สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Akihito 090710-1600b.jpg
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะขณะเยือนฟิลิปปินส์เมื่อ ค.ศ. 2016
จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น องค์ที่ 125
ครองราชย์ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 - ปัจจุบัน
ราชาภิเษก 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533
พระราชวังหลวงโตเกียว
ก่อนหน้า จักรพรรดิโชวะ
รัชทายาท เจ้าชายนะรุฮิโตะ
จักรพรรดินี มิชิโกะ โชดะ
(พ.ศ. 2502 - ปัจจุบัน)
พระราชบุตร มกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ
ฟุมิฮิโตะ เจ้าอะกิชิโนะ
ซะยะโกะ คุโระดะ
พระนามเต็ม
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
รัชศก
เฮเซ ( 7 มกราคม พ.ศ. 2532 - )
ราชวงศ์ ราชวงศ์ญี่ปุ่น
พระราชบิดา จักรพรรดิโชวะ
พระราชมารดา สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง
ประสูติ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2476 (83 ปี)
กรุงโตเกียว จักรวรรดิญี่ปุ่น[1]
อะกิฮิโตะ
ศาสนา ชินโต
ลายพระอภิไธย

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ (ญี่ปุ่น: 明仁 Akihito ?) เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันของประเทศญี่ปุ่น และเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 125 ตั้งแต่โบราณกาลของญี่ปุ่น ในปัจจุบันนี้พระองค์เป็นพระประมุขเพียงพระองค์เดียวในโลกที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นจักรพรรดิ

ในญี่ปุ่น การเอ่ยถึงพระจักรพรรดิ จะเรียกพระนามของพระองค์โดยตรงไม่ได้ เช่นเดียวกับในประเทศไทย แต่จะเอ่ยถึงพระองค์ว่า เท็นโน เฮกะ (ญี่ปุ่น: 天皇陛下 tennō heika ?) หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิ และรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะจะเรียกว่า ยุคเฮเซ (ญี่ปุ่น: 平成 Heisei ?) หลังจากที่สิ้นยุคของพระองค์แล้ว อาจมีการขนานพระนามพระองค์ว่า จักรพรรดิเฮเซ

พระราชประวัติ[แก้ไขต้นฉบับ]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปีโชวะที่ 8 (ค.ศ. 1933,พ.ศ. 2476) ณ พระราชวังโตเกียว พระองค์เป็นพระเจ้าลูกเธอลำดับที่ 5 ใน 7 พระองค์ ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต (จักรพรรดิโชวะ) และสมเด็จพระจักรพรรดินีนางาโกะ (จักรพรรดินีโคจุง) แต่เป็นพระราชโอรสพระองค์โต พระองค์ทรงดำรงพระยศเดิมเป็น เจ้าสึงุ (ญี่ปุ่น: 継宮 สึงุ-โนะ-มิยะ ?)

อนึ่ง สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์นี้เป็นพระประยูรญาติของ เจ้าหญิงพังจา (เกาหลี: 방자) มกุฎราชกุมารีองค์สุดท้ายของราชวงศ์เกาหลี

ตามลำดับการสืบสันตติวงศ์ของญี่ปุ่น พระองค์ทรงเป็นรัชทายาทอันดับ 1 ของราชบัลลังก์เบญจมาศตั้งแต่ประสูติ และทรงเข้าพระราชพิธีสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมาร (ญี่ปุ่น: 立太子の礼 ริตไตชิ-โนะ-เร ?) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494

ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2502 มกุฎราชกุมารอะกิฮิโตทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวมิชิโกะ โชดะ การอภิเษกสมรสครั้งนี้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นการอภิเษกของสตรีสามัญชนครั้งแรกกับราชวงศ์ญี่ปุ่น ทำให้นางสาวโชดะกลายเป็น มกุฎราชกุมารีมิชิโกะ

ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 จักรพรรดิโชวะ เสด็จสวรรคต เจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมาร ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 125 ของญี่ปุ่นต่อทันที ตามโบราณราชประเพณี และมีการมอบของสามสิ่งในพระราชพิธีนั้น

ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เข้าพระราชพิธีอภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ และทรงสถาปนาเจ้าฟ้าหญิงมิชิโกะ มกุฎราชกุมารี ขึ้นเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ

จักรพรรดิอะกิฮิโตะได้มีพระราชกระแสรับสั่งต่อประชาชนในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นตรงกับเวลา 13.00 น. ตามเวลาในประเทศไทยโดยในพระราชกระแสรับสั่งมีความนัยซึ่งสื่อถึงการสละราชบัลลังก์ให้กับ มกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ พระราชโอรสองค์ใหญ่[2][3] และในกรณีเมื่อจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชบัลลังก์แล้วก็จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลโดยคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้คาดการณ์ว่าจะสามารถทูลเชิญเจ้าชายนะรุฮิโตะขึ้นสืบราชบัลลังก์ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561[4] โดยจักรพรรดิญี่ปุ่นองค์ล่าสุดที่สละราชสมบัติ คือ จักรพรรดิโคกะกุ เมื่อ พ.ศ. 2360[5][6]

ความเป็นไปได้ในการสละราชสมบัติ[แก้ไขต้นฉบับ]

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 สถานีกระจายเสียงแห่งชาติเอ็นเอชเค รายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเตรียมการสละราชสมบัติ เพื่อประโยชน์ต่อพระราชบุตรพระองค์โต คือ เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นภายในอีกไม่กี่ปี โดยทรงอ้างถึงพระชนมายุขององค์มกุฎราชกุมาร การสละราชสมบัติในราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่ปรากฏมานับตั้งแต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิโคกะกุ เมื่อปี 2360 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของสำนักพระราชวังญี่ปุ่น ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ว่าไม่มีแผนอย่างเป็นทางการใด ๆ สำหรับให้สมเด็จพระจักรพรรดิสละราชสมบัติ การสละราชสมบัติที่อาจเกิดขึ้นสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดินั้น จะต้องมีการแก้ไขกฎพระราชวังหลวง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดสำหรับการกระทำนั้น[7][8] เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559 สมเด็จพระจักรพรรดิทรงมีพระราชดำรัสสดผ่านทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยาก โดยทรงตรัสย้ำถึงพระชนมายุที่มากขึ้นและพระพลานามัยที่โทรมลง[9] การที่ทรงมีพระราชดำรัสผ่านโทรทัศน์ครั้งนี้จึงถูกตีความว่าพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ[10] ตามข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกฎพระราชวังหลวงและกฎการสืบราชสันตติวงศ์ จึงมีการพิจารณายกเว้นเป็นกรณีพิเศษครั้งเดียว ซึ่งเปิดทางให้พระองค์สละราชสมบัติได้ ซึ่งคาดว่าจะทรงสละราชสมบัติในวันที่ 31 ธันวาคม 2561[4]

ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560 หนังสือพิมพ์ ไมนิชิ ชินบุน ได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังรายหนึ่งว่าเมื่อจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชบัลลังก์ให้กับ เจ้าชายนะรุฮิโตะ แล้วจะเสด็จย้ายไปประทับที่ พระตำหนักอะกะซะกะ อันเป็นที่ประทับของ เจ้าชายอะกิชิโนะ และครอบครัวส่วนเจ้าชายอะกิชิโนะและครอบครัวจะย้ายไปประทับที่ พระตำหนักโทงู แทน [11]

พระราชโอรสและพระราชธิดา[แก้ไขต้นฉบับ]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 3 พระองค์ ได้แก่

พระอัจฉริยภาพทางด้านมีนวิทยา[แก้ไขต้นฉบับ]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย ทรงฉายพระรูปร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (ประทับยืนอยู่ทางซ้ายสุดของรูป)

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำผู้หนึ่ง ทรงศึกษาวิชามีนวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกะคุชุอิน กรุงโตเกียว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมายังประเทศไทย และทรงทูลเกล้าถวายปลานิลจำนวน 50 ตัว แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชครั้งนั้นได้โปรดเกล้า ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อสวนจิตรลดา เป็นหนึ่งโครงการในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ซึ่งการทดลองเลี้ยงนับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนปัจจุบัน ปลานิลกลายเป็นหนึ่งในปลาเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยก่อนหน้านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นำ เจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงมิชิโกะ มกุฎราชกุมารี ได้เสด็จทอดพระเนตรกิจการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2507

