พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)
พระปรมาภิไธยพระสุนทรราชวงศา มหาขัติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม
พระอิสริยยศเจ้าประเทศราช
ราชวงศ์สุวรรณปางคำ
ครองราชย์พ.ศ. 2370
รัชกาล31 ปี
รัชกาลก่อนพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา)
รัชกาลถัดไปพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พิราลัยพ.ศ. 2400
พระบิดาพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช
พระมารดาไม่ปรากฏพระนาม
พระมเหสีพระนางพรหมา
พระบุตรเจ้าเหม็น

พระสุนทรราชวงศาฯ หรือ เจ้าฝ่ายบุต เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราช องค์ที่ 3 และเป็นพระโอรสของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 อีกทั้งยังสืบเชื้อสายมาจากพระอัยกา (ปู่) คือ เจ้าพระวรราชปิตา พระอัยยิกา (ย่า) คือ พระนางบุสดีเทวี และพระปัยกา (ปู่ทวด) คือ พระเจ้าสุวรรณปางคำ ทรงเป็นปฐมราชวงศ์สุวรรณปางคำ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน) พระปัยยิกา (ย่าทวด) คือ พระราชนัดดาในพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง

ประวัติ[แก้]

พระพุทธบุษรัตนปฏิมากร (พระแก้วหยดน้ำค้าง) ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)

พระสุนทรราชวงศาฯ หรือ เจ้าฝ่ายบุต เป็นพระโอรสของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 สมภพที่นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ทรงอภิเสกสมรสกับเจ้านางพรหมมา มีพระโอรส 2 องค์ คือ เจ้าเหม็น และท้าวพระเมือง

พ.ศ. 2334 เกิดเหตุกบฏอ้ายเชียงแก้วที่อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายนครจำปาศักดิ์ไม่สามารถรับมือได้ เนื่องจากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ในเวลานั้น ถึงแก่พิราลัยกะทันหันหลังจากได้รับทราบข่าวศึก (ก่อนหน้านั้นพระเจ้าองค์หลวงฯ เองก็ประชวรเรื้อรังมานานแล้ว) เจ้าฝ่ายหน้า ได้นำเจ้าคำสิงห์ และเจ้าฝ่ายบุต พระโอรสทั้งสองไปร่วมมือกับพระประทุมราชวงศา (เจ้าคำผง) เจ้าผู้ครองเมืองอุบล ผู้เป็นพระเชษฐา ยกทัพไปปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วจนราบคาบ และเจ้าฝ่ายหน้าได้จับตัวอ้ายเชียงแก้วประหารชีวิตที่แก่งตะนะ (อยู่ในแม่น้ำมูล ระหว่างอำเภอพิบูลมังสาหารกับอำเภอสิรินธรในปัจจุบัน) ก่อนหน้าที่กองทัพเมืองนครราชสีมาจะยกมาถึงตามรับสั่งจากกรุงเทพฯ ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าได้รับการแต่งตั้งเป็น "พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช"[1] เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 แลพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชก็ยังให้เจ้าฝ่ายบุต ผู้เป็นพระราชโอรสลงไปรับราชการสนองที่นครจำปาศักดิ์อีกด้วย

พ.ศ. 2370 พระยาราชสุภาวดีจึงกราบบังคมทูลความดีความชอบของเจ้าฝ่ายบุตในคราวปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าฝ่ายบุตเป็นพระสุนทรราชวงศา มหาขัติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม[2] เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร องค์ที่ 3 (พ.ศ. 2370-2400) พร้อมพระราชทานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยโสธรในปัจจุบัน , พระราชทานเชลยศึกจากนครเวียงจันทน์ จำนวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองยศสุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อว่า "ปืนนางป้อง" ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเจ้าฝ่ายบุตได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองแล้ว ได้ให้ไพร่พลนำหินศิลาจากบ้านแก้งหินโงม มาสร้างพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานที่มณฑปวัดป่ามะม่วง สร้างวัดขึ้นที่ท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำชี เรียกว่า วัดท่าแขก (หรือวัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน) และสร้างวัดขึ้นที่กลางเมือง เรียกว่า วัดกลางศรีไตรภูมิ ไว้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสืบมา

ครองเมืองนครพนม[แก้]

ปี พ.ศ. 2378 เมื่อพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้หลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์ แล้วพระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) จึงได้มอบให้พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร มาว่าราชการเป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมอีกตำแหน่งหนึ่ง

ปี พ.ศ. 2381 พระสุนทรราชวงศาฯ เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้พระบรมราช (มัง) อดีตเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมพร้อมด้วยกรมการเมืองบางคน และบุตรหลานที่อพยพหลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองมหาชัยก่องแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กลับมาอยู่ที่เมืองนครพนมตามเดิม รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชดำริว่าพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมก็ชราภาพ และป่วยเป็นคนพิการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรราชวงศาฯ เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมและเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรทั้งสองเมือง พระราชทานนามบรรดาศักดิ์และเครื่องยศให้สูงขึ้นกว่าเดิม คือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระโถนทองคำหนึ่ง โต๊ะเงิน คาวหวาน กระบี่บั้งทองหนึ่ง ปืนคาบศิลาคอลาย 2 กระบอก เสื้อกำมะหยี่ติดขลิบแถบทองตัวหนึ่ง หมวกตุ้มปี่ยอดทองคำประดับพลอยหนึ่ง เสื้อเข้มขาบริ้วตัวหนึ่ง เสื้อญี่ปุ่นลายเขียนตัวหนึ่ง แพรโล่ผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง และสัปทนสักหลาดคันหนึ่ง เป็นเครื่องยศบรรดาศักดิ์ [3] นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ในเมืองนครพนม ดังนี้ ท้าวจันโท น้องพระบรมราชา (มัง) เป็นอุปราช ท้าวอรรคราช บุตรพระบรมราชา (มัง) เป็นราชวงศ์ ท้าวอินทวงศ์ เมืองยศสุนทร เป็นราชบุตร

ในระหว่างที่พระสุนทรราชวงศาฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองนครพนม อยู่นานถึง 22 ปี ได้มีเหตุการณ์และตั้งเมืองขึ้นใหม่โดยยกกองทัพออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง (ดินแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน) คือจากเมืองวัง เมืองพิณ เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน เมืองคำอ้อคำเขียว เมืองแสก เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ คือ ผู้ไท ข่า กะโซ่ กะเลิง แสก ย้อ โย้ย ให้มาตั้งขึ้นเป็นเมืองต่าง ๆ ในท้องที่เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์ เกิดขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร [4] เมืองอาทมาต ต่อมาถูกยุบลงเป็นตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม เมืองรามราช[5] ต่อมาถูกยุบลงเป็นตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน เมืองอากาศอำนวย[6] เมืองท่าอุเทน[7] เมืองไชยบุรี[8][9]

การสงคราม และคุณูปการณ์[แก้]

พระเจดีย์เก้ายอด ซึ่งเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ ณ จุดที่เคยเป็นค่ายทหารเพื่อระดมพลไปทำสงครามกับเจ้าอนุวงศ์ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

พ.ศ. 2369 เกิดสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์กับกรุงเทพมหานคร เจ้าฝ่ายบุตพร้อมกับเจ้าสุวอธรรมา (บุญมา) (ต่อมาได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคายคนแรก) และเจ้าเคน บุตรชายของเจ้าสุวอธรรมา (บุญมา) ได้นำกองกำลังเมืองยศสุนทรเข้าร่วมกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดี เข้าตีค่ายเวียงคุกที่เมืองยโสธรแตก เจ้าราชบุตร (โย้) โอรสของเจ้าอนุวงศ์และเป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ยกทัพมาตั้งมั่นที่เมืองอุบล พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ยกทัพจากยโสธรเข้าโจมตีเมืองอุบล ชาวลาวเมืองอุบลลุกฮือขึ้นขับไล่เจ้าราชบุตรออกจากเมือง เจ้าราชบุตรหลบหนีกลับไปยังเมืองจำปาศักดิ์แต่ไม่สามารถเข้าเมืองได้เนื่องจากความวุ่นวายในเมือง พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) จึงสามารถเข้ายึดเมืองจำปาศักดิ์ และจับกุมตัวเจ้าราชบุตรได้

