สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ
Empress Michiko cropped 20140424.jpg

พระนาม มิชิโกะ (ญี่ปุ่น: 美智子 ?)
พระอิสริยยศ จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
ราชวงศ์ ญี่ปุ่น
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2477 (80 ปี)
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น[1]
พระราชบิดา ฮิเดะซะบุโร โชดะ
พระราชมารดา ฟุมิโกะ โซะเอะจิมะ
พระราชสวามี สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
(พ.ศ. 2502-ปัจจุบัน)
พระราชโอรส/ธิดา เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร
เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายอะกิชิโนะ
ซะยะโกะ คุโระดะ

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ (ญี่ปุ่น: 皇后 美智子 Kōgō Michiko ?; ประสูติ: 20 ตุลาคม พ.ศ. 2477) มีพระนามเดิมว่า มิชิโกะ โชดะ (ญี่ปุ่น: 正田 美智子 Shōda Michiko ?) เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีอัครมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เข้าสู่พระราชวงศ์จากการเสกสมรสกับเจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น มิชิโกะจึงดำรงพระอิสริยยศเป็น มกุฎราชกุมารี ครั้นสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะสวรรคต มกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะจึงสืบราชสมบัติเป็นจักรพรรดิ และมกุฎราชกุมารีมิชิโกะจึงดำรงพระอิสริยยศเป็นจักรพรรดินี ตามลำดับ

พระราชประวัติ[แก้]

พระชนม์ชีพช่วงต้นและการศึกษา[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2477 ณ กรุงโตเกียว เป็นบุตรสาวคนโตของฮิเดะซะบุโร โชดะ (ญี่ปุ่น: 正田 英三郎 Shōda Hidesaburō ?) กับฟุมิโกะ โซะเอะจิมะ (ญี่ปุ่น: 副島 富美子 Soejima Fumiko ?) บิดาเป็นประธานและประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทนิชชิน[2] พระองค์เติบโตในโตเกียวโดยได้รับการปลูกฝังด้านการศึกษาจากครอบครัวทั้งแบบดั้งเดิมและตะวันตก มีการเรียนภาษาอังกฤษและเปียโน ทรงเรียนรู้ในศิลปะด้านงานเขียน การทำอาหาร และโคโด (ศิลปะการใช้เครื่องหอม)[3] ทั้งนี้พระองค์มีพื้นฐานครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก[4] แต่ส่วนพระองค์มิเคยรับศีลล้างบาปมาก่อนเลย

พระองค์เป็นหลานสาวของนักวิชาการหลายท่าน อาทิ เคนชิโร โชดะ นักคณิตศาสตร์ที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยโอซะกะ (ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2497—2503)[5]

พระองค์เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประถมฟุตะบะ (雙葉学園) ย่านโคจิมะชิ เขตชิโยะดะ กรุงโตเกียว ต่อมาได้ลาออกขณะทรงศึกษาระดับเกรดสี่เนื่องจากระเบิดของอเมริกันช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นได้ทรงเข้ารับการศึกษาต่อที่เมืองคะตะเซะ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองฟุจิซะวะ) จังหวัดคะนะงะวะ, เมืองทะเตะบะยะชิ จังหวัดกุมมะซึ่งเป็นนิวาสถานเดิมของสกุลโชดะ และเมืองคะรุอิซะวะ จังหวัดนะงะโนะอันเป็นที่ตั้งของบ้านพักตากอากาศของครอบครัว หลังสถานการณ์สงบลง ครอบครัวของพระองค์ได้กลับมายังโตเกียวเมื่อปี พ.ศ. 2489 ทรงรับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนเดิม แล้วทรงเข้าเรียนที่วิทยาลัยหญิงพระหฤทัยแผนกประถมและมัธยมศึกษา (聖心女子学院初等科・中等科・高等科) ตามลำดับ จนสำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2496 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตรัสเล่าเหตุการณ์ดังกล่าว ความว่า "...เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลก แม้ข้าพเจ้าจะเป็นเพียงเด็กประถม แต่ก็สัมผัสได้ถึงห้วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก ข้าพเจ้าต้องย้ายโรงเรียนถึง 5 ครั้ง ภายในเวลาเกือบ 3 ปี และทุกครั้งที่เข้าโรงเรียนใหม่ จะรู้สึกอึดอัดกับการปรับตัวให้เข้ากับการเรียนการสอนใหม่..."[2]

