ข้ามไปเนื้อหา

พุทธศาสนิกชน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พุทธศาสนิกชน
สตรีกำลังตกแต่งแท่นบูชาพระพุทธ
ศาสนิกชนรวม
ป. 320 ล้านคน
(ร้อยละ 4.1 ของประชากรโลก) ลดลง
(ประมาณการใน พ.ศ. 2563)[1]
ศาสดา
พระโคตมพุทธเจ้า[2]
ภูมิภาคที่มีศาสนิกชนจำนวนมาก
ประเทศไทย ไทย67,620,000 คน[3]
ประเทศจีน จีน53,380,000 คน[3]
ประเทศพม่า พม่า47,210,000 คน[3]
ประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่น46,990,000 คน[3]
ประเทศเวียดนาม เวียดนาม22,580,000 คน[3]
ประเทศกัมพูชา กัมพูชา16,240,000 คน[3]
ประเทศศรีลังกา ศรีลังกา15,700,000 คน[3]
ประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้9,850,000 คน[3]
ประเทศอินเดีย อินเดีย9,550,000 คน[3]
ประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย6,400,000 คน[3]
ศาสนา
มหายาน (≈55%)
เถรวาท (≈35%)
วัชรยาน (≈10%)
คัมภีร์
พระไตรปิฎก (ฉบับบาลี), พระสูตรมหายาน, เอกสารวัชรยาน
ภาษา
ภาษาศักดิ์สิทธิ์:

พุทธศาสนิกชน (อังกฤษ: Buddhist) แปลว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธ[4] เรียกอีกอย่างว่า พุทธมามกะ ซึ่งหมายถึง ผู้ประกาศตนว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของตน[4] โดยทั่วไปแล้ว พุทธศาสนิกชนจะจำแนกออกเป็นสองกลุ่มหลัก ประกอบด้วยด้วย อุบาสกกับอุบาสิกา คือฆราวาสผู้ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระศาสนา และ ภิกษุกับภิกษุณี คือพระสงฆ์หรือนักบวชคือผู้นำคำสอนของพระศาสนามาเผยแผ่ อัตลักษณ์สำคัญของชาวพุทธคือการปฏิบัติตนตามจริยวัตรทางศาสนา การทำสมาธิ การเจริญสติด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเสมอไป[5]

พุทธศาสนิกชน หมายถึง คนที่ยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เต็มใจที่จะปฏิบัติตามหลักธรรมคือ เว้นจากการทำความชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้หมดจดจากกิเลส ด้วยการบำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนา เช่น ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาเพื่อขัดเกลา อบรม บ่มเพาะกาย วาจา ใจให้งดงามเรียบร้อย ให้สงบนิ่ง และให้พ้นจากความเศร้าหมองต่าง ๆ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนที่พึงประสงค์คือผู้ปฏิบัติตนให้เป็นผู้รู้ ผู้ฉลาด ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่งมงาย ไม่ประมาทมัวเมา ไม่หลงไปตามกระแสกิเลส[6]

ในยุคพุทธกาลมีการเรียกสาวกของพระพุทธเจ้าว่าพวกศากยะ ตามวงศ์ตระกูลของพุทธองค์[7] ส่วนคำว่า "บุดดิสต์" (Buddhist) ในภาษาอังกฤษเพิ่งปรากฏขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประกอบด้วยคำว่า "บุดดา" (Buddha) หมายถึง พระพุทธเจ้า ตามด้วยคำว่า "อิสต์" (-ist) เป็นอักษรที่เติมไว้ท้ายคำหลัก หมายถึง ผู้ยึดมั่นในความเชื่อ คำดังกล่าวปรากฏขึ้นครั้งแรกในเอกสารภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1810[8]

