ฮอโลคอสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก การล้างชาติโดยนาซี)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฮอโลคอสต์
(The Holocaust)
เป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง
Selection Birkenau ramp.jpg
ยิวฮังการีขณะมาถึงค่ายกักกันเอาชวิทซ์ 2-เบียร์เคอเนาในประเทศโปแลนด์ที่ถูกเยอรมนียึดครอง เมื่อเดือนพฤษภาคม 1944 ส่วนใหญ่ถูก "คัดเลือก" ให้ตรงไปยังห้องรมแก๊สทันที[1]
(จากอัลบั้มเอาชวิตซ์)
สถานที่นาซีเยอรมนีและทวีปยุโรปที่ถูกเยอรมนียึดครอง
วันที่1941–1945[2]
ประเภทพันธุฆาต, การล้างชาติพันธุ์
ตาย
  • ยิวยุโรปประมาณ 6 ล้านคน[a]
  • ผู้เสียหายทั้งหมดจากการบีฑาของนาซี: กว่า 17 ล้านคน[3]
ผู้ก่อการนาซีเยอรมนีและประเทศผู้ให้การสนับสนุน
เหตุจูงใจการต่อต้านยิว

ฮอโลคอสต์ (อังกฤษ: The Holocaust) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า โชอา (อังกฤษ: Shoah; ฮีบรู: השואה‎) เป็นพันธุฆาตระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนาซีเยอรมนีและผู้ให้การสนับสนุนท้องถิ่น ฆ่ายิวยุโรปประมาณ 6 ล้านคนอย่างเป็นระบบ คิดเป็นสองในสามของประชากรยิวในทวีปยุโรป ระหว่างปี 1941 ถึง 1945[a][b] ยิวตกเป็นเป้าหมายการกำจัดโดยเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่าระหว่างสมัยฮอโลคอสต์ ซึ่งเยอรมนีและผู้ให้การสนับสนุนบีฑาและฆ่ากลุ่มอื่น รวมทั้งชาวสลาฟ (ส่วนใหญ่ได้แก่ ผู้มีชาติพันธุ์โปแลนด์ เชลยศึกโซเวียต และพลเมืองโซเวียต) ชาวโรมา "ผู้ป่วยรักษาไม่หาย" ผู้คัดค้านทางการเมืองและศาสนา เช่น นักคอมมิวนิสต์และคริสต์ศาสนิกชนพยานพระยะโฮวา และชายรักร่วมเพศ เมื่อรวมผู้เสียหายทั้งหมดจากการบีฑาของนาซีแล้ว จะมียอดผู้เสียชีวิตถึง 17 ล้านคน[3]

ประเทศเยอรมนีมีการนำไปปฏิบัติซึ่งการบีฑายิวดังกล่าวเป็นขั้นตอน หลังอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีในเดือนมกราคม 1933 ระบอบสร้างเครือข่ายค่ายกักกันในประเทศเยอรมนีสำหรับคู่แข่งทางการเมืองและผู้ที่ถือว่า "ไม่พึงประสงค์" เริ่มจากดาเคาเมื่อ 22 มีนาคม 1933[5] หลังผ่านรัฐบัญญัติมอบอำนาจเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ปีเดียวกัน[6] ซึ่งให้อำนาจเต็มที่แก่ฮิตเลอร์ รัฐบาลเริ่มแยกยิวออกจากประชาสังคม ซึ่งรวมทั้งการคว่ำบาตรธุรกิจยิวในเดือนเมษายน 1933 และการตรากฎหมายเนือร์นแบร์กในเดือนกันยายน 1935 ในวันที่ 9–10 พฤศจิกายน 1938 ในคืนกระจกแตก ธุรกิจและสิ่งปลูกสร้างอื่นของยิวถูกปล้นสะดม ทุบทำลายหรือจุดไฟเผาทั่วประเทศเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งประเทศเยอรมนีผนวกในเดือนมีนาคมปีนั้น หลังเยอรมนีบุกครองโปแลนด์ในเดือนกันยายน 1939 ซึ่งเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่สอง ระบอบตั้งเกตโตเพื่อแยกยิวออก สุดท้ายมีการตั้งค่ายและจุดกักกันอื่นหลายพันแห่งทั่วทวีปยุโรปที่ถูกเยอรมนียึดครอง

