ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
หน้าตา
บทความนี้ได้รับแจ้งให้ปรับปรุงหลายข้อ กรุณาช่วยปรับปรุงบทความ หรืออภิปรายปัญหาที่หน้าอภิปราย
|
"สามผู้ยิ่งใหญ่": โจเซฟ สตาลิน, แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ และวินสตัน เชอร์ชิลล์ ในการประชุมเตหะราน เมื่อ ค.ศ. 1943
ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามแปซิฟิก: เจียง ไคเชก, แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ และวินสตัน เชอร์ชิล ในการประชุมไคโร เมื่อ ค.ศ. 1943
ผู้นำสุดท้ายของฝ่ายสัมพันธมิตร: เคลเมนต์ แอตต์ลี, แฮร์รี เอส. ทรูแมน และโจเซฟ สตาลิน ในการประชุมพ็อทซ์ดัม เมื่อ ค.ศ. 1945
ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญต่าง ๆ จากหลาย ๆ ประเทศ ทั้งนักการเมืองและนักการทหาร บรรดาบุคคลเหล่านี้ได้แก่
ผู้นำหลักสุดท้ายของฝ่ายสัมพันธมิตร: เคลเมนต์ แอตต์ลี (สหราชอาณาจักร), แฮร์รี เอส. ทรูแมน (สหรัฐ), โจเซฟ สตาลิน (สหภาพโซเวียต), เจียง ไคเชก (จีน) และชาร์ล เดอ โกล (ฝรั่งเศส)
ระเบียงภาพ
[แก้]- ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ และนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิล ในการประชุมกาซาบล็องกา ค.ศ. 1943
- ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์, นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิล, และผู้เข้าร่วมการประชุมในกาซาบล็องกา, ค.ศ. 1943
- วินสตัน เชอร์ชิลล์, แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์, ชาร์ล เดอ โกล และอ็องรี กียา ในการประชุมกาซาบล็องกา ค.ศ. 1943
- วินสตัน เชอร์ชิลล์ และยอซีป บรอซ ตีโต ค.ศ. 1944
- เจียง ไคเชก และเหมา เจ๋อตง ค.ศ. 1945
สหรัฐ
[แก้]
- แฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 32 แห่งสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ. 2476 แนวคิดของเขาก่อให้เกิดองค์กรระหว่างประเทศ คือ สหประชาชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะประสบปัญหาด้านสุขภาพในช่วงวิกฤตของประเทศก็ตาม รูสเวลท์เสียชีวิตขณะยังดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. 2488 สองสัปดาห์ก่อนการยอมแพ้ของเยอรมนี
- แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 33 ของสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2494 เป็นผู้อนุมัติให้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้นำในแผนมาร์แชลเพื่อฟื้นฟูทวีปยุโรปหลังสงคราม และเป็นผู้นำในการก่อตั้งสหประชาชาติ
- จอร์จ มาร์แชลล์ (George Marshall) เป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสหรัฐและหัวหน้านายทหาร และ หลังจากสงคราม เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ริเริ่มแผนการมาร์แชลล์
- วิลเลียม ดี ลีฮี (William D. Leahy) เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเจ้าหน้าที่นายทหารเรือชาวอเมริกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่นายทหารอาวุโสที่สุดขององกองทัพสหรัฐที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ลีฮีได้ถูกเรียกตัวกลับมาทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการส่วนตัวของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ ใน ค.ศ. 1942 และดำรงตำแหน่งดังกล่าวตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นประธานคณะเสนาธิการ และเป็นผู้ตัดสินใจคนสำคัญในช่วงสงคราม
- จอร์จ มาร์แชลล์ เป็นจอมพลและเสนาธิการทหารบกในช่วงสงคราม ในฐานะเสนาธิการทหารบก มาร์แชลล์ได้กำกับดูแลการขยายกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา มาร์แชลล์ได้ประสานงานปฏิบัติการของฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปและแปซิฟิก ภายหลังสงคราม มาร์แชลล์ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนำไปสู่ความพยายามในการฟื้นฟูยุโรปในช่วงหลังสงคราม ซึ่งต่อมาได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า แผนมาร์แชลล์ เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากบทบาทหน้าที่ของเขาในการฟื้นฟู
- เฮนรี เอช อาร์โนลด์ เป็นนายทหารยศพลเอกชาวอเมริกันที่ดำรงตำแหน่งจอมพล และต่อมาเป็นจอมพลอากาศ เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งกองทัพอากาศทหารบกสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- เออร์เนสต์ คิง เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งกองเรือสหรัฐ (ค.ศ. 1941-45) เช่นเดียวกับผู้บัญชาการยุทธนาวี (ค.ศ. 1942-45) และจอมพลเรือ (ตั้งแต่ ค.ศ. 1944)
- คอร์เดล ฮัลล์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ ค.ศ. 1933 ถึง 1944 ฮัลล์เป็นผู้รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศช่วงก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เขาได้ส่งจดหมายฮัลล์ไปยังญี่ปุ่นในช่วงก่อนการโจมตี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐที่จะเปิดตลาดจีนต่อสินค้าของสหรัฐเข้ามาแทนที่ผลประโยชน์ของญี่ปุ่นที่นั่น ภายหลังสงคราม เขาเป็นสถาปนิกคนสำคัญในการก่อตั้งองค์กรสหประชาชาติ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
- วิลเลียม เจ โดโนแวน เป็นผู้อำนวยการแห่งสำนักอำนวยการยุทธศาสตร์ (OSS) ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 จนกระทั่งถูกยุบใน ค.ศ. 1945 โดโนแวนและโอเอสเอสได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมข่าวกรองแก่กองทัพบก กองทัพเรือ และกระทรวงการต่างประเทศ จากการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เขาได้รับเหรียญรับใช้ทหารอย่างยอดเยี่ยม (Distinguished Service Medal)
- เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ เป็นผู้อำนวยการของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ตั้งแต่ ค.ศ. 1935 ถึง 1972 ฮูเวอร์และเอฟบีไอได้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านข่าวกรองในสหรัฐและอเมริกาใต้ในช่วงสงคราม ฮูเวอร์ประสบความสำเร็จในการกวาดล้างเครือข่ายสายลับนาซีในสหรัฐ
แนวรบด้านยุโรปและแอฟริกาเหนือ
[แก้]
- ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) หรือไอค์ (Ike) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรป เขาเป็นผู้รับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมดูแลการปลดปล่อยฝรั่งเศสและยุโรปด้วยการรุกรานนาซีเยอรมนี ภายหลังจากที่เยอรมนีได้ยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข ไอเซนฮาวร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการทหารในเขตยึดครองของสหรัฐ เจ็ดปีหลังสงคราม เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
- โอมาร์ แบรดลีย์ (Omar Bradley) เป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสหรัฐในแอฟริกาเหนือและยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขานำกองทัพสหรัฐที่หนึ่งในช่วงปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ดและบุกครองยุโรป เขาได้รับเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการว่า "นายพลของทหาร"
- มาร์ค ดับเบิลยู คลาร์ก (Mark W. Clark) เป็นผู้บัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตรในการทัพอิตาลี เขาได้นำกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในการบุกครองอิตาลี ยุทธการที่อันซีโต และมอนเตกัสซีโน และเข้ายึดครองกรุงโรมในที่สุดใน ค.ศ. 1944 ซึ่งเป็นเมืองสำคัญสามแห่งแรกของฝ่ายอักษะได้ถูกยึดครอง
- เจคอป แอล เดเวอร์ส (Jacob L. Devers) เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งกองทัพกลุ่มที่หกในยุโรป เขาได้ทำหน้าที่ควบคุมการบุกครองทางตอนใต้ของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1944 ด้วยกองกำลังอเมริกันและฝรั่งเศส เดเวอร์สได้เคลียร์ที่อาร์ซัส คลายวงล้อมกอลมาร์พ็อกเกต ข้ามแม่น้ำไรน์ และยอมรับการยอมจำนนของกองกำลังเยอรมันในออสเตรีย ในช่วงแรก เขาเป็นผู้บัญชาการทหารในเขตสงครามเมดิเตอร์เรเนียน ในช่วงปลายฤดูร้อน ค.ศ. 1942 เขาได้"สลับงาน"กับจอมพลไอเซนฮาวร์ กลายเป็นผู้บัญชาการทหารในปฏิบัติการเขตสงครามยุโรป ส่งผลทำให้ไอค์ได้รับมอบหมายทำหน้าที่บัญชาการการบุกครองแฟริกาเหนือในปฏิบัติการคบเพลิง ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1943 เขาได้กลับมาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารในเขตสงครามเมดิเตอร์เรเนียนอีกครั้งเพื่อการบุกครองเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี และฝรั่เศลตอนใต้
- จอห์น ซี เอช ลี (John C. H. Lee)เป็นผู้บัญชาการกองกำลังส่งกำลังบำรุงและกองลังพลทั้งหมดนปฏิบัติการเขตสงครามยุโรป เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 กองบัญชาการด้านการส่งกำลังบำรุงของเขาได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการเพิ่มกำลังคนทั้งชายและหญิงจำนวนกว่าสามล้านคนในปฏิบัติการโบเลโร และยุทธภัณฑ์จำนวน 37 ล้านตันในสหราชอาณาจักร และส่งมอบกำลังบำรุงทั้งหมด 41 ล้านตันแก่กองกำลังรบทั้งหมด เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการเขตสงครามฝ่ายส่งกำลังบำรุงและการบริหารแก่จอมพลไอเซนฮาวร์ และเขาเป็นผู้นำหน่วยเดียวที่ใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง เขตการสื่อสาร หรือ Com-Z เป็นที่รู้จักในช่วงหลังดีเดย์ มีทหารจำนวร 435,000 นาย
- จอร์จ เอส. แพตตัน (George S. Patton) เป็นหัวหน้านายพลระหว่างยุทธนาการในแอฟริกาเหนือ, เกาะซิซิลี, ฝรั่งเศส, เยอรมนีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
- คาร์ล แอนดรูว์ สปาตซ์ (Carl Andrew Spaatz) เป็นผู้บัญชาการแห่งกองบัญชาการการรบทางอากาศด้วยยศพลอากาศตรีและอยู่ในกองบัญชาการโดยรวมของกองทัพอากาศทหารบกสหรัฐในปฏิบัติการเขตสงครามยุโรป
- รอยัล อี อิงเกอร์โซลล์ (Royal E. Ingersoll) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองเรือแอตแลนติกของสหรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 จนถึงปลาย ค.ศ. 1944 เขาได้บัญชาการกองกำลังอเมริกันในช่วงยุทธนาวีแอตแลนติก และทำหน้าที่ควบคุมขบวนเรือขนส่งทหาร เสบียง กระสุน และเชื้อเพลิงไปยังสหราชอาณาจักรและเมดิเตอร์เรเนียน
แนวรบด้านแปซิฟิก
[แก้]
- ดักลาส แมกอาร์เทอร์ เป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในพื้นที่แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ค.ศ. 1942-45 เขาเป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังสหรัฐและฟิลิปิโนในฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาได้ยอมรับการยอมจำนนของญี่ปุ่นในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 และต่อมาได้กลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร
- เชสเตอร์ ดับเบิลยู. นิมิตซ์ จอมพลเรือและผู้บัญชาการแห่งกองเรือแปซิฟิกาสหรัฐใน ค.ศ. 1941-42 และกลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังฝ่ายสัมพันธฒิตรในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิก
- ฮอลแลนด์ สมิธ เป็นพลเอกในเหล่านาวิกโยธินสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บางครั้งที่เขาถูกเรียกว่า "บิดา" แห่งการสงครามสะเทิ้นน้ำสะเทินบกสมัยใหม่ของสหรัฐ เขาได้นำกองกำลังอเมริกันในการทัพสำคัญหลายครั้ง เช่น ในหมู่เกาะอะลูเชียน หมู่เกาะกิลเบิร์ตและมาร์แชลล์ เกาะไซปัน และเกาะอิโวจิม่า
- โจเซฟ สติลเวลล์ เป็นพลเอกที่เป็นคณะเสนาธิการทหารของเจียง ไคเชกและผู้บัญชาการแห่งกองกำลังสหรัฐทั้งหมดในจีน พม่า และอินเดีย รวมทั้งเป็นรองผู้บัญชาการแห่งกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- วิลเลียม ฮัลซีย์ จูเนียร์ จอมพลเรือที่บัญชาการต่อกองเรือที่ 3 ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1943 และปรากฎตัวในการทัพกัวดัลคะแนลและยุทธนาวีที่อ่าวเลย์เต
- เรย์มอนด์ เอ. สปรูแอนซ์ ซึ่งบังคับบัญชาการต่อกองทัพเรือสหรัฐ ทั้งในยุทธนาวีที่มิดเวย์และยุทธนาวีที่ทะเลฟิลิปปินส์
- แฟรงค์ แจ็ค เฟลตเชอร์ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล
- เคอร์ติส เลอเมย์ เป็นพลเอกในกองทัพอากาศสหรัฐ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ออกแบบและดำเนินการทัพทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิผลแต่ก็ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งในเขตสงครามแปซิฟิกของสงครามโลกครั้งที่สอง
- ฮัสแบนด์ อี. คิมเมล เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐ เมื่อญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีฐานทัพเรือที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ภายหลังการโจมตี เขาได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการ
- วอลเทอร์ ชอร์ต เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพบกที่เพิร์ลฮาร์เบอร์
- วิลเลียม สเตอร์ลิง พาร์สันส์ เป็นพลเรือเอกชาวอเมริกัน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธของเครื่องบินอีโนลา เกย์ ซึ่งได้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมะใน ค.ศ. 1945 เขาได้ทำงานในโครงการแมนแฮตตัน
- พอล ทิบเบตส์ เป็นพลเอกแห่งกองทัพอากาศสหรัฐที่ขับเครื่องบินอีโนลา เกย์ พร้อมกับพาร์สันส์ เหนือน่านฟ้าฮิโรชิมะ
- อเล็กซานเดอร์ แวนเดกริฟต์ เป็นนายพลระดับสี่ดาวของเหล่านาวิกโยธินซึ่งบังคับบัญชากองกำลังที่ยุทธการที่เฮนเดอร์สันฟิลด์
เครือรัฐฟิลิปปินส์
[แก้]
- มานูเอล เกซอน เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนแรกแห่งเครือรัฐฟิลิปปินส์ภายใต้การปกครองของสหรัฐในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ภายหลังจากการบุกครองของญี่ปุ่น เขาได้ลี้ภัยไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี ในขณะที่ยังลี้ภัยอยู่ เขาได้เสียชีวิตด้วยวัณโรคที่ทะเลสาบซารานัค นิวยอร์ก ใน ค.ศ. 1944[1][2]
- เซร์ฮิโอ โอสเมญญา เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนที่ 2 แห่งเครือรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะรองประธานาธิบดี เขาได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายหลังอสัญกรรมของเกซอนใน ค.ศ. 1944 เขาได้เดินทางกลับฟิลิปปินส์ในปีเดียวกับพร้อมกับพลเอก ดักลาส แมกอาร์เทอร์ และกองกำลังปลดปล่อย
- บาซิลิโอ วาลเดส เป็นนายพลที่บังคับบัญชาการต่อกองทัพเครือรัฐฟิลิปปินส์ และหัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพฟิลิปปินส์ วาลเดสได้รับยศตำแหน่งเป็นพลตรีแห่งกองทัพเครือรัฐ ภายหลังจากการบุกครองของญี่ปุ่น เขาได้ลี้ภัยไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี และถูกส่งตัวกลับฟิลิปปินส์ในปีเดียวกับพร้อมกับพลเอก ดักลาส แมกอาร์เทอร์ และกองกำลังปลดปล่อย
- วิเซนต์ ลิม เป็นผู้บัญชาการกองทัพเครือรัฐฟิลิปปินส์ในช่วงต้นสงคราม ลิมได้รับยศตำแหน่งเป็นพลจัตวาและกลายเป็นผู้บัญชาการฟิลิปปินส์ระดับสูงภายใต้การนำของพลเอกแมกอาร์เทอร์ เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งกองพลทหารราบที่ 41 แห่งกองทัพเครือรัฐฟิลิปปินส์ กองทัพบกสหรัฐในตะวันออกไกล(USAFFE) มีหน้าที่ป้องกันบาตาอัน ภายหลังฟิลิปปินส์ถูกยึดครอง เขาได้เป็นผู้นำขบวนการต่อต้านต่อการยึดครองของญี่ปุ่น
เครือรัฐเปอร์โตริโก
[แก้]- เรกซ์ฟอร์ด จี. ทูกเวลล์ เป็นคนที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเปอร์โตริโกคนสุดท้ายที่ได้รับการแต่งตั้งในช่วงปี ค.ศ. 1941 ถึง 1946 เขาได้ทำงานร่วมกับสภานิติบัญญัติเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการการวางแผน พัฒนาเมือง และแบ่งเขตพื้นที่ของเปอร์โตริโกผ่านการแก้ไขกฎหมายออร์แกนนิคใน ค.ศ. 1948 เขาได้สนับสนุนพรรคประชาธิปไตยประชาชน(PPD) ของลุยส์ มูโญซ มาริน ซึ่งต้องการสถานะเครื่อรัฐอย่างเปิดเผย ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวเกษียณอายุจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ ทูกเวลล์ได้มีบทบาทที่สำคัญในการผลักดดันให้เคซุส ที. ปิเนโร ชาวเปอร์โตริโกคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งในขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมาธิการประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี ทูกเวลล์ยังเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเปอร์โตริโกอีกด้วย
- เวอร์จิล มิลเลอร์ เป็นพันเอกแห่งกองทัพบกสหรัฐ ที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งกรมทหารราบพิเศษ(RCT)ที่ 442 ซึ่งเป็นหน่วยที่ประกอบไปด้วย "นิเซอิ"(ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นรุ่นที่สอง)ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้นำหน่วยที่ 442 ในการเข้าช่วยเหลือกองพันเท็กซัสที่หายไปของกองพลทหารราบที่ 36 ในป่าของเทือกเขาโวสเจส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส[3]
- เปโดร เดล วาลเล เป็นพลโทของเหล่านาวิกโยธินที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง มีบทบาทที่สำคัญในการทัพกัวดัลคะแนลและยุทธการที่เกาะกวม และดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินที่ 1 เดล วาลเลได้มีบทบาทที่สำคัญในการเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นในเกาะโอกินาวะและรับผิดชอบในการฟื้นฟูโอกินาวะ[4][5][6]
- ฮวน เซซาร์ คอร์เดโร เดวิลา เป็นพลจัตวาที่เป็นผู้บัญชาการแห่งกรมทหารราบที่ 65 (สหรัฐ) ซึ่งเป็นหน่วยทหารเปอร์โตริโกในยุโรป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
จักรวรรดิอังกฤษและเครือจักรภพ
[แก้]
- สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิอังกฤษและเครือจักรภพในช่วงสงคราม และทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของรัฐต่าง ๆ ภายในองค์กรนั้น รวมทั้งสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นอกจากนี้พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาคของชาติและเครือจักรภพในช่วงสงคราม พระองค์และเหล่าราชวงศ์ทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่ถูกทิ้งระเบิด โรงงานผลิตกระสุน และพร้อมด้วยทหารเครือจักรภพ สมาชิกราชวงศ์หลายคน รวมทั้งเจ้าหญิงอลิซาเบธ(ต่อมาคือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) ได้เข้ารับราชการในกองทัพ
- เนวิล เชมเบอร์ลิน เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในช่วงต้นของสงคราม (ค.ศ. 1937-1940) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยนำนโยบายจำยอมสละแก่นาซีเยอรมนี เข้ารับตำแหน่งในปี ค.ศ. 1937 และลาออกในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 ภายหลังการทัพนอร์เวยที่ล้มเหลว แชมเบอร์ลินซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ได้ดำรงตำแหน่งท่านประธานสภาแห่งรัฐ เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 ครึ่งปีภายหลังจากลาออก

วินสตัน เชอร์ชิล


- วินสตัน เชอร์ชิลล์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามส่วนใหญ่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง 1945 เขาเป็นศัตรูตัวฉกาจของฮิตเลอร์ในช่วงต้น และต่อต้านการจำยอมสละแก่เยอรมนี เขาเป็นเฟิร์สลอร์ดแห่งกองทัพเรือในขณะที่สงครามได้ปะทุขึ้น และได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงนาซีบุกครองฝรั่งเศส ในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน คำสุนทรพจน์ของเชอร์ชิลได้ช่วยยกระดับขวัญกำลังใจของชาวอังกฤษในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด
- เคลเมนต์ แอตต์ลี เป็นผู้นำพรรคแรงงานในช่วงสงคราม และรับผิดชอบด้านการเมืองภายในประเทศตลอดช่วงสงคราม ในฐานะสมาชิกคณะรัฐมนตรีการสงครามของเชอร์ชิล เขาได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีภายใต้เชอร์ชิล หลังสงครามยุโรปได้ยุติลง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรภายหลังจากที่พรรคของเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1945 และดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1951 เขาได้เข้าร่วมการประชุมพ็อทซ์ดัมในช่วงครึ่งหลังและการประกาศยอมจำนนของญี่ปุ่น
- ดัดลีย์ ปอนด์ เป็นสมุหราชนาวี และดำรงตำแแหน่งผู้นำแห่งราชนาวีอย่างเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 ถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 ไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาได้เป็นคณะกรรมการเสนาธิการทหาร ซึ่งรับผิดชอบต่อวินสตัน เชอร์ชิลล์สำหรบการดำเนินสงครามของกองทัพอังกฤษ จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942
- อลัน บรู๊ค เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการจักรวรรดิ(ผู้นำของกองทัพบกบริเตน) ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 และ ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 เขายังดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการเสนาธิการของอังกฤษ(Chiefs of Staff Committee)อีกด้วย เขาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งสงครามยุติลง และด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นที่ปรึกษาทางทหารคนสำคัญของเชอร์ชิล เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งยศเป็นจอมพลในเดือนมกราคม ค.ศ. 1944
- แอนดรูว์ คันนิงแฮม ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากดัดลีย์ ปอนด์ในฐานะสมุหราชนาวี และสมาชิกกองทัพเรือของประธานคณะกรรมการเสนาธิการของอังกฤษ ใน ค.ศ. 1943 เขายังอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจนสงครามยุติลง
- เจมส์ ซอมเมอร์วิลล์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองเรือตะวันออก ซึ่งได้พ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นในการโจมตีโฉบฉวยมหาสมุทรอินเดีย ก่อนหน้านี้ เขาเคยบังคับบัญชาฝูงกองเรือเอช แอตแลนติก-เมดิเตอร์เรเนียนที่ยิบรอลตาร์ และนำทัพในยุทธนาวีที่แหลมสปารติเวนโต และยังรวมถึงในภารกิจตามไล่ล่าเรือบิสมาร์ก
- ชาร์ลส์ พอร์ทัล ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากไซริล นิววอลล์ ในฐานะหัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพอากาศ หัวหน้าของกองทัพอากาศหลวง และสมาชิกของประธานคณะกรรมการเสนาธิการ เขายังคงมีบทบาทนี้ต่อไปจนสงครามยุติลง เขาได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งกองทัพอากาศหลวงในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944
- แฮโรลด์ อเล็กซานเดอร์ เอิร์ลอเล็กซานเดอร์แห่งตูนิสที่ 1 เมื่อสงครามได้ยุติลง เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นจอมพลและผู้บัญชาการทหารแห่งกองบัญชากองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร(AFHQ) ซึ่งรับผิดชอบการบังคับบัญชาการแก่กองกำลังทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในเขตสงครามเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนหน้านี้ เขาเคยบัญชาการแก่กองทัพกลุ่มที่ 15 ซึ่งดำเนินการบุกครองเกาะซิซิลีของฝ่ายสัมพันธมิตรและการทัพอิตาลี ก่อนหน้านี้ เขาเคยบัญชาการแก่กองทัพกลุ่มที่ 15 ซึ่งควบคุมกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสุดท้ายของการทัพตูนิเซีย ซึ่งไปสู่การยอมจำนนของฝ่ายอักษะในแอฟริกาเหนือ ก่อนหน้านั้น เขาได้เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งกองบัญชาการตะวันออกกลางของอังกฤษ คอยกำกับดูแลต่อกองทัพที่ 8 ของมอนต์โกเมอรี่ซึ่งประสบความสำเร็จในการเอาชนะฝ่ายอักษะในการทัพทะเลทรายตะวันตก
- ไวเคานต์กอร์ท ได้สละบทบาทหัวหน้าเสนาธิการจักรวรรดิเมื่อสงครามได้ปะทุขึ้น เพื่อบัญชาการแก่กองกำลังรบนอกประเทศบริติชในฝรั่งเศส ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1940 ต่อมาเขาได้รับหน้าที่ในตำแหน่งที่ไม่โดดเด่นมากนักหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งผู้ว่าการทหารแห่งยิบรอลตาร์และมอลตา
- เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี ไวเคานต์มอนต์โกเมอรีแห่งอลามีนที่ 1 เป็นพลเอก(ต่อมากลายเป็นจอมพล) เป็นผู้นำกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในแอฟริกาเหนือ ภายใต้บังคับบัญชาของเขา ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเอาชนะกองทัพน้อยแอฟริกาและพันธมิตรอย่างอิตาลีมาได้ ต่อมาเขาได้บัญชาการกองทัพกลุ่มที่ 21 และกองกำลังภาคพื้นดินทั้งหมดของฝ่ายสัมพันธมิตรในปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด เขายังเป็นแกนนำหลักเบื้องหลังปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดนซึ่งประสบความล้มเหลว เขาได้ยอมรับการยอมจำนนของกองทัพเยอรมันในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1945
- ฮิวจ์ ดาวดิง บารอนดาวดิงที่ 1 เป็นพลอากาศเอก ผู้บัญชาการแห่งกองบัญชาการเครื่องบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศหลวงในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน เขาได้ยุติการเสียสละของเครื่องบินรบ และนักบินเพื่อช่วยเหลือทหารในช่วงยุทธการที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำให้การป้องกันประเทศอ่อนแอลง เขาได้พัฒนาระบบ"ดาวดิง" ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งประกอบด้วยเรดาร์ การวางแผนโจมตี และการควบคุมเครื่องบินด้วยวิทยุ เขาได้นำเครื่องบินสมัยใหม่มาเข้าประจำการ เช่น ซูเปอร์มารีน สปิตไฟร์ และฮ็อคเกอร์ เฮอริเคน ในช่วงระหว่างการสู้รบ เขาเป็นผู้ดูแลทรัพยาการของประเทศไว้ในเบื้องหลังและรักษากองกำลังนักบินสำรองที่สำคัญ ในขณะที่ปล่อยให้ลูกน้องภายใต้บัญชาการได้ตัดสินใจเองอย่างเต็มเพื่อดำเนินการสู้รบ
- คีธ พาร์ค เป็นพลอากาศเอกซึ่งบังคับบัญชาการแก่กองบินที่ 11 ของกองทัพอากาศหลวง ซึ่งเป็นหน่วยรบที่มีหน้าที่ป้องกันลอนดอนในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน ต่อมาเขาได้รับผิดชอบในการป้องกันที่มอลตา
- อาร์เทอร์ แฮร์ริส เป็นพลอากาศเอก ซึ่งสื่อมวลชนเรียกกันทั่วไปว่า "บอมเบอร์" เขาเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารอากาศซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแห่งกองบัญชาการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศหลวง และต่อมาได้กลายเป็นจอมพลแห่งกองทัพอากาศหลวงในช่วงครึ่งหลังของสงครามโลกครั้งที่สอง
- ลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน จอมพลเรือ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างปี ค.ศ. 1943-1945
- วิลเลียม สลิม ไวเคานต์สลิมที่ 1 เป็นพลเอกที่นำกองทัพบกที่ 14 ของอังกฤษ (มักเรียกกันว่า "กองทัพที่ถูกลืม") ในช่วงการทัพพม่า ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 ถึง ค.ศ. 1945
บริติชมลายา
[แก้]- เชนตัน โทมัส เป็นผู้ว่าราชการแห่งสเตรตส์เซตเทิลเมนต์และข้าหลวงใหญ่แห่งอังกฤษในมลายา ตั้งแต่ ค.ศ. 1934 ถึง ค.ศ. 1942 ภายหลังสิงคโปร์ถูกยึดครอง เขาได้ถูกจับเป็นเชลยและถูกคุมขังในห้องขังหมายเลข 24 ของเรือนจำชางงี
- อาเธอร์ เออร์เนสท์ เพอร์ซิวัล เป็นเจ้าหน้าที่นายทหารยศพลเอกซึ่งบังคับบัญชาการแก่กองทัพในมลายาในช่วงเริ่มต้นของสงครามแปซิฟิก ภายหลังสิงคโปร์ถูกยึดครอง เขาได้ถูกจับเป็นเชลย การยอมจำนนของเพอร์ซิวัลต่อกองทัพญี่ปุ่นผู้รุกราน ถือว่าเป็นการยอมจำนนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารของอังกฤษ
นิวฟันด์แลนด์
[แก้]- เซอร์ ฮัมฟรีย์ ที. วาลวิน เป็นผู้ว่าราชการแห่งนิวฟันด์แลนด์และประธานคณะกรรมาธิการรัฐบาล ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1946 อดีตพลเรือเอกแห่งราชนาวี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้มีบทบาทอย่างแข็งขันในการส่งเสริมให้ชาวนิวฟันด์แลนด์ได้เข้าร่วมในความพยายามทำสงคราม
ปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษ
[แก้]- แฮโรลด์ แมคมิเคล เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอาณานิคมชาวอังกฤษที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษตั้งแต่ ค.ศ. 1937 ถึง ค.ศ. 1944 ในช่วงเวลานี้ เขาได้พยายามปราบปรามกลุ่มชาตินิยมไซออนิสต์และอาหรับ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบายนี้ในช่วงสงคราม
- เฮนรี่ เมตแลนด์ วิลสัน บารอนวิลสันที่ 1 เป็นจอมพลและผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่ 9 ในดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษ ในช่วงการทัพซีเรีย-เลบานอน เขาได้นำกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในซีเรียและเลบานอนต่อต้านวิชีฝรั่งเศส จากวีรกรรมของเขา เขาได้รับเลื่อนยศเป็นพลเอกอย่างเต็มตัว
เซาเทิร์นโรดีเชีย
[แก้]- เซอร์ กอดฟรีย์ ฮักกินส์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอาณานิคมปกครองตนเองแห่งเซาเทิร์นโรดีเชีย (ซึ่งมีอิสระในการปกครองตนเองหลายด้านแต่ไม่มีกิจการด้านระหว่างประเทศ) ตั้งแต่ ค.ศ. 1933 ถึง ค.ศ. 1953 เขาเป็นแพทย์ชาวอังกฤษ เขาเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินใน ค.ศ. 1941
เครือรัฐออสเตรเลีย
[แก้]- โรเบิร์ต เมนซีส์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1939 ถึง วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1941 เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง ระหว่างปี ค.ศ. 1949 และ ค.ศ. 1966
- อาร์เธอร์ แฟดเดน เข้ามาแทนที่เมนซีส์ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งเมื่อรัฐบาลของเขาล่มในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1941 ก่อนหน้านี้ เขาเคยทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมตรีเป็นระยะเวลานาน ในขณะที่เมนซีส์ไม่อยู่ในประเทศ
- จอห์น เคอร์ติน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1941 จนกระทั่งถึงแก่กรรมในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 ในขณะที่กำลังเผชิญหน้าการโจมตีของญี่ปุ่น เขาได้เขียนข้อความในสารปีใหม่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ว่าออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของสหรัฐอเมริกามากกว่าสหราชอาณาจักร เคอร์ตินยังได้สร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับนายพลแมคอาเธอร์ และสั่งการให้กองทัพออสเตรเลียปฏิบัติตามคำสั่งของแมคอาเธอร์ราวกับว่าเป็นคำสั่งของเขาเอง เคอร์ตินมีความเห็นไม่ลงรอยกันหลายครั้งเกี่ยวกับนโยบายการป้องกันประเทศกับวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ
- แฟรงก์ ฟอร์ด ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจากเคอร์ตินได้ถึงแก่กรรม แต่ได้สูญเสียตำแหน่งในวันที่ 21 กรกฎาคม จากการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ เขาเคยทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมตรีในช่วงที่เคอร์ตินไม่อยู่ในประเทศหรือป่วยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1944 และ ค.ศ. 1945
- เบน ชิฟลีย์ ได้เข้ามาแทนที่ฟอร์ด และดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึง ค.ศ. 1949
- โทมัส อัลเบิร์ต เบลมี (จอมพล) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพออสเตรเลียและผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินฝ่ายสัมพันธมิตรในพื้นที่แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงสงคราม ผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินฝ่ายสัมพันธมิตรในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ค.ศ. 1942-45 เขากลายเป็นชาวออสเตรเลียคนแรกและเพียงคนเดียวที่ได้รับเลื่อนยศจอมพลในช่วงภายหลังสงคราม ในปี ค.ศ. 1945 เขาได้ลงนามเอกสารการยอมจำนนของญี่ปุ่นในนามของออสเตรเลีย
- เออร์เนสต์ สไควรส์ (พลโท) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ 14 ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1940
- จอห์น นอร์ธคอตต์ (พลโท) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ 15 และ 18 ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1940 และ ค.ศ. 1942 ถึง ค.ศ. 1945
- เซอร์ บรูเดเนล ไวท์ (พลเอก) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ 9 และ 16 ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ถึง ค.ศ. 1923 และ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1940 (เสียชีวิตในช่วงเหตุการณ์เครื่องบินตกที่แคนเบอร์รา ค.ศ. 1940)
- เวอร์นอน สเตอร์ดี้ (พลโท) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ คนที่ 17 ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1942
