สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
Emperor Akihito (2016).jpg

พระปรมาภิไธย อะกิฮิโตะ (ญี่ปุ่น: 明仁 Akihito ?)
พระอิสริยยศ จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น องค์ที่ 125
ฐานันดรศักดิ์ เฮกะ
ราชวงศ์ ราชวงศ์ญี่ปุ่น
ครองราชย์ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน

28 ปี 319 วัน

รัชกาลก่อน จักรพรรดิโชวะ
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2476 (83 ปี)
พระราชบิดา จักรพรรดิโชวะ
พระราชมารดา สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง
พระมเหสี สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ
พระราชบุตร มกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ
เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าอะกิชิโนะ
ซะยะโกะ คุโระดะ
ลายพระอภิไธย

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ (ญี่ปุ่น: 明仁 Akihito ?) เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันของประเทศญี่ปุ่น และเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 125 ของญี่ปุ่นตั้งแต่โบราณกาล ในปัจจุบันนี้พระองค์เป็นพระประมุขเพียงพระองค์เดียวในโลกที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นจักรพรรดิ

ในญี่ปุ่น การเอ่ยถึงพระจักรพรรดิ จะเรียกพระนามของพระองค์โดยตรงไม่ได้ เช่นเดียวกับในประเทศไทย[ต้องการอ้างอิง] แต่จะเอ่ยถึงพระองค์ว่า เท็นโน เฮกะ (ญี่ปุ่น: 天皇陛下 tennō heika ?) หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิ และรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะจะเรียกว่า ยุคเฮเซ (ญี่ปุ่น: 平成 Heisei ?) หลังจากที่สิ้นยุคของพระองค์แล้ว อาจมีการขนานพระนามพระองค์ว่า จักรพรรดิเฮเซ

พระราชประวัติ[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปีโชวะที่ 8 (ค.ศ. 1933, พ.ศ. 2476) ณ พระราชวังหลวง กรุงโตเกียว พระองค์เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 5 ใน 7 พระองค์ ในจักรพรรดิโชวะกับสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ แต่เป็นพระราชโอรสพระองค์โต เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระยศเป็น เจ้าสึงุ (ญี่ปุ่น: 継宮 สึงุ-โนะ-มิยะ ?)

อนึ่ง สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์นี้เป็นพระประยูรญาติของ เจ้าหญิงพังจา (เกาหลี: 방자) มกุฎราชกุมารีองค์สุดท้ายของราชวงศ์เกาหลี

ตามลำดับการสืบสันตติวงศ์ของญี่ปุ่น พระองค์ทรงเป็นรัชทายาทอันดับ 1 ของราชบัลลังก์เบญจมาศตั้งแต่ประสูติ และทรงเข้าพระราชพิธีสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมาร (ญี่ปุ่น: 立太子の礼 ริตไตชิ-โนะ-เร ?) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494

ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2502 มกุฎราชกุมารอะกิฮิโตทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวมิชิโกะ โชดะ การอภิเษกสมรสครั้งนี้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นการอภิเษกของสตรีสามัญชนครั้งแรกกับราชวงศ์ญี่ปุ่น ทำให้นางสาวโชดะกลายเป็น มกุฎราชกุมารีมิชิโกะ

ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 จักรพรรดิโชวะ เสด็จสวรรคต เจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมาร ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 125 ของญี่ปุ่นต่อทันที ตามโบราณราชประเพณี และมีการมอบของสามสิ่งในพระราชพิธีนั้น

ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ และทรงสถาปนาเจ้าฟ้าหญิงมิชิโกะ มกุฎราชกุมารี ขึ้นเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ

จักรพรรดิอะกิฮิโตะได้มีพระราชกระแสรับสั่งต่อประชาชนในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งมีความนัยถึงการสละราชบัลลังก์ให้แก่มกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ พระราชโอรสองค์ใหญ่[1][2] และในกรณีเมื่อจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชบัลลังก์แล้ว ก็จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมนเทียรบาล คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า จะสามารถทูลเชิญเจ้าชายนะรุฮิโตะขึ้นสืบราชบัลลังก์ได้ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561[3] โดยจักรพรรดิญี่ปุ่นองค์ล่าสุดที่สละราชสมบัติ คือ จักรพรรดิโคกะกุ เมื่อ พ.ศ. 2360[4][5]