การเนรเทศยิวไปเกตโตนั้นลงเอยด้วยนโยบายกำจัดยิวที่นาซีเรียก "การแก้ปัญหายิวครั้งสุดท้าย" ซึ่งข้าราชการนาซีอาวุโสอภิปรายกันในการประชุมที่วันเซเมื่อเดือนมกราคม 1942 เมื่อกองทัพเยอรมันยึดดินแดนทางทิศตะวันออกได้ มาตรการต่อต้านยิวทั้งหมดกลายเป็นหัวรุนแรงมากขึ้น ฮอโลคอสต์อยู่ภายใต้การประสานงานของเอสเอส และมีคำสั่งจากผู้นำสูงสุดของพรรคนาซี โดยการฆ่าเกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี ทั่วทวีปยุโรปที่ถูกยึดครอง และทั่วทุกดินแดนที่ฝ่ายอักษะควบคุม หน่วยพิฆาตกึ่งทหาร เรียก ไอน์ซัทซ์กรุพเพน ด้วยความร่วมมือกับกองพันตำรวจเวร์มัคท์และผู้ให้การสนับสนุนท้องถิ่น ฆ่ายิวประมาณ 1.3 ล้านคนในการยิงหมู่ระหว่างปี 1941 ถึง 1945 เมื่อถึงกลางปี 1942 ผู้เสียหายถูกเนรเทศจากเกตโตในรถไฟสินค้าปกปิดไปค่ายมรณะ ซึ่งหากมีชีวิตรอดจากการเดินทางจะถูกฆ่าในห้องรมแก๊ส การฆ่าดำเนินไปจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรปในเดือนพฤษภาคม 1945

เนื้อหา

ศัพทวิทยาและขอบเขต[แก้]

ศัพทวิทยา[แก้]

คำว่า การล้างชาติ ในภาษาอังกฤษคือ "holocaust" มีรากศัพท์มาจากคำในภาษากรีกว่า holókauston ซึ่งแยกได้เป็นสองคำ คือ (holos) "อย่างสิ้นซาก" และ (kaustos) "เผา" ซึ่งมีความหมายถึงการบูชายัญต่อพระเจ้า ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11 คำดังกล่าวได้ถูกใช้ในภาษาละตินว่า holocaustum ใช้บรรยายถึงการสังหารหมู่ชาวยิวโดยเฉพาะ และเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำว่า holocaust ใช้ในความหมายว่า ความหายนะหรือความล่มจม

ส่วนคำในพระคัมภีร์ไบเบิล คำว่า Shoah (שואה) (หรืออาจจะสะกดว่า Sho'ah และ Shoa) หมายถึง "ความหายนะใหญ่หลวง" เป็นคำในภาษาฮีบรูที่ใช้บรรยายถึงการล้างชาติโดยนาซีในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1940 ชาวยิวได้ใช้คำว่า Shoah ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันรวมไปถึงใจความของคำว่า "holocaust" ที่มีความหมายไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากเป็นการบรรยายถึงวัฒนธรรมนอกรีตของชาวกรีกโบราณ

บทนิยาม[แก้]

นักประวัติศาสตร์ฮอโลคอสต์ส่วนใหญ่นิยามฮอโลคอสต์ว่าเป็นการนำนโยบายของรัฐเยอรมันไปปฏิบัติเพื่อกำจัดยิวในทวีปยุโรประหว่างปี 1941 ถึง 1945[a] ไมเคิล เกรย์ ผู้ชำนัญพิเศษในการศึกษาฮอโลคอสต์ เขียนใน ทีชชิงเดอะฮอโลคอสต์ (ปี 2015) เสนอบทนิยามสามประการ ได้แก่ (ก) "การบีฑาและฆ่ายิวโดยนาซีและผู้ให้การสนับสนุนระหว่างปี 1933 ถึง 1945" ซึ่งมองเหตุการณ์คืนกระจกแตกในประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1938 เป็นฮอโลคอสต์ระยะเริ่มต้น (ข) "การฆ่าหมู่ยิวอย่างเป็นระบบโดยระบอบนาซีและผู้ให้การสนับสนุนระหว่างปี 1941 ถึง 1945" ซึ่งรับรู้การเปลี่ยนนโยบายของเยอรมนีในปี 1941 สู่การกำจัดชาวยิวในทวีปยุโรป และ (ค) "การบีฑาและการฆ่ากลุ่มต่าง ๆ โดยระบอบนาซีและผู้ให้การสนับสนุนระหว่างปี 1933 ถึง 1945" ซึ่งรวมผู้เสียหายจากนาซีทุกกลุ่ม เกรย์เขียนว่า บทนิยามที่สามนี้ไม่ได้ระบุว่ามีเพียงชาวยิวเท่านั้นที่ถูกเลือกกำจัดโดยเฉพาะ[17]

พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ฮอโลคอสต์สหรัฐนิยามฮอโลคอสต์ว่าเป็น "การบีฑาและฆ่ายิวอย่างเป็นระบบ มีระบบข้าราชการประจำ และรัฐให้การสนับสนุนโดยระบอบนาซีและผู้ให้การสนับสนุน"[18] โดยแยกแยะระหว่างฮอโลคอสต์และการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มอื่นระหว่าง "สมัยฮอโลคอสต์"[19] ยาดวาเชม อนุสรณ์ฮอโลคอสต์ของอิสราเอล ระบุว่านักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถือว่า "สมัยฮอโลคอสต์" เริ่มต้นในเดือนมกราคม 1933 เมื่อฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี[20] ผู้เสียหายอื่นในสมัยฮอโลคอสต์ ได้แก่ ผู้ที่ถูกมองว่าด้อยกว่า ทั้งด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ (เช่น โรมา ชาติพันธุ์โปแลนด์ รัสเซียและผู้พิการ) และผู้ที่ตกเป็นเป้าเพราะความเชื่อหรือพฤติกรรม (เช่น พยานพระยะโฮวา คอมมิวนิสต์และคนรักร่วมเพศ)[19] ปีเตอร์ เฮส์ระบุว่า ฮิตเลอร์มองยิวว่า "เป็นอันตรายโดยเฉพาะต่อประเทศเยอรมนี ฉะนั้นจึงถูกลิขิตโดยเฉพาะให้หายไปโดยสิ้นเชิงจากไรช์และดินแดนทั้งปวงที่อยู่ภายใต้ไรช์" เขาเขียนว่า การบีฑาและฆ่ากลุ่มอื่นนั้นมีความเสมอต้นเสมอปลายน้อยกว่ามาก ตัวอย่างเช่น นาซีถือว่าสลาฟเป็น "ต่ำกว่ามนุษย์" แต่การปฏิบัติต่อสลาฟนั้นประกอบด้วย "การทำให้เป็นทาสและการลดจำนวนแบบค่อยเป็นค่อยไป" ส่วน "สลาฟบางส่วน เช่น ชาวสโลวาเกีย ชาวโครเอเชีย ชาวบัลแกเรีย ชาวยูเครนบางส่วน ได้รับที่ความชอบในระเบียบใหม่ของฮิตเลอร์"[9]

แดน สโตน ผู้เชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์นิพนธ์ฮอโลคอสต์ แสดงรายการชาติพันธุ์โปแลนด์ ยูเครน เชลยศึกโซเวียต พยานพระยะโฮวา เยอรมันผิวดำ และคนรักร่วมเพศอยู่ในกลุ่มที่ถูกนาซีบีฑา เขาเขียนว่าการยึดครองยุโรปตะวันออกสามารถมองได้ว่าเป็นพันธุฆาต แต่เขาแย้งว่าทัศนคติของชาวเยอรมันต่อยิวนั้นต่างออกไป นาซีถือว่ายิวมิได้เป็นเชื้อชาติที่ต่ำต้อยกว่า นอกคอกหรือเป็นเชื้อชาติศัตรูดังที่มองกลุ่มอื่น แต่เป็น "เชื้อชาติอุปสรรค กล่าวคือ ไม่ช่มนุษย์ด้วยซ้ำ" สำหรับสโตน ฮอโลคอสต์จึงนิยามว่าเป็นพันธุฆาคยิว แม้เขาแย้งว่าไม่สามารถ "ตั้งอยู่ทางประวัติศาสตร์ได้อย่างเหมาะสมโดยปราศจากความเข้าใจ "จักรวรรดินาซี" พร้อมกับแผนประชากรศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่"[c] Donald Niewyk และ Francis Nicosia ในเดอะโคลัมเบียไกด์ทูเดอะฮอโลคอสต์ (ปี 2000) นิยมบทนิยามที่ให้ความสนใจต่อยิว โรมาและผู้เสียหายจากอัคซีโยน เต4 ว่า "ฮอโลคอสต์ หรือคือพันธูฆาตนาซี เป็นการฆ่าอย่างเป็นระบบและรัฐให้การสนับสนุนซึ่งคนทั้งกลุ่มที่ตัดสินจากกรรมพันธุ์ ได้แก่ ยิว ยิปซีและผู้พิการ"[22]

คุณลักษณะเฉพาะ[แก้]

รัฐพันธุฆาต[แก้]

