แนวรบด้านตะวันตก (สงครามโลกครั้งที่สอง)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
สำหรับในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ดูที่ แนวรบด้านตะวันตก (สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)
แนวรบด้านตะวันตก
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง

Western Front collab.png
ตามเข็มนาฬิกาจากบนซ้าย: รอตเทอร์ดามหลังเดอะบลิตซ์, เครื่องบินไฮน์เคล เฮอ 111 ของเยอรมนีระหว่างยุทธการบริเตน, พลร่มฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน, กำลังอเมริกากำลังวิ่งผ่านเวิร์นแบร์ก เยอรมนี, การล้อมบาสตอง, กำลังอเมริกายกพลขึ้นบกที่อ่าวโอมาฮาระหว่างปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด
วันที่ ค.ศ. 1939 – 1945
สถานที่ ยุโรปเหนือและยุโรปตะวันตก
ผลลัพธ์ ค.ศ. 1939–1940 ฝ่ายอักษะชนะเด็ดขาด

ค.ศ. 1944–1945 ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะเด็ดขาด

  • นาซีเยอรมนีล่มสลาย (ร่วมกับแนวรบด้านตะวันออก)
  • การปลดปล่อยยุโรปเหนือและยุโรปตะวันตกจากการถูกยึดครอง
คู่ขัดแย้ง
ฝ่ายสัมพันธมิตร

 สหราชอาณาจักร
สหรัฐ สหรัฐอเมริกา (1942–45)
แคนาดา แคนาดา
ฝรั่งเศส ฝรั่งเศส
โปแลนด์ โปแลนด์
 เนเธอร์แลนด์
กองกำลังฝรั่งเศสเสรี ฝรั่งเศสเสรี
 เบลเยียม
 นอร์เวย์
 เดนมาร์ก
เชโกสโลวาเกีย เชโกสโลวาเกีย
 ออสเตรเลีย
 นิวซีแลนด์
แอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้
 ลักเซมเบิร์ก
ประเทศกรีซ กรีซ
 บราซิล
 เม็กซิโก


สนับสนุนเฉพาะทางอากาศ
สหภาพโซเวียต สหภาพโซเวียต (1945)

ฝ่ายอักษะ

นาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี
 อิตาลี (1940–43)


รัฐหุ่นเชิดของฝ่ายอักษะ
Flag of Slovakia (1939–1945).svg สโลวาเกีย
Flag of Independent State of Croatia.svg รัฐเอกราชโครเอเชีย


Flag of France.svg วิชีฝรั่งเศส[nb 1]

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
1939–1940

ฝรั่งเศส โมริซ กาเมอแรง
ฝรั่งเศส มักซีม วีย์กองด์
สหราชอาณาจักร ลอร์ดกอร์ต
สหราชอาณาจักร ลอร์ดโครก
เนเธอร์แลนด์ เฮนรี วินเคลมัน
เบลเยียม พระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3
นอร์เวย์ ออตโต รูจ
1944–1945
สหรัฐ ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
สหราชอาณาจักร อาร์เธอร์ เทดเดอร์
สหราชอาณาจักร เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี
สหรัฐ โอมาร์ แบรดลีย์
สหรัฐ เจคอบ แอล. เดเวอร์ส
สหรัฐ จอร์จ เอส. แพตตัน
สหรัฐ คอร์ทนีย์ ฮอดจ์ส
สหรัฐ วิลเลียม ซิมป์สัน
สหรัฐ อเล็กซานเดอร์ แพตช์
สหราชอาณาจักร ไมลส์ เดมป์ซีย์
สหราชอาณาจักร แทรฟฟอร์ด เลจ์-มัลลอรี
สหราชอาณาจักร เบอร์ทรัม แรมเซย์
แคนาดา แฮร์รี เคร์ราร์
ฝรั่งเศส ชาลส์ เดอ โกล
ฝรั่งเศส ฌ็อง เดอ ทัสซิญี

1939–1940

นาซีเยอรมนี วาลเทอร์ ฟอน เบราชิทช์
นาซีเยอรมนี แกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์
นาซีเยอรมนี ไฮนซ์ กูดิรีอัน
นาซีเยอรมนี เฟดอร์ ฟอน บ็อก
นาซีเยอรมนี วิลเฮล์ม ฟอน ลีบ
นาซีเยอรมนี นิโคเลาส์ ฟอน ไฟล์เคินฮอร์สต์
ราชอาณาจักรอิตาลี พระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2
1944–1945
นาซีเยอรมนี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
นาซีเยอรมนี ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์
นาซีเยอรมนี แฮร์มันน์ เกอริง
นาซีเยอรมนี แกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์
นาซีเยอรมนี กุนเธอร์ ฟอน คลูเกอ
นาซีเยอรมนี ไวล์แทร์ มอเดิล
นาซีเยอรมนี อัลแบร์ท เคสเซิลริง
นาซีเยอรมนี เออร์วิน รอมเมล
นาซีเยอรมนี โยฮันเรส เบลสโกวิตซ์
นาซีเยอรมนี แฮร์มันน์ บัลก์
นาซีเยอรมนี พาล เฮาส์เซอร์
นาซีเยอรมนี ฟรีดริช ชูล์ส
นาซีเยอรมนี เคิร์ต สตูเดนต์
นาซีเยอรมนี แอนสท์ บุช