ศาสนาพุทธประกอบไปด้วยนิกายย่อยและขนบธรรมเนียมอย่างหลากหลาย โดยมีนิกายหลักอยู่สองนิกาย คือ นิกายหีนยาน หรือ เถรวาท แพร่หลายอยู่ในประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศศรีลังกา กับนิกายมหายาน หรือ อาจาริยวาท แพร่หลายอยู่ในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเวียดนาม ประเทศเกาหลีใต้[9] นอกจากนิกายหลักทั้งสองแล้ว พุทธศาสนิกชนยังมีการนับถือพุทธแบบไม่ยึดติดนิกายหรือศาสนาพุทธแบบโลกวิสัย ที่มุ่งหาทางออกทางใจด้วยคำสอนของพระผู้มีพระภาค ไม่ยึดติดกับจารีตพิธีกรรม หรือถูกบังคับด้วยขนบธรรมเนียม[10]

จากข้อมูลของสำนักวิจัยพิวระบุว่า มีพุทธศาสนิกชนทั่วโลกราว 320 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.1 ของประชากรโลก[1] ทั้งนี้ศาสนาพุทธได้ส่งอิทธิพลไปยังโลกตะวันตกในด้านวัฒนธรรมและปัญญา โดยเฉพาะด้านการทำสมาธิ และการเจริญสติ[11] เมื่อพิจารณาตามจำประชากรแล้ว พบว่าประเทศไทยครองสถิติมีจำนวนพุทธศาสนิกชนมากที่สุดในโลก[3] รองลงมาคือประเทศจีน และประเทศพม่า[12] นอกจากประเทศที่มีประชากรชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังพบพุทธศาสนิกชนจำนวนมากในประเทศอินเดียและสหรัฐอเมริกา[13][14][15]

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

คำว่า "พุทธศาสนิกชน" มาจากคำว่า "พุทธ" (Buddha) แปลว่า "ผู้รู้ทุกอย่างที่ควรรู้"[16] หรือมักแปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" ขยายความได้ว่า ผู้รู้ คือรู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง, ผู้ตื่น คือตื่นจากกิเลสนิทรา ความหลับไหลงมงาย และผู้เบิกบาน คือบริสุทธิ์ผ่องใสเต็มที่[16] ในยุคพุทธกาล ผู้ปฏิบัติตนตามศาสนาพุทธยุคแรก ๆ จะถูกเรียกว่า สมณะและสามเณร มุ่งเน้นการเสียสละและการปฏิบัติธรรม[5] เมื่อศาสนาพุทธแพร่หลายไปทั่วทวีปเอเชีย ก็มีการเรียกโดยใช้คำศัพท์ท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาทิเบต สะท้อนให้เห็นว่าศาสนาพุทธได้มีการปรับตัวทางด้านภาษาและวัฒนธรรมให้กลมกลืนเข้ากับท้องถิ่นนั้น ๆ[17]

พุทธศาสนิกชนแต่ละนิกายและแต่ละธรรมเนียมท้องถิ่นมีจุดมุ่งหมายทางศาสนาที่แตกต่างกัน พุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะปฏิบัติตนตามพระไตรปิฎกฉบับบาลีและตามพระธรรมวินัย พุทธศาสนิกชนนิกายมหายานในเอเชียตะวันออกจะปฏิบัติตนตามพระสูตรมหายานในการมุ่งสู่วิถีแห่งโพธิสัตว์ และพุทธศาสนิกชนนิกายวัชรยานในทิเบต ประเทศภูฏาน และประเทศมองโกเลีย จะมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและมีวัตรปฏิบัติที่ลึกลับ[18]

ปัจจุบันคำว่าพุทธศาสนิกชนครอบคลุมไปถึงผู้ปฏิบัติตนด้วยการบรรพชาหรืออุปสมบทตามธรรมเนียมดั้งเดิม ไปจนถึงฆราวาสที่นำหลักปรัชญาพระพุทธศาสนาบางแง่มุมไปประพฤติปฏิบัติ เช่น การทำสมาธิ หรือนำคำสอนด้านจริยธรรมไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องออกบวชบำเพ็ญพรตหรือยึดติดกับพิธีกรรมทางศาสนา[19]

ประวัติ

[แก้]

ยุคแรกเริ่ม

[แก้]

การระบุตัวตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชนเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว โดยได้รับอิทธิพลจากบริบทคำสอนในพระศาสนา วัฒนธรรม และการเมืองยุคพุทธกาล ตรงกับช่วงศตวรรษที่ 6 ถึง 4 ก่อนคริสต์ศักราช อันเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกิดการขยายตัวของชุมชนเมือง และการแสวงหาปรัชญา สาวกกลุ่มแรกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีทั้งกลุ่มพระภิกษุสงฆ์และกลุ่มฆราวาสที่ยึดมั่นในทางสายกลาง อริยสัจ 4 และมรรคมีองค์แปด[20] โดยพระภิกษุสงฆ์คือสมณะ ผู้บำเพ็ญพรต สมาธิ สละกิเลสทางโลก และดำเนินชีวิตตามอย่างพุทธจริยา[5]

หลังการดับขันธปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระภิกษุคามวาสีชุมนุมรอบพุทธวิหาร (คือวัด) พวกเขายึดมั่นในหลักธรรมคำสอน (คือพระธรรมวินัย) และเชื่อถือพระไตรปิฏกฉบับบาลีและสันสกฤต[21] พุทธศาสนิกชนกลุ่มแรก ประกอบไปด้วย สมาชิกของสกุลศากยะ (วงศ์ตระกูลของพระผู้มีพระภาค) พ่อค้า เกษตรกร และผู้แสวงหาหลักธรรม พวกเขาถูกดึงดูดด้วยคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ในพระไตรปิฎกฉบับบาลีอย่างเป็นระบบ คณะสงฆ์กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ ภิกษุและภิกษุณีปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยและคำสอนของพระศาสนา โดยมีฆราวาสคอยให้การสนับสนุนผ่านการบริจาค การปฏิบัติตนตามศีล และปฏิบัติสมาธิตามคำสอน[22]

แพร่หลายในเอเชีย

[แก้]
ภิกษุณีและฆราวาสที่เลห์ ประเทศอินเดีย

จากการที่พระเจ้าอโศกมหาราชและราชวงศ์เมารยะ ให้การอุปถัมภ์ศาสนาพุทธจนเป็นที่แพร่หลายออกไปนอกชมพูทวีป พระเจ้าอโศกทรงสนับสนุนการสร้างเจดีย์ อาราม สถานการศึกษา และทรงจัดคณะพระธรรมทูตเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพุทธบนเกาะลังกา เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังตราพระราชกฤษฎีกาส่งเสริมหลักอหิงสา ความเมตตา และความอดทนอดกลั้นตามหลักพระศาสนา ยิ่งทำให้ศาสนาพุทธและความเป็นพุทธมีความชัดเจนและเข็มแข็งขึ้น[23] ศาสนาพุทธได้แพร่หลายไปตามเส้นทางการค้าที่เชื่อมไปยังเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเวลาต่อมา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้หยั่งรากลึกลงไปในประเทศศรีลังกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งเน้นการศึกษาพระคัมภีร์และปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ขณะที่ศาสนาพุทธนิกายมหายานแพร่หลายไปในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และทิเบต จนทำให้เกิดพลวัตทางปรัชญา พิธีกรรม และแนวปฏิบัติ[24]

อย่างไรก็ดี ศาสนาพุทธได้ส่งอิทธิพลและรับอิทธิพลจากท้องถิ่นนั้น ๆ ก่อให้เกิดอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันของศาสนาพุทธในแต่ละภูมิภาค เช่น ศาสนาพุทธในประเทศจีนได้ผสานความเชื่อเข้ากับลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ ส่วนศาสนาพุทธในทิเบตได้ผสานความเชื่อของนิกายวัชรยานเข้ากับองค์ประกอบด้านวัฒนธรรม ศาสนา และการเมืองของทิเบต ก่อให้เกิดศาสนาพุทธแบบทิเบตขึ้น[25] และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้เชื่อมโยงเข้ากับอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศศรีลังกา ประเทศไทย และประเทศพม่า ซึ่งในอดีต กษัตริย์และรัฐบาลในดินแดนเหล่านี้เคยได้การอุปถัมภ์วัดวาอาราม รวมทั้งส่งเสริมคุณธรรมและค่านิยมตามหลักศาสนาพุทธมาก่อน[26]