พ.ศ. 2371 เจ้าอนุวงศ์ซึ่งได้หลบหนีไปยังเวียดนามราชวงศ์เหงียน และได้กลับมายังเมืองเวียงจันทน์พร้อมคณะทูตของพระจักรพรรดิมิญหมั่ง เจ้าอนุวงศ์เข้าลอบสังหารกองกำลังฝ่ายไทยและเข้าครองเมืองเวียงจันทน์อีกครั้ง เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ซึ่งยกทัพมาตั้งมั่นที่เมืองพันพร้าว (ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย) จึงล่าถอยไปทางใต้ไปยังเมืองยโสธร เจ้าอนุวงศ์จึงส่งพระโอรสเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) ยกทัพลาวจากเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงลงมาทางใต้เพื่อตามทัพของเจ้าพระยาราชสุภาวดี เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ได้ยกทัพขึ้นมาตั้งรับที่ค่ายบกหวาน (ตำบลบกหวาน อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย) เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ต่อสู้ตัวต่อตัวกับเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) เจ้าพระยาราชสุภาวดีตกจากม้าล้มลง เจ้าราชวงศ์ใช้หอกแทกถูกเฉียดตัวเจ้าพระยาราชสุภาวดีเป็นแผลถลอก[10] เจ้าราชวงศ์จะให้ดาบฟันซ้ำหลวงพิพิธน้องชายของเจ้าพระยาราชสุภาวดีเข้ารับแทนทำให้หลวงพิพิธถูกฟันเสียชีวิต เจ้าพระยาราชสุภาวดีอาศัยจังหวะใช้มีดแทงที่ต้นขาของเจ้าราชวงศ์ประกอบกับฝ่ายไทยยิงปืนถูกเข่าของเจ้าราชวงศ์ล้มลงเสียโลหิตมาก ฝ่ายลาวจึงนำเจ้าราชวงศ์ขึ้นแคร่หามหนีไป เจ้าพระยาราชสุภาวดีแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บยังคงติดตามเจ้าราชวงศ์ไปแต่ไม่สำเร็จ

หลังจากชัยชนะของเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ที่ค่ายบกหวานทำให้เจ้าอนุวงศ์หลบหนีออกจากเวียงจันทน์อีกครั้งไปยังเมืองพวนอาณาจักรเชียงขวาง เจ้าพระยาราชสุภาวดียกทัพกลับไปพันพร้าวอีกครั้งและเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ได้เผาทำลายเมืองเวียงจันทน์ลงอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายพระจักรพรรดิมิญหมั่งส่งทูตมาอีกครั้งแต่เจ้าพระยาราชสุภาวดีไม่ไว้วางใจฝ่ายเวียดนามจึงออกอุบายให้จัดงานเลี้ยงให่แก่คณะทูตเวียดนามและสังหารคณะทูตเวียดนามเกือบหมดสิ้น[11] เจ้าน้อยเมืองพวน ได้จับกุมตัวเจ้าอนุวงศ์ส่งมาให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้สำเร็จ

พ.ศ. 2395 พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ติดต่อค้าขายกับเมืองนครราชสีมาและได้รับรองให้ชาวจีนเข้ามาตั้งร้านค้าขายที่เมืองยโสธรเป็นครั้งแรก โดยใช้เกวียนในการขนส่งสินค้า กองเกวียนของพ่อค้าจีนน่าจะใช้เส้นทางนางอรพิม ทางช้างเผือกในการขนส่งสินค้าระหว่างทั้งสองเมืองนี้ ดังนั้นทางสายนี้จึงมีความสำคัญทั้งทางด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อหัวเมืองในแถบนี้