กำลัง
1939–1940
  • 2,862,000 นาย

1944–1945

  • 5,412,219 นาย [1]
1939–1940
  • 3,350,000 นาย

1944–1945

  • 1,500,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
1940

1944–1945

  • 783,860 คน
  • เสียชีวิต 164,590 คน[nb 4]

รวม :

  • 2,905,420–3,043,860 คน
1940

1941–1945

  • 836,606 คน[nb 7][nb 8]
  • เสียชีวิต 263,000 คน (ประเมินโดยกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร)[9]

รวม :

  • 997,386–1,000,256 คน

แนวรบด้านตะวันตก ของการสู้รบบนภาคพื้นทวีปยุโรปในสงครามโลกครั้งที่สองโอบล้อมบริเวณพื้นที่ตั้งแต่เดนมาร์ก นอร์เวย์ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และภาคตะวันตกของเยอรมนี[10] ปฏิบัติการทางทหารในสงครามโลกครั้งที่สองบริเวณยุโรปตอนใต้และบริเวณอื่นๆ ถูกจัดว่าไม่เกี่ยวกับแนวรบด้านตะวันตกนี้ การต่อสู้ในแนวรบด้านตะวันตกถูกแบ่งโดยปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ๆ ด้วยกันสองครั้ง คือ ช่วงแรกที่เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส ยอมจำนนต่อกองทัพนาซีเยอรมนีในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ค.ศ. 1940 ภายหลังจากที่พ่ายแพ้การสู้รบในกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและในพื้นที่กึ่งหนึ่งของฝรั่งเศสตอนเหนือ จากนั้นสงครามจึงดำเนินเข้าสู่การสู้รบทางอากาศระหว่างเยอรมนีกับสหราชอาณาจักร ซึ่งทวีความรุนแรงมากที่สุดในช่วงยุทธการที่บริเตน ช่องที่สองคือช่วงของการสู้รบภาคพื้นดินขนาดใหญ่ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 จากการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดี และดำเนินไปจนกระทั่งสามารถปลดปล่อยกรุงปารีสและฝรั่งเศลให้พ้นจากนาซีเยอรมัน ต่อมาสามารถเอาชนะเยอรมนีได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945

แม้ว่าพลทหารเยอรมันส่วนมากจะเสียชีวิตในแนวรบด้านตะวันออก แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในแนวรบด้านตะวันตกแทบจะไม่สามารถทดแทนกลับคืนมาได้ เนื่องจากทรัพยากรสงครามส่วนมากของเยอรมนีถูกโยกย้ายไปใช้ในแนวรบด้านตะวันตก ซึ่งหมายความได้ว่าในแนวรบด้านตะวันออกมีการเสริมกำลังและทรัพยากรเพื่อยืดระยะเวลาการสู้รบออกไปได้ ในขณะที่แนวรบด้านตะวันตกมีการส่งกำลังเสริมและทรัพยากรทดแทนเพื่อหยุดยั่งการรุกคืบของฝ่ายสัมพันธมิตรได้เพียงน้อยนิด การยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดีนับได้ว่าส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาในแง่ลบให้แก่กองทัพและผู้นำของนาซีเยอรมนีอย่างมาก เนื่องจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เกรงกลัวสถานการณ์ที่เยอรมนีถูกขนาบด้วยการสู้รบจากแนวรบทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

1939–40:ฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะ[แก้]

สงครามลวง[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามลวง

สงครามลวง เป็นช่วงของการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งได้มีการทำปฏิบัติการทางทหารเพียงไม่กี่ครั้งในทวีปยุโรปกลางในเดือนที่ภายหลังจากที่เยอรมันได้บุกยึดครองโปแลนด์และก่อนยุทธการฝรั่งเศส แม้ว่าประเทศมหาอำนาจในทวีปยุโรปได้ประกาศสงครามกับอีกฝ่ายซึ่งกันและกัน แต่ทั้งสองยังไม่ได้มีเจตนาที่จะโจมตีอย่างมีนัยสำคัญและมีการสู้รบเพียงเล็กน้อยทางภาคพื้นดิน.นี่เป็นช่วงเวลาที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศโปแลนด์อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรก็ตาม.

ในขณะที่กองทัพเยอรมันส่วนใหญ่กำลังสู้รบกับโปแลนด์,มีกองกำลังเยอรมันขนาดเล็กได้วางกำลังคนที่แนวซีกฟรีด (Siegfried Line),แนวป้องกันที่ได้ประจบกับชายแดนฝรั่งเศส,ที่แนวมากิโนต์ (Maginot Line) ทางด้านอื่นๆของชายแดน,กองกำลังฝรั่งเศสได้เผชิญหน้ากับพวกเขา.ในขณะที่กองกำลังปฏิบัติการทางทหารของอังกฤษ (British Expeditionary Forces หรือ B.E.F.) และส่วนอื่นๆของกองทัพฝรั่งเศสได้สร้างแนวป้องกันตามชายแดนของเบลเยียม.มีเพียงบางท้องถิ่น,มีการสู้รบเล็กๆน้อย.กองทัพอากาศแห่งสหราชอาณาจักรได้โปรยแผ่นพับโฆษณาชวนเชื่อไปทั่วเหนือเยอรมันและกองทัพแรกของแคนาดาได้ขึ้นฝั่งในอังกฤษ,ในขณะที่ทวีปยุโรปตะวันตกอยู่ในความสงบอย่างแปลกประหลาดเป็นเวลาเจ็ดเดือน.