ค่ายกักกัน ค่ายมรณะ และเกตโต (เขตแดนปี 2007 ค่ายมรณะในวงกลมสีแดง)

ลอจิสติกส์ของการฆ่าหมู่เปลี่ยนประเทศเยอรมนีให้เป็นสิ่งที่ไมเคิล เบเรนเบาม์เรียกว่า "รัฐพันธุฆาต" เอแบร์ฮาร์ด เยกเคิลเขียนในปี 1986 ว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐแสดงอำนาจเบื้องหลังความคิดว่ากลุ่มประชากรทั้งกลุ่มควรถูกกำจัดให้สิ้น[d] ทุกคนที่มีปู่ย่าตายายเป็นยิว 3 หรือ 4 คนจะถูกกำจัด[24] และมีการปรับแก้ไขกฎซับซ้อนเพื่อจัดการกับ "พันธุ์ผสม" (คือ ครึ่งยิวหรือเป็นยิวหนึ่งในสี่)[25] ข้าราชการชี้ตัวผู้เป็นยิว ริบทรัพย์สิน และจัดกำหนดการรถไฟเพื่อเนรเทศ บริษัทไล่ยิวออกจากงานและต่อมาใช้เป็นแรงงานทาส มหาวิทยาลัยปลดผู้บริหาร อาจารย์และนักศึกษายิว บริษัทยาเยอรมันทดสอบยากับเชลยค่าย บริษัทอื่นสร้างเตาเผาศพ[26] เมื่อเชลยเข้าสู่ค่ายมรณะ จะได้รับคำสั่งให้ยกทรัพย์สินส่วนบุคคลทั้งหมด ซึ่งมีการจำแนกเป็นหมวดและติดป้ายระบุก่อนมีการส่งกลับประเทศเยอรมนีเพื่อใช้ซ้ำหรือแปรใช้ใหม่ ธนาคารแห่งชาติเยอรมันช่วยฟอกสิ่งของมีค่าที่ขโมยมาจากผู้เสียหายผ่านบัญชีลับ[27]

ความเป็นอุตสาหกรรมและขอบเขตของการฆ่านั้นไม่เคยปรากฏมาก่อน มีการดำเนินการฆ่าอย่างเป็นระบบในแทบทุกพื้นที่ของทวีปยุโรปที่ถูกยึดครอง คือ กว่า 20 ประเทศ[28] ยิวเกือบ 3 ล้านคนในประเทศโปแลนด์ที่ถูกยึดครองและยิวระหว่าง 700,000 ถึง 2.5 ล้านคนในสหภาพโซเวียตถูกฆ่า อีกหลายแสนคนเสียชีวิตในทวีปยุโรปส่วนที่เหลือ[29] มีการเคลื่อนย้ายผู้เสียหายในรถไฟสินค้าปกปิดจากทั่วยุโรปไปยังค่ายมรณะซึ่งมีห้องรมแก๊ส[30] สถานที่ดังกล่าวเติบโตจากการทดลองแก๊สพิษของนาซีระหว่างโครงการการฆ่าหมู่อัคซีโยน เท4 ("ปรานีฆาต") ต่อผู้พิการหรือป่วยทางจิตที่เริ่มตั้งแต่ปี 1939[31] ประเทศเยอรมนีตั้งค่ายมรณะ 6 แห่งในประเทศโปแลนด์ ได้แก่ เอาชวิทซ์ 2-เบียร์เคอเนา (ตุลาคม 1941), ไมดาแนก (ตุลาคม 1941); เชลม์โน (ธันวาคม 1941) และค่ายปฏิบัติการไรน์ฮาร์ด 3 แห่ง ได้แก่ เบวเซตส์ โซบีบอร์และเทรบลิงคาในปี 1942[32] มีการตั้งค่ายมรณะที่ 7 ชื่อ Maly Trostinets ใกล้กับกรุงมินสค์ ในประเทศเบลารุส ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของไรชส์ค็อมมิสซารีอาทอ็อสท์ลันท์ การอภิปรายในการประชุมที่วันเซในเดือนมกราคม 1942 ชัดเจนว่า "การแก้ปัญหายิวครั้งสุดท้าย" ของเยอรมันตั้งใจให้สุดท้ายรวมบริเตนและรัฐเป็นกลางทั้งหมดในทวีปยุโรป รวมทั้งไอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ตุรกี สวีเดน โปรตุเกสและสเปน[33]