อัตลักษณ์ของชาวพุทธในอดีตจะแสดงออกผ่านการประพฤติตนตามหลักจริยธรรม การทำสมาธิ การร่วมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ศิลปะ และสถาปัตยกรรม วัดและอารามทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ การอนุรักษ์วัฒนธรรม และสวัสดิการสังคม เมื่อกาลเวลาผ่านไป ศาสนาพุทธได้ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังคงธำรงรักษาหลักธรรมคำสอนดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งทำให้ชุมชนพุทธดำรงอยู่ได้ผ่านการข่มเหงคะเนงร้ายทางศาสนา การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรืออพยพย้ายถิ่นฐาน[27]

สู่โลกตะวันตก

[แก้]
พระสงฆ์ในอารามอภัยคีรี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในยุคล่าอาณานิคม นักวิชาการและผู้ปกครองชาวยุโรปได้จัดให้ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธว่าเป็น "พุทธศาสนิกชน" เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งมาตรฐานนี้จะขัดแย้งกับอัตลักษณ์ในท้องถิ่นที่มักจะยึดโยงเข้ากับชาติพันธุ์ ภูมิภาค หรือสังกัดนิกาย[17] ศาสนาพุทธมีอิทธิพลต่อความคิดแบบตะวันตกช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ผ่านการแปลพระคัมภีร์ การศึกษาเชิงวิชาการ และผ่านความสนใจของนักปรัชญา นักจิตวิทยา หรือนักเขียน ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนในโลกตะวันตกจึงมุ่งเน้นการทำสมาธิ การเจริญสติ และประพฤติตนตามหลักจริยธรรม มากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา[28] กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้มีการก่อตั้งศูนย์พระพุทธศาสนา วัด และอาราม ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ทำให้เกิดชุมชนชาวพุทธใหม่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญ เช่น ทะไลลามะที่ 14 (14th Dalai Lama) ทิก เญิ้ต หั่ญ (Thích Nhất Hạnh) เชอกยัม ทรุงปา (Chögyam Trungpa) มีส่วนช่วยในการปรับคำสอนของศาสนาพุทธให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมโลกตะวันตก เน้นการฝึกสติ ทำสมาธิ และปรับให้เป็นศาสนาพุทธเพื่อสังคม (Engaged Buddhism)[29] พุทธศาสนิกชนชาวตะวันตกบูรณาการศาสนาพุทธเข้ากับหลักจิตวิทยา สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ลดความเครียดประจำวันด้วยการเจริญสติ เป็นอาทิ เป็นการตีความศาสนาพุทธไปสู่เอกลักษณ์ที่หลากหลายและเป็นสากล ด้วยการผสมผสานคำสอนทางจิตวิญญาณดั้งเดิมเข้ากับหลักจริยธรรมและการทำสมาธิของฆราวาส[30]

ปัจจุบันการแสดงตัวว่าเป็นพุทธศาสนิกชน อาจหมายรวมไปถึงการแสดงอัตลักษณ์ด้านศาสนา วัฒนธรรม รวมทั้งครอบคลุมไปถึงพระภิกษุสงฆ์ ฆราวาสผู้ศรัทธา ไปจนถึงกลุ่มชนที่ปฏิบัติสมาธิและดำรงศีลธรรมโดยไม่เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเป็นทางการ[19]

ประชากร

[แก้]

จากข้อมูลของสำนักวิจัยพิวเมื่อ พ.ศ. 2563 พบว่า มีจำนวนพุทธศาสนิกชนทั่วโลกราว 320 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.1 ของประชากรโลก[31] ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย เป็นประชากรหลักของประเทศจีน[32] ประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น[33] ประเทศพม่า[34] ประเทศศรีลังกา[35] และประเทศเวียดนาม[36] โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนิกชนมากที่สุดในโลก คือประมาณ 67 ล้านคน[3] ซึ่งรวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสที่ปฏิบัติตนตามขนบธรรมเนียมประเพณีทางพระพุทธศาสนา[37] นอกจากทวีปเอเชียแล้วในทวีปยุโรปยังมีดินแดนที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเพียงแห่งเดียว คือ สาธารณรัฐคัลมืยเคีย เป็นสาธารณรัฐแห่งหนึ่งในประเทศรัสเซีย[38]

