ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน
Waves of paratroops land in Holland.jpg
การส่งกำลังทางอากาศลงสู่ที่หมายเหนืือแผ่นดินเนเธอร์แลนด์ ในปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน เดือนกันยายน ค.ศ. 1944
วันที่ 17–25 กันยายน ค.ศ. 1944
สถานที่ เนเธอร์แลนด์
ผลลัพธ์ ปฏิบัติการล้มเหลว สูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมาก
คู่ขัดแย้ง
Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร
Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
ธงชาติของโปแลนด์ โปแลนด์ กองกำลังกู้ชาติโปแลนด์
Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์ หน่วยใต้ดินเนเธอร์แลนด์
ธงชาติของแคนาดา แคนาดา
ธงชาติของนาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหราชอาณาจักร เบอร์นาร์ด มอนโกเมอรี (Bernard Montgomery)
สหรัฐอเมริกา ลูวิส เบรเรอตัน (Lewis H. Brereton)
สหราชอาณาจักร มิลส์ เดมป์เซ (Miles Dempsey)
สหราชอาณาจักร เฟรเดอริค บราวนิ่ง (Frederick Browning)
นาซีเยอรมนี เกิร์ด วอน รุนด์สเตดต์ (Gerd von Rundstedt)
นาซีเยอรมนี วอล์เธอร์ โมเดล (Walter Model)
นาซีเยอรมนี เคิร์ต สตูเดนต์ (Kurt Student)
นาซีเยอรมนี วิลเฮล์ม บิตตริช (Wilhelm Bittrich)
นาซีเยอรมนี กุสตาฟ-อดอล์ฟ วอน แซงเกน (Gustav-Adolf von Zangen)
กำลัง
1x กองพลยานเกราะ
2x กองพลทหารราบ
3x กองพลส่งกำลังทางอากาศ
1x กองพลน้อยส่งกำลังทางอากาศ
1x กองพลยานเกราะ (หย่อนกำลัง)
กำลังพลสูญเสีย
15,130–17,200 นาย 7,500–10,000 นาย
ภาพแสดงแผนปฏิบัติการของฝ่ายสัมพันธมิตรในปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน ทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน

ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน (อังกฤษ: Operation Market Garden) เป็นปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยประเทศอังกฤษ ในห้วงวันที่ 17-25 กันยายน ค.ศ. 1944 เหนือแผ่นดินประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้ยุทธบรรจบแบบโอบทางดิ่ง ด้วยการส่งกำลังทางอากาศเข้าสู่เขตแนวหลังของเยอรมันเพื่อยึดเมืองและสะพานขนาดใหญ่สำคัญทั้ง 5 แห่ง พร้อมทั้งให้กองกำลังภาคพื้นดิน คือ กองทัพสนามที่ 30 (The British XXX Corps) เคลื่อนที่ไปตามทางหลวงหมายเลข 69 เพื่อตีเจาะแล้วบรรจบกำลังกันที่เมืองอาร์นเน็ม (Arnhem) เพื่อรวมพลก่อนรุกคืบเข้าสู่แคว้นรูห์ (Ruhr) ทางตอนเหนือของเยอรมันต่อไป โดยฝ่ายสัมพันธมิตรมุ่งหมายที่จะเผด็จศึกฝ่ายนาซีเยอรมนีให้เสร็จสิ้นก่อนวันคริสต์มาส ปี ค.ศ. 1944

การจัดเตรียมกำลังของฝ่ายสัมพันธมิตร[แก้]

มาร์เก็ต (Market)[แก้]

มาร์เก็ต เป็นรหัสหมายถึง หน่วยส่งกำลังทางอากาศ ประกอบด้วยกองพลส่งกำลังทางอากาศ 4 หน่วย และกองพลทหารภูเขา 1 หน่วย ได้แก่

ชื่อหน่วย (ภาษาไทย) ชื่อหน่วย (ภาษาอังกฤษ) ประเทศ
กองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 1 British 1st Airborne Division Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร
กองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 82 U.S. 82nd Airborne Division Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
กองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 101 U.S. 101st Airborne Division Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
กองพลน้อย ทหารพลร่มที่ 1 Polish 1st Independent Parachute Brigade ธงชาติของโปแลนด์ โปแลนด์
กองพลทหารภูเขาที่ 52 British 52nd (Lowland) Division Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร

การ์เดน (Garden)[แก้]

ไฟล์:XXX Corps 1944-1945 shoulder flash.jpg
สัญลักษณ์ของกองทัพสนามที่ 30 เป็นรูปหมูป่า

การ์เดน เป็นรหัสหมายถึง กองกำลังภาคพื้นดิน ประกอบด้วยกองทัพสนามที่ 30 (British XXX Corps) ของอังกฤษ มีกองพลยานเกราะรักษาพระองค์ (Guards Armoured Division) เป็นหัวหอก และมีกองพลทหารราบที่ 43 และ 50 เป็นหน่วยสนับสนุน