นักประวัติศาสตร์มองฮอโลคอสต์ว่าเป็นปรากฏการณ์ทั่วทวีปยุโรปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือมองว่าฮอโลคอสต์หลายครั้งไม่สามารถดำเนินการได้หากปราศจากผู้ให้การสนับสนุนท้องถิ่น ประมาณว่ากว่า 200,00 คนเป็นผู้ลงมือฮอโลคอสต์[34] ซึ่งหากปราศจากผู้ให้การร่วมมือเหล่านี้ เยอรมนีจะไม่สามารถขยายฮอโลคอสต์ไปทั่วทวีปยุโรปส่วนใหญ่ได้[35] คริสตจักรบางแห่งพยายามปกป้องยิวโดยประกาศว่ายิวที่เข้ารีตแล้วเป็น "ส่วนหนึ่งของฝูง" ตามข้อมูลของเซาล์ ฟรีดเล็นแดร์ "กระนั้นก็ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น" ฟรีดเล็นแดร์เขียนว่า "ไม่มีแม้กลุ่มสังคมกลุ่มหนึ่ง ชุมชนศาสนาหนึ่ง สถาบันวิชาการหนึ่งหรือสมาคมวิชาชีพหนึ่งในประเทศเยอรมนีและทวีปยุโรประกาศความเป็นหนึ่งเดียวกับยิว"[36]

การทดลองทางการแพทย์[แก้]

ดูบทความหลักที่: การพิจารณาคดีแพทย์

การทดลองทางการแพทย์ที่เอสเอสดำเนินการต่อนักโทษในค่ายเป็นคุณลักษณะเฉพาะอีกประการหนึ่งของฮอโลคอสต์ เชลยอย่างน้อย 7,000 คนเป็นผู้ถูกทดลอง ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตระหว่างหรือหลังการทดลอง แพทย์อาวุโสและบุคลากรทางการแพทย์อื่น 23 คนถูกตั้งข้อหาที่การพิจารณาคดีเนือร์นแบร์ก ฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหลังสงครามยุติ ซึ่งมีทั้งหัวหน้ากาชาดเยอรมัน ศาสตราจารย์สิทธิถือครอง ผู้อำนวยการคลินิกและนักวิจัยชีวการแพทย์ การวิจัยเกิดขึ้นที่เอาชวิตทซ์ บูเชนวัลด์ ดาเคา นัทซ์ไวแลร์-ชตรูทอฟ นอยเอนกัมเมอ ราเวนสบรูค ซาคเซนเฮาเซิน และที่อื่น การทดลองบ้างว่าด้วยการทำหมันชายและหญิง การรักษาแผลในสงคราม วิธีตอบโต้อาวุธเคมี การวิจัยวัคซีนและยาใหม่ และการเอาชีวิตรอดในภาวะโหดร้าย

จุดกำเนิด[แก้]

การต่อต้านยิวและขบวนการเฟิลคิช[แก้]

ตลอดยุคกลางในทวีปยุโรป ยิวถูกต่อต้านโดยอาศัยเทววิทยาคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งกล่าวโทษยิวสำหรับการปลงพระชนม์พระเยซู แม้หลังการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์แล้ว คาทอลิกและลูเทอร์รันยังบีฑายิวต่อไป โดยกล่าวหายิวว่าสังเวยด้วยเลือด (blood libel) และจัดการโพกรมและขับไล่ยิว ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการถือกำเนิดของขบวนการเฟิลคิชในจักรวรรดิเยอรมันและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวมีการพัฒนาโดยนักคิดอย่างฮิวสตัน สจวร์ต เชมเบอร์เลนและปอล เดอลากราด ขบวนการดังกล่าวรับคตินิยมเชื้อชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์เทียมซึ่งมองว่ายิวเป็นเชื้อชาติที่สมาชิกติดอยู่ในการต่อสู้ตลอดกาลกับเชื้อชาติอารยันเพื่อครองโลก ความคิดเหล่านี้พบได้ดาษดื่นทั่วประเทศเยอรมนี[37] โดยชนชั้นวิชาชีพรับเอาอุดมการณ์ซึ่งไม่มองมนุษย์ว่าเป็นเชื้อชาติที่เท่าเทียมที่มีคุณค่าทางกรรมพันธุ์เท่ากัน[38] แม้พรรคการเมืองเฟิบคิชได้รับเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งทีแรก แต่จนถึงปี 1914 ก็ไม่มีอิทธิพลอีกต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าการต่อต้านยิวหายไป แต่การต่อต้านยิวได้รวมอยู่ในแนวนโยบายของพรรคการเมืองกระแสหลักหลายพรรคไปแล้ว[37]

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, โลกทัศน์ของฮิตเลอร์[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: สนธิสัญญาแวร์ซาย

สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเยอรมนีและทั่วทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ปี 1914–1918) ส่งเสริมให้เกิดความเจริญของการต่อต้านยิวที่รุนแรง ชาวเยอรมันจำนวนมากไม่ยอมรับว่าประเทศของตนปราชัย ซึ่งทำให้เกิดตำนานแทงข้างหลัง ตำนานดังกล่าวมีใจความว่านักการเมืองที่ไม่ภักดี ซึ่งเป็นยิวและคอมมิวนิสต์เป็นหลัก เป็นผู้สั่งให้ประเทศเยอรมนียอมจำนน กระแสต่อต้านยิวกระพือยิ่งขึ้นจากการที่ดูเหมือนยิวมีอยู่มากในผู้นำรัฐบาลปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในทวีปยุโรป เช่น แอร์นสท์ โทลเลอร์ หัวหน้ารัฐบาลปฏิวัติอายุสั้นในรัฐบาวาเรีย มโนทัศน์นี้ส่งเสริมให้เกิดการกุเรื่องลัทธิบอลเชวิกยิว[39]

ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทำให้สถาบันทางการแพทย์ในเยอรมนีสนับสนุนการฆ่า (เรียกแบบกลบเกลื่อนว่า "ปรานีฆาต") ผู้พิการทางจิตและกาย "ที่รักษาไม่หาย" เพื่อเป็นมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีเงินสำหรับผู้รักษาได้ เมื่อพรรคแรงงานเยอรมันชาติสังคมนิยม หรือพรรคนาซี เถลิงอำนาจในปี 1933 มีความโน้มเอียงเพื่อแสวงการช่วยเหลือ "ผู้มีคุณค่า" ทางเชื้อชาติอยู่แล้ว โดยกำจัด "ผู้ไม่พึงประสงค์" ทางเชื้อชาติออกจากสังคม[40] พรรคถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 โดยเป็นผลลัพธ์ของขบวนการเฟิลคิช และรับการต่อต้านยิวของขบวนการนั้นด้วย[41] ผู้ต่อต้านยิวระยะแรกในพรรค ได้แก่ ไดทริช เอ็กคาร์ท ผู้จัดพิมพ์เฟิลคิเชอร์เบโอบัคเทอร์ หนังสือพิมพ์ของพรรค และอัลเฟรด โรเซนแบร์ค ผู้เขียนบทความต่อต้านยิวลงหนังสือพิมพ์ดังกล่าวในคริสต์ทศวรรษ 1920 วิสัยทัศน์การคบคิดยิวในทางลับเพื่อควบคุมโลกของโรเซนแบร์คมีอิทธิพลต่อมุมมองของฮิตเลอร์ต่อยิว โดยทำให้ยิวกลายเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังคอมมิวนิสต์ จุดกำเนิดและการแสดงออกแรกของการต่อต้านยิวของฮิตเลอร์ยังเป็นประเด็นอภิปรายอยู่[42] โลกทัศน์ศูนย์กลางของฮิตเลอร์ได้แก่การขยายอาณาเขตและเลเบินส์เราม์ (ที่อยู่อาศัย) สำหรับประเทศเยอรมนี เขารับเอาภาพพจน์ต่อต้านยิวทั่วไป และเปิดเผยเกี่ยวกับความเกลียดชังยิว[43] นับแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา เขาเปรียบยิวกับเชื้อโรค และว่าควรจัดการยิวในทางเดียวกัน เขามองว่าลัทธิมากซ์เป็นลัทธิของยิว กล่าวว่าเขากำลังสู้กับ "ลัทธิมากซ์ยิว" และเชื่อว่ายิวสร้างคอมมิวนิสต์ขึ้นมาเป็นการสมคบทำลายประเทศเยอรมนี[44]

ความเจริญของนาซีเยอรมนี[แก้]

เผด็จการและการกดขี่[แก้]

ทหารเอ็สเอกระตุ้นให้คว่ำบาตรนอกห้างสรรพสินค้าอิสราเอลในกรุงเบอร์ลิน 1 เมษายน 1933 ป้ายเขียนว่า "ชาวเยอรมัน! ป้องกันตัวเอง! อย่าซื้อของจากยิว"[45]

เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีในเดือนมกราคม 1933 และการสถาปนาไรช์ที่สาม ผู้นำเยอรมันประกาศการเกิดใหม่ของโฟลค์สเกไมน์ชัฟท์ ("ชุมชนประชาชน")[46] นโยบายนาซีแบ่งประชากรออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ โฟลค์สเกโนสเซน ("สหายร่วมชาติ") ซึ่งเป็นสมาชิกของโฟลค์สเกไมน์ชัฟท์ และเกไมน์ชัฟท์เฟรมเดอ ("คนต่างด้าวชุมชน") ซึ่งไม่เป็นสมาชิก มีการแบ่งศัตรูออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ (1) ศัตรู "เชื้อชาติ" หรือ "สายเลือด" เช่น ยิวและโรมา (2) คู่แข่งทางการเมืองของลัทธินาซี ได้แก่ นักลัทธิมากซ์ นักเสรีนิยม คริสต์ศาสนิกชน และ "นักปฏิกิริยา" ซึ่งมองว่าเป็น "สหายร่วมชาติ" ที่ไม่ยอมรับคำชี้นำ และ (3) คู่แข่งทางศีลธรรม เช่น พวกรักร่วมเพศ ผู้เกียจคร้าน และผู้กระทำความผิดติดนิสัย จะมีการส่งคู่แข่งทางการเมืองและคู่แข่งทางศีลธรรมเข้าค่ายกักกันเพื่อ "รับการศึกษาใหม่" โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้สุดท้ายกลืนเข้าสู่โฟล์คสเกไมน์ชัฟท์ ส่วนศัตรู "เชื้อชาติ" นั้นไม่อาจอยู่ในโฟล์คสเกไมน์ชัฟท์ได้ จำต้องถูกกำจัดออกจากสังคม[47]

ก่อนและหลังการเลือกตั้งไรช์สทาคเดือนมีนาคม 1933 นาซียิ่งทวีการรณรงค์ความรุนแรงต่อคู่แข่งยิ่งขึ้น[48] มีการตั้งค่ายกักกันสำหรับการจำคุกนอกกระบวนการยุติธรรม[49] ค่ายกักกันแห่งแรก ๆ ได้แก่ ค่ายกักกันที่ดาเคา เปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1933[50] ทีแรกค่ายมีคอมมิวนิสต์และนักประชาธิปไตยสังคมนิยมเป็นส่วนใหญ่[51] กลางปี 1934 เรือนจำแห่งแรก ๆ อื่นมีการรวมกันเป็นค่ายที่สร้างขึ้นมีวัตถุประสงค์นอกนครต่าง ๆ ซึ่งเอ็สเอ็สเป็นผู้บริหารจัดการโดยจำเพาะ[52] วัตถุประสงค์เดิมทีของค่ายมีเพื่อกีดขวางโดยทำให้ชาวเยอรมันที่ไม่ยอมฝักใฝ่กลัว[53]

ตลอดคริสต์ทศวรรษ 1930 สิทธิทางกฎหมาย เศรษฐกิจและสังคมของยิวถูกจำกัดอย่างต่อเนื่อง[54] วันที่ 1 เมษายน 1933 มีการคว่ำบาตรธุรกิจยิว[55] วันที่ 7 เมษายน 1933 มีการผ่านกฎหมายเพื่อการฟื้นฟูราชการพลเรือนวิชาชีพ ซึ่งยกเว้นยิวและ "ผู้มิใช่อารยัน" อื่นมิให้เข้าร่วมราชการพลเรือน[56] ยิวถูกห้ามประกอบวิชาชีพกฎหมาย เป็นบรรณาธิการหรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ เข้าร่วมสมาคมนักหนังสือพิมพ์ หรือเป็นเจ้าของไร่นา[57] ในเดือนมีนาคม 1933 ในไซลีเซีย กลุ่มชายบุกเข้าอาคารศาลและทุบตีทนายความยิว ฟรีดเลนเดอร์เขียนว่า ในเดรสเดิน นักกฎหมายและผู้พิพากษายิวถูกลากตัวออกจากศาลระหว่างการพิจารณา[58] นักศึกษายิวถูกจำกัดการเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยด้วยโควตา[56] ธุรกิจยิวตกเป็นเป้าบังคับให้ปิดหรือถูก "ทำให้เป็นอารยัน" คือ การบังคับขายให้ชาวเยอรมัน จากธุรกิจที่ยิวเป็นเจ้าของประมาณ 50,000 แห่งในประเทศเยอรมนีในปี 1933 เหลือประมาณ 7,000 แห่งเท่านั้นที่ยิวยังเป็นเจ้าของอยู่ในเดือนเมษายน 1939 ผลงานของนักประพันธ์เพลง[59] ผู้ประพันธ์ และศิลปินยิวถูกห้ามพิมพ์เผยแพร่ บรรเลงและจัดแสดง[60] แพทย์ยิวถูกปลดหรือกระตุ้นให้ลาออก วารสารการแพทย์ดอยท์เชอส์แอร์ซเทบลัทท์รายงานเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1933 ว่า "ชาวเยอรมันต้องได้รับการรักษาจากชาวเยอรมันเท่านั้น"[61]