- เซอร์ แรกนาร์ โคลวิน (พลเรือเอก) เป็นสมาชิกกองทัพเรือลำดับที่ 8 ของคณะกรรมการกองทัพเรือเครือจักรภพออสเตรเลีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1937 ถึง ค.ศ. 1941
- เซอร์ กาย รอยล์ (พลเรือเอก) เป็นสมาชิกกองทัพเรือลำดับที่ 9 ของคณะกรรมการกองทัพเรือเครือจักรภพออสเตรเลีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1945
- เซอร์ หลุยส์ แฮมิลตัน (พลเรือเอก) เป็นสมาชิกกองทัพเรือลำดับที่ 10 ของคณะกรรมการกองทัพเรือเครือจักรภพออสเตรเลีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1945
แคนาดา
[แก้]- วิลเลียม ไลอัน แมกเคนซี คิง เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งแคนาดาในช่วงสงคราม ภายหลังจากช่วยรักษาอำนาจการปกครองตนเองด้านนิติบัญญัติเกือยทั้งหมดให้แก่ประเทศในเครือจักรภพ แคนาดาก็มีอิสระที่จะเข้าร่วมสงครามได้ด้วยตนเอง แม้ในตอนแรกจะให้การสนับสนุนต่อนโยบายจำยอมสละแก่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่คิงต้องขอความเห็นจากรัฐสภาแคนาดาก่อนที่จะให้คำแนะนำแก่พระเจ้าจอร์จที่ 6 ในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งแคนาดา เพื่อประกาศสงครามต่อเยอรมนีภายหลังจากการรุกรานโปแลนด์
- แฮร์รี่ ครีลาร์ เป็นพลเอกและผู้บัญชาการทหารแห่งกองทัพแคนาดาโดยพฤตินัยในช่วงสงคราม คลีลาร์ได้นำกองทัพแคนาดาในช่วงการบุกครองนอร์ม็องดี เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและมีความเฉียบแหลมทางการเมือง
- กาย ซิมมอนด์ส เป็นเจ้าหน้าที่นายทหารที่บังคับบัญชาการต่อกองทัพน้อยแคนาดาที่ 2 เขาได้ทำหน้าที่รักษาการณ์ตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพแคนาดาที่ 1 นำกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรไปสู่ชัยชนะในยุทธการที่แม่น้ำสเกลต์ หลังสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการทหารบก เขาเป็นนายทหารที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพแคนาดาที่ได้รับเลื่อนยศเป็นพลเอก
- อีแอลเอ็ม เบิร์นส และชาร์ลส์ โฟล์คส์ ได้บังคับบัญชาการต่อกองทัพน้อยแคนาดาที่ 1 อย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามบนแนวรบด้านตะวันตก
- แอนดรูว์ แมคนอตัน เดิมทีเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารที่เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศแคนาดาในช่วงต้นสงคราม แต่ถูกเรียกตัวกลับแคนาดาเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรงกลาโหม เขามักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์การตีโฉบฉวยเดียปและหนึ่งในผู้ประดิษฐ์เรดาร์
นิวซีแลนด์
[แก้]- ไมเคิล โจเซฟ ซาเวจ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งนิวซีแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1935 จนกระทั่งได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1940 รัฐบาลของเขาได้เข้าร่วมกับบริเตนในการประกาศสงครามต่อเยอรมนีใน ค.ศ. 1939
- ปีเตอร์ เฟรเซอร์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรี(27 มีนาคม ถึง 13 ธันวาคม ค.ศ. 1949) ภายหลังการถึงแก่กรรมของไมเคิล ซาเวจ เขาได้นำประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเขาได้ระดมเสบียงและอาสาสมัครจากนิวซีแลนด์เพื่อสนับสนุนแก่อังกฤษ ในขณะเดียวกันก็ได้กระตุ้นเศรษฐกิจและรักษาขวัญกำลงใจภายในประเทศ เขาได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรียามสงคราม ซึ่งประกอบไปด้วยอดีตคู่แข่งทางการเมืองหลายคน
- เบอร์นาร์ด เฟรย์เบิร์ก บารอนเฟรย์เบิร์กที่ 1 (พลโท) ทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเขาได้รับเหรียญกล้าหาญวิกตอเรียครอสส์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดีเด่น 3 เหรียญ เขาได้นำกองกำลังรบนอกประเทศนิวซีแลนด์ในยุทธการที่เกาะครีต การทัพแอฟริกาเหนือ และการทัพอิตาลี
- ยาน สมุตซ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหภาพแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1948 เขาเคยทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรียามสงครามจักรวรรดิในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และดำรงตำแหน่งอีกครั้งในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแอฟริกาที่สนับสนุนสงคราม และได้กลายเป็นจอมพลคนแรกของแอฟริกาใต้ใน ค.ศ. 1941 ภายหลังสงคราม เขาได้เป็นตัวแทนของแอฟริกาใต้ในการร่างกฎบัตรสหประชาชาติ
- จอร์จ บริงค์ เป็นพลโทในกองทัพแอฟริกาใต้ ที่บังคับบัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 ในช่วงสงคราม บริงค์ได้นำกองพลทหารราบที่ 1 ในช่วงการทัพแอฟริกาตะวันออกจนประสบความสำเร็จ ภายหลังสงคราม เขาได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปลดประจำการทหาร
- ไอแซค ปิแอร์ เดอ วิลลิเยร์ เป็นพลตรีในกองทัพแอฟริกาใต้ ผู้บังคับบัญชากองพลทหารราบที่ 2 ก่อนสงคราม เดอ วิลลิเยร์ได้ดำรงตำแหน่งเป็นร้อยโทในกรมตำรวจแอฟริกาใต้ และกองพลทหารราบที่ 2 จึงมีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการด้านความมั่นคงภายในในช่วงต้นสงคราม
- มาร์ควิสแห่งลินลิธโกรว์ เป็นอุปราชแห่งอินเดีย ตั้งแต่ 1936 จนถึง 1943 ในช่วงสงคราม เขาได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวอินเดียเกิดความสามัคคี
- มุฮัมมัด อะลี จินนาห์ ต่อมาได้กลายเป็นผู้ก่อตั้งประเทศปากีสถาน เป็นผู้นำทางการเมืองชาวมุสลิมคนสำคัญของสันนิบาตมุสลิมแห่งอินเดีย เมื่อสงครามโลกปะทุขึ้น เขาได้ร้องขอให้ชาวอินเดียทุกคนเข้าร่วมกองทัพอังกฤษในการต่อต้านนาซีเยอรมนี
- อาร์คิบัลด์ แวฟเวล เอิร์ลแวฟเวลที่ 1 ในช่วงเริ่มต้นสงคราม แวฟเวลได้มีหน้าที่รับผิดชอบในกองบัญชาการตะวันออกกลาง กองกำลังอิตาลีในแอฟริกาเหนือมีจำนวนมากกว่าฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม แวฟเวลไม่เพียงแต่สามารถต้านทานการโจมตีของอิตาลีได้เท่านั้น แต่ยังเอาชนะและยึดครองดินแดนอาณานิคมของพวกเขามาได้อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1941 แวฟเวลได้ถูกแทนที่โดยคล้อด ออคินเล็ก และได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอินเดีย เป็นผู้นำกองทัพอังกฤษในอินเดีย ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1942 เขาได้นำกองบัญชาการอเมริกา-อังกฤษ-ดัตซ์-ออสเตรเลีย ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่เพียงระยะสั้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ก่อนที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งเดิม ในปี ค.ศ. 1943 แวฟเวลได้สืบทอดตำแหน่งอุปราชแห่งอินเดียต่อจากลินลิธโกรว์
- คล้อด ออคินเล็ก มีชื่อเล่นว่า "ออก" ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอินเดียในเดือนมกราคม ค.ศ. 1941 ภายหลังจากได้บัญชาการกองทัพฝ่ายสัมพันธฒิตรในช่วงที่นอร์เวย์ถูกยึดครอง ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 1938 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งยศพลตรี เขาเคยเป็นประธานคณะกรรมการซึ่งคำแนะนำดังกล่าวเป็นพื้นฐานของรายงานแชทฟิลด์ในปี ค.ศ. 1939 เกี่ยวกับการปรับปรุง การจัดหาอุปกรณ์ใหม่ และการขยายกองทัพอินเดียของอังกฤษ (ซึ่งเมื่อสงครามยุติลง มีทหารเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวน 2,250,000 นาย จาก 183,000 นาย ใน ค.ศ. 1939) ใน ค.ศ. 1941 เขาได้เข้ามาแทนที่อาร์คิบัลด์ แวฟเวลในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองบัญชาการตะวันออกกลาง แต่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอินเดียอีกครั้งใน ค.ศ. 1943 เมื่อแวฟเวลได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช
- วินายัก ดาโมดาร์ ซาวาร์การ์ ผู้นำมหาสภาฮินดู ได้รวบรวมชาวฮินดูและซิกข์กว่า 100,000 คน เพื่อช่วยเหลือแก่อังกฤษในสงครามโลก
สหภาพโซเวียต
[แก้]


- โจเซฟ สตาลิน เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 เป็นต้นมา เขายังได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการราษฎร(ท่านหัวหน้ารัฐบาล) แห่งสหภาพโซเวียตอีกด้วย ในช่วงยุคสมัยสตาลิน สหภาพโซเวียตได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจคู่กับสหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพแดง สตาลินได้นำกองทัพแดงปลดปล่อยสหภาพโซเวียตจากการยึดครองของนาซี หลังสงคราม สตาลินได้เป็นผู้นำคอมมิวสต์ครองอำนาจในยุโรปตะวันออก ก่อตั้งค่ายตะวันออก และนำไปสู่สงครามเย็น
- คลีเมนต์ โวโรชีลอฟ เป็นผู้นำกองทัพบกโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- เกออร์กี จูคอฟ เป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตที่นำกองทัพแดงปลดปล่อยสหภาพโซเวียตจากการยึดครองของนาซี เขายังได้นำโซเวียตครอบงำยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมด และพิชิตและยึดครองเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี หลังสงคราม จูคอฟได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมนี
- อีวาน อิซาคอฟ เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพเรือโซเวียต รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพเรือสหภาพโซเวียต และดำรงตำแหน้่งยศพลเรือเอก เขาได้มีบทบาทที่สำคัญในการกำหนดทิศทางกองทัพเรือโซเวียต โดยเฉพาะกองเรือทะเลบอลติกและทะเลดำ
- นิโคไล เกราซิโมวิช คุซเนตซอฟ เป็นพลเรือเอกแห่งกองทัพเรือโซเวียต ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสกัดกั้นนาซีไม่ให้เข้ามาในทะเลดำและเทือกเขาคอเคซัส แม้ว่าจะมีคำสั่งห้าม แต่เขาก็ได้สั่งการให้กองทัพเรืออยู่ในภาวะเตรียมความพร้อมสูงสุดหลายชั่วโมงก่อนที่ปฏิบัติการบาบารอสซ่าจะเริ่มต้น ส่งผลทำให้กองทัพเรือเป็นกองทัพเดียวของโซเวียตที่เตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน
- วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939-1949 เขาเป็นผู้รับผิดชอบกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบินทร็อพ ซึ่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียตและเยอรมนีจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 เมื่อฮิตเลอร์ได้โจมตีสหภาพโซเวียต โมโลตอฟได้ดำเนินการเจรจาอย่างเร่งด่วนกับอังกฤษ และต่อมาคือ สหรัฐอเมริกาเพื่อพันธมิตรในยามสงคราม เขาได้รับข้อตกลงจากแฟรงคลิน ดี. โรเซอเวลต์และวินสตัน เชอร์ชิล ในการสร้าง"แนวรบที่สอง" ในยุโรป
- มีฮาอิล คาลีนิน ตลอดช่วงสงคราม เขาได้เป็นประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียตสูงสุดแห่งสหภาพโซเวียต ประมุขรัฐแห่งสหภาพโซเวียตเพียงแค่ในนาม แม้ว่าเขาจะเป็นประมุขรัฐ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่สตาลินเป็นผู้นำสงครามที่ไม่มีใครโต้แย้งและมีอำนาจสูงสุดเหนือสหภาพโซเวียต ผู้อาวุโสแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ คาลีนินเป็นสมาชิกคนสำคัญในวงในของสตาลินจนกระทั่งเสียชีวิต เขาได้ลงนามในคำสั่งอนุมัติการสังหารหมู่กาตึญ
