พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)
พระปรมาภิไธยพระสุนทรราชวงศา มหาขัติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม
พระอิสริยยศเจ้าประเทศราช
ราชวงศ์สุวรรณปางคำ
ครองราชย์พ.ศ. 2370
รัชกาล31 ปี
รัชกาลก่อนพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา)
รัชกาลถัดไปพระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พิราลัยพ.ศ. 2400
พระบิดาพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช
พระมารดาไม่ปรากฏพระนาม
พระมเหสีพระนางพรหมา
พระบุตรเจ้าเหม็น

[1]พระสุนทรราชวงศาฯ หรือ เจ้าฝ่ายบุต เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราช องค์ที่ 3 และเป็นพระโอรสของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 อีกทั้งยังสืบเชื้อสายมาจากพระอัยกา (ปู่) คือ เจ้าพระวรราชปิตา พระอัยยิกา (ย่า) คือ พระนางบุสดีเทวี และพระปัยกา (ปู่ทวด) คือ พระเจ้าสุวรรณปางคำ ทรงเป็นปฐมราชวงศ์สุวรรณปางคำ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน) พระปัยยิกา (ย่าทวด) คือ พระราชนัดดาในพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง

ประวัติ[แก้]

พระสุนทรราชวงศาฯ หรือ เจ้าฝ่ายบุต เป็นพระโอรสของเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 สมภพที่นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ทรงอภิเสกสมรสกับเจ้านางพรหมมา มีพระโอรส 1 องค์ คือ เจ้าเหม็น

ปี พ.ศ. 2334 เกิดเหตุกบฏอ้ายเชียงแก้วที่อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายนครจำปาศักดิ์ไม่สามารถรับมือได้ เนื่องจากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ในเวลานั้น ถึงแก่พิราลัยกะทันหันหลังจากได้รับทราบข่าวศึก (ก่อนหน้านั้นพระเจ้าองค์หลวงฯ เองก็ประชวรเรื้อรังมานานแล้ว) เจ้าฝ่ายหน้า ได้นำเจ้าคำสิงห์ และเจ้าฝ่ายบุต พระโอรสทั้งสองไปร่วมมือกับพระประทุมราชวงศา (เจ้าคำผง) เจ้าผู้ครองเมืองอุบล ผู้เป็นพระเชษฐา ยกทัพไปปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วจนราบคาบ และเจ้าฝ่ายหน้าได้จับตัวอ้ายเชียงแก้วประหารชีวิตที่แก่งตะนะ (อยู่ในแม่น้ำมูล ระหว่างอำเภอพิบูลมังสาหารกับอำเภอสิรินธรในปัจจุบัน) ก่อนหน้าที่กองทัพเมืองนครราชสีมาจะยกมาถึงตามรับสั่งจากกรุงเทพฯ ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าได้รับการแต่งตั้งเป็น "พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช"[2] เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 แลพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชก็ยังให้เจ้าฝ่ายบุต ผู้เป็นพระราชโอรสลงไปรับราชการสนองที่นครจำปาศักดิ์อีกด้วย

ปี พ.ศ. 2370 พระยาราชสุภาวดีจึงกราบบังคมทูลความดีความชอบของเจ้าฝ่ายบุตในคราวปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าฝ่ายบุตเป็นพระสุนทรราชวงศา มหาขัติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม[3] เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร องค์ที่ 3 (พ.ศ. 2370-2400) พร้อมพระราชทานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยโสธรในปัจจุบัน , พระราชทานเชลยศึกจากนครเวียงจันทน์ จำนวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองยศสุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อว่า "ปืนนางป้อง" ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเจ้าฝ่ายบุตได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองแล้ว ได้ให้ไพร่พลนำหินศิลาจากบ้านแก้งหินโงม มาสร้างพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานที่มณฑปวัดป่าอัมพวัน สร้างวัดขึ้นที่ท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำชี เรียกว่า วัดท่าแขก (หรือวัดศรีธรรมารามในปัจจุบัน) และสร้างวัดขึ้นที่กลางเมือง เรียกว่า วัดกลางศรีไตรภูมิ ไว้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสืบมา

ครองเมืองนครพนม[แก้]

ปี พ.ศ. 2378 เมื่อพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้หลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์ แล้วพระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) จึงได้มอบให้พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร มาว่าราชการเป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมอีกตำแหน่งหนึ่ง

ปี พ.ศ. 2381 พระสุนทรราชวงศาฯ เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้พระบรมราช (มัง) อดีตเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมพร้อมด้วยกรมการเมืองบางคน และบุตรหลานที่อพยพหลบหนีไปกับเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองมหาชัยก่องแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กลับมาอยู่ที่เมืองนครพนมตามเดิม รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชดำริว่าพระบรมราชา (มัง) เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมก็ชราภาพ และป่วยเป็นคนพิการจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสุนทรราชวงศาฯ เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมและเจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรทั้งสองเมือง พระราชทานนามบรรดาศักดิ์และเครื่องยศให้สูงขึ้นกว่าเดิม คือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระโถนทองคำหนึ่ง โต๊ะเงิน คาวหวาน กระบี่บั้งทองหนึ่ง ปืนคาบศิลาคอลาย 2 กระบอก เสื้อกำมะหยี่ติดขลิบแถบทองตัวหนึ่ง หมวกตุ้มปี่ยอดทองคำประดับพลอยหนึ่ง เสื้อเข้มขาบริ้วตัวหนึ่ง เสื้อญี่ปุ่นลายเขียนตัวหนึ่ง แพรโล่ผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง และสัปทนสักหลาดคันหนึ่ง เป็นเครื่องยศบรรดาศักดิ์ [4] นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ในเมืองนครพนม ดังนี้ ท้าวจันโท น้องพระบรมราชา (มัง) เป็นอุปราช ท้าวอรรคราช บุตรพระบรมราชา (มัง) เป็นราชวงศ์ ท้าวอินทวงศ์ เมืองยศสุนทร เป็นราชบุตร

ในระหว่างที่พระสุนทรราชวงศาฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองนครพนม อยู่นานถึง 22 ปี ได้มีเหตุการณ์และตั้งเมืองขึ้นใหม่โดยยกกองทัพออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง (ดินแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน) คือจากเมืองวัง เมืองพิณ เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน เมืองคำอ้อคำเขียว เมืองแสก เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ คือ ผู้ไท ข่า กะโซ่ กะเลิง แสก ย้อ โย้ย ให้มาตั้งขึ้นเป็นเมืองต่าง ๆ ในท้องที่เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์ เกิดขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร [5] เมืองอาทมาต ต่อมาถูกยุบลงเป็นตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม เมืองรามราช[6] ต่อมาถูกยุบลงเป็นตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน เมืองอากาศอำนวย[7] เมืองท่าอุเทน[8] เมืองไชยบุรี[9][10]

การสงคราม และคุณูปการณ์[แก้]

ในระหว่างปี พ.ศ. 2369 เกิดสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์กับกรุงเทพมหานคร เจ้าฝ่ายบุตพร้อมกับเจ้าอุปราช (บุญมา) (ต่อมาได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคายคนแรก) และเจ้าราชบุตร (เคน) บุตรชายของเจ้าอุปราช (บุญมา) ได้นำกองกำลังเมืองยศสุนทรเข้าร่วมกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดียกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครเวียงจันทน์ได้สำเร็จ

ปี พ.ศ. 2395 พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ติดต่อค้าขายกับเมืองนครราชสีมาและได้รับรองให้ชาวจีนเข้ามาตั้งร้านค้าขายที่เมืองยโสธรเป็นครั้งแรก โดยใช้เกวียนในการขนส่งสินค้า กองเกวียนของพ่อค้าจีนน่าจะใช้เส้นทางนางอรพิม ทางช้างเผือกในการขนส่งสินค้าระหว่างทั้งสองเมืองนี้ ดังนั้นทางสายนี้จึงมีความสำคัญทั้งทางด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อหัวเมืองในแถบนี้