นอกจากนี้แล้ว ในปี พ.ศ. 2548 ได้การค้นพบปลาในตระกูลปลาบู่ทะเลชนิดใหม่ ซึ่งได้มีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Exyrias akihito และต่อมาก็ได้มีการค้นพบปลาบู่น้ำจืดสกุลใหม่ ซึ่งก็ได้มีการตั้งชื่อว่า Akihito เพื่อถวายเป็นพระเกียรติยศแด่พระองค์

พระอิสริยยศ[แก้ไขต้นฉบับ]

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
Flag of the Japanese Emperor.svg
ธงประจำพระอิสริยยศ
การทูล เท็นโนเฮกะ
การแทนตน โบะกุ (บุรุษ) / วะตะชิ (สตรี)
การขานรับ เฮกะ (陛下)
ลำดับโปเจียม 1
  • 23 ธันวาคม พ.ศ. 2476 - 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495: เจ้าสึงุ
  • 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 - 7 มกราคม พ.ศ. 2532: มกุฎราชกุมาร
  • 7 มกราคม พ.ศ. 2532 - ปัจจุบัน : สมเด็จพระจักรพรรดิ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้ไขต้นฉบับ]

รายการที่แสดงต่อไปนี้ เป็นรายชื่อที่ยังไม่ครบถ้วน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ญี่ปุ่น[แก้ไขต้นฉบับ]

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็นประธานของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ญี่ปุ่นดังต่อไปนี้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ[แก้ไขต้นฉบับ]

ราชตระกูล[แก้ไขต้นฉบับ]


ดูเพิ่ม[แก้ไขต้นฉบับ]

อ้างอิง[แก้ไขต้นฉบับ]

  1. Kunaicho | Their Majesties the Emperor and Empress สำนักพระราชวังญี่ปุ่น
  2. "Message from His Majesty The Emperor". The Imperial Household Agency. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  3. "Japan's Emperor Akihito hints at wish to abdicate". BBC News. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  4. 4.0 4.1 "Emperor Akihito: Japan considers moves to allow 2018 abdication - reports". BBC News (ใน en-GB). 2017-01-11. สืบค้นเมื่อ 2017-01-11. 
  5. "天皇陛下 「生前退位」の意向示される ("His Majesty The Emperor Indicates His Intention to 'Abdicate'")" (ใน Japanese). NHK. 13 July 2016. Archived from the original on 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 13 July 2016.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  6. "Japanese Emperor Akihito 'wishes to abdicate'". BBC News. 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 17 July 2016. 
  7. "天皇陛下 「生前退位」の意向示される ("His Majesty The Emperor Indicates His Intention to 'Abdicate'")" (ใน Japanese). NHK. 13 July 2016. Archived from the original on 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 13 July 2016.  Unknown parameter |df= ignored (help)
  8. "Japanese Emperor Akihito 'wishes to abdicate'". BBC News. 13 July 2016. สืบค้นเมื่อ 17 July 2016. 
  9. "Message from His Majesty The Emperor". The Imperial Household Agency. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  10. "Japan's Emperor Akihito hints at wish to abdicate". BBC News. 8 August 2016. สืบค้นเมื่อ 8 August 2016. 
  11. Emperor could move to Akasaka Estate in Tokyo after abdication หนังสือพิมพ์ไมนิชิ ชินบุน วันที่ 26 มกราคม 2560
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (แด่ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นราชมิตราภรณ์), เล่ม ๑๐๘, ตอน ๑๗๔ ง, ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔, หน้า ๙๗๒๔
  13. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๑, ตอน ๒๒ ง, ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๗, หน้า ๕๗๒
  14. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (แด่ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นราชมิตราภรณ์), เล่ม ๑๐๘, ตอน ๑๗๔ ง, ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔, หน้า ๙๗๒๔
ก่อนหน้า สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ถัดไป
จักรพรรดิโชวะ 2leftarrow.png Flag of the Japanese Emperor.svg
จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
(พ.ศ. 2532 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png ยังอยู่ในราชสมบัติ
เจ้าชายฮิโระฮิโตะ
ภายหลังคือ จักรพรรดิโชวะ
2leftarrow.png Japan Koutaisi(son) Flag.svg
มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น
(10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 - 7 มกราคม พ.ศ. 2532)
2rightarrow.png เจ้าชายนะรุฮิโตะ