- อีวาน บากราเมียน เป็นผู้บัญชาการแห่งแนวรบบอลติกที่ 1 เขาเป็นผู้วางแผนการรุกที่ผลักดันกองทัพเยอรมันออกไปจากรัฐบอลติก
- วาซีลี ชุยคอฟ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่ 64 และต่อมาก็กองทัพที่ 62 ซึ่งได้คอยป้องกันเมืองสตาลินกราด ในช่วงยุทธการที่สตาลินกราดที่สำคัญอย่างยิ่ง
- เลโอนิด โกโวลอฟ กลายเป็นผู้บัญชาการโซเวียตในเลนินกราดใน ค.ศ. 1942 และบังคับบัญชาการกองกำลังเลนินกราดในปฏิบัติการสปาร์ค ใน ค.ศ. 1944 เขาได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียต
- อีวาน โคเนฟ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่ 19 ในช่วงต้นของการรุกรานของนาซี เขาได้นำกองทัพแดงบนแนวรบด้านตะวันออกและปลดปล่อยยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ เขาได้ให้ความช่วยเหลือในการยึดครองเบอร์ลิน
- คีริลล์ เมเรตสคอฟ บังคับบัญชาแก่กองทัพที่ 7 ในช่วงสงครามฤดูหนาว เขาได้รับผิดชอบจากการบุกทะลวงแนวมันเนอร์เฮม
- เซอร์เก คุดยาคอฟ จอมพลกองทัพอากาศและบังคับบัญชาการแก่กองทัพอากาศที่ 1
- คอนสตันติน โรคอสซอฟสกี เขาได้รับแต่งตั้งเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียต เนื่องจากการวางแผนของเขาในปฏิบัติการบากราตีออน
- บอริส ชาโปชนิคอฟ
- เซมิออน ตีโมเชนโค
- ฟิโอดอร์ ตอลบูคิน
- อะเลคซันดร์ วาซีเลฟสกี เคยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารแห่งกองทัพรัสเซียซึ่งได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1943
- มัทเวย์ ซาคารอฟ
- นีกีตา ครุชชอฟ
สาธารณรัฐจีน
[แก้]

- เจียง ไคเช็ค เป็นจอมทัพแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ และประธานสภาทหารแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองสูงสุดของชาติในสมัยนั้น เขายังได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่พรรคชาตินิยมจีน(ก๊กมินตั๋ง) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 ประธานรัฐบาลแห่งชาติ เขาได้พาประเทศเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบกับญี่ปุ่น หลังเหตุการณ์สะพานมาร์โคโปโล เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ภายหลังจากที่จีนได้เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรใน ค.ศ. 1942 เขาได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพจีน ซึ่งรวมถึงพม่า
- ซ่ง เหม่ย์หลิง เป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งสาธารณรัฐจีน และเป็นภรรยาของเจียง ไคเช็ค ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอได้รวบรวมประชาชนในการต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น เธอได้เข้าศึกษาในสหรัฐอเมริกาและสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เธอมีบทบาทที่สำคัญในการก่อตั้งความร่วมมือระหว่างจีนและอเมริกา และได้ทัวร์บรรยายในสหรัฐเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ
- หลิน เซิน เป็นประธาน(หรือประธานาธิบดี) แห่งรัฐบาลชาตินิยม ได้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐของจีนแต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง หลินเสียชีวิตใน ค.ศ. 1943 หลังจากนั้นเจียง ไคเช็คจึงรับตำแหน่งนี้เอง
- เหอ ยิงฉิน เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารของสภาทหารแห่งชาติ เขายังได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งภูมิภาคทหารที่ 4 และเป็นผู้นำในยุทธการที่หูหนานตะวันตกซึ่งได้รับชัยชนะใน ค.ศ. 1945 เขาได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนและกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพิธีวันที่ 9 กันยายน ณ เมืองหนานจิง เพื่อยอมรับแถลงการณ์การยอมจำนนของญี่ปุ่น
- เฉิน เฉิง เป็นนายพลแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ และเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในสภาทหารแห่งชาติ เขาเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เจียง ไคเช็คไว้วางใจมากที่สุด เขาเป้นผู้นำในยุทธการที่อู่ฮั่น และต่อมาได้เป็นผู้นำในยุทธการที่ฉางซา ยุทธการที่อี้ชาง และยุทธการที่หู่เป่ยตะวันตกในช่วงหลัง ใน ค.ศ. 1943 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศจีนในการทัพพม่า หลังสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการ
- ไป่ ฉงซี - เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของขุนศึกจากกวางสีนามว่า หลี่ ซ่งเริน และรองหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารของสภาทหารแห่งชาติ เขาเป็นนักยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่โน้มนาวให้เจียง ไคเช็คใช้กลยุทธ์ "สงครามเบ็ดเสร็จ" เขายังได้มีส่วนร่วมในการทัพครั้งสำคัญหลายครั้ง รวมทั้งชัยชนะครั้งใหญ่ครั้งแรกในยุทธการที่ไท่เอ๋อจวงและยุทธการที่อู่ฮั่นใน ค.ศ. 1938 เขายังได้เป็นผู้บัญชาการในยุทธการที่ฉางซาครั้งแรกและได้รับชัยชนะอีกครั้งใน ค.ศ. 1939 นอกจากนี้ ไป่ยังได้บัญชาการในยุทธการที่กวางสีตอนใต้ และยุทธการที่ช่องเขาคุนหลุนเพื่อยึดกวางสีตอนใต้กลับคืนมาในภายหลังอีกด้วย
- หลี่ ซ่งเริน อดีตขุนศึกจากกวางสีซึ่งได้จับมือเป็นพันธมิตรกับเจียง ไคเชกในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เขาเป็นผู้บัญชาการในยุทธการที่ซูโจว และมีชื่อเสียงในชัยชนะในยุทธการที่ไท่เอ๋อจวง ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งสำคัญครั้งแรกของจีนในสงคราม และเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอาวุธยุโธปกรณ์ที่ดีกว่ากองทัพอื่น ๆ ของจีนในช่วงสงคราม
- หยาน ซีซาน อดีตขุนศึกจากชานซีซึ่งได้จับมือเป็นพันธมิตรกับเจียง ไคเชกในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ในช่วงแรกของการรุกรานของญี่ปุ่น เขาได้เชิญกองกำลังทหารคอมมิวนิสต์เข้าสู่ชานซีเพื่อต่อสู้รบกับญี่ปุ่นและป้องกันไทหยวนใน ค.ศ. 1937 เขาเป็นสมาชิกของสภาทหารแห่งชาติและผู้บัญชาการแห่งภูมิภาคทหารที่ 2
- เหว่ย หลี่ฮวง เป็นพลเอกแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศจีนใน ค.ศ. 1939 และ ค.ศ. 1944 ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการภาคพื้นดินที่สำคัญเพื่อให้การสนับสนุนแก่การรุกของพลเอกสหรัฐ โจเซฟ ดับเบิลยู สติลเวลล์ในทางตอนเหนือของพม่าและยูนหนานตะวันตก และการก่อสร้างถนนเลโด
- เซฺว เยฺว่ - เป็นพลเอกแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและผู้บัญชาการแห่งภูมิภาคทหารที่เก้า เขาเป็นที่รู้จักในการป้องกันเมืองฉางซาจากการรุกรานของญี่ปุ่นถึงสามครั้งใน ค.ศ. 1939 ค.ศ. 1941 และ ค.ศ. 1942
- แคลร์ ลี เชนโนลต์ เป็นผู้บัญชาการแห่งหน่วยพยัคฆ์บิน แต่เดิมเป็นที่ปรึกษาทางทหารของเจียงไคเช็ค เชนโนลต์ได้รับมอบหมายให้จัดตั้งฝูงบินอเมริกันเพื่อช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐจีน เชนโนลต์ใช้เวลาช่วงฤดูหนาว ปี ค.ศ. 1940-1941 ในกรุงวอชิงตัน เพื่อช่วยเจรจาในการจัดตั้งกลุ่มทหารอาสาสมัครชาวอเมริกัน(AVG) AVG ได้เริ่มต้นเข้าประจำการในกองทัพอากาศจีนใน ค.ศ. 1941 จนกระทั่งได้ถูกยุบใน ค.ศ. 1942
- เหมา เจ๋อตุง เป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้จัดตั้ง"แนวร่วม" กับรัฐบาลชาตินิยมเพื่อต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น กองทัพแดงได้รับการจัดระเบียบใหม่เป็นกองทัพใหม่ที่ 4 และกองทัพลู่ที่แปด ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาการของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ แม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะยังควบคุมกองทัพทั้งหมด ความร่วมมือระหว่างฝ่ายชาตินิยมและฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้เริ่มพังทลายลงใน ค.ศ. 1939 เมื่อกองกำลังทั้งสองได้ปะทะกัน และส่งผลให้สิ้นสุดลง หลังเหตุการณ์กองทัพใหม่ที่สี่ใน ค.ศ. 1941
- จู เต๋อ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพลู่ที่แปด และเป็นผู้นำทหารระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน
- เผิง เต๋อหวย - เป็นผู้บัญชาการทหารในช่วงการรุกร้อยกรมทหาร การรุกของคอมมิวนิสต์ขนาดใหญ่ในช่วงสงคราม
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 (ถึง พ.ศ. 2483)
[แก้]
- อาลแบร์ เลอเบริง ประธานาธิบดีคนสุดท้ายแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ใน ค.ศ. 1940 เขาถูกบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนของฝรั่งเศสต่อเยอรมนี และถูกแทนที่โดยฟิลิป เปแต็ง ในฐานะประมุขแห่งรัฐฝรั่งเศส (ดูที่วิชีฝรั่งเศส) ใน ค.ศ. 1944 เลอเบริงได้ให้การยอมรับความเป็นผู้ของเดอ โกลในรัฐบาลชั่วคราวของฝรั่งเศสที่ได้รับการฟื้นฟู ใน ค.ศ. 1945 เนื่องจากเขาไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และเปแต็งก็ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เลอเบริงจึงคิดว่าเขาสามารถกลับมามีอำนาจอีกครังภายหลังการปลดปล่อย
- เอดัวร์ ดาลาดีเย เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938-1940 เขาเป็นผู้นำประเทศในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ดาลาดีเยได้ลาออก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 หนึ่งวันก่อนที่เยอรมนีจะบุกครองฝรั่งเศส เนื่องจากความล้มเหลวในการช่วยเหลือฟินแลนด์ในการป้องกันในสงครามฤดูหนาว
- ปอล แรโน สืบทอดตำแหน่งต่อจากดาลาดีเยในฐานะนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1940 และนำฝรั่งเศสในช่วงยุทธการที่ฝรั่งเศส แรโนได้รับคำแนะนำจากฟิลิป เปแต็ง รัฐมนตรีแห่งรัฐคนใหม่ให้ทำข้อตกลงสันภาพที่แยกจากกับเยอรมนี แรโนปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นและลาออก
- ฟีลิป เปแต็ง เป็นนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1940
- มอริส กาเมอแล็ง ซึ่งได้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสในช่วงวันสำคัญของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 ก่อนที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารภป้องกันฝรั่งเศสจากเยอรมนีได้
- แม็กซิม เวย์แกนด์ ได้เข้ามาแทนที่กาเมอแล็งในฐานะผู้บัญชาการแห่งกองทัพฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 ในท้ายที่สุด เขาก็ได้ให้การสนับสนุนในการทำข้อตกลงสงบศึกกับเยอรมนี
รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (
ขบวนการฝรั่งเศสเสรี)
[แก้]
- ชาร์ล เดอ โกล เป็นผู้นำขบวนการฝรั่งเศสเสรี และในฐานะผู้นำรัฐบาลผลัดถิ่นของฝรั่งเศสภายหลังจากฝรั่งเศสได้ถูกยึดครอง เขาได้ต่อต้านฝ่ายที่ให้ความร่วมมืออย่างรุนแรง และในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายต่อต้านของฝรั่งเศสเพียงในนาม และนำกองทัพปลดปล่อยฝรั่งเศสตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงสงครามยุติลง
- อ็องรี ฌีโร เป็นคู่แข่งของเดอ โกลและเป็นที่ชื่นชอบของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก เขาได้หลบหนีออกจากเยอรมนีซึ่งเขาได้ถูกคุมขังในฐานะเชลยศึกและร่วมก่อตั้งขบวนการฝรั่งเศสเสรีกับเดอ โกล แต่ไม่นานก็ถูกลดตำแหน่งลงมาเป็นรองผู้บัญชาการแห่งกองกำลังฝรั่งเศสเสรีภายหลังจากการประชุมกาซาบล็องกาใน ค.ศ. 1943 เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพฝรั่งเศในการปลดปล่อย ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึวเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1944
- ฟิลิปเป้ เลอแคร์ เดอ ฮัวเตอร์เลอคัว เป็นผู้นำกองกำลังฝรั่งเศสเสรี และบัญชาการกองกำลังทั้งหมดในแอฟริกาและฝรั่งเศส หลังสงครามยุติลง เขาได้บัญชาการต่อกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง เขาได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกในนามของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945
- เฟลิกซ์ เอบูเอ้ ผู้ว่าการทหารแห่งฝรั่งเศสชาดในช่วงต้นสงคราม มีบทบาทสำคัญในการสร้างสนับสนุนฝรั่งเศสเสรีในแอฟริกาเส้นศูนย์สูตรของฝรั่งเศส เขาได้ดำรงตำแหน่งรักษาการณ์ข้าหลวงใหญ่แก่งแอฟริกาเส้นศูนย์สูตรของฝรั่งเศส
- ฌ็อง เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังฝรั่งเศสที่หนึ่ง ซึ่งได้ยกพลขึ้นยกทางตอนใต้ของฝรั่งเศสพร้อมกำลังพล 260,000 นาย กองทัพของเขามีจำนวนมากกว่า 320,000 นาย เมื่อครั้งที่เขาเข้ามาในเยอรมนีพร้อมกับการผนวกรวมของกองกำลังฝรั่งเศสแห่งกิจการภายใน หรือ เอฟเอฟไอ (French Forces of the Interior-FFI)
- จอร์จ คาทรูซ์ เป็นผู้นำทางทหารคนสำคัญของฝรั่งเศสในซีเรียและเลบานอนก่อนที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลของเดอ โกล
- อันเดร เลมอนเนียร์ เป็นพลเรือเอกชาวฝรั่งเศสที่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพเรือฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1943 และเป็นผู้นำกองทัพเรือฝรั่งเศสในการเข้าร่วมปฏิบัติการดรากูน (เรือรบ 34 ลำ รวมถึงเรือประจัญบาน 1 ลำ และเรือลาดตระเวน 8 ลำ)
ราชอาณาจักรเบลเยียม
[แก้]- เลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งเบลเยี่ยม ตั้งแต่ ค.ศ. 1934 ถึง ค.ศ. 1951 ก่อนสงคราม เลโอโปลด์ทรงได้เตรียมการอย่างมากเพื่อรับการรุกรานประเทศของพระองค์ ภายหลังจากการยอมจำนนของเบลเยียม เลโอโปลด์ยังคงทรงอยู่เพื่อเผชิญหน้ากับผู้รุกราน ในฐานะที่รัฐบาลของพระองค์ทั้งหมดได้หลบหนีไปยังอังกฤษ แต่ถึงแม้พระองค์จะปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเยอรมันผู้ยึดครอง แต่พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะต่อต้านนโยบายของพวกเขาหลายอย่างอย่างแข็ง พระองค์ถูกกักบริเวณในวังในเบลเยียมเกือบตลอดช่วงสงคราม เนื่องจากทรงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลถือว่าเป็นละเมิดรัฐธรรมนูญ พระองค์จึงถูกประกาศว่า "ไม่สามารถปกครองประเทศได้" และปัญหานี้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลังสงคราม
- ฮิวเบิร์ต เพียร์ลอต เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเบลเยี่ยม ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง 1945 เพียร์ลอตได้กลายเป็นผู้นำรัฐบาลในช่วงสงครามลวง จนกระทั่งการรุกรานของเยอรมนี เพียร์ลอตได้หลบหนีไปยังสหราชอาณาจักร และนำรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งเบลเยียม และควบคุมจัดตั้งกองกำลังเบลเยียมเสรี แม้จะมีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม แต่เพียร์ลอตได้ประณามการยอมจำนนของเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียมและระงับการครองราชย์อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1940 โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญเบลเยียม ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์อย่างยาวนานระหว่างฝ่ายกษัตริย์นิยมในเบลเยียมและรัฐบาลพลัดถิ่นในลอนดอน
- ปิแอร์ ริคแมนส์ เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งเบลเบียมคองโก อาณานิคมที่สำคัญของเบลเยียม ตลอดช่วงสงคราม ริคแมนส์ได้ร่วมกับอัลเบิร์ต เดอ ฟลีชอว์เวอร์ รัฐมนตรีแห่งกระทรวงอาณานิคม ริคแมนศ์ได้นำคองโกเข้าสู่สงคราม ท่ามกลางความกังวลว่า อาณานิคมอาจเดินตายรอยเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียมและพยายามวางตัวเป็นกลาง ในช่วงทีริคแมนส์ดำรงตำแหน่ง กองกำลังคองโกถูกส่งไปสนับสนุนกองกำลังอังกฤษในแอฟริกาตะวันออก และคองโกได้มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างมากต่อความพยายามทำสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร
- วิคเตอร์ ฟาน สไตรดอนค์ เดอ เบิร์กเคิล เป็นพลเอกแห่งกองทัพเบลเยียม ซึ่งบัญชาการต่อเขตทางทหารที่ 1 ในช่วงบุกครองเบลเยียม ภายหลังการยอมจำนนของเบลเยียมใน ค.ศ. 1940 เขาได้กลายเป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังเบนเยียมในอังกฤษ และควบคุมการจัดตั้งกองกำลังเสรีเบลเยียม ภายหลังการปลดปล่อยเบลเยียม เขาได้กลายเป็นหัวหน้าภารกิจทางทหารของเบลเยียมแห่งกองบัญชาการสูงสุดกำลังรบนอกประเทศสัมพันธมิตร
สาธารณรัฐแห่งสหรัฐบราซิล
[แก้]
- เฌตูลียู วาร์กัส เป็นประธานาธิบดีแห่งบราซิลเป็นเวลาสองสมั ครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1930 ถึง ค.ศ. 1945 ระหว่างปี ค.ศ. 1937 และค.ศ. 1945 เขาได้ปกครองประเทศในฐานะเผด็จการภายใต้ระบอบเอสตาโดโนโว แม้ว่าบราซิลจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับนาซีเยอรมนี แต่วาร์กัสก็ได้เข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร หลังจากที่เรือสินค้าของบราซิลถูกเรืออูของเยอรมันจมลง และประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนีและฟาสซิสต์อิตาลีในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1942 วาร์กัสได้ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการทหาร(กองกำลังรบนอกประเทศบราซิล) แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร
- ฌูเวา บาชิสตา มัสกาเรญัส จี โมไรส์ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศบราซิล เขาได้เดินทางมาถึงอิตาลีพร้อมกับกองกำลังทหารชาวบราซิลชุดแรกใน ค.ศ. 1944 และบัญชาการต่อกองทัพบราซิลจนกระทั่งการยอมจำนนของกองกำลังฝ่ายอักษะในอิตาลี หลังสงครามยุติลง เขาได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพล
- ยูคลิดส์ เซโนบิโอ ดา คอสตา เป็นผู้บัญชาการกองทหารชาวบราซิลชุดแรกที่เดินทางไปถึงอิตาลี กองรบพิเศษทหารราบที่ 6
ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
[แก้]- คริสเตียนที่ 10 แห่งเดนมาร์ก พระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 ถึง 1947
- ธอร์วัลด์ สเตาเนง นายกรัฐมนตรีแห่งเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี 1929 จนกระทั่งเขาได้ถึงแก่อสัญกรรม ในปี ค.ศ. 1942
- วิลเฮล์ม บูห์ล นายกรัฐมนตรีแห่งเดนมาร์ก ในปี ค.ศ. 1942 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้สั่งปลดเขาออกจากตำแหน่งด้วยตนเองในปี ค.ศ. 1942
- อีริค สคาเวเนียส นายกรัฐมนตรีแห่งเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1942-1943 รัฐบาลเดนมาร์กได้ถูกยุบใน ค.ศ. 1943 และถูกแทนที่ด้วยการปกครองทางทหารของเยอรมันทั้งหมดในเดนมาร์ก
- วิลเลียม เวน ไพรเออร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเดนมาร์ก ก่อนปี ค.ศ. 1941
- เอ็บเบ้ เกิร์ตซ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเดนมาร์ก หลังปี ค.ศ. 1941
ราชอาณาจักรกรีซ
[แก้]- เยออร์ยีโอสที่ 2 แห่งกรีซ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรีซ ตั้งแต่ ค.ศ. 1922 ถึง ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ ค.ศ. 1935 จนกระทั่งทรงสวรรคตในปี ค.ศ. 1947 พระเจ้าเยออร์ยีโอสทรงสนับสนุนต่ออังกฤษ และจุดยืนนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อนโยบายของประเทศ เมื่อเยอรมนีบุกครองกรีซ พระมหากษัตริย์และรัฐบาลได้ลี้ภัยจากแผ่นดินใหญ่ของกรีซไปยังเกาะครีต แต่ภายหลังจากยุทธการที่เกาะครีต พระองค์ทรงอพยพไปยังอียิปต์และเกาะอังกฤษ ในช่วงสงคราม พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพลัดถิ่นและกองทัพกรีกที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง
- เอียนนิส เมทาซัส เป็นผู้นำเผด็จการ และตั้งแต่ ค.ศ. 1936 จนกระทั่งได้เสียชีวิตใน ค.ศ. 1941 แม้ว่าจะมีแนวโน้มกึ่งฟาสซิสต์และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับนาซีเยอรมนี แต่เขาก็ดำเนินนโยบายวางตัวเป็นกลางที่สนับสนุนแก่อังกฤษ ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1940 เขาได้ปฏิเสธการยื่นคำขาดของอิตาลี และสั่งให้กองทัพกรีกต่อต้านการรุกรานของอิตาลี
- เอ็มมานูเอล ซูเดโรส เป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของกรีซในช่วงการบุกครองของเยอรมนี นอกจากนี้ เขายังเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและดำรงตำแหน่งที่ยาวนานที่สุดของรัฐบาลพลัดถิ่นกรีซ ซึ่งเป็นตัวแทนกองกำลังเสรีกรีก ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการต่อต้านของกรีกในช่วงที่ฝ่ายอักษะเข้ายึดครองกรีซ
- จอร์จ ปาปันเดรู เป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของรัฐบาลพลัดถิ่นกรีซ เขายังได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งกรีซคนแรก ภายหลังการปลดปล่อยจากฝ่ายอักษะ ในช่วงระหว่างการฟื้นฟูรัฐบาลเสรีพลัดถิ่น
- อเล็กซานเดอร์ ปาปาโกส เป็นพลเอกชาวกรีกที่นำกองทัพกรีกในสงครามกรีก-อิตาลี และยุทธการที่กรีซ ในฐานะผู้นำแห่งกองทัพบก ตั้งแต่ ค.ศ. 1935 เขาได้มีบทบาทที่สำคัญในความพยายามในการปรับโครงสร้างและสร้างความทันสมัยให้กับกองทัพ เมื่อมีการประกาศสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนำกองทัพกรีกเข้าโจมตีอิตาลีตามแนวชายแดนแอลเบเนีย และต่อมาก็ต้านทานกองทัพเยอรมันที่เข้ามารุกราน เมื่อรัฐบาลกรีกได้ลี้ภัยไปยังเกาะครีต ปาปาโกสยังคงอยู่เบื้องหลัง และอยู่กับเหล่านายพลคนอื่น ๆ ในช่วงหลายปีที่ถูกยึดครอง เขาได้จัดตั้งองค์กรฝ่ายต่อต้าน แต่ถูกจับกุมโดยอำนาจฝ่ายยึดครองและถูกส่งไปยังค่ายกักกันในเยอรมนี ค.ศ. 1945 ภายหลังจากชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร เขาได้รับการปลดปล่อย ถูกส่งตัวกลับประเทศ และกลับเข้าร่วมกองทัพอีกครั้ง
- จอร์จ เซียนโตส เป็นผู้นำหลักของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ(EAM) ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายต่อต้านที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
- นโปเลียน เซอร์วาส เป็นผู้นำของสันนิบาตรีพับลิกันแห่งชาติกรีก(EDES) ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายต่อต้านที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่สองของประเทศ