คฤหาสน์โชดะ เมื่อปี พ.ศ. 2501

ขณะที่ทรงศึกษาอยู่ในระดับวิทยาลัยนั้น ครอบครัวจะเรียกพระองค์อย่างลำลองว่า "มิชิ" (ミチ) หรือ "มิชชิ" (ミッチ)[3] และยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เทมเพิลจัง" (Temple-chan) เนื่องจากมีพระเกศาเป็นลอนและมีสีออกแดงต่างจากสตรีญี่ปุ่นทั่วไป ทั้งยังมีลักษณะเหมือนเชอร์ลีย์ เทมเพิล (Shirley Temple) นักแสดงเด็กชาวอเมริกัน

พระองค์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวรรณคดีอังกฤษ คณะวรรณคดี มหาวิทยาลัยพระหฤทัยโตเกียว (聖心女子大学) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังทรงศึกษาต่อในหลักสูตรระยะสั้นในสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอ๊อกซฟอร์ด[6]

ช่วงปี พ.ศ. 2493 มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามา จนทำให้ครอบครัวโชดะวิตกกังวลเกี่ยวกับการมีคู่ครองของบุตรสาว[7] หนึ่งในชายที่เข้ามาคบหาพระองค์คือยุกิโอะ มิชิมะ (三島 由紀夫) นักเขียนชาวญี่ปุ่น ซึ่งปรากฏในหนังสือ "ชีวิตและการมรณกรรมของยุกิโอะ มิชิมะ" (The Life and Death of Yukio Mishima) อันเป็นงานเขียนของเฮนรี สกอต สโตกส์ (Henry Scott Stokes) ที่ระบุว่าทั้งสองได้รับการแนะนำ และสนับสนุนจากครอบครัวให้สมรส ด้วยมองว่าทั้งคู่มีความเหมาะสมกัน[8][9]

พระราชพิธีหมั้นและอภิเษกสมรส[แก้]

ภาพงานอภิเษกสมรส ทรงฉายร่วมกันสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2502
ขณะทรงฉลองพระองค์อภิเษกสมรสแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม มกุฎราชกุมารทรงชุด โซะกุไต (束帯) ส่วนมกุฎราชกุมารีทรงชุด จูนิฮิโทะเอะ (十二単)

มิชิโกะ โชดะ ได้พบกับมกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะครั้งแรกในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2500 ที่สนามเทนนิสในเมืองคะรุอิซะวะ ซึ่งสภาพระราชวงศ์ (Imperial Household Council) ได้อนุมัติพระราชพิธีหมั้นของมกุฎราชกุมารกับนางสาวโชดะในวันที่ 24 พฤศจิกายนปีถัดมา ช่วงเวลาเดียวกันนั้น สื่อมวลชนต่างให้ความสนใจและเรียกว่า "รักหวานในสนามเทนนิส" (romance of the tennis court) บ้างก็ว่าเป็น "เทพนิยาย" ที่เกิดขึ้นจริง[7] พระราชพิธีหมั้นถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2502

แม้พระคู่หมั้นจะเป็นสตรีที่มาจากครอบครัวที่มั่งคั่งแต่ก็มีพื้นเพเป็นสามัญชนเท่านั้น ในช่วงปีดังกล่าวนั้นสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปที่คุ้นเคยกับพระราชวงศ์ญี่ปุ่นเข้าใจว่า พระราชวงศ์จะต้องคัดเลือกสุภาพสตรีที่มีเชื้อสายเจ้าหรือเป็นลูกหลานขุนนางมาให้พระยุพราชเสกสมรสโดยเฉพาะ นอกจากนี้ประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการหมั้นนี้เพราะพระคู่หมั้นมาจากครอบครัวคริสตัง[4] แม้เธอจะไม่เคยรับศีลล้างบาปแต่ก็ร่ำเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาคริสต์ และมีทีท่าที่จะเผยแผ่ความเชื่อของบิดามารดา รวมทั้งมีข่าวลือหนาหูว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะก็ทรงต่อต้านพระราชพิธีหมั้นเช่นกัน จนในปี พ.ศ. 2543 หลังการสวรรคตของสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า จักรพรรดินีนะงะโกะทรงต่อต้านการอภิเษกสมรสอย่างแข็งขัน โดยทรงกดดันพระสุณิสาว่าไม่คู่ควรกับพระราชโอรสของพระองค์ ส่งผลให้พระสุณิสาประชวรด้วยภาวะซึมเศร้า[10] นอกจากนี้ยังมีการหมายเอาชีวิตจนทำให้ครอบครัวโชดะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่คอยอารักขาความปลอดภัย[7]