ในช่วงเวลาเร่งในการสร้างอาวุธใหม่,สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ริเริ่มซื้ออาวุธจำนวนมากจากผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการแผร่ระบาดของสงคราม.ได้มีการเสริมสร้างการผลิตด้วยตัวเอง.ฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่ไม่ต้องการสงคราม,ได้มีส่วนร่วมต่อสัมพันธมิตรตะวันตกโดยส่วนลดขายของอุปกรณ์ทางทหารและพัสดุในการบำรุงกองทัพ.ฝ่ายเยอรมันได้พยายามในการขัดขวางการค้าขายทางเรือในมหาสมุทรแอตแลนติกของฝ่ายสัมพันธมิตรบนทะเลทำให้เกิดยุทธการแห่งแอตแลนติก.

สแกนดิเนเวีย[แก้]

ในขณะที่แนวรบด้านตะวันตกยังคงเงียบสงบในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1940 การสู้รบระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและเยอรมัน ได้มีการเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในการทัพนอร์เวย์ เมื่อฝ่ายเยอรมันได้เริ่มปฏิบัติการแวร์เซอร์รีบุง,เยอรมันได้บุกยึดครองเดนมาร์กและนอร์เวย์.ในการทำเช่นนี้,ฝ่ายเยอรมันจะชนะสงครามไว้ได้;ฝ่ายสัมพันธมิตรได้วางแผนที่จะยกพลขึ้นบกในสิ่งที่พวกเขาจะได้เริ่มที่จะโอบล้อมเยอรมนี,ทำการตัดการขนส่งของวัตถุดิบจากประเทศสวีเดน.อย่างไรก็ตาม,เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้จู่โจมและยกพลขึ้นบกในนอร์เวย์ภายหลังจากการยึดครองของเยอรมัน,ฝ่ายเยอรมันได้ขับไล่พวกเขาและกำจัดกองทัพนอร์เวย์,ที่กำลังหลบหนีออกนอกประเทศ,,ถึงกระนั้น, กองทัพเรือครีกซมารีเนอ,ได้ประสบความเสียหายอย่างหนักในระหว่างสองเดือนจากการสู้รบตามความต้องการในการยึดครองแผ่นดินนอร์เวย์เอาไว้ท้งหมด.

ยุทธการที่ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม และฝรั่งเศส[แก้]

ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1940 ฝ่ายเยอรมันได้เริ่มการสู้รบที่ฝรั่งเศส.ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก (ส่วนใหญ่ของกองทัพบกของฝรั่งเศส,เบลเยียมและอังกฤษ) ต้องพบกับความปราชัยภายใต้การรุกโจมตีของกลยุทธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า บลิทซ์ครีก (Blitzkrieg-การโจมตีสายฟ้าแลบ) กองทัพส่วนใหญ่ของอังกฤษและบางส่วนของกองทัพฝรั่งเศสได้ทำการอพยพที่ดันเคิร์กไปยังแผ่นดินอังกฤษ.เมื่อการสู้รบได้ยุติลง.ทางฝ่ายเยอรมันได้เริ่มทำการพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับวิธีจัดการกับอังกฤษ หากอังกฤษปฏิเสธที่จะยอมเจราจาต่อในการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ,อีกทางเลือกหนึ่งคือการรุกราน. อย่างไรก็ตาม,ครีกซมารีเนอได้รับความเสียหายอย่างหนักในนอร์เวย์และเพื่อที่จะออกคำสั่งในการพิจารณาที่จะทำการยกพลขึ้นบก,กองทัพอากาศแห่งเยอรมนี (ลุฟท์วัฟเฟอ) จะต้องมีอำนาจเหนือทางอากาศเป็นครั้งแรกหรืออำนาจสูงสุดทางอากาศ.

1941–44 : พักรบ[แก้]

ด้วยการที่ลุฟท์วัฟเฟอไม่สามารถในการทำลายกองทัพอากาศแห่งอังกฤษในยุทธการที่บริเตน,การยึดครองสหราชอาณาจักรไม่สามารถทำได้อีกต่อไปได้ด้วยความคิดที่เป็นทางเลือก.ในขณะที่กองทัพเยอรมันส่วนใหญ่ได้ทำการรวบรวมกำลังพลเพื่อการรุกรานสหภาพโซเวียต,การริเริ่มก่อตั้งกำแพงแอตแลนติก-หนึ่งในป้อมปราการป้องกันตามแนวชายฝั่งของฝรั่งเศสบนบริเวณช่องแคบอังกฤษ.ป้อมปราการเหล่านี้ได้ถูกสร้างขึ้นตามความคาดการณ์ในการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรในการบุกยึดครองฝรั่งเศส.

เนื่องจากการขนส่งแบบขนาดใหญ่เป็นอุปสรรคในรุกข้ามช่องแคบที่จะต้องเผชิญ,กองบัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ตัดสินใจที่ทำการโจมตีทางปฏิบัติในบริเวณชายฝั่งของฝรั่งเศสในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 1942,ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เริ่มโจมที่ดีแยป,การโจมตีที่ท่าเรือที่ดีแยปของฝรั่งเศส.กองทัพส่วนใหญ่เป็นชาวแคนนาดา,กับกองกำลังเหล่าของอังกฤษบางส่วน,และกองกำลังขนาดเล็กของอเมริกันและกองกำลังเสรีฝรั่งเศสพร้อมกับการสนับสนุนจากกองทัพเรืออังกฤษและโปแลนด์.การโจมตีเป็นความหายนะ,จำนวนเกือบสองในสามส่วนของกองกำลังจู่โจมกลายเป็นการสูญเสีย, อย่างไรก็ตาม, มันก็ได้กลายเป็นบทเรียนอย่างมากจากผลของปฏิบัติการ-บทเรียนเหล่านี้ได้นำไปใช้ในการยกพลขึ้นบกที่ดีได้ในภายหลัง

จากเกือบสองปี,ไม่มีการสู้รบที่ใดๆเลยในด้านแนวรบตะวันตกยกเว้นการจู่โจมของเหล่าหน่วยคอมมานโดและปฏิบัติการรบแบบกองโจรในการต่อต้านซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยบริหารปฏิบัติการพิเศษ (SOE) และสำนักบริการด้านยุทธศาสตร์ (OSS).อย่างไรก็ตาม,ในขณะเดียวกัน,ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทำสงครามกับเยอรมนี,ด้วยการโจมตีทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ กองทัพอากาศแบบการทิ้งระเบิดที่ 8 แห่งสหรัฐจะทิ้งระเบิดในช่วงตอนกลางวัน และกองทัพอากาศแห่งสหราชอาณาจักรจะทิ้งระเบิดในช่วงตอนกลางคืน ส่วนใหญ่ของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรที่ครอบครองในเมดิเตอร์เรเนียน ได้พยายามที่จะเคลียร์ทางทะเลไปยังมหาสมุทรอินเดียและเข้ายึดครองสนามบินฟอจจาคอมเพล็กซ์(Foggia Airfield Complex)

การโจมตีของอังกฤษสองครั้งในช่วงแรกสำหรับการสู้รบด้วยเกียรติยศได้มอบรางวัลจากปฏิบัติการโคลลาร์ (Operations Collar) ในบูโลญ (วันที่ 11 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1940) และแอมบาสเดอร์ (Operation Ambassador) ในเกิร์นซีย์ (วันที่ 14–15 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1940).การโจมตีจากอังกฤษซึ่งได้มอบรางวัลจากการทัพยุโรปเหนือ-ตะวันตก การสู้รบด้วยเกียรติยศ: Operation Biting - Bruneval (วันที่ 27–28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942), แซ็ง-นาแซร์ (วันที่ 27–28 มีนาคม ค.ศ. 1942), Operation Myrmidon - Bayonne (วันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1942), Operation Abercrombie - Hardelot (วันที่ 21–22 เมษายน ค.ศ. 1942), ดีแยป (วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1942) และ Operation - Frankton - Gironde (วันที่ 7–12 ธันวาคม ค.ศ. 1942).[11][12]

การโจมตีเกาะซาร์กในคืนวันที่ 3-4 ตุลาคม ค.ศ. 1942 เป็นที่น่าสังเกต เพราะอีกไม่กี่วันหลังจากการโจมตี เยอรมนีได้ออกแถลงการณ์แบบโฆษณาชวนเชื่อซึ่งหมายความว่านักโทษอย่างน้อยหนึ่งคนได้หลบหนีและอีกสองคนถูกยิงขณะที่กำลังต่อต้านการมัดมือ นี่คือตัวอย่างของการผูกข้อมือนักโทษซึ่งสนับสนุนการตัดสินใจของฮิตเลอร์ในการออกคำสั่งของเขาคือคำสั่งคอมมานโด ในการชี้นำให้หน่วยคอมมานโดทั้งหมดหรือทหารของหน่วยคอมมานโดที่จับกุมมาได้นั้นจะต้องถูกดำเนินการประหารชีวิตตามกระบวนการอย่างเร่งรัด