ลำดับเหตุการณ์[แก้]

(รอเรียบเรียงข้อมูล)

การยุทธที่เมืองอาร์นเน็ม[แก้]

ไฟล์:Pegasus flash.jpg
สัญลักษณ์กองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 1 (1st Airborne Division) หรือกองพลปีศาจแดง (Red Devils) แห่งอังกฤษ
สัญลักษณ์กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 9 โฮเฮนสเตาเฟน (9th SS Panzer Division Hohenstaufen) แห่งนาซีเยอรมนี

ในห้วงปฏิบัติการดังกล่าวนั้น กองกำลังสัมพันธมิตรได้มีการปะทะกับกองกำลังเยอรมันในหลายพื้นที่ แต่พื้นที่ที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงที่สุด คือ บริเวณสะพานจอห์น ฟรอสต์ (John Frost Bridge) ที่เมืองอาร์นเน็ม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จอมพลมอนโกเมอรี่ (F.M. Bernard Montgomery)ต้องการยึดครองให้ได้ เนื่องจากเป็นสะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำหนักของหน่วยยานเกราะได้เป็นอย่างดี

ฝ่ายอังกฤษซึ่งประกอบด้วยกองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 1 (1st Airborne Division)และกองพลน้อยทหารพลร่มที่ 1 โปแลนด์ (Polish 1st Independent Parachute Brigade)ได้ปะทะกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 9 โฮเฮนสเตาเฟน (9th SS Panzer Division Hohenstaufen) ของเยอรมันที่มาพักฟื้นและปรับกำลังที่เมืองแห่งนี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยึดเชิงสะพานไว้คนละด้านก่อนจะมีการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงถึง 3 วัน 3 คืน

สะพาน John Frost ที่ทอดข้ามแม่น้ำไรน์ (Rhine River) ในปัจจุบัน ซึ่งบูรณะขึ้นมาแทนสะพานเดิม ที่ถูกทำลายหลังจากปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดนล้มเหลว

ในช่วงแรก ฝ่ายเยอรมันได้ทำการหยั่งเชิงกำลังของฝ่ายอังกฤษด้วยการส่งยานเกราะเบาและทหารราบเข้ามา จึงถูกฝ่ายอังกฤษตีโต้ยับเยินกลับไป เมื่อฝ่ายเยอรมันรับรู้ถึงขีดความสามารถของฝ่ายอังกฤษแล้ว และทราบว่าฝ่ายอังกฤษเองก็อ่อนล้าเต็มที่เนื่องจากขาดแคลนทั้งอาวุธ กระสุน และเสบียงอาหาร เพราะการส่งกำลังบำรุงทางเครื่องบินนั้นด้วยการทิ้งสิ่งของนั้นไม่ลงตามเป้าหมาย แต่กลับถูกกระแสลมก็พัดพาไปลงฝั่งเยอรมันเป็นส่วนมาก จึงทำให้ฝ่ายเยอรมันจัดทัพด้วยการใช้การกำลังยานเกราะหนักเต็มรูปแบบเข้าโจมตีอย่างหนักหน่วง จนในที่สุดฝ่ายอังกฤษก็ต้องยอมจำนนในเวลาต่อมา

ในขณะที่ทหารอังกฤษในเมืองอาร์นเน็มยอมจำนนต่อเยอรมันนั้น กองทัพสนามที่ 30 ได้อยู่ห่างจากเมืองอาร์นเน็มไปเพียง 9.4 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เนื่องจากการเคลื่อนพลนั้นใช้ยานเกราะหนัก คือ รถถัง เป็นหัวขบวนจึงทำให้การเคลื่อนพลได้ล่าช้า ทั้งยังถูกฝ่ายเยอรมันก่อกวนด้วยการวินาศกรรมสะพานขนาดเล็กตามรายทางและปล่อยน้ำเข้าท่วมพื้นที่ลุ่ม ทำให้กองทัพสนามที่ 30 ต้องเสียเวลาวางสะพานทุ่นลอยและเคลื่อนพลไปบนท้องถนน จึงทำให้ตกเป็นเป้าของฝ่ายเยอรมันที่ลอบซุ่มโจมตี (Ambush) ด้วยปืนใหญ่รถถังและปืนต่อสู้รถถังจากข้างทาง ทำให้กองพลนี้ต้องเสียเวลาในการเคลียร์เส้นทางและจัดการกับซากรถ ด้วยเหตุนี้กองทัพสนามที่ 30 จึงมิอาจยกทัพมาช่วยเหลือกองพลปีศาจแดงได้ทันการณ์

