ยุทธการที่สตาลินกราด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธการสตาลินกราด
ส่วนหนึ่งของ แนวรบด้านตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สอง
Фонтан «Детский хоровод».jpg
น้ำพุบาร์มาเลย์ (Barmaley) หนึ่งในสัญลักษณ์ของสตาลินกราดใน ค.ศ. 1943 หลังยุทธการจบลง
วันที่23 สิงหาคม ค.ศ. 1942 – 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943
สถานที่สตาลินกราด สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหภาพโซเวียต
(ในปัจจุบันคือ วอลโกกราด, รัสเซีย)
48°42′N 44°31′E / 48.700°N 44.517°E / 48.700; 44.517พิกัดภูมิศาสตร์: 48°42′N 44°31′E / 48.700°N 44.517°E / 48.700; 44.517
ผล

โซเวียตชนะ

ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
ขับไล่ฝ่ายอักษะจากคอเคซัส ย้อนกลับดินแดนที่ได้มาจากการทัพฤดูร้อน ค.ศ. 1942
คู่สงคราม
 สหภาพโซเวียต
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
กำลัง

นาซีเยอรมนี กองทัพกลุ่มบี

  • นาซีเยอรมนี กองทัพที่ 6
  • นาซีเยอรมนี กองทัพแพนเซอร์ที่ 4
  • Flag of Italy (1861-1946).svg กองทัพที่ 8
  • Flag of Romania.svg กองทัพที่ 3
  • Flag of Romania.svg กองทัพที่ 4
  • Flag of Hungary 1940.svg กองทัพที่ 2
  • Flag of Independent State of Croatia.svg กรมทหารราบเสริมกำลังที่ 369

  • ขั้นต้น:
  • ทหาร 270,000 นาย
  • ปืนใหญ่ 3,000 กระบอก
  • รถถัง 500 คัน
  • อากาศยาน 600 ลำ, 1,600 ลำเมื่อถึงกลางเดือนกันยายน (ลุฟท์ฟลอทเทอ 4)[1]
  • เมื่อโซเวียตตีโต้ตอบ:
  • ทหาร 700,000 นาย (เยอรมัน 400,000; โรมาเนีย 200,000; อิตาลี 100,000)
  • ปืนใหญ่ 10,250 กระบอก
  • รถถัง 500 คัน
  • อากาศยาน 732 ลำ (ใช้การได้ 402 ลำ)[2]:225[3]:87

Flag of the Soviet Union.svg แนวรบสตาลินกราด

  • Flag of the Soviet Union.svg กองทัพที่ 28
  • Flag of the Soviet Union.svg กองทัพที่ 51
  • Flag of the Soviet Union.svg กองทัพที่ 57
  • Flag of the Soviet Union.svg กองทัพที่ 62
  • Flag of the Soviet Union.svg กองทัพที่ 64

Flag of the Soviet Union.svg แนวรบดอน
Flag of the Soviet Union.svg แนวรบตะวันตกเฉียงใต้


  • ขั้นต้น:
  • ทหาร 187,000 นาย
  • ปืนใหญ่ 2,200 กระบอก
  • รถถัง 400 คัน
  • อากาศยาน 300 ลำ[1]:72
  • เมื่อโซเวียตตีโต้ตอบ:
  • ทหาร 1,143,500 นาย
  • ปืนใหญ่ 13,451 กระบอก
  • รถถัง 894 คัน
  • อากาศยาน 1,115 ลำ[2]:224
ความสูญเสีย
  • ประเมินทหารเสียชีวิต สูญหายหรือได้รับบาดเจ็บ 750,000 นาย
  • ถูกจับเป็นเชลย 91,000 นาย
  • รวม: 841,000 นาย
  • อากาศยาน 900 ลำ (รวมเครื่องบินขนส่ง 274 ลำ และเครื่องบินทิ้งระเบิด 165 ลำที่ใช้เป็นเครื่องบินขนส่ง)
  • รถถัง 1,500 คัน
  • ปืนใหญ่ 6,000 กระบอก[1]:122–123
  • ทหารเสียชีวิตหรือสูญหาย 478,741 นาย
  • ได้รับบาดเจ็บหรือป่วย 650,878 นาย
  • รวม: 1,129,619 นาย
  • พลเรือนเสียชีวิต 40,000 คน
  • รถถัง 4,341 คัน
  • ปืนใหญ่ 15,728 กระบอก
  • เครื่องบินรบ 2,769 ลำ[4]

