ข้ามไปเนื้อหา

ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามแปซิฟิก: เจียง ไคเชก, แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ และวินสตัน เชอร์ชิล ในการประชุมไคโร เมื่อ ค.ศ. 1943
ผู้นำสุดท้ายของฝ่ายสัมพันธมิตร: เคลเมนต์ แอตต์ลี, แฮร์รี เอส. ทรูแมน และโจเซฟ สตาลิน ในการประชุมพ็อทซ์ดัม เมื่อ ค.ศ. 1945

ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญต่าง ๆ จากหลาย ๆ ประเทศ ทั้งนักการเมืองและนักการทหาร บรรดาบุคคลเหล่านี้ได้แก่

ผู้นำหลักสุดท้ายของฝ่ายสัมพันธมิตร: เคลเมนต์ แอตต์ลี (สหราชอาณาจักร), แฮร์รี เอส. ทรูแมน (สหรัฐ), โจเซฟ สตาลิน (สหภาพโซเวียต), เจียง ไคเชก (จีน) และชาร์ล เดอ โกล (ฝรั่งเศส)

ระเบียงภาพ

[แก้]

สหรัฐอเมริกา สหรัฐ

[แก้]
แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์
  • แฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 32 แห่งสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ. 2476 แนวคิดของเขาก่อให้เกิดองค์กรระหว่างประเทศ คือ สหประชาชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะประสบปัญหาด้านสุขภาพในช่วงวิกฤตของประเทศก็ตาม รูสเวลท์เสียชีวิตขณะยังดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. 2488 สองสัปดาห์ก่อนการยอมแพ้ของเยอรมนี
  • แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 33 ของสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2494 เป็นผู้อนุมัติให้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้นำในแผนมาร์แชลเพื่อฟื้นฟูทวีปยุโรปหลังสงคราม และเป็นผู้นำในการก่อตั้งสหประชาชาติ
  • จอร์จ มาร์แชลล์ (George Marshall) เป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสหรัฐและหัวหน้านายทหาร และ หลังจากสงคราม เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ริเริ่มแผนการมาร์แชลล์
  • วิลเลียม ดี ลีฮี (William D. Leahy) เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเจ้าหน้าที่นายทหารเรือชาวอเมริกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่นายทหารอาวุโสที่สุดขององกองทัพสหรัฐที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ลีฮีได้ถูกเรียกตัวกลับมาทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการส่วนตัวของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ ใน ค.ศ. 1942 และดำรงตำแหน่งดังกล่าวตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นประธานคณะเสนาธิการ และเป็นผู้ตัดสินใจคนสำคัญในช่วงสงคราม
  • จอร์จ มาร์แชลล์ เป็นจอมพลและเสนาธิการทหารบกในช่วงสงคราม ในฐานะเสนาธิการทหารบก มาร์แชลล์ได้กำกับดูแลการขยายกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา มาร์แชลล์ได้ประสานงานปฏิบัติการของฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปและแปซิฟิก ภายหลังสงคราม มาร์แชลล์ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนำไปสู่ความพยายามในการฟื้นฟูยุโรปในช่วงหลังสงคราม ซึ่งต่อมาได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า แผนมาร์แชลล์ เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากบทบาทหน้าที่ของเขาในการฟื้นฟู
  • เฮนรี เอช อาร์โนลด์ เป็นนายทหารยศพลเอกชาวอเมริกันที่ดำรงตำแหน่งจอมพล และต่อมาเป็นจอมพลอากาศ เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งกองทัพอากาศทหารบกสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
  • เออร์เนสต์ คิง เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งกองเรือสหรัฐ (ค.ศ. 1941-45) เช่นเดียวกับผู้บัญชาการยุทธนาวี (ค.ศ. 1942-45) และจอมพลเรือ (ตั้งแต่ ค.ศ. 1944)
  • คอร์เดล ฮัลล์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ ค.ศ. 1933 ถึง 1944 ฮัลล์เป็นผู้รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศช่วงก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เขาได้ส่งจดหมายฮัลล์ไปยังญี่ปุ่นในช่วงก่อนการโจมตี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐที่จะเปิดตลาดจีนต่อสินค้าของสหรัฐเข้ามาแทนที่ผลประโยชน์ของญี่ปุ่นที่นั่น ภายหลังสงคราม เขาเป็นสถาปนิกคนสำคัญในการก่อตั้งองค์กรสหประชาชาติ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
  • วิลเลียม เจ โดโนแวน เป็นผู้อำนวยการแห่งสำนักอำนวยการยุทธศาสตร์ (OSS) ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 จนกระทั่งถูกยุบใน ค.ศ. 1945 โดโนแวนและโอเอสเอสได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมข่าวกรองแก่กองทัพบก กองทัพเรือ และกระทรวงการต่างประเทศ จากการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เขาได้รับเหรียญรับใช้ทหารอย่างยอดเยี่ยม (Distinguished Service Medal)
  • เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ เป็นผู้อำนวยการของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ตั้งแต่ ค.ศ. 1935 ถึง 1972 ฮูเวอร์และเอฟบีไอได้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านข่าวกรองในสหรัฐและอเมริกาใต้ในช่วงสงคราม ฮูเวอร์ประสบความสำเร็จในการกวาดล้างเครือข่ายสายลับนาซีในสหรัฐ

แนวรบด้านยุโรปและแอฟริกาเหนือ

[แก้]
ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
  • ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) หรือไอค์ (Ike) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรป เขาเป็นผู้รับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมดูแลการปลดปล่อยฝรั่งเศสและยุโรปด้วยการรุกรานนาซีเยอรมนี ภายหลังจากที่เยอรมนีได้ยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข ไอเซนฮาวร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการทหารในเขตยึดครองของสหรัฐ เจ็ดปีหลังสงคราม เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
  • โอมาร์ แบรดลีย์ (Omar Bradley) เป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสหรัฐในแอฟริกาเหนือและยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขานำกองทัพสหรัฐที่หนึ่งในช่วงปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ดและบุกครองยุโรป เขาได้รับเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการว่า "นายพลของทหาร"
  • มาร์ค ดับเบิลยู คลาร์ก (Mark W. Clark) เป็นผู้บัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตรในการทัพอิตาลี เขาได้นำกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในการบุกครองอิตาลี ยุทธการที่อันซีโต และมอนเตกัสซีโน และเข้ายึดครองกรุงโรมในที่สุดใน ค.ศ. 1944 ซึ่งเป็นเมืองสำคัญสามแห่งแรกของฝ่ายอักษะได้ถูกยึดครอง
  • เจคอป แอล เดเวอร์ส (Jacob L. Devers) เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งกองทัพกลุ่มที่หกในยุโรป เขาได้ทำหน้าที่ควบคุมการบุกครองทางตอนใต้ของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1944 ด้วยกองกำลังอเมริกันและฝรั่งเศส เดเวอร์สได้เคลียร์ที่อาร์ซัส คลายวงล้อมกอลมาร์พ็อกเกต ข้ามแม่น้ำไรน์ และยอมรับการยอมจำนนของกองกำลังเยอรมันในออสเตรีย ในช่วงแรก เขาเป็นผู้บัญชาการทหารในเขตสงครามเมดิเตอร์เรเนียน ในช่วงปลายฤดูร้อน ค.ศ. 1942 เขาได้"สลับงาน"กับจอมพลไอเซนฮาวร์ กลายเป็นผู้บัญชาการทหารในปฏิบัติการเขตสงครามยุโรป ส่งผลทำให้ไอค์ได้รับมอบหมายทำหน้าที่บัญชาการการบุกครองแฟริกาเหนือในปฏิบัติการคบเพลิง ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1943 เขาได้กลับมาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารในเขตสงครามเมดิเตอร์เรเนียนอีกครั้งเพื่อการบุกครองเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี และฝรั่เศลตอนใต้
  • จอห์น ซี เอช ลี (John C. H. Lee)เป็นผู้บัญชาการกองกำลังส่งกำลังบำรุงและกองลังพลทั้งหมดนปฏิบัติการเขตสงครามยุโรป เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 กองบัญชาการด้านการส่งกำลังบำรุงของเขาได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการเพิ่มกำลังคนทั้งชายและหญิงจำนวนกว่าสามล้านคนในปฏิบัติการโบเลโร และยุทธภัณฑ์จำนวน 37 ล้านตันในสหราชอาณาจักร และส่งมอบกำลังบำรุงทั้งหมด 41 ล้านตันแก่กองกำลังรบทั้งหมด เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการเขตสงครามฝ่ายส่งกำลังบำรุงและการบริหารแก่จอมพลไอเซนฮาวร์ และเขาเป็นผู้นำหน่วยเดียวที่ใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง เขตการสื่อสาร หรือ Com-Z เป็นที่รู้จักในช่วงหลังดีเดย์ มีทหารจำนวร 435,000 นาย
  • จอร์จ เอส. แพตตัน (George S. Patton) เป็นหัวหน้านายพลระหว่างยุทธนาการในแอฟริกาเหนือ, เกาะซิซิลี, ฝรั่งเศส, เยอรมนีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
  • คาร์ล แอนดรูว์ สปาตซ์ (Carl Andrew Spaatz) เป็นผู้บัญชาการแห่งกองบัญชาการการรบทางอากาศด้วยยศพลอากาศตรีและอยู่ในกองบัญชาการโดยรวมของกองทัพอากาศทหารบกสหรัฐในปฏิบัติการเขตสงครามยุโรป
  • รอยัล อี อิงเกอร์โซลล์ (Royal E. Ingersoll) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองเรือแอตแลนติกของสหรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 จนถึงปลาย ค.ศ. 1944 เขาได้บัญชาการกองกำลังอเมริกันในช่วงยุทธนาวีแอตแลนติก และทำหน้าที่ควบคุมขบวนเรือขนส่งทหาร เสบียง กระสุน และเชื้อเพลิงไปยังสหราชอาณาจักรและเมดิเตอร์เรเนียน