การโยกย้ายกำลังของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 9 มาที่เมืองอาร์นเน็มนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากภารกิจตีฝ่าวงล้อม (Pocket) ของอังกฤษและแคนาดาที่เมืองฟาเลส์ (Falaise pocket) ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 12-21 สิงหาคม ค.ศ. 1944 เพื่อเปิดช่องและคุ้มกันระวังหลังให้ทหารเยอรมันจากเมือง Merri และเมือง Falaise ถอยร่นออกมาทางเมือง Trun ซึ่งทางหน่วยใต้ดินของฮอลแลนด์ที่ทำงานเป็นสายลับให้อังกฤษได้รายงานข่าวกรองนี้ให้ทางอังกฤษทราบแล้ว รวมทั้งมีภาพถ่ายทางอากาศของกองทัพอากาศอังกฤษยืนยันว่ามียานเกราะของเยอรมันอยู่บริเวณใกล้กับเมืองนี้ แต่ ผบ. ควบคุมปฏิบัติการรวม คือ พลโทเฟรเดอริค บราวนิ่ง (Lt. Gen. Frederick Browning) ของอังกฤษไม่เชื่อข่าวกรองนี้ อีกทั้งยังมีการแก่งแย่งกันเอาหน้ากันระหว่างสัมพันธมิตร โดยฝ่ายอังกฤษนำโดยจอมพลมอนโกเมอรี่ ซึ่งเป็นเจ้าภาพปฏิบัติการนี้ ต้องการให้ฝ่ายอังกฤษได้หน้าในการโอบทางดิ่งด้วยการยึดสถานที่ที่สำคัญกว่าฝ่ายอเมริกัน

ซึ่งการวางกำลังโดยการหว่านพลร่มกองพันทหารพลร่มที่ 1 ของอังกฤษและกองพลน้อยพลร่มโปแลนด์ กองพลพลร่มที่ 82,101 ของสหรัฐอเมริกา กระจายตามเขตประเทศฮอลแลนด์(เนเธอร์แลนด์) เข้าไปยังเมืองไอด์โฮเฟน แล้วจะเปิดเส้นทางการรุกรบทางใต้ ให้แก่กองพลรถยานเกราะรักษาพระองค์ของอังกฤษ และทหารราบที่มากับรถลำเลียงของกองทัพที่ 2 เพื่อยึดและป้องกันการทำลายสะพานระหว่างจุดเริ่มต้นจามเมืองไอด์โฮเฟน-เมืองฮาร์นเฮม กองกำลังที่จะกรุยทางให้แก่กองทัพที่ 2 ของอังกฤษได้แก่ กองพันพลร่มที่ 1 อังกฤษ พร้อมกับกองพลน้อยทหารพลร่มของโปแลนด์ และกองพลพลร่มที่ 82,101,506 ของสหรัฐอเมริกาพร้อมกับกองพันพลร่มที่ 3 บางส่วน เพื่อทำการเข้าตีและยึดเมืองไอด์โฮเฟน แล้วป้องกันสะพานเพื่อการขนกำลังพลของกองทัพที่ 2 อังกฤษและกองพลรถถังยานเกราะรักษาพระองค์

แต่แผนปฏิบัติการถูกฝ่ายเยอรมันอ่านออก กองกำลังสัมพันธมิตรทั้งหมดต้องถอยกลับมาตั้งหลักเนื่องจาก การหวานพลร่มในตอนกลางวัน โดยมีการยิงป.ต.อ.ปืนต่อสู้อากาศยานเพียงเล็กน้อย แล้วการแซ่ซ้องยินดีของประชาชนชาวดัทช์ที่ออกมาจากบ้านแล้วร่มฉลองต้อนรับเหล่าทหารเมื่อมาถึงเมืองไอด์โอเฟน กองพันพลร่มที่ 2 ของสหรัฐอเมริกาก็ถูก กองพลน้อยรถถังแพนเซ่อร์(Panzer)ที่ 107 ตีแตกกระเจิงไม่เป็นชิ้นดี ในเส้นทางสายเดี่ยวที่จะออกไปยังเมืองอาร์นเฮม จนกองพันพลร่มที่ 2ขนานนามให้ทางสายนี้ว่า "ทางหลวงนรก" จนทำให้ฝ่ายเยอรมันจัดการกับสะพานที่จะขนถ่ายกำลังของอังกฤษให้การส่งกำลังพลล่าช้าในเวลาต่อมา

ยอดจำนวนทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่สูญเสียในแผนปฏิบัติการ Marget-garden (มาร์เก็ต-การ์เดน) หลังจากการย้อนกลับมาตีโต้ของกองกำลังพลร่มสหรัฐอเมริกา ยอดของการสูญเสียที่มากที่สุดของกองพลพลร่มที่ 1 อังกฤษที่ข่มขื่นใจเป็นที่สุด ในการโดดร่มลงในลุ่มแม่น้ำไรน์ ตอนล่าง วันที่ 17 กันยายน ก่อนเข้าเมืองไอด์โฮเฟน ด้วยกำลัง 10,005 นาย อพยพกลับ ในวันที่ 26 กันยายน ได้เพียง 2163 นาย เกือบ 8,000 นายเสียชีวิตหรือบาดเจ็บและถูกจับเป็นเชลยศึก