ในยุทธการที่สตาลินกราด (23 สิงหาคม ค.ศ. 1943-2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943) เยอรมนีและประเทศพันธมิตรได้ต่อสู้รบกับสหภาพโซเวียตในการเข้าควบคุมเมืองสตาลินกราด(ปัจจุบันคือ วอลโกกราด) ในทางตอนใต้ของประเทศรัสเซีย การสู้รบครั้งได้เกิดขึ้นด้วยการต่อสู้ในระยะประชิดที่รุนแรงและการโจมตีโดยตรงต่อพลเรือนในการตีโฉบฉวยทางอากาศ ยุทธการที่สตาลินกราดเป็นการสู้รบที่ร้ายแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[5] และเป็นหนึ่งในการรบที่นองเลือดมากที่สุดในประวัติศาสตร์สงคราม โดยมีการประเมินความสูญเสียทั้งหมด 2 ล้านคน[6] การสู้รบครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดพลิกผันในสงคราม เนื่องจากได้บีบบังคับให้กองบัญชาการใหญ่แห่งแวร์มัคท์(OKW) ถอนกองกำลังทหารจำนวนมากมายออกจากเขตสงครามอื่น ๆ เพื่อทดแทนความสูญเสียของพวกเขาบนแนวรบด้านตะวันออก[7] ชัยชนะที่สตาลินกราดได้ปลุกใจให้แก่กองทัพแดงและเปลี่ยนสมดุลแห่งอำนาจในการสนับสนุนของโซเวียต

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของสตาลินกราดนั้นยากที่จะพูดเกินความเป็นจริง สตาลินกราดเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมและศูนย์รวมการขนส่งที่สำคัญบนแม่น้ำวอลกา ที่สำคัญกว่านั้น ผู้ใดก็ตามที่เข้าควบคุมสตาลินกราดมาได้ ก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งบ่อน้ำมันบนเทือกเขาคอเคซัส เยอรมนีได้ใช้เชื้อเพลิงจำนวนที่มีอยู่ลดน้อยลงจึงได้ตระหนักถึงสิ่งนี้อย่างรวดเร็วและฮิตเลอร์ได้อนุมัติในการบุกครองสตาลินกราดโดยทันที เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เยอรมันได้เปิดฉากการรุกโดยใช้กองทัพที่ 6 และส่วนหนึ่งของกองทัพยานเกราะที่ 4 การโจมตีครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดยการทิ้งระเบิดอย่างเข้มข้นของลุฟท์วัฟเฟอซึ่งทำให้เมืองส่วนใหญ่กลายเป็นซากปรักหักพัง การสู้รบที่เลวร้ายก็ได้กลายเป็นการสู้รบบนอาคารต่ออาคาร เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเสริมกองกำลังเข้ามาในเมือง ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เยอรมันได้ผลักดันฝ่ายป้องกันของโซเวียตให้กลับเข้าไปในพื้นที่แคบ ๆ ตามริมชายฝั่งตะวันตกของแม่น้ำด้วยความสูญเสียอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน กองทัพแดงได้เปิดฉากปฏิบัติการยูเรนัส การโจมตีสองง่ามหรือเรียกว่าคีมหนีบโดยมีเป้าหมายต่อกำลังพลโรมาเนียที่อ่อนแอ ซึ่งกำลังคอยป้องกันปีกของกองทัพที่ 6[8][./ยุทธการที่สตาลินกราด#cite_note-FOOTNOTEBeevor1998239-8 [8]] ปีกของฝ่ายอักษะถูกโจมตีและกองทัพที่ 6 ถูกตัดขาดและโอบล้อมในพื้นที่สตาลินกราด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะรักษาเมืองเอาไว้ด้วยทุกวิถีทางและสั่งห้ามไม่ให้กองทัพที่ 6 ในความพยายามตีฝ่าวงล้อมออกไป แทนที่ด้วย ความพยายามในการส่งซัพพลายโดยทางอากาศและฝ่าทะลวงวงโอบล้อมจากภายนอก การสู้รบอย่างหนักยังคงดำเนินต่อไปอีกสองเดือน ในช่วงต้นของเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 กองทัพเยอรมันในสตาลินกราด พวกเขาแทบจะไม่มีกระสุนและเสบียงอาหารเหลืออยู่เลยจึงตัดสินใจทำการยอมจำนนในที่สุด ทำให้กองทัพภาคสนามกลุ่มแรกของฮิตเลอร์ได้ยอมจำนนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[9] ภายหลังจากห้าเดือน หนึ่งสัปดาห์ และสามวันของการสู้รบ

