สาธารณรัฐสังคมอิตาลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สาธารณรัฐสังคมอิตาลี
Repubblica Sociale Italiana
รัฐบริวารของนาซีเยอรมนี[1][2]

1943–1945
ธงศึก ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
Per l'onore d'Italia
"For the honor of Italy"
เพลงชาติ
โจวีเนซซา[3]
"เยาวชน"
ดินแดนของสาธารณรัฐสังคมอิตาลี (ค.ศ. 1943) แสดงด้วยสีเหลืองและเขียว พื้นที่สีเขียวทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเขตปฏิบัติการทหารของเยอรมนีซึ่งอย่างเป็นทางการเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมอิตาลี ทว่า แท้จริงแล้วอยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของเยอรมนี
เมืองหลวง โรม (โดยนิตินัย); เมืองอื่น ๆ เช่น ซาโล, เบรชชา, Gargnano, เวโรนา, มิลาน (ที่ตั้งสำนักงานรัฐบาล กระทรวง และ หน่วยงานทหาร)
ภาษา ภาษาอิตาลี
ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก
รัฐบาล สาธารณรัฐฟาสซิสต์พรรคการเมืองเดียว
ดูเช
 -  1943-1945 เบนีโต มุสโสลีนี
ผู้มีอำนาจเต็ม
 -  1943-1945 Rudolf Rahn
ยุคประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่สอง
 -  Gran Sasso raid 12 กันยายน ค.ศ. 1943
 -  Mussolini's restoration 23 กันยายน 1943
 -  Partisan uprising 25 เมษายน 1945
สกุลเงิน ลีราอิตาลี

สาธารณรัฐสังคมอิตาลี (อิตาลี: Repubblica Sociale Italiana, RSI) เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและในประวัติศาสตร์คือ สาธารณรัฐซาโล(อิตาลี: Repubblica di Salò [reˈpubblika di saˈlɔ]), เป็นรัฐหุ่นเชิดของเยอรมันด้วยการรับรองที่จำกัดซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ดำรงอยู่นับตั้งแต่เริ่มต้นด้วยเยอรมันเข้ายึดครองอิตาลีในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 จนกระทั่งการยอมจำนนของกองทัพเยอรมันในอิตาลีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945

สาธารณรัฐสังคมอิตาลีเป็นประเทศที่ถือกำเนิดเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายของรัฐฟาสซิสต์อิตาลีและภายใต้การนำของดูเช เบนิโต มุสโสลินี และพรรคฟาสซิสต์รีพับลิกันของเขาได้หันไปเป็นผู้ต่อต้านระบอบราชาธิปไตย ซึ่งได้พยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขและให้ทันสมัยของหลักคำสอนลัทธิฟาสซิสต์ในแนวทางที่เป็นกลางและซับซ้อนมากขึ้น รัฐได้ประกาศว่ากรุงโรมเป็นเมืองหลวงแต่ในทางพฤตินัย ซึ่งตั้งอยู่ที่ซาโล(ดังนั้นจึงเป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการ) เมืองขนาดเล็กบนทะเลสาบการ์ดา ใกล้กับเบรชชา ที่มุสโสลินีและกระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งสำนักงานใหญ่ที่นั้น สาธารณรัฐสังคมอิตาลีมีอำนาจอธิปไตยในนามในทางภาคเหนือและกลางของอิตาลี แต่ต้องพึ่งพาทหารเยอรมันเพื่อรักษาการควบคุมเป็นส่วนใหญ่