ความเป็นไปได้ในการสละราชสมบัติ[แก้]

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 สถานีกระจายเสียงแห่งชาติเอ็นเอชเค รายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเตรียมการสละราชสมบัติ เพื่อประโยชน์ต่อพระราชบุตรพระองค์โต คือ เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นภายในอีกไม่กี่ปี โดยทรงอ้างถึงพระชนมายุขององค์มกุฎราชกุมาร การสละราชสมบัติในราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่ปรากฏมานับตั้งแต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิโคกะกุ เมื่อปี 2360 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของสำนักพระราชวังญี่ปุ่น ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่า ไม่มีแผนอย่างเป็นทางการใด ๆ สำหรับให้สมเด็จพระจักรพรรดิสละราชสมบัติ การสละราชสมบัติที่อาจเกิดขึ้นสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดินั้น จะต้องมีการแก้ไขกฎราชวงศ์ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดสำหรับการกระทำนั้น[6][7] เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559 สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชดำรัสสดผ่านทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยาก โดยตรัสย้ำถึงพระชนมายุที่มากขึ้นและพระพลานามัยที่โทรมลง[8] การที่มีพระราชดำรัสผ่านโทรทัศน์ครั้งนี้จึงตีความกันว่า พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ[9] ตามข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกฎราชวงศ์และกฎการสืบราชสันตติวงศ์ จึงมีการพิจารณายกเว้นเป็นกรณีพิเศษครั้งเดียว ซึ่งเปิดทางให้พระองค์สละราชสมบัติได้ ซึ่งคาดว่าจะทรงสละราชสมบัติในวันที่ 31 ธันวาคม 2561[3]

ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560 หนังสือพิมพ์ ไมนิชิชิมบุง ได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังรายหนึ่งว่าเมื่อจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชบัลลังก์ให้แก่ เจ้าชายนะรุฮิโตะ แล้วจะเสด็จย้ายไปประทับที่ พระตำหนักอะกะซะกะ อันเป็นที่ประทับของ เจ้าอะกิชิโนะ ส่วนเจ้าอะกิชิโนะและพระสันตติวงศ์จะย้ายไปประทับที่ พระตำหนักโทงู แทน[10]

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เสนอร่างกฎหมายสละราชบัลลังก์ซึ่งมีผลเฉพาะสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะเท่านั้นต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้และได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560 และที่ประชุมวุฒิสภาก็ได้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 – เดือนมกราคม พ.ศ. 2562 อันตรงกับช่วงครบรอบการครองราชบัลลังก์ปีที่ 30 ขององค์จักรพรรดิ

ซึ่งทางรัฐบาลก็ต้องนำกฎหมายฉบับนี้กลับไปกำหนดวันสละราชบัลลังก์ของจักรพรรดิและวันประกอบพิธีราชาภิเษกของจักรพรรดิองค์ใหม่ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าให้องค์จักรพรรดิลงพระปรมาภิไธยโดยผลของกฎหมายฉบับนี้คือเมื่อสมเด็จจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชบัลลังก์แล้วพระองค์จะได้รับพระยศเป็น โจโค หรือ ไดโจเท็นโน อันมีความหมายว่าจักรพรรดิที่สละราชบัลลังก์แล้วพร้อมกับพระนามอย่างเป็นทางการของพระองค์ที่จะเปลี่ยนเป็น จักรพรรดิเฮเซ

ขณะที่เจ้าชายนะรุฮิโตะพระราชโอรสองค์ใหญ่ที่มกุฎราชกุมารก็จะขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อในทันทีพร้อมกับพระนามของพระองค์ที่จะเปลี่ยนเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินะรุฮิโตะ พร้อมกันนั้นทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็จะได้ถวายนามรัชศกใหม่เพื่อใช้แทนรัชศก เฮเซ ที่จะสิ้นสุดลงไปในวันเดียวกันนอกจากนี้ลำดับสิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ของญี่ปุ่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าอะกิชิโนะ พระอนุชาก็จะขยับขึ้นเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ขณะที่ เจ้าชายฮิซะฮิโตะแห่งอะกิชิโนะ พระนัดดาจะขยับขึ้นเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 และ เจ้าชายมะซะฮิโตะ เจ้าฮิตะชิ พระปิตุลา (อา) จะขยับขึ้นเป็นรัชทายาทลำดับที่ 3