เบื้องหลัง[แก้]

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1942 แม้ว่าปฏิบัติการบาร์บาร็อสซาได้ล้มเหลวในการเอาชนะอย่างเด็ดขาดกับสหภาพโซเวียตในการทัพเพียงครั้งเดียว แวร์มัคท์สามารถยึดครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลมาได้ รวมทั้งยูเครน เบลาลุส และสาธารณรัฐบอลติก ในที่อื่น ๆ สงครามกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี: การรุกของเรืออูในมหาสมุทรแอตแลนติกได้ประสบความสำเร็จอย่างมากและแอร์วีน ร็อมเมิลเพิ่งจะเข้ายึดครองทูบลักมาได้[10]:522 ในตะวันออก เยอรมันได้รักษาแนวหน้าเอาไว้อย่างมั่นคงซึ่งดำเนินจากทางตอนใต้ของเลนินกราดไปยังรอสตอฟ ด้วยกองกำลังจำนวนหนึ่งในส่วนที่ยื่นออกมาเพียงเล็กน้อย ฮิตเลอร์มั่นใจแล้วว่าเขาสามารถทำลายล้างกองทัพแดงได้ แม้ว่าเยอรมันจะสูญเสียอย่างหนักก็ตามในทางตะวันตกของมอสโกในช่วงฤดหนาว ค.ศ. 1941-42 เพราะกลุ่มกองทัพกลาง (Heeresgruppe Mitte) ซึ่งไม่สามารถสู้รบได้ด้วยเพียง 65% ของทหารราบ ซึ่งในขณะเดียวกันได้รับการพักผ่อนและเตรียมอุปกรณ์ใหม่ กลุ่มกองทัพเหนือไม่ก็กลุ่มกองทัพใต้ได้ถูกกดดันอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว สตาลินได้คาดการณ์ว่า การโจมตีสวนกลับหลักของเยอรมันในช่วงฤดูร้อนจะมุ่งตรงมายังกรุงมอสโกอีกครั้ง[11]:498

ด้วยปฏิบัติการช่วงแรกได้ประสบความสำเร็จอย่างมาก เยอรมันได้ตัดสินใจว่า การทัพช่วงฤดูร้อนใน ค.ศ. 1942 จะมุ่งไปทางใต้ของสหภาพโซเวียต วัตถุประสงค์เบื้องต้นในภูมิภาคโดยรอบสตาลินกราดคือการทำลายขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของเมืองและปิดกั้นเส้นทางจราจรบนแม่น้ำวอลกาที่เชื่อมต่อกับเทือกเขาคอเคซัสและทะเลแคสเปียนไปยังภาคกลางของรัสเซีย เนื่องจากเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญใกล้กับทางน้ำโค้งขนาดใหญ่ของแม่น้ำวอลกา เยอรมันจะทำการตัดท่อส่งน้ำมันออกจากแหล่งบ่อน้ำมันเมื่อพวกเขาเข้ายึดครองรอสตอฟ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม การเข้ายึดครองสตาลินกราดจะทำให้การส่งมอบกำลังบำรุงภายใต้นโยบายให้ยืม-เช่าผ่านทางฉนวนเปอร์เซียได้ยากลำบากมากขึ้น[12][13][14]

