ยุทธการตอกลิ่ม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธการตอกลิ่ม
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง
117th Infantry North Carolina NG at St. Vith 1945.jpg
American soldiers of the 117th Infantry Regiment, Tennessee National Guard, part of the 30th Infantry Division, move past a destroyed American M5A1 "Stuart" tank on their march to recapture the town of St. Vith during the Battle of the Bulge, January 1945.
วันที่ 16 ธันวาคม 1944 – 25 มกราคม 1945
สถานที่ The Ardennes: Belgium, Luxembourg
ผลลัพธ์ สัมพันธมิตรชนะ
  • แผนการรุกของสัมพันธมิตรตะวันตกต้องล่าช้านานไปถึง 5 หรือ 6 สัปดาห์ [1]
  • ความล้มเหลวในการรุกไปยังอาร์แดนทำให้เยอรมนีหมดทรัพยากรในแนวรบตะวันตก. ด้วยความหวังอันพังทลายของเยอรมันทำให้เป็นการเปิดโอกาสทางให้สัมพันธมิตรในการบุกทลายแนวป้องกันซีกฟรีดในที่สุด
  • การรุกของโซเวียตในประเทศโปแลนด์ เปิดตัวในวันที่ 12 มกราคม 1945, การตั้งใจรุกก่อนหน้านั้นเพียง 8 วัน [2]
คู่ขัดแย้ง
นาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหรัฐอเมริกา ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
(Supreme Allied Commander)

สหราชอาณาจักร เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี
(21st Army Group, First U.S. Army, Ninth U.S. Army)
สหรัฐอเมริกา โอมาร์ แบรดลีย์
(12th U.S. Army Group)
สหรัฐอเมริกา Courtney Hodges
(First U.S. Army)
สหรัฐอเมริกา จอร์จ เอส. แพตตัน
(Third U.S. Army)
สหรัฐอเมริกา Anthony McAuliffe
(101st Airborne Division)

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
Führer und Reichskanzler

ไวล์แทร์ มอเดิล
Army Group B
แกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์
OB West
Hasso von Manteuffel
5th Panzer Army
Sepp Dietrich
6th Panzer Army
Erich Brandenberger
7th Army

กำลัง
16 December
6 infantry divisions
2 armored divisions
16 January
22 infantry divisions
8 armored divisions
2 armored brigades[3]
16 December
13 infantry divisions[a]
7 armored divisions
1 brigade[4]
16 January
16 infantry divisions
8 armored divisions
2 infantry brigades[3]
กำลังพลสูญเสีย
สหรัฐอเมริกา American
89,500 casualties[5]
19,000 killed,
47,500 wounded,
23,000 captured or missing
700–800+ tanks, tank destroyers, and assault guns destroyed[6]
647 aircraft lost[7]
สหราชอาณาจักร British
1,408 (200 killed, 969 wounded, and 239 missing)[8]
67,459[b] – 125,000 casualties[9][10]
(includes killed, wounded, missing, captured)
600–800+ tanks and assault guns destroyed[6][11][12]
~800 aircraft lost, over 500 in December and 280 during Unternehmen Bodenplatte[13]
Approximately 3,000 civilians killed[14]
Map showing the swelling of "the Bulge" as the German offensive progressed creating the nose-like salient during 16–25 December 1944.                      Front line, 16 December                      Front line, 20 December                      Front line, 25 December                      Allied movements                      German movements

ยุทธการตอกลิ่ม (อังกฤษ: Battle of the Bulge) (หรือที่ชาวเยอรมันเรียกว่า การรุกโต้ตอบอาร์แดน [Ardennes Counteroffensive] และการรุกฟอน รุนด์สเทดท์) (16 ธันวาคม ค.ศ. 1944 - 25 มกราคม ค.ศ. 1945) เป็นการบุกใหญ่ครั้งสุดท้ายของเยอรมนี ผ่านเขตภูเขาอาร์แดนที่มีป่าทึบแห่งวาลโลเนียในเบลเยียม ฝรั่งเศสและลักเซมเบิร์ก บนแนวรบด้านตะวันตกช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อรหัสการรุกครั้งนี้ของเวร์มัคท์ คือ "อุนเทอร์เนเมนวัคท์อัมไรน์" ("ปฏิบัติการเฝ้าดูไรน์") ตามกลอนสวดสร้างความรักชาติเยอรมัน ไดวัคท์อัมไรน์ ชื่อปฏิบัติการของฝรั่งเศส คือ บาแตลเดอาร์แดน

การรุกของเยอรมนีได้รับการสนับสนุนจากปฏิบัติการชั้นรองจำนวนมาก ซึ่งมีชื่อว่า อุนเทอร์เนเมนโบเดนพลัทเทอ ไกรฟ์และแวร์รุง ความมุ่งหมายของเยอรมนีสำหรับปฏิบัติการเหล่านี้ คือ เพื่อผ่าแนวรบสัมพันธมิตรอังกฤษและอเมริกาออกเป็นสอง ยึดแอนต์เวิร์ปและจากนั้นเดินหน้าเพื่อโอบล้อมและทำลายสี่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อบีบให้สัมพันธมิตรตะวันตกเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพซึ่งเอื้อแก่ฝ่ายอักษะ[15] เมื่อสัมฤทธิ์ผลแล้ว ฮิตเลอร์จะสามารถมุ่งความสนใจไปยังเขตสงครามทางตะวันออกได้อย่างเต็มที่