ในช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1944 เมื่อความคาดเดาของการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับการยอมรับอย่างเสรีจากผู้บัญชาการทหารเยอรมัน การจัดการของทหารได้อยู่ภายใต้โอบี เวสต์(กองบัญชาการในกรุงปารีส) จากนั้นก็ได้สั่งการให้กองทัพสามกลุ่ม: กองบัญชาการกองทัพเวร์มัคท์จากเนเธอร์แลนด์(Wehrmachtbefehlshaber#Niederlande) หรือ WBN ไปประจำการครอบคลุมชายฝั่งของเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม และกองทัพกลุ่มบีจะไปประจำการครอบคลุมชายฝั่งทางตอนเหนือของฝรั่งเศสกับกองทัพเยอรมันที่ 15 (กองบัญชาการใน Tourcoing) ในพื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำแซน; กองทัพเยอรมันที่ 7 (กองบัญชาการในเลอม็อง) ระหว่างแม่น้ำแซนและแม่น้ำลัวร์เพื่อทำการปกป้องช่องแคบอังกฤษและชายฝั่งแอตแลนติก และกองทัพกลุ่มจีกับคอยรับผิดชอบดูแลจากอ่าวบิสเคย์และวิชีฝรั่งเศส, กับกองทัพที่ 1 (กองบัญชาการในบอร์โด) คอยรับผิดชอบดูแลจากชายฝั่งแอตแลนติกระหว่างแม่น้ำลัวร์และชายแดนสเปนและกองทัพที่ 19 (กองบัญชาการในอาวีญง) คอยรับผิดชอบดูแลจากชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรอาจจะเลือกที่จะเปิดฉากการรุกรานของพวกเขา โอกาสของการลงจอดเพื่อยกพลขึ้นบกนั้นจำเป็นต้องมีการแพร่กระจายขนาดใหญ่ของกองกำลังสนับสนุนที่เคลื่อนที่ได้เร็ว ซึ่งพวกเขาได้มีกองกำลังรถถังหรือพันเซอร์ แต่ละกองทัพกลุ่มจะได้รับการจัดสรรให้เป็นกองกำลังสนับสนุนที่เคลื่อนที่ได้เร็ว กองทัพกลุ่มบีได้มีกองพลพันเซอร์ที่ 2 ในทางตอนเหนือฝรั่งเศส กองพลพันเซอร์ที่ 116 ในพื้นที่ปารีส และกองพลพันเซอร์ที่ 21 ในนอร์ม็องดี กองทัพกลุ่มจีได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการรุกรานทางชายฝั่งแอตแลนติก ได้มีการกระจายกองกำลังสนับสนุนที่เคลื่อนที่ได้เร็ว การตั้งอยู่ของกองพลพันเซอร์ที่ 11 ในฌีรงด์ กองพลพันเซอร์เอ็สเอ็สที่ 2 ดัสไรช์ ควบคู่กับดูแลรอบเมืองทางตอนใต้ฝรั่งเศสที่มงโตบ็อง และกองพลพันเซอร์ที่ 9 ประจำการในพื้นที่ Rhone delta

กองบัญชาการ OKW ยังคงมีกองกำลังสนับสนุนขนาดใหญ่ที่สำคัญของกองพลเคลื่อนเร็วดังกล่าว แต่พวกเหล่านี้ได้ถูกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ขนาดใหญ่: กองพลพันเซอร์เอ็สเอ็สที่ 1 ไลบ์ชตันดาร์เทอเอ็สเอ็ส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังได้ก่อตัวขึ้นและฝึกฝนในเนเธอร์แลนด์ กองพลพันเซอร์เอ็สเอ็สที่ 12 ฮิตเลอร์ยูเกินด์และกองพลพันเซอร์-เลอร์(Panzer-Lehr Division) ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ปารีส-ออร์เลอ็อง ตั้งแต่เขตป้องกันชายฝั่งนอร์ม็องดีหรือ (Küstenverteitigungsabschnitte – KVA) ได้พิจารณาพื้นที่มากที่สุดสำหรับการรุกราน กองพลพันเซอร์แกรนาเดียร์เอ็สเอ็สที่ 17 กอทท์ฟอนแบร์ลิชชิงเงินได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้แม่น้ำลัวร์ในบริเวณใกล้เคียงของ Tours

1944–45 : แนวรบที่สอง[แก้]

นอร์ม็องดี[แก้]

ดูบทความหลักที่: ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด
เส้นทางที่ดำเนินการโดยการรุกรานดีเดย์

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เริ่มปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด(ยังเป็นที่รู้จักกันคือ"ดีเดย์") –การปลดปล่อยที่รอคอยมายาวนานของฝรั่งเศส แผนการล่อลวง, ปฏิบัติการความทรหดและบอดีการ์ด ทำให้พวกเยอรมันหลงเชื่อว่าการรุกรานจะเกิดขึ้นในปาดกาแล ในขณะที่เป้าหมายที่แท้จริงคือนอร์ม็องดี หลังสองเดือนของการต่อสู้ที่เชื่องช้าในประเทศรั้วต้นไม้, ปฏิบัติการคอบร้าได้ยินยอมให้อเมริกันได้หยุดเคลื่อนทัพที่ตะวันตกเพื่อตั้งที่พัก ไม่นานหลังจากนั้น, ฝ่ายสัมพันธมิตรต่างได้มีการแข่งขันกันในการเคลื่อนทัพฝรั่งเศส พวกเขาได้ทำการโอบล้อมทหารเยอรมัน 200,000 นายในวงล้อมฟาเลส์ เช่นเดียวที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งในแนวรบด้านตะวันออก ฮิตเลอร์ได้ปฏิเสธที่จะให้มีการถอนกำลังทางยุทธศาสตร์จนกระทั่งสายเกินไป จำนวนทหารเยอรมันประมาณ 150,000 นายสามารถหลบหนีจากวงล้อมฟาเลส์ไปได้ แต่พวกเขาได้ละทิ้งอุปกรณ์ทางทหารไว้เบื้องหลังที่ไม่สามารถหามาทดแทนได้และทหารเยอรมันจำนวน 50,000 นายล้วนถูกสังหารหรือถูกจับเป็นเชลย