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ฮิตเลอร์ได้เขียนเป็นการส่วนตัวถึงวัตถุประสงค์ปฏิบัติการสำหรับการทัพ ค.ศ. 1942 ซึ่งได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงการเข้ายึดครองเมืองสตาลินกราด ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มให้ความสำคัญต่อโฆษณาชวนเชื่อต่อเมือง ซึ่งเป็นของผู้นำโซเวียตที่น่าเบื่อ ฮิตเลอร์ได้ประกาศไว้ว่าภายหลังจากสตาลินกราดถูกยึดครองไว้แล้ว พลเมืองชายจะถูกสังหารและผู้หญิงและเด็กทั้งหมดจะถูกขับไล่เนรเทศเพราะประชากรล้วนเป็น "พวกคอมมิวนิสต์โดยสิ้นเชิง" และ "อันตรายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง"[15] มันเป็นข้อสันนิษฐานว่าการเข้ายึดครองเมืองจะยังคงรักษาอย่างหนักแน่นที่ปีกด้านเหนือและตะวันตกของกองทัพเยอรมัน ในขณะที่พวกเขาได้รุกเข้าสู่บากู โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สำหรับเยอรมนี[16]:528 การขยายวัตถุประสงค์เป็นปัจจัยสำคัญในความล้มเหลวของเยอรมนีที่สตาลินกราด เนื่องจากความมั่นใจที่มากเกินไปของเยอรมัน และการประเมินที่ต่ำเกินไปต่อกองกำลังสำรองของโซเวียต[17]

โซเวียตได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่วิกฤตของพวกเขา โดยการออกคำสั่งให้ทุกคนที่ถืออาวุธปืนไรเฟิลในการเข้าสู้รบ[18]:94

บทนำ[แก้]

"ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้น้ำมันจากไมคอฟและกรอซนีล่ะก็ ข้าพเจ้าต้องทำมันให้หมดสิ้น(กำจัด)ในสงครามครั้งนี้"

— อดอล์ฟ ฮิตเลอร์[10]:514

กลุ่มกองทัพใต้ได้ถูกเลือกในการเคลื่อนทัพอย่างรวดเร็วไปข้างหน้าผ่านทางทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนใต้ของรัสเซียเข้าไปยังเทือกเขาคอเคซัสเพื่อเข้ายึดแหล่งน้ำมันที่สำคัญของโซเวียตจากที่นั่น แผนการรุกช่วงฤดูร้อนที่มีรหัสนามว่า ฟัลเบาว์ (กรณีสีน้ำเงิน) ซึ่งได้รวมถึงกองทัพที่ 6 กองทัพที่ 17 กองทัพยานเกราะที่ 4 และกองทัพยานเกราะที่ 1 ของเยอรมัน กลุ่มกองทัพใต้ได้บุกรุกสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครนใน ค.ศ. 1941 จุดพุ่งเป้าไปที่ยูเครนตะวันออก เพื่อเป็นหัวหอกในการรุก

แต่อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ได้เข้ามาแทรกแซง ด้วยการออกคำสั่งให้แบ่งแยกกลุ่มกองทัพออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มกองทัพใต้ (เอ) ภายใต้บัญชาการของวิลเฮล์ม ลิสต์ จะเข้ารุกไปยังทางใต้เข้าสู่เทือกเขาคอเคซัสตามแผนการที่ได้วางเอาไว้กับกองทัพที่ 17 และกองทัพยานเกราะที่หนึ่ง กลุ่มกองทัพใต้ (บี) รวมทั้งกองทัพที่ 6 ของจอมพลไรช์ ฟรีดริช เพาลุส และกองทัพยานเกราะที่ 4 ของนายพล แฮร์มันน์ โฮท จะเคลื่อนทัพไปทางตะวันออกเข้าสู่แม่น้ำวอลกาและสตาลินกราด กลุ่มกองทัพบีภายใต้บัญชาการโดยนายพล มัคซีมีลีอาน ฟ็อน ไวชส์