แนวรบด้านแปซิฟิก

[แก้]
ดักลาส แมกอาร์เธอร์

ประเทศฟิลิปปินส์ เครือรัฐฟิลิปปินส์

[แก้]
มานูเอล เกซอน
  • มานูเอล เกซอน เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนแรกแห่งเครือรัฐฟิลิปปินส์ภายใต้การปกครองของสหรัฐในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ภายหลังจากการบุกครองของญี่ปุ่น เขาได้ลี้ภัยไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี ในขณะที่ยังลี้ภัยอยู่ เขาได้เสียชีวิตด้วยวัณโรคที่ทะเลสาบซารานัค นิวยอร์ก ใน ค.ศ. 1944[1][2]
  • เซร์ฮิโอ โอสเมญญา เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนที่ 2 แห่งเครือรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะรองประธานาธิบดี เขาได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายหลังอสัญกรรมของเกซอนใน ค.ศ. 1944 เขาได้เดินทางกลับฟิลิปปินส์ในปีเดียวกับพร้อมกับพลเอก ดักลาส แมกอาร์เทอร์ และกองกำลังปลดปล่อย
  • บาซิลิโอ วาลเดส เป็นนายพลที่บังคับบัญชาการต่อกองทัพเครือรัฐฟิลิปปินส์ และหัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพฟิลิปปินส์ วาลเดสได้รับยศตำแหน่งเป็นพลตรีแห่งกองทัพเครือรัฐ ภายหลังจากการบุกครองของญี่ปุ่น เขาได้ลี้ภัยไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี และถูกส่งตัวกลับฟิลิปปินส์ในปีเดียวกับพร้อมกับพลเอก ดักลาส แมกอาร์เทอร์ และกองกำลังปลดปล่อย
  • วิเซนต์ ลิม เป็นผู้บัญชาการกองทัพเครือรัฐฟิลิปปินส์ในช่วงต้นสงคราม ลิมได้รับยศตำแหน่งเป็นพลจัตวาและกลายเป็นผู้บัญชาการฟิลิปปินส์ระดับสูงภายใต้การนำของพลเอกแมกอาร์เทอร์ เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งกองพลทหารราบที่ 41 แห่งกองทัพเครือรัฐฟิลิปปินส์ กองทัพบกสหรัฐในตะวันออกไกล(USAFFE) มีหน้าที่ป้องกันบาตาอัน ภายหลังฟิลิปปินส์ถูกยึดครอง เขาได้เป็นผู้นำขบวนการต่อต้านต่อการยึดครองของญี่ปุ่น

ปวยร์โตรีโก เครือรัฐเปอร์โตริโก

[แก้]
  • เรกซ์ฟอร์ด จี. ทูกเวลล์ เป็นคนที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเปอร์โตริโกคนสุดท้ายที่ได้รับการแต่งตั้งในช่วงปี ค.ศ. 1941 ถึง 1946 เขาได้ทำงานร่วมกับสภานิติบัญญัติเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการการวางแผน พัฒนาเมือง และแบ่งเขตพื้นที่ของเปอร์โตริโกผ่านการแก้ไขกฎหมายออร์แกนนิคใน ค.ศ. 1948 เขาได้สนับสนุนพรรคประชาธิปไตยประชาชน(PPD) ของลุยส์ มูโญซ มาริน ซึ่งต้องการสถานะเครื่อรัฐอย่างเปิดเผย ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวเกษียณอายุจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ ทูกเวลล์ได้มีบทบาทที่สำคัญในการผลักดดันให้เคซุส ที. ปิเนโร ชาวเปอร์โตริโกคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งในขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมาธิการประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี ทูกเวลล์ยังเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเปอร์โตริโกอีกด้วย
  • เวอร์จิล มิลเลอร์ เป็นพันเอกแห่งกองทัพบกสหรัฐ ที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งกรมทหารราบพิเศษ(RCT)ที่ 442 ซึ่งเป็นหน่วยที่ประกอบไปด้วย "นิเซอิ"(ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นรุ่นที่สอง)ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้นำหน่วยที่ 442 ในการเข้าช่วยเหลือกองพันเท็กซัสที่หายไปของกองพลทหารราบที่ 36 ในป่าของเทือกเขาโวสเจส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส[3]
  • เปโดร เดล วาลเล เป็นพลโทของเหล่านาวิกโยธินที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง มีบทบาทที่สำคัญในการทัพกัวดัลคะแนลและยุทธการที่เกาะกวม และดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินที่ 1 เดล วาลเลได้มีบทบาทที่สำคัญในการเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นในเกาะโอกินาวะและรับผิดชอบในการฟื้นฟูโอกินาวะ[4][5][6]
  • ฮวน เซซาร์ คอร์เดโร เดวิลา เป็นพลจัตวาที่เป็นผู้บัญชาการแห่งกรมทหารราบที่ 65 (สหรัฐ) ซึ่งเป็นหน่วยทหารเปอร์โตริโกในยุโรป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

จักรวรรดิบริติช จักรวรรดิอังกฤษและเครือจักรภพ

[แก้]
สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร
  • เนวิล เชมเบอร์ลิน เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในช่วงต้นของสงคราม (ค.ศ. 1937-1940) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยนำนโยบายจำยอมสละแก่นาซีเยอรมนี เข้ารับตำแหน่งในปี ค.ศ. 1937 และลาออกในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 ภายหลังการทัพนอร์เวยที่ล้มเหลว แชมเบอร์ลินซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ได้ดำรงตำแหน่งท่านประธานสภาแห่งรัฐ เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 ครึ่งปีภายหลังจากลาออก
    วินสตัน เชอร์ชิล
เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี
หลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน เอิร์ลเมานต์แบ็ตเทนที่ 1 แห่งพม่า
  • วินสตัน เชอร์ชิลล์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามส่วนใหญ่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง 1945 เขาเป็นศัตรูตัวฉกาจของฮิตเลอร์ในช่วงต้น และต่อต้านการจำยอมสละแก่เยอรมนี เขาเป็นเฟิร์สลอร์ดแห่งกองทัพเรือในขณะที่สงครามได้ปะทุขึ้น และได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงนาซีบุกครองฝรั่งเศส ในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน คำสุนทรพจน์ของเชอร์ชิลได้ช่วยยกระดับขวัญกำลังใจของชาวอังกฤษในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด
  • เคลเมนต์ แอตต์ลี เป็นผู้นำพรรคแรงงานในช่วงสงคราม และรับผิดชอบด้านการเมืองภายในประเทศตลอดช่วงสงคราม ในฐานะสมาชิกคณะรัฐมนตรีการสงครามของเชอร์ชิล เขาได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีภายใต้เชอร์ชิล หลังสงครามยุโรปได้ยุติลง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรภายหลังจากที่พรรคของเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1945 และดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1951 เขาได้เข้าร่วมการประชุมพ็อทซ์ดัมในช่วงครึ่งหลังและการประกาศยอมจำนนของญี่ปุ่น
  • ดัดลีย์ ปอนด์ เป็นสมุหราชนาวี และดำรงตำแแหน่งผู้นำแห่งราชนาวีอย่างเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 ถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 ไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาได้เป็นคณะกรรมการเสนาธิการทหาร ซึ่งรับผิดชอบต่อวินสตัน เชอร์ชิลล์สำหรบการดำเนินสงครามของกองทัพอังกฤษ จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942
  • อลัน บรู๊ค เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการจักรวรรดิ(ผู้นำของกองทัพบกบริเตน) ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 และ ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 เขายังดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการเสนาธิการของอังกฤษ(Chiefs of Staff Committee)อีกด้วย เขาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งสงครามยุติลง และด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นที่ปรึกษาทางทหารคนสำคัญของเชอร์ชิล เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งยศเป็นจอมพลในเดือนมกราคม ค.ศ. 1944
  • แอนดรูว์ คันนิงแฮม ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากดัดลีย์ ปอนด์ในฐานะสมุหราชนาวี และสมาชิกกองทัพเรือของประธานคณะกรรมการเสนาธิการของอังกฤษ ใน ค.ศ. 1943 เขายังอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจนสงครามยุติลง
  • เจมส์ ซอมเมอร์วิลล์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองเรือตะวันออก ซึ่งได้พ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นในการโจมตีโฉบฉวยมหาสมุทรอินเดีย ก่อนหน้านี้ เขาเคยบังคับบัญชาฝูงกองเรือเอช แอตแลนติก-เมดิเตอร์เรเนียนที่ยิบรอลตาร์ และนำทัพในยุทธนาวีที่แหลมสปารติเวนโต และยังรวมถึงในภารกิจตามไล่ล่าเรือบิสมาร์ก
  • ชาร์ลส์ พอร์ทัล ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากไซริล นิววอลล์ ในฐานะหัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพอากาศ หัวหน้าของกองทัพอากาศหลวง และสมาชิกของประธานคณะกรรมการเสนาธิการ เขายังคงมีบทบาทนี้ต่อไปจนสงครามยุติลง เขาได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งกองทัพอากาศหลวงในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944
  • แฮโรลด์ อเล็กซานเดอร์ เอิร์ลอเล็กซานเดอร์แห่งตูนิสที่ 1 เมื่อสงครามได้ยุติลง เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นจอมพลและผู้บัญชาการทหารแห่งกองบัญชากองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร(AFHQ) ซึ่งรับผิดชอบการบังคับบัญชาการแก่กองกำลังทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในเขตสงครามเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนหน้านี้ เขาเคยบัญชาการแก่กองทัพกลุ่มที่ 15 ซึ่งดำเนินการบุกครองเกาะซิซิลีของฝ่ายสัมพันธมิตรและการทัพอิตาลี ก่อนหน้านี้ เขาเคยบัญชาการแก่กองทัพกลุ่มที่ 15 ซึ่งควบคุมกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสุดท้ายของการทัพตูนิเซีย ซึ่งไปสู่การยอมจำนนของฝ่ายอักษะในแอฟริกาเหนือ ก่อนหน้านั้น เขาได้เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งกองบัญชาการตะวันออกกลางของอังกฤษ คอยกำกับดูแลต่อกองทัพที่ 8 ของมอนต์โกเมอรี่ซึ่งประสบความสำเร็จในการเอาชนะฝ่ายอักษะในการทัพทะเลทรายตะวันตก
  • ไวเคานต์กอร์ท ได้สละบทบาทหัวหน้าเสนาธิการจักรวรรดิเมื่อสงครามได้ปะทุขึ้น เพื่อบัญชาการแก่กองกำลังรบนอกประเทศบริติชในฝรั่งเศส ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1940 ต่อมาเขาได้รับหน้าที่ในตำแหน่งที่ไม่โดดเด่นมากนักหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งผู้ว่าการทหารแห่งยิบรอลตาร์และมอลตา
  • เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี ไวเคานต์มอนต์โกเมอรีแห่งอลามีนที่ 1 เป็นพลเอก(ต่อมากลายเป็นจอมพล) เป็นผู้นำกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในแอฟริกาเหนือ ภายใต้บังคับบัญชาของเขา ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเอาชนะกองทัพน้อยแอฟริกาและพันธมิตรอย่างอิตาลีมาได้ ต่อมาเขาได้บัญชาการกองทัพกลุ่มที่ 21 และกองกำลังภาคพื้นดินทั้งหมดของฝ่ายสัมพันธมิตรในปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด เขายังเป็นแกนนำหลักเบื้องหลังปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดนซึ่งประสบความล้มเหลว เขาได้ยอมรับการยอมจำนนของกองทัพเยอรมันในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1945
  • ฮิวจ์ ดาวดิง บารอนดาวดิงที่ 1 เป็นพลอากาศเอก ผู้บัญชาการแห่งกองบัญชาการเครื่องบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศหลวงในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน เขาได้ยุติการเสียสละของเครื่องบินรบ และนักบินเพื่อช่วยเหลือทหารในช่วงยุทธการที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำให้การป้องกันประเทศอ่อนแอลง เขาได้พัฒนาระบบ"ดาวดิง" ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งประกอบด้วยเรดาร์ การวางแผนโจมตี และการควบคุมเครื่องบินด้วยวิทยุ เขาได้นำเครื่องบินสมัยใหม่มาเข้าประจำการ เช่น ซูเปอร์มารีน สปิตไฟร์ และฮ็อคเกอร์ เฮอริเคน ในช่วงระหว่างการสู้รบ เขาเป็นผู้ดูแลทรัพยาการของประเทศไว้ในเบื้องหลังและรักษากองกำลังนักบินสำรองที่สำคัญ ในขณะที่ปล่อยให้ลูกน้องภายใต้บัญชาการได้ตัดสินใจเองอย่างเต็มเพื่อดำเนินการสู้รบ
  • คีธ พาร์ค เป็นพลอากาศเอกซึ่งบังคับบัญชาการแก่กองบินที่ 11 ของกองทัพอากาศหลวง ซึ่งเป็นหน่วยรบที่มีหน้าที่ป้องกันลอนดอนในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน ต่อมาเขาได้รับผิดชอบในการป้องกันที่มอลตา
  • อาร์เทอร์ แฮร์ริส เป็นพลอากาศเอก ซึ่งสื่อมวลชนเรียกกันทั่วไปว่า "บอมเบอร์" เขาเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารอากาศซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแห่งกองบัญชาการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศหลวง และต่อมาได้กลายเป็นจอมพลแห่งกองทัพอากาศหลวงในช่วงครึ่งหลังของสงครามโลกครั้งที่สอง