ฝ่ายสัมพันธมิตรได้มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับว่าจะเคลื่อนทัพไปข้างหน้าให้แนวรบกว้างขวางหรือแนวรบแคบจากก่อนดีเดย์ ถ้าอังกฤษฝ่าออกจากหัวสัะพานนอร์ม็องดี(หรือหัวหาด)รอบเมืองก็อง เมื่อพวกเขาได้เปิดฉากปฏิบัติการกู๊ดวู้ดและผลักดันไปตามชายฝั่ง ข้อเท็จจริงบนพื้นดิน(Facts on the ground)อาจมีการหันไปโต้แย้งในเห็นชอบในแนวรบแคบ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนทัพฝ่าได้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปฏิบัติการคอบร้าที่ด้านตะวันตกจนถึงหัวสะพาน กองทัพกลุ่มที่ 21 ซึ่งได้รวมถึงกองกำลังอังกฤษและแคนาดาหันไปทางตะวันออกและมุ่งหน้าไปยังเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และทางตอนเหนือเยอรมนี ในขณะที่กองทัพกลุ่มสิบสองแห่งสหรัฐ ได้รุกไปยังทางทิศใต้ผ่านฝรั่งเศสตะวันออก ลักเซมเบิร์ก และพื้นที่รูห์ การขับไล่ออกไปอย่างรวดเร็วจะทำให้แนวรบกว้างขวาง เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์และส่วนใหญ่ของกองบัญชาการทหารอเมริกัน มันจะถูกนำไปใช้ในไม่ช้า

การปลดปล่อยฝรั่งเศส[แก้]

ฝูงชนชาวฝรั่งเศสได้ออกมาต้อนรับกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรแถวช็องเซลีเซ ภายหลังการปลดปล่อยกรุงปารีส, 26 สิงหาคม ค.ศ. 1944

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปิดฉากปฏิบัติการดรากูน–การรุกรานทางตอนใต้ฝรั่งเศสระหว่างตูลงและกาน กองทัพสหรัฐที่ 7 และกองทัพฝรั่งเศสที่ 1 ได้สร้างกองทัพกลุ่มที่ 6 แห่งสหรัฐ ได้รวมตัวอย่างรวดเร็วบนหัวหาดและปลดปล่อยฝรั่งเศสทางตอนใต้ในสองสัปดาห์ จากนั้นพวกเขาเคลื่อนทัพขึ้นเหนือหุบเขาโรน์ การรุกของพวกเขาได้ชะลอลงในขณะที่พวกเขาได้เผชิญหน้ากับกองกำลังเยอรมันที่จัดกลุ่มใหม่และตั้งมั่นในเทือกเขาโวฌ

เยอรมันในฝรั่งเศสกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรสามกลุ่มที่แข็งแกร่ง: ในทางตอนเหนือ กองทัพกลุ่มที่ 21 ของอังกฤษภายใต้บัญชาการโดยจอมพล เซอร์.เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี ในภาคกลาง กองทัพกลุ่มที่ 12 ของอเมริกัน, ภายใต้บัญชาการโดยนายพลโอมาร์ แบรดลีย์ และทางตอนใต้ กองทัพกลุ่มที่ 6 ของสหรัฐ ภายใต้บัญชาการโดยพลโทเจคอบ แอล. ดีเวอร์ เมื่อกลางเดือนกันยายน กองทัพกลุ่มที่ 6 ได้รุกจากทางตอนใต้เข้ามาติดต่อกับการก่อตัวของแบรดลีย์ในการรุกจากตะวันตกและควบคุมทั้งหมดของกองกำลังของดีเวอร์ ผ่านจาก AFHQ (กองบัญชาการกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร)ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อให้กองทัพกลุ่มทั้งสามอยู่ภายใต้กองบัญชาการกลางของไอเซนฮาวร์ที่ SHAEF (กองบัญชาการทหารสูงสุด, Allied Expeditionary Forces).