อย่างไรก็ตามความรักของทั้งสองพระองค์นั้นได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะชนชั้นการเมืองที่จะแสดงให้เห็นถึงพลังของคนหนุ่มสาว มิชิโกะจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและประชาธิปไตยในญี่ปุ่น ที่สือมวลชนเรียกว่า "มิชชิบูม" (Mitchi boom)[2] ที่สุดพระราชพิธีอภิเษกสมรสก็ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2502 ซึ่งจัดอย่างลัทธิชินโตตามพระราชประเพณี มีประชาชนโตเกียวกว่า 500,000 คน ร่วมถวายพระพรแสดงความยินดีบริเวณเส้นทางเสด็จยาว 8.8 กิโลเมตร รวมทั้งยังมีการถ่ายทอดสดงานอภิเษกสมรส (ถือเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่นที่มีการถ่ายทอดสดงานอภิเษกสมรสของจักรพรรดิในอนาคต) อันมีผู้ชมกว่า 15 ล้านคน[11] ซึ่งมีหลายครอบครัวลงทุนซื้อโทรทัศน์มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ[12]

มกุฎราชกุมารี[แก้]

มกุฎราชกุมารีมิชิโกะ กับแนนซี เรแกน เมื่อคราเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ พ.ศ. 2530

หลังสิ้นการอภิเษกสมรส มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารีได้มาประทับอยู่ในพระราชวังโทงู (ญี่ปุ่น: 東宮御所 Tōgū-gosho ?) ตามพระราชประเพณี และออกจากวังดังกล่าวไปประทับพระราชวังอิมพีเรียลเมื่อพระราชสวามีขึ้นครองราชสมบัติเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิ เมื่อปี พ.ศ. 2532

มกุฎราชกุมาร และกุฎราชกุมารี มีพระราชโอรส-ธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ คือ

  1. เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 皇太子徳仁親王 Kōtaishi Naruhito Shinnō ?; 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503) เสกสมรสกับมะซะโกะ โอะวะดะ (ญี่ปุ่น: 小和田雅子 Owada Masako ?) มีพระราชธิดาพระองค์เดียว
  2. เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายอะกิชิโนะ (ญี่ปุ่น: 秋篠宮文仁親王 Akishino-no-miya Fumihito Shinnō ?; 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508) เสกสมรสกับคิโกะ คะวะชิมะ (ญี่ปุ่น: 川嶋紀子 Kawashima Kiko ?) มีพระโอรส-ธิดาสามพระองค์
  3. เจ้าหญิงซะยะโกะ เจ้าหญิงโนะริ (ญี่ปุ่น: 紀宮清子内親王 Nori-no-miya Sayako Naishinnō ?; 18 เมษายน พ.ศ. 2512) ต่อมาทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อเสกสมรสกับโยะชิกิ คุโระดะ (ญี่ปุ่น: 黒田慶樹 Kuroda Yoshiki ?) ไม่มีบุตร-ธิดาด้วยกัน

ในปี พ.ศ. 2506 มีการรายงานข่าวว่ามกุฎราชกุมารีมิชิโกะทรงยุติการตั้งพระครรภ์ ขณะมีอายุครรภ์ได้สามเดือนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ณ กรุงโตเกียว[13] เนื้อหากล่าวว่า "โฆษกกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวได้รับคำปรึกษาจากศาสตราจารย์ทะกะชิ โคะบะยะชิ ที่ทำการประสูติเจ้าชายฮิโระ พระราชโอรสพระองค์แรกที่มีพระชันษา 3 ปี. โฆษกยังกล่าวต่อ ว่าเจ้าหญิงซึ่งมีพระชนมายุ 28 พรรษานี้ทรงมีพระพลานามัยที่ไม่แข็งแรงเนื่องจากการประกอบพระกรณียกิจอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนทรงพระครรภ์"[13]

มกุฎราชกุมารีมิชิโกะและพระราชสวามี ขณะเสด็จเยือนประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนา เจ้าหญิงเบียทริกซ์ และเจ้าชายเคลาส์นำเสด็จ

มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระองค์นอกกรอบจารีตของวังหลวงที่เดิมต้องแยกพระราชบุตรจากชนกชนนีแล้วให้ผู้อื่นเลี้ยงแทน และจ้างครูมาสอนพระราชบุตรในวัง มกุฎราชกุมารีมิชิโกะเองทรงเลือกที่จะเลี้ยงพระราชบุตรเองโดยไม่พึ่งข้าราชบริพาร ทรงอำรุงเลี้ยงพระราชโอรส-ธิดาด้วยพระเกษียรธาราทุกพระองค์[14] รวมทั้งส่งพระราชบุตรเข้าศึกษาที่โรงเรียน[12] ทั้งนี้มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารีเป็นที่เคารพของพสกนิกร ทรงเดินทางพบปะประชาชนใน 47 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งยังให้สิทธิ์ประชาชนที่จะถ่ายรูปคู่กับพระองค์ นอกจากนี้ยังเสด็จเยื่อนต่างประเทศถึง 37 ประเทศ ช่วงปี พ.ศ. 2502-2532

พระองค์มีปัญหาทางจิตอันเกิดจากแรงกดดันของสื่อมวลชน ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์มองว่า อคติของสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะส่งผลอย่างยิ่งที่ทำให้พระองค์ไม่มีพระสุรเสียงไปเจ็ดเดือนเมื่อปี พ.ศ. 2503 และอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ. 2536[12] และเมื่อปี พ.ศ. 2550 พระองค์ได้ยกเลิกพระราชกรณียกิจออกไป เนื่องจากทรงเป็นร้อนใน มีพระโลหิตกำเดา และพระโลหิตตกในพระอันตคุณ ซึ่งแพทย์ออกมาชี้แจ้งว่าเกิดจากความเครียดส่วนพระองค์[15] ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวใกล้เคียงกับกรณีของมกุฎราชกุมารีมะซะโกะ พระสุณิสา ที่ทรงได้รับแรงกดดันในพระอิสริยยศ[16]

สมเด็จพระจักรพรรดินี[แก้]

เนื่องในวโรกาสวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2548

เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 เจ้าชายอะกิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น จึงขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ที่ 125 ส่วนเจ้าหญิงมิชิโกะ มกุฎราชกุมารี ก็เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีตามลำดับ โดยจัดพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ณ พระราชวังโตเกียว

หลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จเยือนต่างประเทศ 19 ประเทศ และพยายามที่จะใกล้พสกนิกรในจังหวัดที่เสด็จเยือนทั้ง 47 จังหวัด พระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระราชสวามีทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่งานต้อนรับพระราชอาคันตุกะ อย่างในปี พ.ศ. 2550 พระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการทั้งหมดกว่า 300 ครั้ง[17] หลังการสวรรคตของพระพันปีนะงะโกะ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2543 พระองค์จึงดำรงตำแหน่งเป็นองค์นายิกาของสภากาชาดญี่ปุ่นสืบต่อ[18]

ทั้งนี้พระองค์มีหน้าที่ในการดูแลฟาร์มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพระราชวังที่ชื่อ "โมะมิจิยะมะ" (Momijiyama Imperial Cocoonery) ทรงมีส่วนร่วมในงานผ้าไหมประจำปีอันเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีที่ยึดโยงเข้ากับคติลัทธิชินโต ประเพณีและวัฒนธรรมญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2537 ทรงมีไหมสายพันธุ์โคะอิชิมะรุ (สายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น) ส่วนหนึ่ง พระราชทานให้กับคลังโชโซอิง (ญี่ปุ่น: 正倉院 Shōsō-in ?) ในพุทธศาสนาที่ชื่อวัดโทไดจิ (ญี่ปุ่น: 東大寺 Tōdai-ji ?) เพื่อใช้บูรณะสมบัติต่อไป[17]

พระองค์เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นด้วยมีจริยวัตรที่งดงาม ทรงใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการบำเพ็ญเพียรทางศาสนาร่วมกับพระราชสวามี อาทิ ทรงสักการะศาลเจ้าอิเซะและศาลเจ้าชินโตอื่น ๆ รวมทั้งการสวดภาวนาภายในสุสานหลวงเพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่บูรพมหากษัตริย์และสมาชิกในราชวงศ์ที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งยังเป็นนักเปียโนหญิงที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง หลายปีที่ผ่านมาทั้งสองพระองค์จะทรงเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ต่อมาสำนักพระราชวังได้ออกมาประกาศว่าหลังจากปี พ.ศ. 2557 ทั้งสองพระองค์จะส่งต่อพระราชกรณียกิจแก่เจ้านายรุ่นใหม่ และกล่าวว่าเรื่องพระพลานามัยของทั้งสองพระองค์ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินพระทัยนี้[17]

อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2533 พระองค์ได้ถูกบรรจุไว้ในหอเกียรติยศ ในรายชื่อเครื่องแต่งกายนานาชาติที่ดีที่สุด[19][20]

พระเกียรติยศ[แก้]

พระอิสริยยศ[แก้]

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
Japan Kou(tai)gou Flag.svg
ธงประจำพระอิสริยยศ
การทูล เฮกะ (陛下)
การแทนตน โบะกุ (บุรุษ) / วะตะชิ (สตรี)
ลำดับโปเจียม 1 (ฝ่ายใน)
  • มิชิโกะ โชดะ (20 ตุลาคม พ.ศ. 2477 — 10 เมษายน พ.ศ. 2502)
  • เจ้าหญิงมิชิโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น (10 เมษายน พ.ศ. 2502 — 7 มกราคม พ.ศ. 2532)
  • สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ (7 มกราคม พ.ศ. 2532 — ปัจจุบัน)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

รายชื่อที่แสดงต่อไปนี้ เป็นรายชื่อที่ยังไม่ครบถ้วน

พระราชบุตร[แก้]

พระนาม ประสูติ เสกสมรส พระนัดดา
เจ้าชายนะรุฮิโตะ
มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น
23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 9 มิถุนายน พ.ศ. 2536 มะซะโกะ โอะวะดะ เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงโทะชิ
เจ้าชายฟุมิฮิโตะ
เจ้าชายอะกิชิโนะ
11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 29 มิถุนายน พ.ศ. 2533 คิโกะ คะวะชิมะ เจ้าหญิงมะโกะแห่งอะกิชิโนะ
เจ้าหญิงคะโกะแห่งอะกิชิโนะ
เจ้าชายฮิซะฮิโตะแห่งอะกิชิโนะ
เจ้าหญิงซะยะโกะ
เจ้าหญิงโนะริ
18 เมษายน พ.ศ. 2512 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 โยะชิกิ คุโระดะ

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kunaicho | Their Majesties the Emperor and Empress สำนักพระราชวงศ์ญี่ปุ่น
  2. 2.0 2.1 2.2 "80 พรรษา สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ผู้ค้ำราชบัลลังก์อิมพิเรียลยุคใหม่". ไทยรัฐออนไลน์. 26 ตุลาคม 2557. สืบค้นเมื่อ 13 มีนาคม 2558. 
  3. 3.0 3.1 『週刊朝日』1959年4月12日号
  4. 4.0 4.1 Herbert P. Bix, Hirohito and the making of modern Japan, New York, 2001, p. 661
  5. "History". University of Osaka. 
  6. "The commoners who married royalty". BBC. สืบค้นเมื่อ 11 March 2013. 
  7. 7.0 7.1 7.2 « The Girl from Outside », Time, 23 March 1959
  8. Michael Sheridan (27 มีนาคม 2548). "Sunday Times Mishima Feature". Sunday Times. สืบค้นเมื่อ 13 มีนาคม 2558. 
  9. Saru, « 三島入門 (An Introduction to Mishima) », Mutant Frog Travelogue, 12 February 2006
  10. « Japan's Dowager Empress Dead At 97 », CBS, 16/06/2000
  11. Kyodo News, « Imperial marriage created bond with people », The Japan Times, 09/04/2009
  12. 12.0 12.1 12.2 "จักรพรรดิญี่ปุ่นเฉลองครบรอบ 50 ปี การอภิเษกกับหญิงสามัญชนวันนี้". ASTV ผู้จัดการออนไลน์. 10 เมษายน 2552. สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2558. 
  13. 13.0 13.1 "Japanese Princess Has An Abortion", The Miami News, 22 March 1963, page 3
  14. Imperial Household Agency, «Their Majesties the Emperor and Empress»
  15. Reuters, « Japan Empress Michiko ill », The Sydney Morning Herald, 06/03/2007
  16. « People: Alan Hollinghurst, Empress Michiko of Japan, Dave Barry », International Herald tribune, 21/10/2004
  17. 17.0 17.1 17.2 Imperial Household Agency, «Press Conference on the occasion of His Majesty's Birthday (2013)»
  18. Présentation de la Croix-Rouge japonaise sur son site officiel
  19. Vanity Fair
  20. Ultimate Style – The Best of the Best Dressed List. 2004. p. 158. ISBN 2 84323 513 8. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ถัดไป
สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง 2leftarrow.png Japan Kou(tai)gou Flag.svg
จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
(7 มกราคม พ.ศ. 2532 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png ปัจจุบัน