ปี พ.ศ. 2478 ในระหว่างที่พระสุนทรราชวงศาฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้ยกกำลังออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้มาตั้งขึ้นเป็นเมืองต่าง ๆ ในเขตเมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร และเมืองกาฬสินธุ์ ให้

  • ชาวผู้ไท จากเมืองวัง จำนวน 2,647 คน ตั้งเป็นเมืองขึ้นที่บ้านดงหวาย ซึ่งต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ให้ท้าวสายนายครัวเป็นพระแก้วโกมล เจ้าเมืองเรณูนครคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2387 ขึ้นกับเมืองนครพนม
  • ชาวแสก ซึ่งอพยพจากเมืองแสก อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านนาลาดควาย จำนวน 1,170 คน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ต่อมาให้ตั้งขึ้นเป็นกองอาทมาต คอยลาดตระเวนชายแดน ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองอาทมาตขึ้นกับเมืองนครพนม ให้ฆานบุดดีเป็นหลวงเอกสาร เจ้าเมืองอาทมาต จนถึงปี พ.ศ. 2450 จึงยุบลงเป็นตำบลอาจสามารถ อยู่ในอำเภอเมืองนครพนม
  • ชาวกะโซ่ จากเมืองฮ่ม เมืองผาบังทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 449 คน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ตั้งเป็นเมืองที่บ้านเมืองราม และพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองรามราช ขึ้นกับเมืองนครพนม ให้ท้าวบัวจากเมืองเชียงฮ่ม เป็นพระอุทัยประเทศเจ้าเมืองรามราช เมื่อปี พ.ศ. 2388 ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ได้ยุบลงเป็นตำบลรามราช อยู่ในอำเภอท่าอุเทน
  • ชาวโย้ย จากบ้านหอมท้าวทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 1,339 คน ไปตั้งเมืองอยู่ที่บ้านม่วงริมน้ำยาม เมื่อปี พ.ศ. 2380 ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวยขึ้นกับเมืองนครพนม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2396 ให้ท้าวศรีนุราชเป็นหลวงพลานุกูล เจ้าเมืองอากาศอำนวยคนแรก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2457 ได้โอนไปขึ้นกับเมืองสกลนครคือ ท้องที่อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
  • ชาวไทย้อ เดิมอยู่ที่ปากน้ำสงครามริมฝั่งแม่น้ำโขง ต่อมาได้อพยพหลบหนีไปกับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2369 ไปตั้งอยู่ที่เมืองหลวงปุเลง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พระสุนทรราชวงศาฯ เจ้าผู้ครองเมืองนครพนมได้เกลี่ยกล่อมให้กลับมาตั้งเมืองอยู่ที่บ้านท่าอุเทนร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2375 และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทนขึ้นกับเมืองนครพนมในปีเดียวกัน และตั้งให้ท้าวพระปทุมเป็นพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทนคนแรก

ทูลเกล้าถวายช้างเผือก[แก้]

ในขณะที่พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ปกครองเมืองยศสุนทรอยู่นั้นก็ได้แต่งหมอช้างควาญช้างจากบ้านเมืองไพร แขวงเมืองยศสุนทรไปแทรกโพนช้างทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงได้ช้างสีประหลาดมา 2 ครา ภายในระยะเวลา 2 ปีติดต่อกัน และได้ฝึกหัดช้างสีประหลาดจนชำนาญ จึงนำลงไปทูลเกล้าฯ ที่กรุงเทพมหานคร ดังปรากฎในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ความว่า