ประเทศมาเลเซีย บริติชมลายา

[แก้]

นิวฟันด์แลนด์

[แก้]
  • เซอร์ ฮัมฟรีย์ ที. วาลวิน เป็นผู้ว่าราชการแห่งนิวฟันด์แลนด์และประธานคณะกรรมาธิการรัฐบาล ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1946 อดีตพลเรือเอกแห่งราชนาวี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้มีบทบาทอย่างแข็งขันในการส่งเสริมให้ชาวนิวฟันด์แลนด์ได้เข้าร่วมในความพยายามทำสงคราม

รัฐปาเลสไตน์ ปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษ

[แก้]
  • แฮโรลด์ แมคมิเคล เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอาณานิคมชาวอังกฤษที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษตั้งแต่ ค.ศ. 1937 ถึง ค.ศ. 1944 ในช่วงเวลานี้ เขาได้พยายามปราบปรามกลุ่มชาตินิยมไซออนิสต์และอาหรับ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบายนี้ในช่วงสงคราม
  • เฮนรี่ เมตแลนด์ วิลสัน บารอนวิลสันที่ 1 เป็นจอมพลและผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่ 9 ในดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติของอังกฤษ ในช่วงการทัพซีเรีย-เลบานอน เขาได้นำกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในซีเรียและเลบานอนต่อต้านวิชีฝรั่งเศส จากวีรกรรมของเขา เขาได้รับเลื่อนยศเป็นพลเอกอย่างเต็มตัว

เซาเทิร์นโรดีเชีย

[แก้]
  • เซอร์ กอดฟรีย์ ฮักกินส์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอาณานิคมปกครองตนเองแห่งเซาเทิร์นโรดีเชีย (ซึ่งมีอิสระในการปกครองตนเองหลายด้านแต่ไม่มีกิจการด้านระหว่างประเทศ) ตั้งแต่ ค.ศ. 1933 ถึง ค.ศ. 1953 เขาเป็นแพทย์ชาวอังกฤษ เขาเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินใน ค.ศ. 1941

ประเทศออสเตรเลีย เครือรัฐออสเตรเลีย

[แก้]
  • โรเบิร์ต เมนซีส์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1939 ถึง วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1941 เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง ระหว่างปี ค.ศ. 1949 และ ค.ศ. 1966
  • อาร์เธอร์ แฟดเดน เข้ามาแทนที่เมนซีส์ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งเมื่อรัฐบาลของเขาล่มในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1941 ก่อนหน้านี้ เขาเคยทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมตรีเป็นระยะเวลานาน ในขณะที่เมนซีส์ไม่อยู่ในประเทศ
  • จอห์น เคอร์ติน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1941 จนกระทั่งถึงแก่กรรมในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 ในขณะที่กำลังเผชิญหน้าการโจมตีของญี่ปุ่น เขาได้เขียนข้อความในสารปีใหม่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ว่าออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของสหรัฐอเมริกามากกว่าสหราชอาณาจักร เคอร์ตินยังได้สร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับนายพลแมคอาเธอร์ และสั่งการให้กองทัพออสเตรเลียปฏิบัติตามคำสั่งของแมคอาเธอร์ราวกับว่าเป็นคำสั่งของเขาเอง เคอร์ตินมีความเห็นไม่ลงรอยกันหลายครั้งเกี่ยวกับนโยบายการป้องกันประเทศกับวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ
  • แฟรงก์ ฟอร์ด ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจากเคอร์ตินได้ถึงแก่กรรม แต่ได้สูญเสียตำแหน่งในวันที่ 21 กรกฎาคม จากการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ เขาเคยทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมตรีในช่วงที่เคอร์ตินไม่อยู่ในประเทศหรือป่วยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1944 และ ค.ศ. 1945
  • เบน ชิฟลีย์ ได้เข้ามาแทนที่ฟอร์ด และดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึง ค.ศ. 1949
  • โทมัส อัลเบิร์ต เบลมี (จอมพล) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพออสเตรเลียและผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินฝ่ายสัมพันธมิตรในพื้นที่แปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงสงคราม ผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินฝ่ายสัมพันธมิตรในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ค.ศ. 1942-45 เขากลายเป็นชาวออสเตรเลียคนแรกและเพียงคนเดียวที่ได้รับเลื่อนยศจอมพลในช่วงภายหลังสงคราม ในปี ค.ศ. 1945 เขาได้ลงนามเอกสารการยอมจำนนของญี่ปุ่นในนามของออสเตรเลีย
  • เออร์เนสต์ สไควรส์ (พลโท) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ 14 ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1940
  • จอห์น นอร์ธคอตต์ (พลโท) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ 15 และ 18 ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1940 และ ค.ศ. 1942 ถึง ค.ศ. 1945
  • เซอร์ บรูเดเนล ไวท์ (พลเอก) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ 9 และ 16 ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ถึง ค.ศ. 1923 และ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1940 (เสียชีวิตในช่วงเหตุการณ์เครื่องบินตกที่แคนเบอร์รา ค.ศ. 1940)
  • เวอร์นอน สเตอร์ดี้ (พลโท) เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการคนที่ คนที่ 17 ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1942
  • เซอร์ แรกนาร์ โคลวิน (พลเรือเอก) เป็นสมาชิกกองทัพเรือลำดับที่ 8 ของคณะกรรมการกองทัพเรือเครือจักรภพออสเตรเลีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1937 ถึง ค.ศ. 1941
  • เซอร์ กาย รอยล์ (พลเรือเอก) เป็นสมาชิกกองทัพเรือลำดับที่ 9 ของคณะกรรมการกองทัพเรือเครือจักรภพออสเตรเลีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1945
  • เซอร์ หลุยส์ แฮมิลตัน (พลเรือเอก) เป็นสมาชิกกองทัพเรือลำดับที่ 10 ของคณะกรรมการกองทัพเรือเครือจักรภพออสเตรเลีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1945

ประเทศแคนาดา แคนาดา

[แก้]
  • วิลเลียม ไลอัน แมกเคนซี คิง เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งแคนาดาในช่วงสงคราม ภายหลังจากช่วยรักษาอำนาจการปกครองตนเองด้านนิติบัญญัติเกือยทั้งหมดให้แก่ประเทศในเครือจักรภพ แคนาดาก็มีอิสระที่จะเข้าร่วมสงครามได้ด้วยตนเอง แม้ในตอนแรกจะให้การสนับสนุนต่อนโยบายจำยอมสละแก่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่คิงต้องขอความเห็นจากรัฐสภาแคนาดาก่อนที่จะให้คำแนะนำแก่พระเจ้าจอร์จที่ 6 ในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งแคนาดา เพื่อประกาศสงครามต่อเยอรมนีภายหลังจากการรุกรานโปแลนด์
  • แฮร์รี่ ครีลาร์ เป็นพลเอกและผู้บัญชาการทหารแห่งกองทัพแคนาดาโดยพฤตินัยในช่วงสงคราม คลีลาร์ได้นำกองทัพแคนาดาในช่วงการบุกครองนอร์ม็องดี เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและมีความเฉียบแหลมทางการเมือง
  • กาย ซิมมอนด์ส เป็นเจ้าหน้าที่นายทหารที่บังคับบัญชาการต่อกองทัพน้อยแคนาดาที่ 2 เขาได้ทำหน้าที่รักษาการณ์ตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพแคนาดาที่ 1 นำกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรไปสู่ชัยชนะในยุทธการที่แม่น้ำสเกลต์ หลังสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการทหารบก เขาเป็นนายทหารที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพแคนาดาที่ได้รับเลื่อนยศเป็นพลเอก
  • อีแอลเอ็ม เบิร์นส และชาร์ลส์ โฟล์คส์ ได้บังคับบัญชาการต่อกองทัพน้อยแคนาดาที่ 1 อย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามบนแนวรบด้านตะวันตก
  • แอนดรูว์ แมคนอตัน เดิมทีเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารที่เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศแคนาดาในช่วงต้นสงคราม แต่ถูกเรียกตัวกลับแคนาดาเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรงกลาโหม เขามักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์การตีโฉบฉวยเดียปและหนึ่งในผู้ประดิษฐ์เรดาร์