การก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นในภาคอีสาน[แก้]

ในระหว่างที่พระสุนทรราชวงศาฯ เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครพนม ท่านได้ยกกำลังออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนขึ้นเป็นชุมชนจนพัฒนากลายเป็นเมืองในเขตเมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์ ดังนี้

  • ชาวผู้ไท จากเมืองวัง จำนวน 2,647 คน ตั้งเป็นเมืองขึ้นที่บ้านดงหวาย ซึ่งต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ให้ท้าวสายนายครัวเป็นพระแก้วโกมล เจ้าเมืองเรณูนครคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2387 ขึ้นกับเมืองนครพนม
  • ชาวแสก ซึ่งอพยพจากเมืองแสก อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านนาลาดควาย จำนวน 1,170 คน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ต่อมาให้ตั้งขึ้นเป็นกองอาทมาต คอยลาดตระเวนชายแดน ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองอาทมาตขึ้นกับเมืองนครพนม ให้ฆานบุดดีเป็นหลวงเอกสาร เจ้าเมืองอาทมาต จนถึงปี พ.ศ. 2450 จึงยุบลงเป็นตำบลอาจสามารถ อยู่ในอำเภอเมืองนครพนม
  • ชาวกะโซ่ จากเมืองฮ่ม เมืองผาบังทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 449 คน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ตั้งเป็นเมืองที่บ้านเมืองราม และพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองรามราช ขึ้นกับเมืองนครพนม ให้ท้าวบัวจากเมืองเชียงฮ่ม เป็นพระอุทัยประเทศเจ้าเมืองรามราช เมื่อปี พ.ศ. 2388 ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ได้ยุบลงเป็นตำบลรามราช อยู่ในอำเภอท่าอุเทน
  • ชาวโย้ย จากบ้านหอมท้าวทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 1,339 คน ไปตั้งเมืองอยู่ที่บ้านม่วงริมน้ำยาม เมื่อปี พ.ศ. 2380 ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวยขึ้นกับเมืองนครพนม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2396 ให้ท้าวศรีนุราชเป็นหลวงพลานุกูล เจ้าเมืองอากาศอำนวยคนแรก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2457 ได้โอนไปขึ้นกับเมืองสกลนครคือ ท้องที่อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
  • ชาวไทย้อ เดิมอยู่ที่ปากน้ำสงครามริมฝั่งแม่น้ำโขง ต่อมาได้อพยพหลบหนีไปกับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2369 ไปตั้งอยู่ที่เมืองหลวงปุเลง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พระสุนทรราชวงศาฯ เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้เกลี่ยกล่อมให้กลับมาตั้งเมืองอยู่ที่บ้านท่าอุเทนร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2375 และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทนขึ้นกับเมืองนครพนมในปีเดียวกัน และตั้งให้ท้าวพระปทุมเป็นพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทนคนแรก

การศาสนา[แก้]

พระสุนทรราชวงศาฯ ผู้นี้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอันมาก นำไพร่พลสร้างพระอารามขึ้นหลายแห่ง ดังนี้

พ.ศ. 2378 พระสุนทรราชวงศาฯ ขึ้นไปครองเมืองนครพนม ได้ขอเวนคืนที่ดินแล้ว มีรับสั่งให้เมืองแสน เมืองจันทร์ ท้าวเพียกรมการเมืองนำไพร่พลชาวเมืองนครพนมสร้างวัดขึ้น 1 แห่ง และพระเจดีย์อีก 1 องค์ ก็เป็นที่สง่างามแก่เมืองนครพนมเท่าทุกวันนี้ (ยังไม่ทราบชัดเจนว่าคือวัดใด)

พ.ศ 2395 พระสุนทรราชวงศาฯ กลับลงมาครองเมืองยศสุนทร มีรับสั่งให้เมืองแสน เมืองจันทร์ ท้าวเพียกรมการเมืองนำไพร่พลสร้างวัดขึ้นตรงบริเวณประหารชีวิตเจ้าอุปราชบุตร และเจ้าคำม่วน ซึ่งทั้งสองมีศักดิ์เป็นหลานอาว์ของพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ด้วยความอาลัยรันทดในวิบากกรรมของท่านทั้งหลายที่ได้สิ้นชีวิตโดยการถูกประหารใน "คุกเพลิง" และปักเขตสร้างพระอุโบสถครอบตรงที่คุกเพลิงนั้นเสีย ปักเขตวัดตั้งแต่หนองแห้วข้างเมือง หนองแกอยู่กลางวัด เกณฑ์ไพร่พลขุดดืนถมเป็นลานวัดให้ราบเสมอกันดี ทิศใต้วัดล้อมด้วยเสาไม้แก่น ทิศตะวันออก ทิศเหนือ แลทิศใต้ล้อมด้วยกำแพงก่อดินอิฐ พร้อมปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 8 ต้น เรียงรายเป็นระยะ สร้างเสนาสนะสำหรับเป็นที่อาศัยแก่พระภิกษุสามเณร และนิมนต์พระครูเผือกมาจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาส พระสุนทรราชวงศาฯ สละข้าไพร่ชายหญิง จำนวน 10 ครัวเรือน ให้เป็นข้าโอกาส (เลขวัด) ดูแลวัดสืบไป และประทานนามวัดว่า วัดท่าชี แต่ประชาชนชาวเมืองนิยมเรียกว่า วัดท่าแขก หรือ วัดนอก

ทูลเกล้าถวายช้างเผือก[แก้]

ในขณะที่พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ปกครองเมืองยศสุนทรอยู่นั้นก็ได้แต่งหมอช้างควาญช้างจากบ้านเมืองไพร แขวงเมืองยศสุนทรไปแทรกโพนช้างทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงได้ช้างสีประหลาดมา 2 ครา ภายในระยะเวลา 2 ปีติดต่อกัน และได้ฝึกหัดช้างสีประหลาดจนชำนาญ จึงนำลงไปทูลเกล้าฯ ที่กรุงเทพมหานคร ดังปรากฎในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ความว่า

  • พระวิมลรัตนกิริณี ได้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะเป็นช้างพังลูกเถื่อนเผือกโท คล้องได้ที่เขากะยอ ดงชมาดชบา แขวงระแด พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองยโสธร นำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชขึ้นระวาง เมื่อวันพุธ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 ปีฉลู จุลศักราช 1215 ตรงกับวันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2396 พระราชทานนามว่า พระวิมลรัตนกิริณี สุทธศรีสรรพางค์พิเศษ ทุติยเศวตวรรโณภาษ ​พงศ์กมลาศน์รังสฤษดิ ราชบุญฤทธิ์สมาหาร โสภาจารจุฬาหล้า มหาอุดมมงคล พรรษผลพิบูลย์ประสิทธิ์ ศุภสนิทพาหนนารถ ลักษณะวิลาศเลิศฟ้า และโปรดเกล้าฯ พระราชทานเสื้อผ้าเงินตราพระสุนทรราชวงศาฯ และพระราชทานสัญญาบัตรแก่หมอควาญเป็นที่ ขุนนาเคนทร์บรรจบ พร้อมเงินจำนวน 5 ชั่ง ให้ผูกโรงไว้ที่โรงพระเทพกุญชร
  • พระวิสูตรรัตนกิริณี ได้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะเป็นช้างพังลูกเถื่อนเผือกโท คล้องได้ที่เขาถ้ำพระ แขวงระแด พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองยโสธร นำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชขึ้นระวาง เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 แรม 8 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1216 ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พุทธศักราช 2397 พระราชทานนามว่า พระวิสูตรรัตนกิริณี โมกษรหัศดีตระกูล สกลบริบูรณ์บริสุทธเศวต คชพิเศษวรลักษณ์ เฉลิมราชศักดิสยามโลกยาธิเบนทร์ บรเมนทรมหาราชาธิราชบุญ วรดุลยฤทธิสมาหาร สรรพการศุภโสภณ มงคลคุณประเสริฐเลิศฟ้า และโปรดเกล้าฯ พระราชทานเสื้อผ้าพระสุนทรราชวงศาฯ และเงินตราจำนวน 3 ชั่ง และพระราชทานสัญญาบัตรแก่หมอควาญเป็นที่ ขุนประสพคชเสวตร พร้อมเงินตราแก่หมอควาญคนเลี้ยงจำนวน 4 ชั่ง ให้ผูกโรงไว้ที่โรงยอดหน้าพระคลังมหาสมบัติ