พระราชโอรสและพระราชธิดา[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 3 พระองค์ ได้แก่

พระอัจฉริยภาพทางด้านมีนวิทยา[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำพระองค์หนึ่งของประเทศ ทรงศึกษาวิชามีนวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกะคุชุอิน กรุงโตเกียว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศไทย และทรงทูลเกล้าฯ ถวายปลานิลจำนวน 50 ตัว แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อสวนจิตรลดา เป็นหนึ่งโครงการในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ซึ่งการทดลองเลี้ยงนับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนปัจจุบัน ปลานิลกลายเป็นหนึ่งในปลาเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยก่อนหน้านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงนำเสด็จพระราชดำเนิน เจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงมิชิโกะ มกุฎราชกุมารี (พระราชอิสริยยศในครั้งนั้น) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรกิจการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2507

นอกจากนี้แล้ว ในปี พ.ศ. 2548 ได้การค้นพบปลาในตระกูลปลาบู่ทะเลชนิดใหม่ ซึ่งได้มีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Exyrias akihito และต่อมาก็ได้มีการค้นพบปลาบู่น้ำจืดสกุลใหม่ ซึ่งก็ได้มีการตั้งชื่อว่า Akihito เพื่อถวายเป็นพระเกียรติยศแด่พระองค์

พระราชอิสริยยศ[แก้]

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
Flag of the Japanese Emperor.svg
ธงประจำพระอิสริยยศ
การทูล เท็นโนเฮกะ
การแทนตน โบะกุ (บุรุษ) / วะตะชิ (สตรี)
การขานรับ เฮกะ (陛下)
ลำดับโปเจียม 1
  • 23 ธันวาคม พ.ศ. 2476 – 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495: เจ้าชายอะกิฮิโตะ เจ้าสึงุ
  • 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 – 7 มกราคม พ.ศ. 2532: เจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมาร
  • 7 มกราคม พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน: สมเด็จพระจักรพรรดิ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ญี่ปุ่น[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็นประธานของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ญี่ปุ่นดังต่อไปนี้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ[แก้]

ราชตระกูล[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Message from His Majesty The Emperor". The Imperial Household Agency. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  2. "Japan's Emperor Akihito hints at wish to abdicate". BBC News. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  3. 3.0 3.1 "Emperor Akihito: Japan considers moves to allow 2018 abdication - reports". BBC News (ใน en-GB). 2017-01-11. สืบค้นเมื่อ 2017-01-11. 
  4. "天皇陛下 「生前退位」の意向示される ("His Majesty The Emperor Indicates His Intention to 'Abdicate'")" (ใน Japanese). NHK. 13 July 2016. Archived from the original on 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 13 July 2016.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  5. "Japanese Emperor Akihito 'wishes to abdicate'". BBC News. 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 17 July 2016. 
  6. "天皇陛下 「生前退位」の意向示される ("His Majesty The Emperor Indicates His Intention to 'Abdicate'")" (ใน Japanese). NHK. 13 July 2016. Archived from the original on 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 13 July 2016.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  7. "Japanese Emperor Akihito 'wishes to abdicate'". BBC News. 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 17 July 2016. 
  8. "Message from His Majesty The Emperor". The Imperial Household Agency. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  9. "Japan's Emperor Akihito hints at wish to abdicate". BBC News. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  10. Emperor could move to Akasaka Estate in Tokyo after abdication หนังสือพิมพ์ไมนิชิ ชินบุน วันที่ 26 มกราคม 2560
  11. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (แด่ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นราชมิตราภรณ์), เล่ม ๑๐๘, ตอน ๑๗๔ ง, ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔, หน้า ๙๗๒๔
  12. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๑, ตอน ๒๒ ง, ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๗, หน้า ๕๗๒
ก่อนหน้า สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ถัดไป
จักรพรรดิโชวะ 2leftarrow.png Flag of the Japanese Emperor.svg
จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
(พ.ศ. 2532–ปัจจุบัน)
2rightarrow.png ยังอยู่ในราชสมบัติ
เจ้าชายฮิโระฮิโตะ
ภายหลังคือ จักรพรรดิโชวะ
2leftarrow.png Japan Koutaisi(son) Flag.svg
มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น
(10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 – 7 มกราคม พ.ศ. 2532)
2rightarrow.png เจ้าชายนะรุฮิโตะ