ภายใต้การโจมตีในทั้งภาคเหนือและใต้ของฝรั่งเศส กองทัพเยอรมันต้องถอยร่น เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส (FFI) ได้รวมตัวกันเพื่อลุกฮือกำเริบไปทั่วและการปลดปล่อยกรุงปารีสได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เมื่อนายพลดรีทริซ ฟอน โคลทิซได้ตัดสินใจยอมรับคำขาดของฝรั่งเศสและยอมจำนนต่อนายพล Philippe Leclerc de Hauteclocque ผู้บัญชาการของกองพลยานเกราะที่ 2 แห่งเสรีฝรั่งเศส ซึ่งได้ขัดคำสั่งจากฮิตเลอร์ว่ากรุงปารีสนั้นจะต้องปกป้องเอาไว้ให้ได้และหากปกป้องไม่ได้ จะต้องทำลายเสียให้สิ้นซาก

การปลดปล่อยทางตอนเหนือของฝรั่งเศสและประเทศเบเนลักซ์ มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับพลเรือนชาวลอนดอนและทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ เนื่องจากไม่ยอมรับที่เยอรมันเปิดฉากส่วนที่สำหรับฐานยิงจรวด วี-1 และ วี-2 Vergeltungswaffen (reprisal weapons)

ในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้ก้าวเข้าสู่ฝรั่งเศส เส้นทางขนส่งเสบียงและยุทธภัณฑ์ได้ขยายไปถึงจุดแตกหัก Red Ball Express ความพยายามบรรทุกสินค้าขนส่งของฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่สามารถขนส่งเสบียงและยุทธภัณฑ์ที่เพียงพอจากท่าเรือในนอร์ม็องดีได้ทั้งหมดตลอดทางจนถึงแนวหน้า,ซึ่งโดยเดือนกันยายน อยู่ใกล้ชายแดนเยอรมัน

หน่วยทหารเยอรมันหลักในทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในนอร์ม็องดีต่างถอนกำลัง ไปยังทางตะวันออกของอาลซัส (บางครั้งได้ก้าวข้ามผ่านกองทัพกลุ่มที่ 6 ที่กำลังรุก) หรือเข้าสู่ท่าเรือด้วยความตั้งใจที่จะปฏิเสธพวกฝ่ายสัมพันธมิตร กลุ่มสุดท้ายเหล่านี้ไม่คิดว่าจะคุ้มค่าและถูกปล่อยให้"เน่า", กับยกเว้นที่เบเนลักซ์ ซึ่งได้รับการปลดปล่อยในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 โดยกองทัพฝรั่งเศสภายใต้บัญชาการของนายพล Edgard de Larminat (Operation Venerable)

ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ารุกจากปารีสไปยังแม่น้ำไรน์[แก้]

การสู้รบบนแนวรบด้านตะวันตกดูเหมือนจะเสถียรภาพ และฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ารุกจนหยุดชะงักบนแนวซีกฟรีด(กำแพงตะวันตก) และทางตอนใต้ของแม่น้ำไรน์ เริ่มต้นเมื่อเดือนกันยายน อเมริกันได้เริ่มสู้รบอย่างช้าๆและหลั่งเลือดผ่านบนป่าเฮิร์ทเจน(Hurtgen Forest) เพื่อทะลวงแนวป้องกัน

ท่าเรือที่แอนต์เวิร์ปได้รับการปลดปล่อยเมื่อวันที่ 14 กันยายนโดยกองพลยานเกราะที่ 11 แห่งอังกฤษ อย่างไรก็ตาม มันถูกกำหนดอยู่ที่ปลายของแม่น้ำยาวสเกลต์( Scheldt Estuary) และดังนั้นไม่สามารถใช้งานได้จนกว่าจะมีแนวทางที่จะเคลียร์ตำแหน่งการเสริมกำลังของเยอร มัน การโอบล้อมที่ Breskens ทางตอนใต้ของฝั่งแม่น้ำสเกลต์ได้รับการจัดการด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างหนักโดยกองกำลังแคนาดาและโปแลนด์ในปฏิบัติการสวิตซ์แบ็ค(Operation Switchback) ในช่วงยุทธการที่แม่น้ำสเกลต์ ภายหลังจากการทัพที่น่าเบื่อหน่ายเพื่อเคลียร์คาบสมุทรที่มีอำนาจบนปากอ่าว และในที่สุด การโจมตีสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่เกาะ Walcheren ในเดือนพฤศจิกายน การทัพเพื่อเคลียร์ปากแม่น้ำสเกลต์เป็นชัยชนะที่สำคัญสำหรับกองทัพแคนาดาที่ 1 และส่วนที่เหลือของฝ่ายสัมพันธมิตร ได้มีการยินยอมให้มีการจัดส่งที่ดีมากขึ้นสำหรับวัสดูสนับสนุนโดยตรงจากแอนต์เวิร์ป ซึ่งอยู่ห่างใกล้จากหาดนอร์ม็องดี

ในเดือนตุลาคม อเมริกันได้ตัดสินใจว่าพวกเขาไม่สามารถลงทุนในอาเคินและปล่อยให้อยู่ในการโอบล้อมอย่างช้าๆ เพราะจะเข้าคุกคามปีกของกองทัพที่ 9 แห่งสหรัฐ เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ที่สำคัญแห่งแรกของเยอรมันที่ต้องเผชิญกับการถูกยึดครอง ฮิตเลอร์ได้ออกคำสั่งให้ปกป้องเมืองโดยทุ่มเทกำลังทั้งหมด ในการรบที่เกิดขึ้น, เมืองถูกยึดครองโดยมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 5,000 คนจากทั้งสองฝ่าย กับเชลยศึกเยอรมันประมาณ 5,600 คน