การเริ่มต้นของกรณีสีน้ำเงินได้ถูกวางแผนเอาไว้ในปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 อย่างไรก็ตาม หน่วยทหารของเยอรมันและโรมาเนียจำนวนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมในเบาว์ซึ่งกำลังปิดล้อมเซวัสโตปอลบนคาบสมุทรไครเมีย ความล่าช้าในการยุติการล้อมได้ผลักดันให้เลื่อนวันที่ของการเริ่มต้นของเบาว์ไปหลายครั้ง และเมืองก็ยังไม่ถูกยึดจนถึงเดือนกรกฏาคม

ปฏิบัติการฟรีเดริคัส 1 โดยเยอรมันจะเข้าปะทะกับ "ตอกลิ่มอิเซียม" หมายจะปิดล้อมส่วนที่ยื่นออกมาของโซเวียตในยุทธการที่ฮาร์คอฟครั้งที่ 2 และส่งผลทำให้กองกำลังโซเวียตขนาดใหญ่ถูกโอบล้อม ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม และ 29 พฤษภาคม ในขณะเดียวกัน ปฏิบัติการวิลเฮล์มได้เข้าโจมตี Voltshansk เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน และปฏิบัติการฟรีเดริคัสเข้าโจมตี Kupiansk เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน

ในที่สุด เบาว์ได้ถูกเปิดฉากขึ้น เมื่อกองทัพกลุ่มใต้ได้เริ่มโจมตีรัสเซียทางตอนใต้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1942 การรุกของเยอรมันได้เริ่มต้นไปได้ด้วยดี กองกำลังโซเวียตได้เสนอให้ทำการต่อต้านเพียงเล็กน้อยในที่ราบอันกว้างใหญ่ที่ว่างเปล่า และเริ่มหลั่งไหลไปทางตะวันออก ความพยายามหลายครั้งที่จะสร้างแนวป้องกันขึ้นมาใหม่อีกครั้งต้องพบกับความล้มเหลวเมื่อเยอรมันได้เข้าโจมตีขนาบข้างพวกเขา การปิดล้อมสองครั้งที่สำคัญได้ถูกก่อตัวขึ้นและถูกทำลาย: ครั้งแรก ทางตอนเหนือของฮาร์คอฟ เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม และครั้งที่สอง บริเวณรอบ Millerovo แคว้นรอสตอฟ หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในขณะเดียวกัน กองทัพฮังการีที่สองและกองทัพยานเกราะเยอรมันที่ 4 ได้เปิดฉากโจมตีโวโรเนจ เข้ายึดครองเมือง เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม

การจัดขบวนรบ[แก้]

กองทัพแดง[แก้]

ฝ่ายอักษะ[แก้]

การโจมตีสตาลินกราด[แก้]

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สตาลินกราดได้รับการกล่าวถึงเป็นจำนวนมากโดยสื่อของรัสเซีย เยอรมัน อเมริกัน และอังกฤษ เนื่องจากความสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามในทวีปยุโรป และการสูญเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องในการสู้รบ คำว่า "สตาลินกราด" กลายเป็นความหมายเหมือนกับการสู้รบขนาดใหญ่ในเมือง ที่มีการสูญเสียอย่างมากทั้ง 2 ฝ่าย

ภาพยนตร์

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Bergström (2007)
  2. 2.0 2.1 Hayward, (1998)
  3. Bergstrom (2005)
  4. Glantz (1995), p. 295
  5. Deadliest Battle in History: Stalingrad | Animated History (ภาษาอังกฤษ), สืบค้นเมื่อ 2022-01-26
  6. Luhn, Alec (8 June 2014). "Stalingrad name may return to city in wave of second world war patriotism". The Guardian.
  7. Bellamy 2007
  8. Beevor 1998, p. 239.
  9. Shirer 1990, p. 932.
  10. 10.0 10.1 Kershaw 2000
  11. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Bellamy2007
  12. Shirer 1990, p. 909.
  13. Bell 2011, p. 96.
  14. Zhukov 1974, p. 88.
  15. Michael Burleigh (2001). The Third Reich: A New History. Pan. p. 503. ISBN 978-0-330-48757-3.
  16. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Kershaw20002
  17. Walsh 2000[ต้องการเลขหน้า]
  18. MacDonald 1986

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]