นรอยด่างเล็กๆของจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของโลกจักรพรรดิเฉียนหลง แต่ถึงแม้จะไม่สามารถสยบพม่าได้อย่างราบคาบ แต่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พม่าเห็นถึงศักยภาพในการระดมกองทัพขนาดใหญ่ ที่สามารถสั่นคลอนราชวงค์คองบองได้ตลอดเวลา
  • ฝ่ายราชวงค์คองบอง เป็นการรบครั้งใหญ่ที่สุดและสูญเสียมากที่สุดในยุคของพระเจ้ามังระ แต่นั้นก็ทำให้ได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพระองค์ รวมถึงการใช้คนแบ่งงานให้แม่ทัพแต่ละนายได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ แม้จะสูญเสียทหารไปมากแต่ก็สามารถรักษาแผ่นดินเอาไว้ได้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่พระองค์ฝากไว้ให้ราชวงค์คองบอง หลังจากสิ้นยุคพระองค์ไปแล้วขีดความสามารถทางการทหารของพม่าก็ไม่เคยกลับไปอยู่จุดเดิมได้อีกเลย[13]

หมายเหตุ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 (Burney 1840, pp. 171–173); from Burmese sources; figures adjusted down by one magnitude per G.E. Harvey's analysis in his History of Burma (1925) in the section Numerical Note (pp. 333–335).
  2. ~20,000 at the beginning, plus additional 10,000 men and 2000 cavalry towards the end
  3. (Burney 1840, pp. 180–181) and (Harvey 1925, pp. 333–335). Burney citing Burmese sources gives the Chinese strength as 500,000 foot and 50,000 cavalry and states the Burmese strength to be 64,000 foot and 1200 cavalry. These numbers are certainly exaggerated. Per Harvey (pp. 333–335), the Burmese numbers should be reduced by an order of magnitude, which gives the Chinese strength as about 55,000 which is in line with the 60,000 figure from Chinese sources. Moreover, the Burmese figure of ~65,000 was also exaggerated though probably not by a factor of ten. Per Harvey's analysis, the most the Konbaung kings could have raised was 60,000, even that in early 19th century when they had a larger empire than Hsinbyushin's. Hsinbyushin could not have raised 60,000 since Burma had been at war since 1740 and many able men had already perished. The most he could have raised was no more than 40,000.
  4. The number is derived from the fact that only a few dozens of the 30,000 strong main army managed to return back to Yunnan. (See e.g. (Myint-U 2006, pp. 102–103).) This figure does not include casualties suffered by the northern army.

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Giersch 2006, p. 103.
  2. 2.0 2.1 Giersch 2006, p. 101.
  3. Qing Chronicles.
  4. Haskew 2008, pp. 27–31.
  5. Giersch 2006, p. 102.
  6. Htin Aung 1967, pp. 180–183.
  7. George C. Kohn 2006, p. 82.
  8. Harvey 1925, p. 258.
  9. Dai 2004, p. 145.
  10. เทปสนทนาเรื่อง วาระสุดท้าย...ของ อาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์อลองพญา โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ วีระ ธีรภัทร (เมษายน พ.ศ. 2544)
  11. ดนัย ไชยโยค. หน้า 87.
  12. Woodside 2002, pp. 256–262.
  13. Ba Than (1951) (in Burmese). History of Burma (7th ed.). Yangon: Sarpay Beikman Press

แหล่งที่มา[แก้]

  • Burney, Col. Henry (August 1840). "Four Years' War between Burmah and China". The Chinese Repository 9 (4) (Canton: Printed for Proprietors). 
  • Dai, Yingcong (2004). "A Disguised Defeat: The Myanmar Campaign of the Qing Dynasty". Modern Asian Studies (Cambridge University Press). doi:10.1017/s0026749x04001040. 
  • Fernquest, Jon (Autumn 2006). "Crucible of War: Burma and the Ming in the Tai Frontier Zone (1382–1454)". SOAS Bulletin of Burma Research 4 (2). 
  • Giersch, Charles Patterson (2006). Asian borderlands: the transformation of Qing China's Yunnan frontier. Harvard University Press. ISBN 0-674-02171-1. 
  • Hall, D.G.E. (1960). Burma (3rd ed.). Hutchinson University Library. ISBN 978-1-4067-3503-1. 
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd. 
  • Haskew, Michael E., Christer Joregensen, Eric Niderost, Chris McNab (2008). Fighting techniques of the Oriental world, AD 1200–1860: equipment, combat skills, and tactics (Illustrated ed.). Macmillan. ISBN 978-0-312-38696-2. 
  • Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press. 
  • Jung, Richard J. K. (1971). "The Sino-Burmese War, 1766–1770: War and Peace Under the Tributary System". Papers on China 24. 
  • George C. Kohn (2006). Dictionary of wars. Checkmark Books. ISBN 0-8160-6578-0. 
  • Kyaw Thet (1962). History of Union of Burma (ใน Burmese). Yangon: Yangon University Press. 
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7. 
  • Myint-U, Thant (2006). The River of Lost Footsteps—Histories of Burma. Farrar, Straus and Giroux. ISBN 978-0-374-16342-6. 
  • Sir Arthur Purves Phayre (1884). History of Burma: including Burma proper, Pegu, Taungu, Tenasserim, and Arakan. From the earliest time to the end of the first war with British India. Trübner & co. 
  • Whiting, Marvin C. (2002). Imperial Chinese Military History: 8000 BC – 1912 AD. iUniverse. pp. 480–481. ISBN 978-0-595-22134-9. 
  • Woodside, Alexander (2002). Willard J. Peterson, ed. The Cambridge history of China: The Ch'ing Empire to 1800, Volume 9. United Kingdom: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-24334-6. 
  • Draft History of Qing, Chapter 327, Biographies 114 《清史稿》卷327 列傳一百十四 (ใน Chinese). China.