ทางตอนใต้ของป่าอาร์เดนส์ กองกำลังอเมริกันได้ต่อสู้ตั้งแต่เดือนกันยายนจนกระทั่งกลางเดือนธันวาคมเพื่อผลักดันเยอรมันออกจากลอแรนและไปยังหลังแนวซีกฟรีด

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Vichy officially pursued a policy of armed neutrality and conducted military actions against armed incursions from both Axis and Allied belligerents. The cease fire and pledging of allegiance to the Allies of the Vichy troops in French North Africa during operation Torch convinced the Axis that Vichy could no longer be trusted to continue this policy, so they invaded and occupied the French rump state in November 1942.
  2. Ellis provides no figure for Danish casualties, he places Norwegian losses at 2,000 killed or missing with no information provided on those wounded or captured. Dutch casualties are placed at 2,890 killed or missing, 6,900 wounded, with no information provided on those captured. Belgian casualties are placed at 7,500 killed or missing, 15,850 wounded, and 200,000 captured. French casualties amounted to 120,000 killed or missing, 250,000 wounded, and 1,450,000 taken prison. British losses totalled to 11,010 killed or missing, 14,070 wounded (only those who were evacuated have been counted), and 41,340 taken prisoner.[2] Losses in 1940, according to Ellis' information, thus amount to 2,121,560.
  3. 360,000 dead or wounded, and 1,900,000 captured[3]
  4. American: 109,820 killed or missing, 356,660 wounded, and 56,630 captured; British: 30,280 killed or missing, 96,670 wounded, 14,700 captured; Canadian: 10,740 killed or missing, 30,910 wounded, 2,250 captured; French: 12,590 killed or missing, 49,510 wounded, 4,730 captured; Pole: 1,160 killed or missing, 3,840 wounded, 370 captured.[4]
    Thus according to Ellis' information, the Western Allies incurred 783,860 casualties.
  5. 43,110 Germans killed or missing, 111,640 wounded, no information is provided on any who were captured. Italian losses amounted to 1,250 killed or missing, 4,780 wounded, and no information is provided on any who were captured.[2]
  6. Germany: 157,621 casualties (27,074 dead (The final count of the German dead is possibly as high as 49,000 men when including the losses suffered by the Kriegsmarine, because of additional non-combat causes, the wounded who died of their injuries, and the missing who were confirmed as dead.[5] However this higher figure has not been used in the overall casualty figure), 111,034 wounded, 18,384 missing,[5][6][7] as well as 1,129 aircrew killed.[8] Italy: 6,029 casualties (1,247 dead or missing, 2,631 wounded, and 2,151 hospitalised due to frostbite[ต้องการอ้างอิง]; Italian forces were involved in fighting in the French Alps, where severe sub-zero temperatures is common even during the summer.)
  7. German losses between June 1941 and 10 April 1945, on the Western Front for the army only, amounted to 80,820 killed, 490,260 missing, and 265,526 wounded.[4]
  8. Total German casualties between September 1939 to 31 December 1944, on the Western Front for both the army, Waffen SS, and foreign volunteers amounts to 128,030 killed, 399,860 wounded, and 7,614,790 captured (including 3,404,950 who were disarmed following the surrender of Germany)[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. MacDonald, C (2005), The Last Offensive: The European Theater of Operations. University Press of the Pacific, p.478
  2. 2.0 2.1 Ellis, p.255
  3. Hooton 2007, p. 90.
  4. 4.0 4.1 4.2 Ellis, p. 256
  5. 5.0 5.1 Frieser (1995), p. 400
  6. L'Histoire, No. 352, April 2010 France 1940: Autopsie d'une défaite, p. 59.
  7. Shepperd (1990), p. 88
  8. Hooton 2010, p. 73.
  9. Biennial Reports of the Chief of Staff of the United States Army July 1, 1943, to June 30, 1945 to the Secretary of War (1945) p. 202
  10. German deployments to the Western Front (including North Africa and Italy) reached levels as high as approximately 40% of their ground forces, and 75% of the Luftwaffe. During 1944, there were approximately 69 German divisions in France, in Italy there were around 19. (Approximate data is given because the number of units changed over time as a result of troop transfers and the arrival of new units.) Keegan, John. "The Second World War". Source-Axis History Factbook.  According to David Glantz PDF[ลิงก์เสีย], In January 1945 the Axis fielded over 2.3 million men, including 60 percent of the Wehrmacht's forces and the forces of virtually all of its remaining allies, against the Red Army. In the course of the ensuing winter campaign, the Wehrmacht suffered 510,000 losses in the East against 325,000 in the West. By April 1945, 1,960,000 German troops faced the 6.4 million Red Army troops at the gates of Berlin, in Czechoslovakia, and in numerous isolated pockets to the east, while four million Allied forces in western Germany faced under one million Wehrmacht soldiers. In May 1945 the Soviets accepted the surrender of almost 1.5 million men, while almost one million more fortunate Germans soldiers surrendered to the British and Americans, including many who fled west to escape the dreaded Red Army.
  11. North West Europe 1942 regiments.org Archived 4 May 2007 at the Wayback Machine.
  12. Dieppe, www.canadiansoldiers.com Archived 17 October 2007 at the Wayback Machine.