- แอริส เวลูชิโอติส เป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าของกองทัพปลดปล่อยประชาชนชาวกรีก(ELAS) กองกำลังกองโจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เคียงข้างกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติที่เป็นฝ่ายซ้าย
- อาร์ชบิชอป ดามัสคิโนส ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกรีซ ในช่วงการยึดครองของเยอรมนีได้สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1944 และเยออร์ยีโอสที่ 2 แห่งกรีซ ได้เสด็จกลับกรีซใน ค.ศ. 1946
เม็กซิโก
[แก้]
- มานูเอล อาวิลา คามาโช เป็นพลจัตวาและประธานาธิบดีแห่งเม็กซิโก ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1946 อาวิลาได้ประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะใน ค.ศ. 1942 ภายหลังเรือสองลำของเม็กซิโกถูกทำลายโดยเรือดำน้ำของเยอรมัน อาวิลา คามาโชได้ให้ความร่วมมือในสงคราม โดยจัดหาทหาร 15,000 นายและคนงาน 300,000 คน ให้แก่สหรัฐภายใต้โครงการบราเซโร
- อันโตนิโอ คาร์เดนัส โรดริเกซ เป็นพันเอกและผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศเม็กซิกัน(Fuerza Aérea Expedicionaria Mexicana (FAEM)) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1945 เขาพร้อมด้วยกำลังพล 300 นายจาก FAEM ได้เดินทางถึงกรุมมะนิลา เกาะลูชอน เกาะหลักฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม และประจำการที่สนามบินคลาร์กภายใต้กองทัพอากาศที่ 5 แห่งกองทัพอากาศทหารบกสหรัฐ(USAAF) ภายใต้บังคับบัญชาของพลเอกดักลาส แมคอาเธอร์ เขาเป็นตัวแทนของเม็กซิโกในการลงนามเอกสารยอมจำนนของญี่ปุ่นบนเรือยูเอ็สเอ็ส มิสซูรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน
- ราดาเมส กาซิโอลา อันดราเด เป็นกัปตันและผู้บัญชาการแห่งทีมที่ 201 (Escuadrón 201) ของ FAEM ภายใต้กลุ่มที่ 58 ของกองทัพอากาศที่ 5 แห่ง USAAF เขาได้สั่งการปฏิบัติการทางอากาศของเม็กซิโกบนเกาะลูชอนและบินตรวจการณ์บนเกาะฟอร์โมซา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 26 สิงหาคม ค.ศ. 1945 โดยรวมแล้ว FAEM ได้ออกปฏิบัติการรบทั้งหมด 59 ครั้ง
สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2 (ถึง ค.ศ. 1938)
[แก้]- อิกนาซี มอชชีสกี เป็นประธานาธิบดีแห่งโปแลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1926 ถึง ค.ศ. 1939 ภายหลังการบุกครองโปแลนด์ เขาถูกบังคับให้ลาออกและลี้ภัยไปยังสวิตเซอร์แลนด์
- เฟลิชจาน สลาวอจ สกวาดคอฟสกี้ เป็นแพทย์ พลเอก และนักการเมืองชาวโปแลนด์ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง 1939 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของโปแลนด์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังการบุกครองโปแลนด์ของเยอรมนี เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เขาได้หลบหนีไปยังโณมาเนียและถูกกักตัวไว้ที่นั่น ภายหลังจากการยึดครองโรมาเนียของเยอรมนีใน ค.ศ. 1940 เขาได้เดินทางไปยังตุรกีและปาเลสไตน์ ในปี ค.ศ. 1947 เขาได้เดินทางไปยังลอนดอน และเสียชีวิตใน ค.ศ. 1962
- เอ็ดเวิร์ด ริดซ์-ชมิกลี เป็นจอมพลแห่งโปแลนด์และผู้บัญชาการแห่งกองทัพโปแลนด์ในช่วงการบุกครองโปแลนด์ ภายหลังการบุกครอง ชมิกลี-ริดช์ ได้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความปราชัยทางทหารของโปแลนด์ ต่อมาเขาได้ลาออกและเข้าร่วมขบวนการต่อต้านในฐานะทหารใต้ดิน
- เฮนริก ซูชาร์สกี้ เป็นพันตรีในกองทัพโปแลนด์ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ปะทุขึ้น เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งเวสเทอร์แพลท กองกำลังทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขาได้ป้องกันเวสเทอร์แพลทเป็นเวลาเจ็ดวันท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ซูชาร์สกี้ได้รอดชีวิตจากสงครามและได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอกภายหลังการเสียชีวิต แม้ว่าจะพยายามปรับปรุงการป้องกัน แต่ต่อมาเขาก็ได้พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนนายทหารให้ยอมจำนน และเกิดอาการป่วยทางจิตจนต้องรองผู้ช่วยของเขามารับหน้าที่บังคับบัญชาแทน
รัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์ (รัฐลับโปแลนด์)
[แก้]- ววาดึสวัฟ รัตช์กีแยวิตช์ เป็นประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1947 เมื่อนาซีได้บุกครองโปลแลนด์ รัตช์กีแยวิตช์ได้ลีภัยไปยังลอนดอนที่เขาได้ก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
- ววาดือสวัฟ ชีคอร์สกี เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์และผู้บัญชาการแห่งกองกำลังโปแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันในเวทีการฑูต เขาได้สนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างโปแลนด์และสหภาพโซเวียตซึ่งถูกตัดขาดหลังสหภาพโซเวียตได้เป็นพันธมิตรกับเยอรมนี ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1943 ซีคอร์สกีได้เสียชีวิตลง เมื่อเครื่องบินของเขาได้ตกลงในทะเลเพียง 16 วินาที หลังจากขึ้นบินจากยิบรอลตาร์
- สตานิสลาฟ มิโคไลจ์จิค สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากชีคอร์สกี ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึง ค.ศ. 1944
- โทมัส อาร์ชิสเซฟสกี้ สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากมิโคไลจ์จิค ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1947
- คาซิเมียร์ซ ซอสนคอฟสกี้ สืบทอดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพโปแลนด์ต่อจากชีคอร์สกี ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึง ค.ศ. 1944
- ววาดึสวัฟ แอนเดอร์ เป็นพลเอกชาวโปแลนด์และผู้บัญชาการแห่งกองทัพน้อยที่สองในช่วงสงคราม เมื่อเยอรมนีได้บุกครองโปแลนด์ แอนเดอร์ได้หนีไปยังทางตะวันออกและถูกจับกุมโดยกองทัพแดง ภายหลังนาซีบุกครองสหภาพโซเวียต เขาได้รับการปล่อยตัว และถูกสั่งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังโปแลนด์ในตะวันออก จนถึงปี ค.ศ. 1942
- ทาเดอุสซ์ บอร์-โคโมรอฟสกี้ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพบ้านเกิดในช่วงการก่อการกำเริบวอร์ซอ
- สตานิสลาฟ มัคเซค เป็นผู้บัญชาการชาวโปแลนด์ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ในการรบ และเคยต่อสู้ในฐานะผู้บัญชาการในช่วงสงครามโปแลนด์-โซเวียต การบุกครองโปแลนด์ใน ค.ศ. 1939 และตั้งแต่หลังการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดีครั้งแรกจนถึงสงครามยุติลงในฐานะผู้บัญชาการแห่งกองพลยานเกราะที่หนึ่ง (โปแลนด์)(เนินเขา 262, เบรดา, วิลเฮ็ลมส์ฮาเฟิน)
- สตานิสลาฟ โซซาบอว์สกี้ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองพลน้อยโดดร่มชูชีพอิสระที่ 1 ของโปแลนด์ ซึ่งต่อสู้รบด้วยความโดดเด่นที่อาร์เนม
- แมเรียน คูเคียล ผู้บัญชาการแห่งกองทัพน้อยโปแลนด์ที่ 1 ตั้งแต่การก่อตั้งใน ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1942 เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามในรัฐบาลพลัดถิ่น ตั้งแต่ ค.ศ 1943 ถึง ค.ศ. 1944
- ยาน ซุมบัค เป็นผู้นำฝูงบินแห่งฝูงบินเครื่องบินขับไล่โปแลนด์ หมายเลข 303 ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 ถึง ค.ศ. 1943 ซุมบัคไม่เคยเข้าร่วมรบในช่วงการบุกครองโปแลนด์แต่กลับเข้าร่วมในยุทธเวหาที่บริเตน ซุมบัคได้รับรางวัลกางเขนแห่งความกล้าหาญ(Cross of Valor) จากการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงคราม
สาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย
[แก้]- คอร์ลูจีน ชอยบาลซาน เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งมองโกลเลียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และยังเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพมองโกลเลียอีกด้วย กองกำลังภายใต้บังคับบัญชาของเขาได้ป้องกันฮาลฮิน กอลจากญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1939 และปลดปล่อยมองโกเลียในในปี ค.ศ. 1945
ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย
[แก้]
- ปีเตอร์ที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์แห่งยูโกสลาเวียองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1934 ถึง ค.ศ. 1945 ในฐานะฝ่ายปรปักษ์ของนาซีเยอรมนี เขาได้เข้าร่วมในการก่อรัฐประหารที่อังกฤษให้การสนับสนุนเพื่อต่อต้านเจ้าชายพอล ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปีเตอร์ถูกบังคับให้ออกจากประเทศหลังการบุกครองของฝ่ายอักษะ ใน ค.ศ. 1944 เขาได้ลงนามในสนธิสัญญาวิส ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะแบ่งปันอำนาจกับยอซีป บรอซ ตีโต แต่หลังสงคราม ปีเตอร์ทรงถูกปลดออกจากราชบังลังก์ในการลงประชามติที่ถูกจัดขึ้นโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์
- ดราฌา มิฮาอิลอวิช เป็นผู้นำของเชทนิกส์ ขบวนการต่อต้านของฝ่ายกษัตริย์นิยม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพลัดถิ่นจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 เมื่อรัฐบาลได้เปลี่ยนการสนับสนุนไปยังกลุ่มพลพรรคของยอซีป บรอซ ตีโต ภายใต้แรงกดดันจากอังกฤษ มิฮาอิลอวิชได้รับเหรียญเกียรติยศสงครามสูดสุดจากฝรั่งเศสและสหรัฐ(Legion of Merit) หลังสงคราม เขาได้ถูกประหารชีวิตโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ของตีโต ใน ค.ศ. 1945 ในข้อหากบฏ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ใน ค.ศ. 2015 เขาได้รับการล้างมลทินโดยศาลสูงสุดแห่งเซอร์เบีย
- ยอซีป บรอซ ตีโต เป็นผู้นำของขบวนการต่อต้านพลพรรคยูโกสลาเวีย ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ตีโตมีแนวคิดทางการเมืองแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่กลับสามารถรวบรวมการสนับสนุนทั่วประเทศเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ และโน้มน้าวให้รัฐบาลฝ่ายสัมพันธมิตรให้เชื่อว่ามีเพียงกองกำลังของเขาเท่านั้นที่สามารถต่อต้านฝ่ายอักษะในยูโกสลาเวียได้อย่างน่าเชื่อถือ เมื่อสงครามได้ยุติลง ยูโกสลาเวียที่ถูกยึดครองได้ดึงดูดความสนใจจากกองพลเยอรมันไม่น้อยกว่า 20 กองพล ทำให้เกิดปฏิบัติการสำคัญหลายครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1942-1944 ซึ่งไร้ผล ในที่สุด ด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังโซเวียตที่กำลังรุกคืบ พลพรรคจึงสามารถปลดปล่อยยูโกสลาเวียได้สำเร็จ โดยมีจำนวนทหารถึง 800,000 นาย ในช่วงสุดท้ายของปฏิบัติการ
- ดูซาน ซิโมวิช เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพหลวงยูโกสลาเวียและนายกรัฐมนตรี
- สโลโบแดน โจวาโนวิก เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นยูโกสลาเวียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1942 ถึง วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1943