ครั้นแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราความชอบให้แก่พระสุนทรราชวงศาฯ คือ เหรียญชั้นตริยาภรณ์ และเครื่องยศอื่นสมควรแก่เจ้าผู้ครองเมือง ตามพงศาวดารเมืองยโสธร (สำนวนของพระญาณรักขิต (ใจ ยโสธรรัตน์)) [12]

พระญาติวงศ์[แก้]

พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) มีพระญาติวงศ์ทั้งหมด 5 พระองค์ เป็นพระเชษฐา 1 พระองค์ คือ

  1. พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราชองค์แรก

และมีพระอนุชา พระขนิษฐา อีก 4 พระองค์ คือ

  1. เจ้าสุดตา
  2. เจ้านางแดง
  3. เจ้านางไทย
  4. เจ้านางก้อนแก้ว

พิราลัย[แก้]

พ.ศ. 2400 พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ถึงแก่พิราลัย แลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบศิลาปลงศพ

พระอิสริยยศ[แก้]

  • ไม่ปรากฏ พ.ศ. - 2370 : เจ้าฝ่ายบุต
  • พ.ศ. 2370 - 2378 : พระสุนทรราชวงศา พระประเทศราช
  • พ.ศ. 2381 - 2400 : พระสุนทรราชวงศามหาขัติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม พระเทศราช

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

สกุลที่สืบเชื้อสาย[แก้]

  • ยโสธรรัตน์ สกุลนี้สืบเชื้อสายผ่านทางเจ้าราชวงศ์ (พุฒ) ผู้ขอรับนามสกุลคือ อัญญาแม่นางกา ยโสธรรัตน์

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ถัดไป
พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา)
พ.ศ. 2366 (3 เดือน)
2leftarrow.png Seal Yasothon.png
เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราช
(พ.ศ. 2370 - พ.ศ. 2400)
2rightarrow.png พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น)
พ.ศ. 2400 - พ.ศ. 2412


ก่อนหน้า พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ถัดไป
พระบรมราชา (มัง)
พ.ศ. 2348 - พ.ศ. 2369
2leftarrow.png Seal Nakhon Phanom.png
เจ้าผู้ครองเมืองนครพนม
(พ.ศ. 2378 - พ.ศ. 2400)
2rightarrow.png พระพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤๅยศ ทศบุรีศรีโคตรบูรหลวง (เจ้าบุญมาก)
พ.ศ. 2400 - พ.ศ. 2426
  1. ชื่อตาม พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร
  2. พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๒๑๑-ทรงตั้งและแปลงนามเจ้าเมืองกรมการ
  3. เอกสารสมัย ร. 3 จ.ศ.1200 เลขที่ 20 หอสมุดแห่งชาติ
  4. เอกสารจดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ.1207 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ
  5. จดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ. 1207 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ
  6. เอกสารจดหมายเหตุสมัย ร.4 จ.ศ. 1215 เลขที่ 38 หอสมุดแห่งชาติ
  7. เอกสาร ร.4 จ.ศ. 1215 เลขที่ 65 หอสมุดแห่งชาติ
  8. เอกสาร ร. 3 จ.ศ. 1203 เลขที่ 69 หอสมุดแห่งชาติ
  9. http://www.nkp2day.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93/
  10. https://www.silpa-mag.com/history/article_34783
  11. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.
  12. https://www.finearts.go.th/nlt-korat/view/18537-หนังสือที่เกี่ยวเนื่องกับพงศาวดารเมืองยโสธร