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีพุทธศาสนิกชนหนาแน่นที่สุด โดยประเทศไทยมีพุทธศาสนิกชนจำนวน 67 ล้านคน ประเทศพม่ามีพุทธศาสนิกชนจำนวน 38 ล้านคน และประเทศเวียดนามมีพุทธศาสนิกชนจำนวน 14 ล้านคน[26] ส่วนเอเชียตะวันออกก็มีพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่นมีพุทธศาสนิกชนจำนวน 45 ล้านคน และประเทศเกาหลีใต้มีพุทธศาสนิกชนจำนวน 11 ล้านคน[39][40] และภูมิภาคเอเชียใต้ พุทธศาสนิกชนเป็นประชากรกลุ่มหลักของประเทศศรีลังกาจำนวน 15 ล้านคน[41]

นอกจากนี้ศาสนาพุทธยังเป็นภูมิหลังทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่หลากหลาย[42] พุทธศาสนิกชนในเอเชียใต้ส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหลในประเทศศรีลังกา ชาวพม่าในประเทศพม่า และยังพบได้ในชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่อาศัยกระจัดจายทั่วไปในประเทศอินเดียและประเทศเนปาล[43] ส่วนพุทธศาสนิกชนในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่น ชาวญี่ปุ่น ชาวเวียดนาม ชาวไทยสยาม และอื่น ๆ ที่ยังคงรักษารากเหง้าประเพณีพุทธศาสนาเอาไว้[44] นอกจากทวีปเอเชียที่แหล่งอารยธรรมชาวพุทธแล้ว ยังพบผู้ที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธและผู้ที่ปฏิบัติตนตามธรรมเนียมพุทธในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปออสเตรเลีย และทวีปอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของศาสนาพุทธที่มุ่งเน้นเรื่องทางโลกหรือการทำสมาธิเพิ่มมากขึ้น[45]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 Hackett, Conrad; Stonawski, Marcin; Tong, Yunping; Kramer, Stephanie; Shi, Anne; Fahmy, Dalia (2025-06-09). "How the Global Religious Landscape Changed From 2010 to 2020". Pew Research Center (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-06-10.
  2. Gethin, Rupert (1998). The Foundations of Buddhism. Oxford University Press. ISBN 9780192892232.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 Fahmy, Conrad Hackett, Marcin Stonawski, Yunping Tong, Stephanie Kramer, Anne Shi and Dalia (2025-06-09). "Buddhist population change". Pew Research Center (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-11-21.
  4. 1 2 ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556. 1,544 หน้า. หน้า 842. ISBN 978-616-7073-56-9
  5. 1 2 3 Gethin, Rupert (1998). The Foundations of Buddhism. Oxford University Press. pp. 23–25. ISBN 978-0192892232.
  6. พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, กรุงเทพฯ : วัดราชโอรสาราม, 2548.
  7. "Buddhist History". Britannica.
  8. "Buddhist". Etymology Online.
  9. "Buddhism". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 15 October 2025.
  10. ศิวดี อักษรนำ (19 กรกฎาคม 2568). ""ธรรมะไร้กรอบศาสนา" สำรวจแนวคิดพุทธแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีของใจ". โพสต์ทูเดย์. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  11. "Growth of Buddhism and Meditation Practices in the West". Pew Research Center. สืบค้นเมื่อ 15 October 2025.
  12. Swearer, Donald K. (2010). "The Buddhist World of Southeast Asia". State University of New York Press. สืบค้นเมื่อ 14 October 2025.
  13. Fahmy, Conrad Hackett, Marcin Stonawski, Yunping Tong, Stephanie Kramer, Anne Shi and Dalia (2025-06-09). "Buddhist population change". Pew Research Center (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-10-28.
  14. Nadeem, Reem (2023-08-30). "Buddhism". Pew Research Center (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-10-23.
  15. "6 facts about Buddhism in China". Pew Research Center. 2023-09-21. สืบค้นเมื่อ 2025-10-23.
  16. 1 2 "พุทธศาสตร์ – พุทธศาสน์". ชมรมธรรมธารา. 6 ธันวาคม 2564. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  17. 1 2 Buswell, Robert E. (2014). The Princeton Dictionary of Buddhism. Princeton University Press. p. 115. ISBN 978-1400848058.
  18. Harvey, Peter (2013). An Introduction to Buddhism: Teachings, History and Practices. Cambridge University Press. pp. 5–8. ISBN 978-0-521-85942-4.