- อีวาน ชูบาชิช เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นยูโกสลาเวีย เมื่อสนธิสัญญาวิส(ข้อตกลงตีโต-ซูบาชิช) ได้ถูกลงนาม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1944
สาธารณรัฐเชโกสโลวาเกียเสรี
[แก้]- แอ็ดวาร์ต แบแน็ช เป็นประธานาธิบดีแห่งเชโกสโลวาเกียและต่อมาได้เป็นผู้นำของรัฐบาลพลัดถิ่นเชโกสโลวาเกีย
- แกลแม็นต์ โกตวัลต์ เป็นผู้นำฝ่ายต่อต้านของคอมมิวนิสต์ชาวเชโกสโลวัก
- ลุดวิก สโวโบดา นำหน่วยรบทหารชาวเชโกสโลวักบนแนวรบด้านตะวันออกสู้รบกับเยอรมนี
- คาเรล คลาปาเลก นำหน่วยรบทหารชาวเชโกสโลวักในการป้องกันทูรัค และบนแนวรบด้านตะวันออก(ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1945)
- อาโลอิส ลิสก้า นำหน่วยรบทหารชาวเชโกสโลวักบนแนวรบด้านตะวันตกใน ค.ศ. 1944-1945
- คาเรล จานูเซก นำกองทัพอากาศแห่งเชโกสโลวักในยุทธเวหาที่บริเตน
- คาเรล คุตลวาเซอร์ เป็นผู้นำทางทหารในช่วงการก่อการกำเริบปราก
แอลเบเนียเสรี
[แก้]- แอนแวร์ ฮอจา เป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งแอลเบเนีย ซึ่งนำโดยขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติชาวแอลเบเนีย เพื่อต่อสู้ในแอลเบเนียภายใต้การปกครองของอิตาลีและเยอรมนี
ราชรัฐลักเซมเบิร์ก
[แก้]- แกรนด์ดัชเชสชาร์ล็อต ประมุขรัฐแห่งลักเซมเบิร์ก
- ปิแอร์ ดูปอง เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งลักเซมเบิร์ก และต่อมาก็ได้นำรัฐบาลพลัดถิ่นภายหลังจากประเทศได้ถูกยึดครอง
- เอมิล สเปลเลอร์ เป็นผู้บัญชาการทหารระดับยศพันตรีแห่งกองกำลังทหารลักเซมเบิร์ก ในช่วงการบุกครองลักเซมเบิร์ก เขาได้ถูกจับเข้าคุกในช่วงเวลาสั้น ๆ
- กีโยม คอนส์บรุค เป็นกัปตันที่หลบหนีออกจากลักเซมเบิร์กภายหลังจากการบุกครอง และทำหน้าที่เป็นนายทหารคนสนิทของแกรนด์ดัชเชสชาร์ล็อคในช่วงระหว่างการลี้ภัย เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรีและกลับมายังลักเซมเบิร์กใน ค.ศ. 1944 และช่วยเหลือในการจัดตั้งกองทัพใหม่ให้กับประเทศ
ราชอาณาจักรนอร์เวย์
[แก้]- โฮกุนที่ 7 แห่งนอร์เวย์ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งนอร์เวย์และทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 จนกระทั่งทรงสวรรคตใน ค.ศ. 1957 ภายหลังจากเยอรมันบุกครองนอร์เวย์ใน ค.ศ. 1957 โฮกุนทรงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของผู้โจมตี และเสด็จลี้ภันไปยังลอนดอน ซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสงครามได้ยุติลง
- โยฮัน ไนการ์ดสโวลด์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งนอร์เวย์ในช่วงสงคราม รัฐบาลของเขาได้ตกลงกับพระมหากษัตริย์ที่จะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของเยอรมัน และลี้ภัยไปยังลอนดอน ไนการ์ดสโวลด์ได้ลาออกไม่นานหลังสงคราม
- อ็อตโต้ รูเก้ เป็นหัวหน้าของการป้องกันนอร์เวย์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 โดยเป็นผู้นำกองกำลังนอร์เวย์ในการทัพนอร์เวย์ ภายหลังจากเยอรมันบุกครองนอร์เวย์ รูเกได้ถูกจับกุมและถูกส่งตัวไปยังเยอรมนี เขาได้กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งไม่นานภายหลังสงคราม
- มกุฎราชกุมารโอลาฟ เป็นหัวหน้าของการป้องกัน นำกองทัพนอร์เวย์พลัดถิ่น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ค.ศ. 1944
- คาร์ล กุสตาฟ เฟลสเชอร์ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองพลนอร์เวย์ที่ 6 ในช่วงการทัพนอร์เวย์ เขาเป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในการเข้ายึดครองนาร์วิกกลับคืน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 และต่อมาได้ลี้ภัยไปยังสหราชอาณาจักร ที่เข้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพนอร์เวยในพลัดถิ่น เขาเป็นผู้บัญชาการคนแรกที่ได้รับชัยชนะครั้งสำคัญต่อเยอรมัน
ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
[แก้]
- วิลเฮลมินาแห่งเนเธอร์แลนด์ เป็นสมเด็จพระราชชินีนาถผู้ปกครองแห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงนำรัฐบาลพลัดถิ่นของเนเธอร์แลนด์ ภายหลังจากได้ลี้ภัยไปยังอังกฤษ
- เจ้าชายแบร์นฮาร์ทแห่งลิพเพอ-บีสเทอร์เฟ็ลท์ เป็นพระราชบุตรเขยของสมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินา และผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1945 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการปีกจากกองบินหลวง ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1944
- ดีร์ก ยัน เดอ เคร์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1940 เมื่อนาซีเยอรมนีบุกครองเนเธอร์แลนด์ เขาได้ลี้ภัยไปยังลอนดอน เนื่องจากเขาต้องการที่จะสร้างสันติภาพกับนาซีเยอรมนี เขาจึงถูกบังคับให้ลาออก
- ปีเตอร์ สโจเอิร์ดส์ เกอร์บรันดี เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1945 ภายหลังจากฝรั่งเศสถูกยึดครอง และการลาออกของดีร์ก ยัน เดอ เคร์ เกอร์บรันดีได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินาในลอนดอน ภายหลังจากการปลดปล่อย เขาได้เดินทางกลับมาจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่สุดท้ายก็ลาออก
- เฮนรี วิงเคิลแมน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเนเธอร์แลนด์ในช่วงยุทธการที่เนเธอร์แลนด์ วิงเคิลแมนเป็นผู้รับผิดชอบในการปกป้องเนเธอร์แลนด์จากการบุกครองของนาซี เขาถูกจับกุมและกักขังไว้ตลอดช่วงที่เหลือของสงคราม
- อลิดิอุส จาร์ดา ฟาน สตาร์เคนบอร์ก สตาชูเวอร์ เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งดัตซ์อินเดียตะวันออก ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1942 เมื่ออาณานิคมได้ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่น
- คอนราด เฮลฟริช เป็นพลเรือโทแห่งราชนาวีเนเธอร์แลนด์ในช่วงการทัพดัตซ์อินเดียตะวันออก เมื่อสงครามแปซิฟิกได้ปะทุขึ้น เฮลฟริชได้เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยนาวิกโยธินของเนเธอร์แลนด์ทั้งหมดในหมู่เกาะดัตซ์อินเดียตะวันออก เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 เขาได้ลงนามในตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่นบนเรือรบประจัญบานยูเอ็สเอ็สมิสซูรีในนามของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์
จักรวรรดิเอธิโอเปีย
[แก้]
- ฮัยเลอ ซึลลาเซที่ 1 เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเอธิโอเปีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1930 ถึง ค.ศ. 1974 ช่วงก่อนสงคราม อิตาลีบุกครองเอธิโอเปีย
- มาคอนเนน เอนเดลคาชิว นายกรัฐมนตรีแห่งเอธิโอเปีย
- อิมรู ไฮเล เซลาสซี
- กัสซา ไฮเล ดาร์เก
- ออร์ด วิงเกต เป็นเจ้าหน้าที่นายทหารกองทัพอังกฤษ และผู้บัญชาการแห่งกองกำลังกีเดียนในช่วงการทัพแอฟริกาตะวันออก ภายใต้บัญชาการของวิงเกต กองกำลังกิเดียนได้ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลืออังกฤษในการเอาชนะกองกำลังฟาสซิสต์อิตาลีและปลดปล่อยเอธิโอเปีย
ราชอาณาจักรอียิปต์
[แก้]- พระเจ้าฟารูกที่ 1 แห่งอียิปต์ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอียิปต์
- อาหมัด มาเฮอร์ ปาชา เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอียิปต์ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ถึง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945
รัฐจักรวรรดิแห่งอิหร่าน
[แก้]
- พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิอิหร่าน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจภายหลังจากการสละราชบังลังก์ของพระราชบิดา พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี เนื่องจากถูกบังคับสละราชบังลังก์ให้แก่พระราชโอรสภายหลังการบุกครองอิหร่านของอังกฤษ-โซเวียต
- โมฮัมหมัด-อาลี โฟรูฟี เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอิหร่านในช่วงการสละราชบังลังก์ของพระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี เขาได้ดำรงตำแหน่งต่อไปและช่วยเหลือแก่พระเจ้าชาห์องค์ใหม่ เขาเกษียณจากการเมืองเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1942
- แอลี โซเฮย์ลี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอิหร่านและนายกรัฐมนตรีแห่งอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ถึง 9 สิงหาคม ค.ศ. 1942 และอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 จนกระทั่งลาอกในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1944
- อาหมัด กาวัม เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1942 ถึง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 เขาได้ยุติการก่อกบฎของสหภาพโซเวียตในจังหวัดอาเซอร์ไบจานที่ถูกยึดครอง เขาสั่งให้คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติเจรจาประเด็นต่าง ๆ ที่ค้างคาอยู่ต่อหน้าคณะรัฐมนตรีแห่งสหประชาชาติโดยตรงกับคณะผู้แทนโซเวียต จากนั้นเขาได้เดินทางไปยังมอสโกเพื่อหารือประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้กับสตาลินเป็นการส่วนตัว
- อาลี ราซมารา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพอิหร่าน
สาธารณรัฐไลบีเรีย
[แก้]- เอดวิน บาร์คลีย์ เป็นประธานาธิบดีแห่งไลบีเรีย ระหว่างปี 1930-1944
- วิลเลียม ทุบแมน เป็นประธานาธิบดีแห่งไลบีเรีย ระหว่างปี 1944-1971
รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี
[แก้]
- คิม กู เป็นประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างปี 1940-1947
- รยู ดง-ยอล เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการของกองทัพปลดปล่อยเกาหลี
- ชี ชอง-ชอน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพปลดปล่อยเกาหลี
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ "Quezon, Philippine President, Dies;". The New York Times. 2 August 1944. สืบค้นเมื่อ 18 August 2025.
- ↑ "Manuel Quezon". Britannica. สืบค้นเมื่อ 18 August 2025.
- ↑ "Education". Puerto Rico: A Guide to t000-07-07.
{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "RootsWeb: PUERTORICO-L Re: Navy Admirals from Puerto Rico". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-02-07. สืบค้นเมื่อ 16 March 2017.
- ↑ Sontag, Blind Man's Bluff.
- ↑ "Lieutenant General Pedro A. Del Valle, USMC". History Division. United States Marine Corps. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 23, 2006. สืบค้นเมื่อ October 10, 2006.
ดูเพิ่ม
[แก้]- ฝ่ายสัมพันธมิตร
- ผู้นำฝ่ายอักษะระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
- รายชื่อผู้บัญชาการทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง
