สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
State Enterprise Policy Office
ตราสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ.png
ตราสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ที่ทำการ
อาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
ภาพรวม
วันก่อตั้ง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545
เขตอำนาจ ทั่วราชอาณาจักร
งบประมาณ 178.1392 ล้านบาท (พ.ศ. 2559) [1]
ผู้บริหาร นายประภาศ คงเอียด, ผู้อำนวยการ
นายชาญวิทย์ นาคบุรี, รองผู้อำนวยการ
นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา, รองผู้อำนวยการ
ต้นสังกัด กระทรวงการคลัง
เว็บไซต์
www.sepo.go.th

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นส่วนราชการระดับกรม ในสังกัดกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการบริหาร พัฒนา เพิ่มมูลค่ารัฐวิสาหกิจ และหลักทรัพย์ของรัฐ ตลอดจนการดำเนินงานเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่อาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ประวัติ[แก้]

คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กรมบัญชีกลางยกฐานะแผนกรัฐวิสาหกิจในกองรายได้เป็นกองรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2520 เพื่อรับผิดชอบดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ได้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยเน้นการควบคุมและกำหนดนโยบายด้านการเงินการบัญชี และการบริหารงานบุคคลของรัฐวิสาหกิจ

ต่อมากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังได้ปรับเปลี่ยนภารกิจจากการควบคุมและปฏิบัติการ มาเป็นการกำกับดูแลให้คำปรึกษา แนะนำส่งเสริมและสนับสนุน ตลอดจนกระจายอำนาจด้านการเงินการคลังไปให้ส่วนราชการต่าง ๆ และส่วนภูมิภาคมากขึ้น นอกจากนี้ ได้รวมหน่วยงานที่มีภารกิจความรับผิดชอบในลักษณะใกล้เคียงกันเป็นส่วนราชการเดียวกันโดยมีฐานะสูงกว่ากอง จึงปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการภายในกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเสียใหม่ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเกิดความคล่องตัวมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพงานดังกล่าว และเนื่องจากการแบ่งส่วนราชการภายในกรมให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามนัยมาตรา 8 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัตระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 "กองรัฐวิสาหกิจ" จึงเปลี่ยนฐานะเป็น "สำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ" ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2538

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ภาครัฐได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่รัฐวิสาหกิจ และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพย์สินของรัฐ ดังนั้นสำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ (สรส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับ ดูแลการดำเนินนโยบายการบริหารและพัฒนารัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สำนักรัฐวิสาหกิจ และหลักทรัพย์ของรัฐมีความสามารถมากขึ้นในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวให้สัมฤทธิ์ผล จึงได้ยกฐานะ “สำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ” เป็น “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” มีฐานะเป็นหน่วยงานระดับกรม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 [2]

วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์[แก้]

วิสัยทัศน์ (Vision) “เป็นเสาหลักด้านรัฐวิสาหกิจ หลักทรัพย์ของรัฐ และการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

พันธกิจ

1) เสนอแนะนโยบาย แผน กฎหมาย ระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวกับการบริหารและพัฒนารัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ

2) กำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผล และพัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบาย แผน กฎหมาย และมาตรการเกี่ยวกับการบริหารและพัฒนารัฐวิสาหกิจ

3) ให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการของการบริหารและพัฒนาองค์กรแก่รัฐวิสาหกิจ

4) ดำเนินการบริหารหลักทรัพย์ของรัฐในรัฐวิสาหกิจและกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด

5) ดำเนินการเกี่ยวกับการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

6) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน หรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ภารกิจหลัก “บริหารและพัฒนารัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ โดยการเสนอแนะนโยบายและมาตรการกำกับดูแล การประเมินผล และการพัฒนารัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพย์สินของรัฐ พร้อมทั้ง ส่งเสริมและสนับสนุนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ”

ยุทธศาสตร์

1) พัฒนาและยกระดับบรรษัทภิบาลในรัฐวิสาหกิจให้เข้าสู่ในระดับสากล

2) บริหารจัดการและเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ของรัฐอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ เชิงรุก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ

3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในการดำเนินกิจการ มีความโปร่งใสเชื่อถือได้และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน

4) พัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ให้สามารถปฏิบัติงานตามภารกิจได้ตามเป้าหมายและมีคุณภาพ

5) พัฒนาปรับปรุงระบบและกระบวนการภายในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้การปฏิบัติงานภายในและการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

[3]


ภารกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ[แก้]

ภารกิจการพัฒนาและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ สคร. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลและสนับสนุนรัฐวิสาหกิจให้มีระบบบริหารจัดการที่ดี มีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐ ในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการที่จะบริหารรัฐวิสาหกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้สามารถตอบรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทแวดล้อมต่าง ๆ เช่น กระแสโลกาภิวัฒน์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รัฐวิสาหกิจยุคใหม่ไม่สามารถใช้วิธีบริหารจัดการแบบเดิมได้อีกตอไป จึงเป็นหน้าที่ของ สคร. ในการนำเครื่องมือแนวปฏิบัติต่าง ๆ มาใช้สร้าง แรงจูงใจการพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยเครื่องมือหรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่สำคัญ มีดังนี้

1) การกำกับดูแลที่ดี

2) การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

3) ระบบค่าตอบแทน

4) การมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น

5) การจัดทำ State Enterprise Review (SER)

6) การจัดทำแผนปฏิรูป/แผนพลิกฟื้นรัฐวิสาหกิจที่ประสบปัญหา

ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 55 แห่ง มีมูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 13 ล้านล้านบาท รัฐวิสาหกิจสามารถสร้างรายได้ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท และกำไรได้ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทย ดังนั้น การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่ดีย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพย่อมก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้เช่นกัน

[4]

ภารกิจบริหารหลักทรัพย์ของรัฐ ปัจจุบันภารกิจงานในการบริหารหลักทรัพย์ของรัฐของ สคร. ประกอบด้วย

1) ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารหลักทรัพย์ของรัฐในรัฐวิสาหกิจและกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด

2) ดำเนินการเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงการร่วมทุนของรัฐ รวมทั้งการจัดหาเงินเพื่อร่วมทุนในกิจการที่รัฐถือหุ้น ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของทุนทั้งหมด

3) ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การแต่งตั้ง และการกำกับดูแลกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังและ กรรมการอื่นในรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง ในกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ50 ของทุนทั้งหมด

4) ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ

[5]

ภารกิจการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ คือ การอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิแก่เอกชนดำเนินกิจการของรัฐ ทั้งในกิจการเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม ซึ่งกิจการของรัฐดังกล่าวต้องเป็นกิจการที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตาม กฎหมาย หรือกิจการดังกล่าวจะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หลักการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

1) ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดำเนินกิจการและการใช้ทรัพยากรของรัฐ

2) การยึดถือวินัยการเงินการคลัง

3) ประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการ

4) ความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง

5) การจัดสรรความเสี่ยงที่เหมาะสมของโครงการระหว่างรัฐกับเอกชน

6) สิทธิและประโยชน์ของผู้รับบริการและผู้ให้บริการ

7) การส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ระหว่างเอกชนที่ประสงค์จะร่วมลงทุน

จุดเด่นของการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

1) รัฐบาลสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ และสามารถ พัฒนาประเทศได้อย่างเป็นระบบครบถ้วน ลดภาระงบประมาณจากการลงทุนที่ซ้ำซ้อนได้อย่างมีผลสัมฤทธิ์

2) จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุน

3) ลดขั้นตอนให้มีความกระชับ พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจน และกำหนดกระบวนการที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้

4) ปรับปรุงบทบัญญัติให้มีความชัดเจน มีหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าโครงการ และมีมาตรการรองรับการแก้ไขและการทำสัญญาใหม่

5) มีข้อกำหนดสัญญามาตรฐานที่เป็นสากล สร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับของภาคเอกชน

6) จัดให้มีกองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเพื่อผลักดันให้มีการจัดทำโครงการที่รวดเร็วมากขึ้น

7) ประโยชน์ของการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เช่น การพิจารณาต้นทุนอย่างครบวงจร (Whole of Life Cycle Cost) ความคุ้มค่าทางการเงิน (Value for Money) การจัดสรรความเสี่ยงระหว่างคู่สัญญาที่เหมาะสม (Risk Sharing) การพัฒนาระดับการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น (Improved Level of Service) การเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

[6]

หน่วยงานในสังกัด[แก้]

รายนามผู้อำนวยการ[แก้]

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมาแล้ว ทั้งสิ้น 9 ท่าน ได้แก่

  1. นางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ (21 ตุลาคม 2545 ถึง 30 กันยายน 2548)
  2. นายวิชัย จึงรักเกียรติ (1 ตุลาคม 2548 ถึง 28 ธันวาคม 2549)
  3. ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม (12 มีนาคม 2550 ถึง 30 กันยายน 2552)
  4. นางสาวสุภา ปิยะจิตติ (1 ตุลาคม 2552 ถึง 30 กันยายน 2553)
  5. ดร.สมชัย สัจจพงษ์ (1 ตุลาคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2554)
  6. นายประสงค์ พูนธเนศ (1 ตุลาคม 2554 ถึง 30 มิถุนายน 2557)
  7. นายกุลิศ สมบัติศิริ (1 กรกฎาคม 2557 ถึง 30 กันยายน 2558)
  8. ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (1 ตุลาคม 2558 ถึง 9 พฤษภาคม 2561)
  9. นายประภาศ คงเอียด (10 พฤษภาคม 2561 ถึง ปัจจุบัน )

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เล่ม 132 ตอนที่ 91ก วันที่ 25 กันยายน 2558
  2. [1]
  3. [2]
  4. [3]
  5. [4]
  6. [5]