ประเทศนิวซีแลนด์ นิวซีแลนด์

[แก้]
  • ไมเคิล โจเซฟ ซาเวจ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งนิวซีแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1935 จนกระทั่งได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1940 รัฐบาลของเขาได้เข้าร่วมกับบริเตนในการประกาศสงครามต่อเยอรมนีใน ค.ศ. 1939
  • ปีเตอร์ เฟรเซอร์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรี(27 มีนาคม ถึง 13 ธันวาคม ค.ศ. 1949) ภายหลังการถึงแก่กรรมของไมเคิล ซาเวจ เขาได้นำประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเขาได้ระดมเสบียงและอาสาสมัครจากนิวซีแลนด์เพื่อสนับสนุนแก่อังกฤษ ในขณะเดียวกันก็ได้กระตุ้นเศรษฐกิจและรักษาขวัญกำลงใจภายในประเทศ เขาได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรียามสงคราม ซึ่งประกอบไปด้วยอดีตคู่แข่งทางการเมืองหลายคน
  • เบอร์นาร์ด เฟรย์เบิร์ก บารอนเฟรย์เบิร์กที่ 1 (พลโท) ทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเขาได้รับเหรียญกล้าหาญวิกตอเรียครอสส์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดีเด่น 3 เหรียญ เขาได้นำกองกำลังรบนอกประเทศนิวซีแลนด์ในยุทธการที่เกาะครีต การทัพแอฟริกาเหนือ และการทัพอิตาลี
  • ยาน สมุตซ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหภาพแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1948 เขาเคยทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรียามสงครามจักรวรรดิในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และดำรงตำแหน่งอีกครั้งในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแอฟริกาที่สนับสนุนสงคราม และได้กลายเป็นจอมพลคนแรกของแอฟริกาใต้ใน ค.ศ. 1941 ภายหลังสงคราม เขาได้เป็นตัวแทนของแอฟริกาใต้ในการร่างกฎบัตรสหประชาชาติ
  • จอร์จ บริงค์ เป็นพลโทในกองทัพแอฟริกาใต้ ที่บังคับบัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 ในช่วงสงคราม บริงค์ได้นำกองพลทหารราบที่ 1 ในช่วงการทัพแอฟริกาตะวันออกจนประสบความสำเร็จ ภายหลังสงคราม เขาได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปลดประจำการทหาร
  • ไอแซค ปิแอร์ เดอ วิลลิเยร์ เป็นพลตรีในกองทัพแอฟริกาใต้ ผู้บังคับบัญชากองพลทหารราบที่ 2 ก่อนสงคราม เดอ วิลลิเยร์ได้ดำรงตำแหน่งเป็นร้อยโทในกรมตำรวจแอฟริกาใต้ และกองพลทหารราบที่ 2 จึงมีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการด้านความมั่นคงภายในในช่วงต้นสงคราม
  • มาร์ควิสแห่งลินลิธโกรว์ เป็นอุปราชแห่งอินเดีย ตั้งแต่ 1936 จนถึง 1943 ในช่วงสงคราม เขาได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวอินเดียเกิดความสามัคคี
  • มุฮัมมัด อะลี จินนาห์ ต่อมาได้กลายเป็นผู้ก่อตั้งประเทศปากีสถาน เป็นผู้นำทางการเมืองชาวมุสลิมคนสำคัญของสันนิบาตมุสลิมแห่งอินเดีย เมื่อสงครามโลกปะทุขึ้น เขาได้ร้องขอให้ชาวอินเดียทุกคนเข้าร่วมกองทัพอังกฤษในการต่อต้านนาซีเยอรมนี
  • อาร์คิบัลด์ แวฟเวล เอิร์ลแวฟเวลที่ 1 ในช่วงเริ่มต้นสงคราม แวฟเวลได้มีหน้าที่รับผิดชอบในกองบัญชาการตะวันออกกลาง กองกำลังอิตาลีในแอฟริกาเหนือมีจำนวนมากกว่าฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม แวฟเวลไม่เพียงแต่สามารถต้านทานการโจมตีของอิตาลีได้เท่านั้น แต่ยังเอาชนะและยึดครองดินแดนอาณานิคมของพวกเขามาได้อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1941 แวฟเวลได้ถูกแทนที่โดยคล้อด ออคินเล็ก และได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอินเดีย เป็นผู้นำกองทัพอังกฤษในอินเดีย ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1942 เขาได้นำกองบัญชาการอเมริกา-อังกฤษ-ดัตซ์-ออสเตรเลีย ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่เพียงระยะสั้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ก่อนที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งเดิม ในปี ค.ศ. 1943 แวฟเวลได้สืบทอดตำแหน่งอุปราชแห่งอินเดียต่อจากลินลิธโกรว์
  • คล้อด ออคินเล็ก มีชื่อเล่นว่า "ออก" ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอินเดียในเดือนมกราคม ค.ศ. 1941 ภายหลังจากได้บัญชาการกองทัพฝ่ายสัมพันธฒิตรในช่วงที่นอร์เวย์ถูกยึดครอง ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 1938 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งยศพลตรี เขาเคยเป็นประธานคณะกรรมการซึ่งคำแนะนำดังกล่าวเป็นพื้นฐานของรายงานแชทฟิลด์ในปี ค.ศ. 1939 เกี่ยวกับการปรับปรุง การจัดหาอุปกรณ์ใหม่ และการขยายกองทัพอินเดียของอังกฤษ (ซึ่งเมื่อสงครามยุติลง มีทหารเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวน 2,250,000 นาย จาก 183,000 นาย ใน ค.ศ. 1939) ใน ค.ศ. 1941 เขาได้เข้ามาแทนที่อาร์คิบัลด์ แวฟเวลในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองบัญชาการตะวันออกกลาง แต่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งอินเดียอีกครั้งใน ค.ศ. 1943 เมื่อแวฟเวลได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช
  • วินายัก ดาโมดาร์ ซาวาร์การ์ ผู้นำมหาสภาฮินดู ได้รวบรวมชาวฮินดูและซิกข์กว่า 100,000 คน เพื่อช่วยเหลือแก่อังกฤษในสงครามโลก

สหภาพโซเวียต สหภาพโซเวียต

[แก้]
โจเซฟ สตาลิน
เกออร์กี จูคอฟ
อีวาน โคเนฟ
  • โจเซฟ สตาลิน เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 เป็นต้นมา เขายังได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการราษฎร(ท่านหัวหน้ารัฐบาล) แห่งสหภาพโซเวียตอีกด้วย ในช่วงยุคสมัยสตาลิน สหภาพโซเวียตได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจคู่กับสหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพแดง สตาลินได้นำกองทัพแดงปลดปล่อยสหภาพโซเวียตจากการยึดครองของนาซี หลังสงคราม สตาลินได้เป็นผู้นำคอมมิวสต์ครองอำนาจในยุโรปตะวันออก ก่อตั้งค่ายตะวันออก และนำไปสู่สงครามเย็น
  • คลีเมนต์ โวโรชีลอฟ เป็นผู้นำกองทัพบกโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
  • เกออร์กี จูคอฟ เป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตที่นำกองทัพแดงปลดปล่อยสหภาพโซเวียตจากการยึดครองของนาซี เขายังได้นำโซเวียตครอบงำยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมด และพิชิตและยึดครองเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี หลังสงคราม จูคอฟได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเขตยึดครองของโซเวียตในเยอรมนี
  • อีวาน อิซาคอฟ เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพเรือโซเวียต รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพเรือสหภาพโซเวียต และดำรงตำแหน้่งยศพลเรือเอก เขาได้มีบทบาทที่สำคัญในการกำหนดทิศทางกองทัพเรือโซเวียต โดยเฉพาะกองเรือทะเลบอลติกและทะเลดำ
  • นิโคไล เกราซิโมวิช คุซเนตซอฟ เป็นพลเรือเอกแห่งกองทัพเรือโซเวียต ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสกัดกั้นนาซีไม่ให้เข้ามาในทะเลดำและเทือกเขาคอเคซัส แม้ว่าจะมีคำสั่งห้าม แต่เขาก็ได้สั่งการให้กองทัพเรืออยู่ในภาวะเตรียมความพร้อมสูงสุดหลายชั่วโมงก่อนที่ปฏิบัติการบาบารอสซ่าจะเริ่มต้น ส่งผลทำให้กองทัพเรือเป็นกองทัพเดียวของโซเวียตที่เตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน
  • วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939-1949 เขาเป็นผู้รับผิดชอบกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบินทร็อพ ซึ่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียตและเยอรมนีจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 เมื่อฮิตเลอร์ได้โจมตีสหภาพโซเวียต โมโลตอฟได้ดำเนินการเจรจาอย่างเร่งด่วนกับอังกฤษ และต่อมาคือ สหรัฐอเมริกาเพื่อพันธมิตรในยามสงคราม เขาได้รับข้อตกลงจากแฟรงคลิน ดี. โรเซอเวลต์และวินสตัน เชอร์ชิล ในการสร้าง"แนวรบที่สอง" ในยุโรป
  • มีฮาอิล คาลีนิน ตลอดช่วงสงคราม เขาได้เป็นประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียตสูงสุดแห่งสหภาพโซเวียต ประมุขรัฐแห่งสหภาพโซเวียตเพียงแค่ในนาม แม้ว่าเขาจะเป็นประมุขรัฐ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่สตาลินเป็นผู้นำสงครามที่ไม่มีใครโต้แย้งและมีอำนาจสูงสุดเหนือสหภาพโซเวียต ผู้อาวุโสแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ คาลีนินเป็นสมาชิกคนสำคัญในวงในของสตาลินจนกระทั่งเสียชีวิต เขาได้ลงนามในคำสั่งอนุมัติการสังหารหมู่กาตึญ
  • อีวาน บากราเมียน เป็นผู้บัญชาการแห่งแนวรบบอลติกที่ 1 เขาเป็นผู้วางแผนการรุกที่ผลักดันกองทัพเยอรมันออกไปจากรัฐบอลติก
  • วาซีลี ชุยคอฟ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่ 64 และต่อมาก็กองทัพที่ 62 ซึ่งได้คอยป้องกันเมืองสตาลินกราด ในช่วงยุทธการที่สตาลินกราดที่สำคัญอย่างยิ่ง
  • เลโอนิด โกโวลอฟ กลายเป็นผู้บัญชาการโซเวียตในเลนินกราดใน ค.ศ. 1942 และบังคับบัญชาการกองกำลังเลนินกราดในปฏิบัติการสปาร์ค ใน ค.ศ. 1944 เขาได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียต
  • อีวาน โคเนฟ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพที่ 19 ในช่วงต้นของการรุกรานของนาซี เขาได้นำกองทัพแดงบนแนวรบด้านตะวันออกและปลดปล่อยยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ เขาได้ให้ความช่วยเหลือในการยึดครองเบอร์ลิน
  • คีริลล์ เมเรตสคอฟ บังคับบัญชาแก่กองทัพที่ 7 ในช่วงสงครามฤดูหนาว เขาได้รับผิดชอบจากการบุกทะลวงแนวมันเนอร์เฮม
  • เซอร์เก คุดยาคอฟ จอมพลกองทัพอากาศและบังคับบัญชาการแก่กองทัพอากาศที่ 1
  • คอนสตันติน โรคอสซอฟสกี เขาได้รับแต่งตั้งเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียต เนื่องจากการวางแผนของเขาในปฏิบัติการบากราตีออน
  • บอริส ชาโปชนิคอฟ
  • เซมิออน ตีโมเชนโค
  • ฟิโอดอร์ ตอลบูคิน
  • อะเลคซันดร์ วาซีเลฟสกี เคยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่นายทหารแห่งกองทัพรัสเซียซึ่งได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1943
  • มัทเวย์ ซาคารอฟ
  • นีกีตา ครุชชอฟ

ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน

[แก้]
เจียง ไคเช็ค
เฉิน เฉิง (ขวาด้านหลัง) ขณะตรวจพลทหารพร้อมจอมทัพเจียง ไคเช็ค (ด้านหน้า)
  • เจียง ไคเช็ค เป็นจอมทัพแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ และประธานสภาทหารแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองสูงสุดของชาติในสมัยนั้น เขายังได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่พรรคชาตินิยมจีน(ก๊กมินตั๋ง) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 ประธานรัฐบาลแห่งชาติ เขาได้พาประเทศเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบกับญี่ปุ่น หลังเหตุการณ์สะพานมาร์โคโปโล เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ภายหลังจากที่จีนได้เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรใน ค.ศ. 1942 เขาได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพจีน ซึ่งรวมถึงพม่า
  • ซ่ง เหม่ย์หลิง เป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งสาธารณรัฐจีน และเป็นภรรยาของเจียง ไคเช็ค ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอได้รวบรวมประชาชนในการต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น เธอได้เข้าศึกษาในสหรัฐอเมริกาและสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เธอมีบทบาทที่สำคัญในการก่อตั้งความร่วมมือระหว่างจีนและอเมริกา และได้ทัวร์บรรยายในสหรัฐเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ
  • หลิน เซิน เป็นประธาน(หรือประธานาธิบดี) แห่งรัฐบาลชาตินิยม ได้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐของจีนแต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง หลินเสียชีวิตใน ค.ศ. 1943 หลังจากนั้นเจียง ไคเช็คจึงรับตำแหน่งนี้เอง
  • เหอ ยิงฉิน เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารของสภาทหารแห่งชาติ เขายังได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งภูมิภาคทหารที่ 4 และเป็นผู้นำในยุทธการที่หูหนานตะวันตกซึ่งได้รับชัยชนะใน ค.ศ. 1945 เขาได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนและกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพิธีวันที่ 9 กันยายน ณ เมืองหนานจิง เพื่อยอมรับแถลงการณ์การยอมจำนนของญี่ปุ่น
  • เฉิน เฉิง เป็นนายพลแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ และเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในสภาทหารแห่งชาติ เขาเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เจียง ไคเช็คไว้วางใจมากที่สุด เขาเป้นผู้นำในยุทธการที่อู่ฮั่น และต่อมาได้เป็นผู้นำในยุทธการที่ฉางซา ยุทธการที่อี้ชาง และยุทธการที่หู่เป่ยตะวันตกในช่วงหลัง ใน ค.ศ. 1943 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศจีนในการทัพพม่า หลังสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการ
  • ไป่ ฉงซี - เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของขุนศึกจากกวางสีนามว่า หลี่ ซ่งเริน และรองหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารของสภาทหารแห่งชาติ เขาเป็นนักยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่โน้มนาวให้เจียง ไคเช็คใช้กลยุทธ์ "สงครามเบ็ดเสร็จ" เขายังได้มีส่วนร่วมในการทัพครั้งสำคัญหลายครั้ง รวมทั้งชัยชนะครั้งใหญ่ครั้งแรกในยุทธการที่ไท่เอ๋อจวงและยุทธการที่อู่ฮั่นใน ค.ศ. 1938 เขายังได้เป็นผู้บัญชาการในยุทธการที่ฉางซาครั้งแรกและได้รับชัยชนะอีกครั้งใน ค.ศ. 1939 นอกจากนี้ ไป่ยังได้บัญชาการในยุทธการที่กวางสีตอนใต้ และยุทธการที่ช่องเขาคุนหลุนเพื่อยึดกวางสีตอนใต้กลับคืนมาในภายหลังอีกด้วย
  • หลี่ ซ่งเริน อดีตขุนศึกจากกวางสีซึ่งได้จับมือเป็นพันธมิตรกับเจียง ไคเชกในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เขาเป็นผู้บัญชาการในยุทธการที่ซูโจว และมีชื่อเสียงในชัยชนะในยุทธการที่ไท่เอ๋อจวง ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งสำคัญครั้งแรกของจีนในสงคราม และเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอาวุธยุโธปกรณ์ที่ดีกว่ากองทัพอื่น ๆ ของจีนในช่วงสงคราม
  • หยาน ซีซาน อดีตขุนศึกจากชานซีซึ่งได้จับมือเป็นพันธมิตรกับเจียง ไคเชกในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ในช่วงแรกของการรุกรานของญี่ปุ่น เขาได้เชิญกองกำลังทหารคอมมิวนิสต์เข้าสู่ชานซีเพื่อต่อสู้รบกับญี่ปุ่นและป้องกันไทหยวนใน ค.ศ. 1937 เขาเป็นสมาชิกของสภาทหารแห่งชาติและผู้บัญชาการแห่งภูมิภาคทหารที่ 2
  • เหว่ย หลี่ฮวง เป็นพลเอกแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศจีนใน ค.ศ. 1939 และ ค.ศ. 1944 ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการภาคพื้นดินที่สำคัญเพื่อให้การสนับสนุนแก่การรุกของพลเอกสหรัฐ โจเซฟ ดับเบิลยู สติลเวลล์ในทางตอนเหนือของพม่าและยูนหนานตะวันตก และการก่อสร้างถนนเลโด
  • เซฺว เยฺว่ - เป็นพลเอกแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและผู้บัญชาการแห่งภูมิภาคทหารที่เก้า เขาเป็นที่รู้จักในการป้องกันเมืองฉางซาจากการรุกรานของญี่ปุ่นถึงสามครั้งใน ค.ศ. 1939 ค.ศ. 1941 และ ค.ศ. 1942
  • แคลร์ ลี เชนโนลต์ เป็นผู้บัญชาการแห่งหน่วยพยัคฆ์บิน แต่เดิมเป็นที่ปรึกษาทางทหารของเจียงไคเช็ค เชนโนลต์ได้รับมอบหมายให้จัดตั้งฝูงบินอเมริกันเพื่อช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐจีน เชนโนลต์ใช้เวลาช่วงฤดูหนาว ปี ค.ศ. 1940-1941 ในกรุงวอชิงตัน เพื่อช่วยเจรจาในการจัดตั้งกลุ่มทหารอาสาสมัครชาวอเมริกัน(AVG) AVG ได้เริ่มต้นเข้าประจำการในกองทัพอากาศจีนใน ค.ศ. 1941 จนกระทั่งได้ถูกยุบใน ค.ศ. 1942
  • เหมา เจ๋อตุง เป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้จัดตั้ง"แนวร่วม" กับรัฐบาลชาตินิยมเพื่อต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น กองทัพแดงได้รับการจัดระเบียบใหม่เป็นกองทัพใหม่ที่ 4 และกองทัพลู่ที่แปด ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาการของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ แม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะยังควบคุมกองทัพทั้งหมด ความร่วมมือระหว่างฝ่ายชาตินิยมและฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้เริ่มพังทลายลงใน ค.ศ. 1939 เมื่อกองกำลังทั้งสองได้ปะทะกัน และส่งผลให้สิ้นสุดลง หลังเหตุการณ์กองทัพใหม่ที่สี่ใน ค.ศ. 1941
  • จู เต๋อ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพลู่ที่แปด และเป็นผู้นำทหารระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน
  • เผิง เต๋อหวย - เป็นผู้บัญชาการทหารในช่วงการรุกร้อยกรมทหาร การรุกของคอมมิวนิสต์ขนาดใหญ่ในช่วงสงคราม

ประเทศฝรั่งเศส สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 (ถึง พ.ศ. 2483)

[แก้]
อาลแบร์ เลอเบริง
  • อาลแบร์ เลอเบริง ประธานาธิบดีคนสุดท้ายแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ใน ค.ศ. 1940 เขาถูกบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนของฝรั่งเศสต่อเยอรมนี และถูกแทนที่โดยฟิลิป เปแต็ง ในฐานะประมุขแห่งรัฐฝรั่งเศส (ดูที่วิชีฝรั่งเศส) ใน ค.ศ. 1944 เลอเบริงได้ให้การยอมรับความเป็นผู้ของเดอ โกลในรัฐบาลชั่วคราวของฝรั่งเศสที่ได้รับการฟื้นฟู ใน ค.ศ. 1945 เนื่องจากเขาไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และเปแต็งก็ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เลอเบริงจึงคิดว่าเขาสามารถกลับมามีอำนาจอีกครังภายหลังการปลดปล่อย
  • เอดัวร์ ดาลาดีเย เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938-1940 เขาเป็นผู้นำประเทศในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ดาลาดีเยได้ลาออก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 หนึ่งวันก่อนที่เยอรมนีจะบุกครองฝรั่งเศส เนื่องจากความล้มเหลวในการช่วยเหลือฟินแลนด์ในการป้องกันในสงครามฤดูหนาว
  • ปอล แรโน สืบทอดตำแหน่งต่อจากดาลาดีเยในฐานะนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1940 และนำฝรั่งเศสในช่วงยุทธการที่ฝรั่งเศส แรโนได้รับคำแนะนำจากฟิลิป เปแต็ง รัฐมนตรีแห่งรัฐคนใหม่ให้ทำข้อตกลงสันภาพที่แยกจากกับเยอรมนี แรโนปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นและลาออก
  • ฟีลิป เปแต็ง เป็นนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1940
  • มอริส กาเมอแล็ง ซึ่งได้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสในช่วงวันสำคัญของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 ก่อนที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารภป้องกันฝรั่งเศสจากเยอรมนีได้
  • แม็กซิม เวย์แกนด์ ได้เข้ามาแทนที่กาเมอแล็งในฐานะผู้บัญชาการแห่งกองทัพฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 ในท้ายที่สุด เขาก็ได้ให้การสนับสนุนในการทำข้อตกลงสงบศึกกับเยอรมนี

ประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (กองกำลังฝรั่งเศสเสรี ขบวนการฝรั่งเศสเสรี)