  • พระวิมลรัตนกิริณี ได้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะเป็นช้างพังลูกเถื่อนเผือกโท คล้องได้ที่เขากะยอดงชมาดชบา แขวงระแด พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองยโสธร นำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชขึ้นระวาง เมื่อวันพุธ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 ปีฉลู จุลศักราช 1215 ตรงกับวันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2396 พระราชทานนามว่า พระวิมลรัตนกิริณี สุทธศรีสรรพางค์พิเศษ ทุติยเศวตวรรโณภาษ ​พงศ์กมลาศน์รังสฤษดิ ราชบุญฤทธิ์สมาหาร โสภาจารจุฬาหล้า มหาอุดมมงคล พรรษผลพิบูลย์ประสิทธิ์ ศุภสนิทพาหนนารถ ลักษณะวิลาศเลิศฟ้า
  • พระวิสูตรรัตนกิริณี ได้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะเป็นช้างพังลูกเถื่อนเผือกโท คล้องได้ที่เขาถ้ำพระ แขวงระแด พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองยโสธร นำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวาย โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชขึ้นระวาง เมื่อวันเสาร์ เดือน 4 แรม 8 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1216 ตรงกับวันที่ 10 มีนาคม พุทธศักราช 2397 พระราชทานนามว่า พระวิสูตรรัตนกิริณี โมกษรหัศดีตระกูล สกลบริบูรณ์บริสุทธเศวต คชพิเศษวรลักษณ์ เฉลิมราชศักดิสยามโลกยาธิเบนทร์ บรเมนทรมหาราชาธิราชบุญ วรดุลยฤทธิสมาหาร สรรพการศุภโสภณ มงคลคุณประเสริฐเลิศฟ้า

พระญาติวงศ์[แก้]

พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) มีพระญาติวงศ์ทั้งหมด 4 พระองค์ เป็นพระเชษฐา 1 พระองค์ คือ

  1. พระสุนทรราชวงศา (เจ้าคำสิงห์) เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราชองค์แรก

และมีพระขนิษฐา อีก 3 พระองค์ คือ

  1. เจ้านางแดง
  2. เจ้านางไทย
  3. เจ้านางก้อนแก้ว

พิราลัย[แก้]

พ.ศ. 2400 พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ได้ถึงแก่พิราลัย แลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบศิลาปลงศพ

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ถัดไป
พระสุนทรราชวงศา (เจ้าสีชา)
พ.ศ. 2366 (3 เดือน)
2leftarrow.png Seal Yasothon.png
เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทรประเทศราช
(พ.ศ. 2370 - พ.ศ. 2400)
2rightarrow.png พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น)
พ.ศ. 2400 - พ.ศ. 2412


ก่อนหน้า พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต) ถัดไป
พระบรมราชา (มัง)
พ.ศ. 2348 - พ.ศ. 2369
2leftarrow.png Seal Nakhon Phanom.png
เจ้าผู้ครองเมืองนครพนม
(พ.ศ. 2378 - พ.ศ. 2400)
2rightarrow.png พระพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤๅยศ ทศบุรีศรีโคตรบูรหลวง (เจ้าบุญมาก)
พ.ศ. 2400 - พ.ศ. 2426
  1. "อนุสาวรีย์พระสุนทรราชวงศา (สิงห์) เจ้าเมืองคนแรก อำเภอเมืองยโสธร". www.m-culture.go.th.
  2. ชื่อตาม พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร
  3. พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๒๑๑-ทรงตั้งและแปลงนามเจ้าเมืองกรมการ
  4. เอกสารสมัย ร. 3 จ.ศ.1200 เลขที่ 20 หอสมุดแห่งชาติ
  5. เอกสารจดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ.1207 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ
  6. จดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ. 1207 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ
  7. เอกสารจดหมายเหตุสมัย ร.4 จ.ศ. 1215 เลขที่ 38 หอสมุดแห่งชาติ
  8. เอกสาร ร.4 จ.ศ. 1215 เลขที่ 65 หอสมุดแห่งชาติ
  9. เอกสาร ร. 3 จ.ศ. 1203 เลขที่ 69 หอสมุดแห่งชาติ
  10. http://www.nkp2day.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93/