  19. 1 2 Lopez, Donald S. Jr. Buddhism and Science: A Guide for the Perplexed. ISBN 9780226493121.
  20. "Buddhism – Historical development". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  21. Dangol, Purusottam (2024). Elements of Buddhist Stupa Architecture. Adroit Publishers. ISBN 978-8196559687.
  22. "The Origins of Buddhism". International Dunhuang Programme. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  23. "Buddhism: Origins, Development and Schools". The Indosphere. 25 February 2025. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  24. "Mahayana Buddhism". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  25. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :2
  26. 1 2 Swearer, Donald K. (2010). The Buddhist World of Southeast Asia. State University of New York Press. pp. 45–50. ISBN 978-1438432502.
  27. "Buddhism's Historical Development and Influence in India". Sociology Institute. 14 January 2023. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  28. "Buddhism and Western Philosophy". Stanford Encyclopedia of Philosophy. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  29. "Spread of Buddhism". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 4 November 2025.
  30. Palumbo, L.; MacInska, S. T.; Jellema, T. (2018). "Mindfulness in Western Contexts". Frontiers in Psychology. 9: 1918. doi:10.3389/fpsyg.2018.01918. PMC 6196264. PMID 30374318.
  31. Johnson, Philip (2022). World Religions in Figures. Oxford University Press. p. 45. ISBN 978-0470674543.
  32. "The Future of World Religions" (PDF). PewResearchCenter.
  33. "文化庁 宗教年鑑 令和5年版" (PDF). Agency for Cultural Affairs. 2023-12-28. p. 51. สืบค้นเมื่อ 2024-03-17.
  34. Steinberg, David I. (2013). "Burma/Myanmar: What Everyone Needs to Know". Oxford University Press. สืบค้นเมื่อ 14 October 2025.
  35. Robinson, Richard (2020). "Buddhism in Modern Asia". Routledge. สืบค้นเมื่อ 14 October 2025.
  36. "Vietnam's religious diversity: 17 faiths granted legal status". vietnamnet. สืบค้นเมื่อ 15 October 2025.
  37. Robinson, Richard (2020). Buddhism in Modern Asia. Routledge. pp. 12–15. ISBN 9780521859424.
  38. "Арена: Атлас религий и национальностей" [Arena: Atlas of Religions and Nationalities] (PDF). Среда (Sreda). 2012. See also the results' main interactive mapping and the static mappings: "Religions in Russia by federal subject" (Map). Ogonek. 34 (5243). 27 August 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 April 2017. The Sreda Arena Atlas was realised in cooperation with the All-Russia Population Census 2010 (Всероссийской переписи населения 2010), the Russian Ministry of Justice (Минюста РФ), the Public Opinion Foundation (Фонда Общественного Мнения) and presented among others by the Analytical Department of the Synodal Information Department of the Russian Orthodox Church. See: "Проект АРЕНА: Атлас религий и национальностей" [Project ARENA: Atlas of religions and nationalities]. Russian Journal. 10 December 2012.
  39. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :3
  40. Chandler, David P. (2000). "A History of Cambodia". Westview Press. สืบค้นเมื่อ 14 October 2025.
  41. "Census of Population and Housing - 2024" (PDF). Department of Census and Statistics of Sri Lanka. สืบค้นเมื่อ 30 October 2025.
  42. Powers, John (2007). "Introduction to Tibetan Buddhism". Snow Lion Publications. Snow Lion Publications. สืบค้นเมื่อ 2025-10-16.
  43. Tikhonov, Vladimir Brekke (2019). "Buddhism and Violence: Militarism and Buddhism in Modern Asia". Routledge. สืบค้นเมื่อ 2025-10-16.
  44. Samuels, Jeffrey; McDaniel; Henry, Justin Thomas; St., Mark Michael (2013). Figures of Buddhist Modernity in Asia. University of Hawaii Press. ISBN 978-0824858544.
  45. Lopez, Donald S. Jr. "Buddhism in the West". สืบค้นเมื่อ 14 October 2025.