[แก้]
ชาร์ล เดอ โกล
  • ชาร์ล เดอ โกล เป็นผู้นำขบวนการฝรั่งเศสเสรี และในฐานะผู้นำรัฐบาลผลัดถิ่นของฝรั่งเศสภายหลังจากฝรั่งเศสได้ถูกยึดครอง เขาได้ต่อต้านฝ่ายที่ให้ความร่วมมืออย่างรุนแรง และในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายต่อต้านของฝรั่งเศสเพียงในนาม และนำกองทัพปลดปล่อยฝรั่งเศสตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงสงครามยุติลง
  • อ็องรี ฌีโร เป็นคู่แข่งของเดอ โกลและเป็นที่ชื่นชอบของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก เขาได้หลบหนีออกจากเยอรมนีซึ่งเขาได้ถูกคุมขังในฐานะเชลยศึกและร่วมก่อตั้งขบวนการฝรั่งเศสเสรีกับเดอ โกล แต่ไม่นานก็ถูกลดตำแหน่งลงมาเป็นรองผู้บัญชาการแห่งกองกำลังฝรั่งเศสเสรีภายหลังจากการประชุมกาซาบล็องกาใน ค.ศ. 1943 เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพฝรั่งเศในการปลดปล่อย ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึวเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1944
  • ฟิลิปเป้ เลอแคร์ เดอ ฮัวเตอร์เลอคัว เป็นผู้นำกองกำลังฝรั่งเศสเสรี และบัญชาการกองกำลังทั้งหมดในแอฟริกาและฝรั่งเศส หลังสงครามยุติลง เขาได้บัญชาการต่อกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง เขาได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกในนามของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945
  • เฟลิกซ์ เอบูเอ้ ผู้ว่าการทหารแห่งฝรั่งเศสชาดในช่วงต้นสงคราม มีบทบาทสำคัญในการสร้างสนับสนุนฝรั่งเศสเสรีในแอฟริกาเส้นศูนย์สูตรของฝรั่งเศส เขาได้ดำรงตำแหน่งรักษาการณ์ข้าหลวงใหญ่แก่งแอฟริกาเส้นศูนย์สูตรของฝรั่งเศส
  • ฌ็อง เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังฝรั่งเศสที่หนึ่ง ซึ่งได้ยกพลขึ้นยกทางตอนใต้ของฝรั่งเศสพร้อมกำลังพล 260,000 นาย กองทัพของเขามีจำนวนมากกว่า 320,000 นาย เมื่อครั้งที่เขาเข้ามาในเยอรมนีพร้อมกับการผนวกรวมของกองกำลังฝรั่งเศสแห่งกิจการภายใน หรือ เอฟเอฟไอ (French Forces of the Interior-FFI)
  • จอร์จ คาทรูซ์ เป็นผู้นำทางทหารคนสำคัญของฝรั่งเศสในซีเรียและเลบานอนก่อนที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลของเดอ โกล
  • อันเดร เลมอนเนียร์ เป็นพลเรือเอกชาวฝรั่งเศสที่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพเรือฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1943 และเป็นผู้นำกองทัพเรือฝรั่งเศสในการเข้าร่วมปฏิบัติการดรากูน (เรือรบ 34 ลำ รวมถึงเรือประจัญบาน 1 ลำ และเรือลาดตระเวน 8 ลำ)

ประเทศเบลเยียม ราชอาณาจักรเบลเยียม

[แก้]
  • เลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งเบลเยี่ยม ตั้งแต่ ค.ศ. 1934 ถึง ค.ศ. 1951 ก่อนสงคราม เลโอโปลด์ทรงได้เตรียมการอย่างมากเพื่อรับการรุกรานประเทศของพระองค์ ภายหลังจากการยอมจำนนของเบลเยียม เลโอโปลด์ยังคงทรงอยู่เพื่อเผชิญหน้ากับผู้รุกราน ในฐานะที่รัฐบาลของพระองค์ทั้งหมดได้หลบหนีไปยังอังกฤษ แต่ถึงแม้พระองค์จะปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเยอรมันผู้ยึดครอง แต่พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะต่อต้านนโยบายของพวกเขาหลายอย่างอย่างแข็ง พระองค์ถูกกักบริเวณในวังในเบลเยียมเกือบตลอดช่วงสงคราม เนื่องจากทรงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลถือว่าเป็นละเมิดรัฐธรรมนูญ พระองค์จึงถูกประกาศว่า "ไม่สามารถปกครองประเทศได้" และปัญหานี้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลังสงคราม
  • ฮิวเบิร์ต เพียร์ลอต เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเบลเยี่ยม ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง 1945 เพียร์ลอตได้กลายเป็นผู้นำรัฐบาลในช่วงสงครามลวง จนกระทั่งการรุกรานของเยอรมนี เพียร์ลอตได้หลบหนีไปยังสหราชอาณาจักร และนำรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งเบลเยียม และควบคุมจัดตั้งกองกำลังเบลเยียมเสรี แม้จะมีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม แต่เพียร์ลอตได้ประณามการยอมจำนนของเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียมและระงับการครองราชย์อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1940 โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญเบลเยียม ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์อย่างยาวนานระหว่างฝ่ายกษัตริย์นิยมในเบลเยียมและรัฐบาลพลัดถิ่นในลอนดอน
  • ปิแอร์ ริคแมนส์ เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งเบลเบียมคองโก อาณานิคมที่สำคัญของเบลเยียม ตลอดช่วงสงคราม ริคแมนส์ได้ร่วมกับอัลเบิร์ต เดอ ฟลีชอว์เวอร์ รัฐมนตรีแห่งกระทรวงอาณานิคม ริคแมนศ์ได้นำคองโกเข้าสู่สงคราม ท่ามกลางความกังวลว่า อาณานิคมอาจเดินตายรอยเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียมและพยายามวางตัวเป็นกลาง ในช่วงทีริคแมนส์ดำรงตำแหน่ง กองกำลังคองโกถูกส่งไปสนับสนุนกองกำลังอังกฤษในแอฟริกาตะวันออก และคองโกได้มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างมากต่อความพยายามทำสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร
  • วิคเตอร์ ฟาน สไตรดอนค์ เดอ เบิร์กเคิล เป็นพลเอกแห่งกองทัพเบลเยียม ซึ่งบัญชาการต่อเขตทางทหารที่ 1 ในช่วงบุกครองเบลเยียม ภายหลังการยอมจำนนของเบลเยียมใน ค.ศ. 1940 เขาได้กลายเป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังเบนเยียมในอังกฤษ และควบคุมการจัดตั้งกองกำลังเสรีเบลเยียม ภายหลังการปลดปล่อยเบลเยียม เขาได้กลายเป็นหัวหน้าภารกิจทางทหารของเบลเยียมแห่งกองบัญชาการสูงสุดกำลังรบนอกประเทศสัมพันธมิตร

สาธารณรัฐแห่งสหรัฐบราซิล

[แก้]
เฌตูลียู วาร์กัส
  • เฌตูลียู วาร์กัส เป็นประธานาธิบดีแห่งบราซิลเป็นเวลาสองสมั ครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1930 ถึง ค.ศ. 1945 ระหว่างปี ค.ศ. 1937 และค.ศ. 1945 เขาได้ปกครองประเทศในฐานะเผด็จการภายใต้ระบอบเอสตาโดโนโว แม้ว่าบราซิลจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับนาซีเยอรมนี แต่วาร์กัสก็ได้เข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร หลังจากที่เรือสินค้าของบราซิลถูกเรืออูของเยอรมันจมลง และประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนีและฟาสซิสต์อิตาลีในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1942 วาร์กัสได้ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการทหาร(กองกำลังรบนอกประเทศบราซิล) แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร
  • ฌูเวา บาชิสตา มัสกาเรญัส จี โมไรส์ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศบราซิล เขาได้เดินทางมาถึงอิตาลีพร้อมกับกองกำลังทหารชาวบราซิลชุดแรกใน ค.ศ. 1944 และบัญชาการต่อกองทัพบราซิลจนกระทั่งการยอมจำนนของกองกำลังฝ่ายอักษะในอิตาลี หลังสงครามยุติลง เขาได้รับเลื่อนยศเป็นจอมพล
  • ยูคลิดส์ เซโนบิโอ ดา คอสตา เป็นผู้บัญชาการกองทหารชาวบราซิลชุดแรกที่เดินทางไปถึงอิตาลี กองรบพิเศษทหารราบที่ 6

ประเทศเดนมาร์ก ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

[แก้]

ประเทศกรีซ ราชอาณาจักรกรีซ

[แก้]
  • เยออร์ยีโอสที่ 2 แห่งกรีซ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรีซ ตั้งแต่ ค.ศ. 1922 ถึง ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ ค.ศ. 1935 จนกระทั่งทรงสวรรคตในปี ค.ศ. 1947 พระเจ้าเยออร์ยีโอสทรงสนับสนุนต่ออังกฤษ และจุดยืนนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อนโยบายของประเทศ เมื่อเยอรมนีบุกครองกรีซ พระมหากษัตริย์และรัฐบาลได้ลี้ภัยจากแผ่นดินใหญ่ของกรีซไปยังเกาะครีต แต่ภายหลังจากยุทธการที่เกาะครีต พระองค์ทรงอพยพไปยังอียิปต์และเกาะอังกฤษ ในช่วงสงคราม พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพลัดถิ่นและกองทัพกรีกที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง
  • เอียนนิส เมทาซัส เป็นผู้นำเผด็จการ และตั้งแต่ ค.ศ. 1936 จนกระทั่งได้เสียชีวิตใน ค.ศ. 1941 แม้ว่าจะมีแนวโน้มกึ่งฟาสซิสต์และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับนาซีเยอรมนี แต่เขาก็ดำเนินนโยบายวางตัวเป็นกลางที่สนับสนุนแก่อังกฤษ ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1940 เขาได้ปฏิเสธการยื่นคำขาดของอิตาลี และสั่งให้กองทัพกรีกต่อต้านการรุกรานของอิตาลี
  • เอ็มมานูเอล ซูเดโรส เป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของกรีซในช่วงการบุกครองของเยอรมนี นอกจากนี้ เขายังเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและดำรงตำแหน่งที่ยาวนานที่สุดของรัฐบาลพลัดถิ่นกรีซ ซึ่งเป็นตัวแทนกองกำลังเสรีกรีก ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการต่อต้านของกรีกในช่วงที่ฝ่ายอักษะเข้ายึดครองกรีซ
  • จอร์จ ปาปันเดรู เป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของรัฐบาลพลัดถิ่นกรีซ เขายังได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งกรีซคนแรก ภายหลังการปลดปล่อยจากฝ่ายอักษะ ในช่วงระหว่างการฟื้นฟูรัฐบาลเสรีพลัดถิ่น
  • อเล็กซานเดอร์ ปาปาโกส เป็นพลเอกชาวกรีกที่นำกองทัพกรีกในสงครามกรีก-อิตาลี และยุทธการที่กรีซ ในฐานะผู้นำแห่งกองทัพบก ตั้งแต่ ค.ศ. 1935 เขาได้มีบทบาทที่สำคัญในความพยายามในการปรับโครงสร้างและสร้างความทันสมัยให้กับกองทัพ เมื่อมีการประกาศสงคราม เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนำกองทัพกรีกเข้าโจมตีอิตาลีตามแนวชายแดนแอลเบเนีย และต่อมาก็ต้านทานกองทัพเยอรมันที่เข้ามารุกราน เมื่อรัฐบาลกรีกได้ลี้ภัยไปยังเกาะครีต ปาปาโกสยังคงอยู่เบื้องหลัง และอยู่กับเหล่านายพลคนอื่น ๆ ในช่วงหลายปีที่ถูกยึดครอง เขาได้จัดตั้งองค์กรฝ่ายต่อต้าน แต่ถูกจับกุมโดยอำนาจฝ่ายยึดครองและถูกส่งไปยังค่ายกักกันในเยอรมนี ค.ศ. 1945 ภายหลังจากชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร เขาได้รับการปลดปล่อย ถูกส่งตัวกลับประเทศ และกลับเข้าร่วมกองทัพอีกครั้ง
  • จอร์จ เซียนโตส เป็นผู้นำหลักของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ(EAM) ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายต่อต้านที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
  • นโปเลียน เซอร์วาส เป็นผู้นำของสันนิบาตรีพับลิกันแห่งชาติกรีก(EDES) ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายต่อต้านที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่สองของประเทศ
  • แอริส เวลูชิโอติส เป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าของกองทัพปลดปล่อยประชาชนชาวกรีก(ELAS) กองกำลังกองโจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เคียงข้างกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติที่เป็นฝ่ายซ้าย
  • อาร์ชบิชอป ดามัสคิโนส ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกรีซ ในช่วงการยึดครองของเยอรมนีได้สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1944 และเยออร์ยีโอสที่ 2 แห่งกรีซ ได้เสด็จกลับกรีซใน ค.ศ. 1946