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1943 ภายหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรได้ผลักดันอิตาลีออกจากแอฟริกาเหนือและจากนั้นก็บุกครองเกาะซิซิลี สภาใหญ่ฟาสซิสต์-ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยพระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 3-ได้รับสั่งให้ทำการล้มล้างและจับกุมมุสโสลินี รัฐบาลใหม่ได้เริ่มทำการเจรจาสันติภาพอย่างลับๆกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อการสงบศึกที่แคสซิเบียได้ถูกประกาศ เมื่อวันที่ 8 กันยายน เยอรมนีได้เตรียมความพร้อมและเข้าแทรกแซงอย่างรวดเร็ว เยอรมนีได้เข้ายึดครองควบคุมทางตอนเหนือครึ่งหนึ่งของอิตาลี ได้ปลดปล่อยมุสโสลินีออกจากที่คุมขังและพาเขาไปยังพื้นที่ที่เยอรมันยึดครองเพื่อจัดตั้งระบอบประเทศรัฐบริวาร สาธารณรัฐสังคมอิตาลีได้ถูกประกาศขึ้น เมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1943[2][4][ต้องการหน้า] แม้ว่าสาธารณรัฐสังคมอิตาลีได้กล่าวอ้างว่าดินแดนส่วนใหญ่ของอิตาลีเป็นสิทธิ์อันชอบธรรม มันได้ควบคุมทางการเมืองในส่วนที่เหลือน้อยอย่างมากของอิตาลี[5] สาธารณรัฐสังคมอิตาลีได้รับรองทางการทูตจากเยอรมนี ญี่ปุ่น และรัฐหุ่นเชิดของพวกเขาเท่านั้น

เมื่อประมาณวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1945 สาธารณรัฐฟาสซิสต์ของมุสโสลินีได้ล่มสลายลง ในอิตาลี, วันนั้นได้เป็นที่รู้จักกันคือ วันปลดปล่อย(''festa della liberazione'') ซึ่งวันนั้นเป็นการก่อการกำเริบของพลพรรคทั่วไป พร้อมกับความพยายามของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงการรุกอิตาลีครั้งสุดท้ายของพวกเขา ได้จัดการขับไล่เยอรมันออกไปจากอิตาลีเกือบทั้งหมด เมื่อถึงจุดสิ้นสุด สาธารณรัฐสังคมอิตาลีได้ดำรงอยู่นานกว่าเก้าเดือนเศษ เมื่อวันที่ 27 เมษายน พลพรรคได้จับกุมมุสโสลินี อนุภรรยาของเขา(คลาล่า แปตะชิ) รัฐมนตรีของสาธารณรัฐสังคมอิตาลีและฟาสซิสต์อิตาลีคนอื่นๆอีกหลายคน ในขณะที่พวกเขาได้พยายามหลบหนี เมื่อวันที่ 28 เมษายน พลพรรคได้ประหารชีวิตแก่มุสโสลินีและนักโทษคนอื่นๆจำนวนมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โรดอลโฟ กราซีอานี ได้ยอมจำนนในส่วนที่เหลืออยู่ของสาธารณรัฐสังคมอิตาลี หนึ่งวันก่อนที่กองทัพเยอรมันในอิตาลีจะยอมจำนน-นี้ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของสาธารณรัฐสังคมอิตาลี

อ้างอิง[แก้]

  1. Renzo De Felice, Breve storia del fascismo, Milano, Mondadori (Collana oscar storia), 2002, pp. 120-121
  2. 2.0 2.1 Pauley, Bruce F. (2003), Hitler, Stalin and Mussolini: Totalitarianism in the Twentieth Century Italy (2nd ed.), Wheeling: Harlan Davidson, p. 228, ISBN 0-88295-993-X
  3. "Italy 1922-1943". nationalanthems.info.
  4. Shirer, William (1960). The Rise and Fall of the Third Reich. New York City: Simon & Schuster. ISBN 0-671-72868-7.
  5. Dr Susan Zuccotti, Furio Colombo. The Italians and the Holocaust: Persecution, Rescue, and Survival. University of Nebraska Press paperback edition. University of Nebraska Press, 1996. P. 148.

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Bosworth, R.J.B. Mussolini's Italy: Life Under the Fascist Dictatorship, 1915-1945 (2007)
  • Gat, Moshe. "The Soviet Factor in British Policy towards Italy, 1943-1945," Historian (1988) 50#4 pp 535–557
  • Knox, MacGregor. Common Destiny: Dictatorship, Foreign Policy, and War in Fascist Italy and Nazi Germany (2000)
  • Maximiano, Cesar. with Bonalume, Ricardo N. & Bujeiro, Ramiro. Brazilian Expeditionary Force in World War II. Osprey Publishing Ltd., 2011. ISBN 9781849084833 (Print version).
  • Morgan, Philip. The Fall of Mussolini: Italy, the Italians, and the Second World War (2007)
  • Moseley, Ray. Mussolini: The Last 600 Days of Il Duce (2004)
  • Smith, D. Mack. Modern Italy: A Political History (1997) online

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]