การรุกดังกล่าวมีการวางแผนเป็นความลับที่สุด จำกัดการสื่อสารทางวิทยุและเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในความมืด แม้เครื่องถอดรหัสอัลตราแนะนัยว่าอาจมีการบุกตี และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพที่ 3 ของสหรัฐอเมริกาทำนายการรุกครั้งใหญ่ของเยอรมนี กระนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ยังประหลาดใจกับการรุกนี้ ซึ่งเป็นเพราะความเหลิงของฝ่ายสัมพันธมิตร การหมกมุ่นกับแผนการรุกของตน และการลาดตระเวนทางอากาศที่เลว

การจู่โจมเกือบสมบูรณ์ต่อส่วนที่มีการป้องกันเบาบางของแนวรบฝ่ายสัมพันธมิตรบรรลุผลระหว่างช่วงที่สภาพอากาศมืดครึ้ม ซึ่งตรึงกำลังทางอากาศที่เหนือกว่ามากของฝ่ายสัมพันธมิตร การต้านทานอย่างดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบเมืองสำคัญบาสตอก และภูมิประเทศที่เอื้อต่อฝ่ายตั้งรับ ทำให้ตารางเวลาของเยอรมนีล่าช้ากว่ากำหนด กำลังเพิ่มเติมฝ่ายสัมพันธมิตร รวมทั้งกองทัพที่ 3 ของพลเอกจอร์จ เอส. แพตตัน และสภาพลมฟ้าอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถบุกตีทางอากาศต่อกองกำลังและแนวส่งกำลังของเยอรมนี ทำให้การรุกครั้งนี้ล้มเหลว

ความปราชัยนี้ทำให้หน่วยที่มีประสบการณ์หลายหน่วยของเยอรมนีขาดแคลนกำลังคนและยุทโธปกรณ์ เนื่องจากผู้รอดชีวิตได้ถอยไปยังแนวซีกฟรีด สำหรับอเมริกา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรบประมาณ 610,000 นาย[16] และมีกำลังพลสูญเสีย 89,000 นาย[5] โดยในจำนวนนี้มีเสียชีวิต 19,000 นาย[5][17] ทำให้ยุทธการตอกลิ่มเป็นยุทธการใหญ่ที่สุดและนองเลือดที่สุดที่สู้รบกันในแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง[18][19][20][21][22][23]

อ้างอิง[แก้]

  1. Bergström 2014, p. 428.
  2. Bergström 2014, p. 358.
  3. 3.0 3.1 Dupuy, Trevor (1994). Hitler's Last Gamble. New York: HarperCollins. ISBN 0-06-016627-4.  Appendices E and F
  4. Dupuy, Trevor (1994). Hitler's Last Gamble. New York: HarperCollins. ISBN 0-06-016627-4.  Page 18.
  5. 5.0 5.1 5.2 Miles 2004.
  6. 6.0 6.1 Shaw 2000, p. 168.
  7. 7.0 7.1 Vogel 2001, p. 632.
  8. Ellis, p. 195
  9. Cirillo 2003
  10. Astor, Gerald (1992). A Blood Dimmed Tide, The Battle of the Bulge by the Men Who Fought It. Donald I. Fine, Inc. ISBN 1-55611-281-5. 
  11. Shirer 1990, p. 1095.
  12. Parker 1991, pp. 338
  13. Parker 1991, pp. 339
  14. Schrijvers 2005, p. xiv.
  15. "Battle of the Bulge". U-S-History.com. Archived from the original on 5 March 2010. สืบค้นเมื่อ 20 February 2010. 
  16. Cirillo 2003, p. 53.
  17. MacDonald 1998, p. 618.
  18. "A time to remember: Clifford Van Auken remembers Battle of the Bulge, World War II's bloodiest U.S. battle". The Flint Journal. Michigan Live LLC. 16 December 2008. สืบค้นเมื่อ 21 February 2010. [ลิงก์เสีย]
  19. McCullough, David (2005). American Experience – The Battle of the Bulge (Videotape). 
  20. Ambrose, Stephen E. (1997), Americans At War, University Press of Mississippi, p. 52, ISBN 978-1-57806-026-9 
  21. Miller, Donald L. (2002), The Story of World War II, Simon & Schuster, p. 358, ISBN 978-0-7432-1198-7 
  22. Penrose, Jane (2009), The D-Day Companion, Osprey Publishing, p. 267, ISBN 978-1-84176-779-6 
  23. Delaforce 2004, p. 211.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Cirillo, Roger (2003), Ardennes-Alsace, Office of the Chief of Military History Department of the Army, archived from the original on 6 December 2008, สืบค้นเมื่อ 6 December 2008 
  • Delaforce, Patrick (2004), The Battle of the Bulge: Hitler's Final Gamble, Pearson Higher Education, ISBN 978-1-4058-4062-0 
  • MacDonald, Charles B. (1998), The Battle of the Bulge, Phoenix, ISBN 978-1-85799-128-4 
  • Miles, Donna (14 December 2004), Battle of the Bulge Remembered 60 Years Later, United States Department of Defense, สืบค้นเมื่อ 12 June 2012 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>