ประเทศเม็กซิโก เม็กซิโก

[แก้]
มานูเอล อาวิลา คามาโช
  • มานูเอล อาวิลา คามาโช เป็นพลจัตวาและประธานาธิบดีแห่งเม็กซิโก ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1946 อาวิลาได้ประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะใน ค.ศ. 1942 ภายหลังเรือสองลำของเม็กซิโกถูกทำลายโดยเรือดำน้ำของเยอรมัน อาวิลา คามาโชได้ให้ความร่วมมือในสงคราม โดยจัดหาทหาร 15,000 นายและคนงาน 300,000 คน ให้แก่สหรัฐภายใต้โครงการบราเซโร
  • อันโตนิโอ คาร์เดนัส โรดริเกซ เป็นพันเอกและผู้บัญชาการแห่งกองกำลังรบนอกประเทศเม็กซิกัน(Fuerza Aérea Expedicionaria Mexicana (FAEM)) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1945 เขาพร้อมด้วยกำลังพล 300 นายจาก FAEM ได้เดินทางถึงกรุมมะนิลา เกาะลูชอน เกาะหลักฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม และประจำการที่สนามบินคลาร์กภายใต้กองทัพอากาศที่ 5 แห่งกองทัพอากาศทหารบกสหรัฐ(USAAF) ภายใต้บังคับบัญชาของพลเอกดักลาส แมคอาเธอร์ เขาเป็นตัวแทนของเม็กซิโกในการลงนามเอกสารยอมจำนนของญี่ปุ่นบนเรือยูเอ็สเอ็ส มิสซูรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน
  • ราดาเมส กาซิโอลา อันดราเด เป็นกัปตันและผู้บัญชาการแห่งทีมที่ 201 (Escuadrón 201) ของ FAEM ภายใต้กลุ่มที่ 58 ของกองทัพอากาศที่ 5 แห่ง USAAF เขาได้สั่งการปฏิบัติการทางอากาศของเม็กซิโกบนเกาะลูชอนและบินตรวจการณ์บนเกาะฟอร์โมซา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 26 สิงหาคม ค.ศ. 1945 โดยรวมแล้ว FAEM ได้ออกปฏิบัติการรบทั้งหมด 59 ครั้ง

ประเทศโปแลนด์สาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2 (ถึง ค.ศ. 1938)

[แก้]
  • อิกนาซี มอชชีสกี เป็นประธานาธิบดีแห่งโปแลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1926 ถึง ค.ศ. 1939 ภายหลังการบุกครองโปแลนด์ เขาถูกบังคับให้ลาออกและลี้ภัยไปยังสวิตเซอร์แลนด์
  • เฟลิชจาน สลาวอจ สกวาดคอฟสกี้ เป็นแพทย์ พลเอก และนักการเมืองชาวโปแลนด์ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง 1939 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของโปแลนด์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังการบุกครองโปแลนด์ของเยอรมนี เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เขาได้หลบหนีไปยังโณมาเนียและถูกกักตัวไว้ที่นั่น ภายหลังจากการยึดครองโรมาเนียของเยอรมนีใน ค.ศ. 1940 เขาได้เดินทางไปยังตุรกีและปาเลสไตน์ ในปี ค.ศ. 1947 เขาได้เดินทางไปยังลอนดอน และเสียชีวิตใน ค.ศ. 1962
  • เอ็ดเวิร์ด ริดซ์-ชมิกลี เป็นจอมพลแห่งโปแลนด์และผู้บัญชาการแห่งกองทัพโปแลนด์ในช่วงการบุกครองโปแลนด์ ภายหลังการบุกครอง ชมิกลี-ริดช์ ได้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความปราชัยทางทหารของโปแลนด์ ต่อมาเขาได้ลาออกและเข้าร่วมขบวนการต่อต้านในฐานะทหารใต้ดิน
  • เฮนริก ซูชาร์สกี้ เป็นพันตรีในกองทัพโปแลนด์ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ปะทุขึ้น เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งเวสเทอร์แพลท กองกำลังทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขาได้ป้องกันเวสเทอร์แพลทเป็นเวลาเจ็ดวันท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ซูชาร์สกี้ได้รอดชีวิตจากสงครามและได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอกภายหลังการเสียชีวิต แม้ว่าจะพยายามปรับปรุงการป้องกัน แต่ต่อมาเขาก็ได้พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนนายทหารให้ยอมจำนน และเกิดอาการป่วยทางจิตจนต้องรองผู้ช่วยของเขามารับหน้าที่บังคับบัญชาแทน

รัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์ (รัฐลับโปแลนด์)

[แก้]
  • ววาดึสวัฟ รัตช์กีแยวิตช์ เป็นประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1947 เมื่อนาซีได้บุกครองโปลแลนด์ รัตช์กีแยวิตช์ได้ลีภัยไปยังลอนดอนที่เขาได้ก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
  • ววาดือสวัฟ ชีคอร์สกี เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์และผู้บัญชาการแห่งกองกำลังโปแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันในเวทีการฑูต เขาได้สนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างโปแลนด์และสหภาพโซเวียตซึ่งถูกตัดขาดหลังสหภาพโซเวียตได้เป็นพันธมิตรกับเยอรมนี ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1943 ซีคอร์สกีได้เสียชีวิตลง เมื่อเครื่องบินของเขาได้ตกลงในทะเลเพียง 16 วินาที หลังจากขึ้นบินจากยิบรอลตาร์
  • สตานิสลาฟ มิโคไลจ์จิค สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากชีคอร์สกี ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึง ค.ศ. 1944
  • โทมัส อาร์ชิสเซฟสกี้ สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากมิโคไลจ์จิค ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1947
  • คาซิเมียร์ซ ซอสนคอฟสกี้ สืบทอดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพโปแลนด์ต่อจากชีคอร์สกี ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึง ค.ศ. 1944
  • ววาดึสวัฟ แอนเดอร์ เป็นพลเอกชาวโปแลนด์และผู้บัญชาการแห่งกองทัพน้อยที่สองในช่วงสงคราม เมื่อเยอรมนีได้บุกครองโปแลนด์ แอนเดอร์ได้หนีไปยังทางตะวันออกและถูกจับกุมโดยกองทัพแดง ภายหลังนาซีบุกครองสหภาพโซเวียต เขาได้รับการปล่อยตัว และถูกสั่งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งกองกำลังโปแลนด์ในตะวันออก จนถึงปี ค.ศ. 1942
  • ทาเดอุสซ์ บอร์-โคโมรอฟสกี้ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพบ้านเกิดในช่วงการก่อการกำเริบวอร์ซอ
  • สตานิสลาฟ มัคเซค เป็นผู้บัญชาการชาวโปแลนด์ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ในการรบ และเคยต่อสู้ในฐานะผู้บัญชาการในช่วงสงครามโปแลนด์-โซเวียต การบุกครองโปแลนด์ใน ค.ศ. 1939 และตั้งแต่หลังการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดีครั้งแรกจนถึงสงครามยุติลงในฐานะผู้บัญชาการแห่งกองพลยานเกราะที่หนึ่ง (โปแลนด์)(เนินเขา 262, เบรดา, วิลเฮ็ลมส์ฮาเฟิน)
  • สตานิสลาฟ โซซาบอว์สกี้ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองพลน้อยโดดร่มชูชีพอิสระที่ 1 ของโปแลนด์ ซึ่งต่อสู้รบด้วยความโดดเด่นที่อาร์เนม
  • แมเรียน คูเคียล ผู้บัญชาการแห่งกองทัพน้อยโปแลนด์ที่ 1 ตั้งแต่การก่อตั้งใน ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1942 เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามในรัฐบาลพลัดถิ่น ตั้งแต่ ค.ศ 1943 ถึง ค.ศ. 1944
  • ยาน ซุมบัค เป็นผู้นำฝูงบินแห่งฝูงบินเครื่องบินขับไล่โปแลนด์ หมายเลข 303 ตั้งแต่ ค.ศ. 1942 ถึง ค.ศ. 1943 ซุมบัคไม่เคยเข้าร่วมรบในช่วงการบุกครองโปแลนด์แต่กลับเข้าร่วมในยุทธเวหาที่บริเตน ซุมบัคได้รับรางวัลกางเขนแห่งความกล้าหาญ(Cross of Valor) จากการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงคราม

สาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย

[แก้]
  • คอร์ลูจีน ชอยบาลซาน เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งมองโกลเลียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และยังเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพมองโกลเลียอีกด้วย กองกำลังภายใต้บังคับบัญชาของเขาได้ป้องกันฮาลฮิน กอลจากญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1939 และปลดปล่อยมองโกเลียในในปี ค.ศ. 1945

ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย

[แก้]
ยอซีป บรอซ ตีโต
  • ปีเตอร์ที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์แห่งยูโกสลาเวียองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1934 ถึง ค.ศ. 1945 ในฐานะฝ่ายปรปักษ์ของนาซีเยอรมนี เขาได้เข้าร่วมในการก่อรัฐประหารที่อังกฤษให้การสนับสนุนเพื่อต่อต้านเจ้าชายพอล ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปีเตอร์ถูกบังคับให้ออกจากประเทศหลังการบุกครองของฝ่ายอักษะ ใน ค.ศ. 1944 เขาได้ลงนามในสนธิสัญญาวิส ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะแบ่งปันอำนาจกับยอซีป บรอซ ตีโต แต่หลังสงคราม ปีเตอร์ทรงถูกปลดออกจากราชบังลังก์ในการลงประชามติที่ถูกจัดขึ้นโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์
  • ดราฌา มิฮาอิลอวิช เป็นผู้นำของเชทนิกส์ ขบวนการต่อต้านของฝ่ายกษัตริย์นิยม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพลัดถิ่นจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 เมื่อรัฐบาลได้เปลี่ยนการสนับสนุนไปยังกลุ่มพลพรรคของยอซีป บรอซ ตีโต ภายใต้แรงกดดันจากอังกฤษ มิฮาอิลอวิชได้รับเหรียญเกียรติยศสงครามสูดสุดจากฝรั่งเศสและสหรัฐ(Legion of Merit) หลังสงคราม เขาได้ถูกประหารชีวิตโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ของตีโต ใน ค.ศ. 1945 ในข้อหากบฏ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ใน ค.ศ. 2015 เขาได้รับการล้างมลทินโดยศาลสูงสุดแห่งเซอร์เบีย
  • ยอซีป บรอซ ตีโต เป็นผู้นำของขบวนการต่อต้านพลพรรคยูโกสลาเวีย ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ตีโตมีแนวคิดทางการเมืองแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่กลับสามารถรวบรวมการสนับสนุนทั่วประเทศเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ และโน้มน้าวให้รัฐบาลฝ่ายสัมพันธมิตรให้เชื่อว่ามีเพียงกองกำลังของเขาเท่านั้นที่สามารถต่อต้านฝ่ายอักษะในยูโกสลาเวียได้อย่างน่าเชื่อถือ เมื่อสงครามได้ยุติลง ยูโกสลาเวียที่ถูกยึดครองได้ดึงดูดความสนใจจากกองพลเยอรมันไม่น้อยกว่า 20 กองพล ทำให้เกิดปฏิบัติการสำคัญหลายครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1942-1944 ซึ่งไร้ผล ในที่สุด ด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังโซเวียตที่กำลังรุกคืบ พลพรรคจึงสามารถปลดปล่อยยูโกสลาเวียได้สำเร็จ โดยมีจำนวนทหารถึง 800,000 นาย ในช่วงสุดท้ายของปฏิบัติการ
  • ดูซาน ซิโมวิช เป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพหลวงยูโกสลาเวียและนายกรัฐมนตรี
  • สโลโบแดน โจวาโนวิก เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นยูโกสลาเวียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1942 ถึง วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1943
  • อีวาน ชูบาชิช เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลพลัดถิ่นยูโกสลาเวีย เมื่อสนธิสัญญาวิส(ข้อตกลงตีโต-ซูบาชิช) ได้ถูกลงนาม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1944

ประเทศเชโกสโลวาเกีย สาธารณรัฐเชโกสโลวาเกียเสรี

[แก้]

แอลเบเนียเสรี

[แก้]

ประเทศลักเซมเบิร์ก ราชรัฐลักเซมเบิร์ก

[แก้]
  • แกรนด์ดัชเชสชาร์ล็อต ประมุขรัฐแห่งลักเซมเบิร์ก
  • ปิแอร์ ดูปอง เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งลักเซมเบิร์ก และต่อมาก็ได้นำรัฐบาลพลัดถิ่นภายหลังจากประเทศได้ถูกยึดครอง
  • เอมิล สเปลเลอร์ เป็นผู้บัญชาการทหารระดับยศพันตรีแห่งกองกำลังทหารลักเซมเบิร์ก ในช่วงการบุกครองลักเซมเบิร์ก เขาได้ถูกจับเข้าคุกในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • กีโยม คอนส์บรุค เป็นกัปตันที่หลบหนีออกจากลักเซมเบิร์กภายหลังจากการบุกครอง และทำหน้าที่เป็นนายทหารคนสนิทของแกรนด์ดัชเชสชาร์ล็อคในช่วงระหว่างการลี้ภัย เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรีและกลับมายังลักเซมเบิร์กใน ค.ศ. 1944 และช่วยเหลือในการจัดตั้งกองทัพใหม่ให้กับประเทศ

ประเทศนอร์เวย์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์

[แก้]
  • โฮกุนที่ 7 แห่งนอร์เวย์ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งนอร์เวย์และทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 จนกระทั่งทรงสวรรคตใน ค.ศ. 1957 ภายหลังจากเยอรมันบุกครองนอร์เวย์ใน ค.ศ. 1957 โฮกุนทรงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของผู้โจมตี และเสด็จลี้ภันไปยังลอนดอน ซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสงครามได้ยุติลง
  • โยฮัน ไนการ์ดสโวลด์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งนอร์เวย์ในช่วงสงคราม รัฐบาลของเขาได้ตกลงกับพระมหากษัตริย์ที่จะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของเยอรมัน และลี้ภัยไปยังลอนดอน ไนการ์ดสโวลด์ได้ลาออกไม่นานหลังสงคราม
  • อ็อตโต้ รูเก้ เป็นหัวหน้าของการป้องกันนอร์เวย์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 โดยเป็นผู้นำกองกำลังนอร์เวย์ในการทัพนอร์เวย์ ภายหลังจากเยอรมันบุกครองนอร์เวย์ รูเกได้ถูกจับกุมและถูกส่งตัวไปยังเยอรมนี เขาได้กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งไม่นานภายหลังสงคราม
  • มกุฎราชกุมารโอลาฟ เป็นหัวหน้าของการป้องกัน นำกองทัพนอร์เวย์พลัดถิ่น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ค.ศ. 1944
  • คาร์ล กุสตาฟ เฟลสเชอร์ เป็นผู้บัญชาการแห่งกองพลนอร์เวย์ที่ 6 ในช่วงการทัพนอร์เวย์ เขาเป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในการเข้ายึดครองนาร์วิกกลับคืน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 และต่อมาได้ลี้ภัยไปยังสหราชอาณาจักร ที่เข้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งกองทัพนอร์เวยในพลัดถิ่น เขาเป็นผู้บัญชาการคนแรกที่ได้รับชัยชนะครั้งสำคัญต่อเยอรมัน

ประเทศเนเธอร์แลนด์ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

[แก้]
สมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินาแห่งเนเธอร์แลนด์
  • วิลเฮลมินาแห่งเนเธอร์แลนด์ เป็นสมเด็จพระราชชินีนาถผู้ปกครองแห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงนำรัฐบาลพลัดถิ่นของเนเธอร์แลนด์ ภายหลังจากได้ลี้ภัยไปยังอังกฤษ
  • เจ้าชายแบร์นฮาร์ทแห่งลิพเพอ-บีสเทอร์เฟ็ลท์ เป็นพระราชบุตรเขยของสมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินา และผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1945 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการปีกจากกองบินหลวง ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1944
  • ดีร์ก ยัน เดอ เคร์ เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง ค.ศ. 1940 เมื่อนาซีเยอรมนีบุกครองเนเธอร์แลนด์ เขาได้ลี้ภัยไปยังลอนดอน เนื่องจากเขาต้องการที่จะสร้างสันติภาพกับนาซีเยอรมนี เขาจึงถูกบังคับให้ลาออก
  • ปีเตอร์ สโจเอิร์ดส์ เกอร์บรันดี เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 ถึง ค.ศ. 1945 ภายหลังจากฝรั่งเศสถูกยึดครอง และการลาออกของดีร์ก ยัน เดอ เคร์ เกอร์บรันดีได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินาในลอนดอน ภายหลังจากการปลดปล่อย เขาได้เดินทางกลับมาจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่สุดท้ายก็ลาออก
  • เฮนรี วิงเคิลแมน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเนเธอร์แลนด์ในช่วงยุทธการที่เนเธอร์แลนด์ วิงเคิลแมนเป็นผู้รับผิดชอบในการปกป้องเนเธอร์แลนด์จากการบุกครองของนาซี เขาถูกจับกุมและกักขังไว้ตลอดช่วงที่เหลือของสงคราม
  • อลิดิอุส จาร์ดา ฟาน สตาร์เคนบอร์ก สตาชูเวอร์ เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งดัตซ์อินเดียตะวันออก ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1942 เมื่ออาณานิคมได้ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่น
  • คอนราด เฮลฟริช เป็นพลเรือโทแห่งราชนาวีเนเธอร์แลนด์ในช่วงการทัพดัตซ์อินเดียตะวันออก เมื่อสงครามแปซิฟิกได้ปะทุขึ้น เฮลฟริชได้เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยนาวิกโยธินของเนเธอร์แลนด์ทั้งหมดในหมู่เกาะดัตซ์อินเดียตะวันออก เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 เขาได้ลงนามในตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่นบนเรือรบประจัญบานยูเอ็สเอ็สมิสซูรีในนามของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์

ประเทศเอธิโอเปีย จักรวรรดิเอธิโอเปีย

[แก้]
สมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย

ประเทศอียิปต์ ราชอาณาจักรอียิปต์

[แก้]

ประเทศอิหร่าน รัฐจักรวรรดิแห่งอิหร่าน

[แก้]
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี
  • พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิอิหร่าน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจภายหลังจากการสละราชบังลังก์ของพระราชบิดา พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี เนื่องจากถูกบังคับสละราชบังลังก์ให้แก่พระราชโอรสภายหลังการบุกครองอิหร่านของอังกฤษ-โซเวียต
  • โมฮัมหมัด-อาลี โฟรูฟี เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอิหร่านในช่วงการสละราชบังลังก์ของพระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี เขาได้ดำรงตำแหน่งต่อไปและช่วยเหลือแก่พระเจ้าชาห์องค์ใหม่ เขาเกษียณจากการเมืองเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1942
  • แอลี โซเฮย์ลี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอิหร่านและนายกรัฐมนตรีแห่งอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ถึง 9 สิงหาคม ค.ศ. 1942 และอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 จนกระทั่งลาอกในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1944
  • อาหมัด กาวัม เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1942 ถึง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 เขาได้ยุติการก่อกบฎของสหภาพโซเวียตในจังหวัดอาเซอร์ไบจานที่ถูกยึดครอง เขาสั่งให้คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติเจรจาประเด็นต่าง ๆ ที่ค้างคาอยู่ต่อหน้าคณะรัฐมนตรีแห่งสหประชาชาติโดยตรงกับคณะผู้แทนโซเวียต จากนั้นเขาได้เดินทางไปยังมอสโกเพื่อหารือประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้กับสตาลินเป็นการส่วนตัว
  • อาลี ราซมารา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพอิหร่าน

ประเทศไลบีเรีย สาธารณรัฐไลบีเรีย

[แก้]

รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี

[แก้]
คิม กู

หมายเหตุ

[แก้]
  1. "Quezon, Philippine President, Dies;". The New York Times. 2 August 1944. สืบค้นเมื่อ 18 August 2025.
  2. "Manuel Quezon". Britannica. สืบค้นเมื่อ 18 August 2025.
  3. "Education". Puerto Rico: A Guide to t000-07-07.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  4. "RootsWeb: PUERTORICO-L Re: Navy Admirals from Puerto Rico". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-02-07. สืบค้นเมื่อ 16 March 2017.
  5. Sontag, Blind Man's Bluff.
  6. "Lieutenant General Pedro A. Del Valle, USMC". History Division. United States Marine Corps. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 23, 2006. สืบค้นเมื่อ October 10, 2006.

ดูเพิ่ม

[แก้]