กฎหมายทำหมัน และอัคซีโยน เท4[แก้]

ดูบทความหลักที่: อัคซีโยน เท4
ใบปิดเขียนว่า "60,000 ไรช์สมาร์คเป็นราคาที่ชุมชนต้องจ่ายให้บุคคลที่ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมผู้นี้ในชั่วชีวิตเขา เหล่าพลเมืองเอ๋ย นั่นคือเงินของท่านด้วย อ่าน นอยเอสโฟล์ค นิตยสารรายเดือนของสำนักงานนโยบายเชื้อชาติของพรรคนาซี"[62]

นาซีใช้วลี เลเบินสอุนแวร์เทสเลเบิน (ชีวิตที่ไม่คู่ควรแก่การมีชีวิต) พาดพิงถึงผู้พิการและผู้ป่วยทางจิต วันที่ 14 กรกฎาคม 1933 มีการผ่านกฎหมายเพื่อการป้องกันบุตรมีโรคทางพันธุกรรม หรือกฎหมายทำหมัน เพื่ออนุญาตให้มีการบังคับทำหมัน[63][64] เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมปีนั้นว่า "ชาวเยอรมัน 400,000 คนจะถูกทำหมัน"[65] แพทย์ยื่นคำขอ 84,525 ครั้งในปีแรก ศาลบรรลุคำวินิจฉัยใน 64,499 คำขอ และคำวินิจฉัย 56,244 ครั้งสนับสนุนการทำหมัน[66] ประมาณการจำนวนครั้งการบังคับทำหมันระหว่างสมัยไรช์ที่สามทั้งหมดอยู่ระหว่าง 300,000 ถึง 400,000 คน[67]

ในเดือนตุลาคม 1939 ฮิตเลอร์ลงนาม "กฤษฎีกาปรานีฆาต" ซึ่งมีผลย้อนหลังถึงวันที่ 1 กันยายน 1939 อนุญาตให้ไรช์สไลแตร์ ฟีลิพ บัวร์เลอร์ หัวหน้าทำเนียบรัฐบาลฮิตเลอร์ และคาร์ล บรันดท์ แพทย์ประจำตัวของฮิตเลอร์ ดำเนินโครงการ "ปรานีฆาต" บังคับ หลังสงครามโครงการนี้ได้ชื่อว่า อัคซีโยน เท4[68] โครงการดังกล่าวได้ชื่อตาม ทีร์การ์เทนสตรัสเซอ 4 ที่อยู่ของวิบลลาแห่งหนึ่งในย่านทีร์การ์เทนของกรุงเบอร์ลิน อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง[69] เท4 ส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่ผู้ใหญ่ แต่ก็มีการดำเนินการ "ปรานีฆาต" เด็กเช่นกัน{{sfn|Bloxham|2009|p=171} ระหว่างปี 1939 ถึง 1941 มีการฆ่าผู้ใหญ่ป่วยทางจิต 80,000 ถึง 100,000 คนในสถาบัน เช่นเดียวกับเด็ก 5,000 คนและยิว 1,000 คน ซึ่งอยู่ในสถาบันเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฆ่าชำนัญพิเศษ ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตโดยประมาณ 20,000 คนจากข้อมูลของเกออร์ก เรนโน รองผู้อนวยการชลอสส์ ฮาร์ไทม์ ซึ่งเป็นศูนย์ "ปรานีฆาต" แห่งหนึ่ง หรือ 400,000 คน ตามข้อมูลของฟรังค์ ไซไรส์ ผู้บัญชาการค่ายกักกันเมาเทาเซิน[70] สิริแล้วมีจำนวนผู้พิการทางจิตและกายถูกฆ่าประมาณ 150,000 คน[71]

แม้จิตแพทย์และสถาบันจิตเวชจะไม่ได้รับคำสั่งให้มีส่วนในโครงการ แต่ยังเข้ามาวางแผนและดำเนินการอัคซีโยน เท4 ในทุกระยะ[72] หลังการประท้วงจากคริสตจักรคาทอลิกและโปรเตสแตนต์เยอรมัน ฮิตเลอร์สั่งยกเลิกโครงการเท4 ในเดือนสิงหาคม 1941[73] แม้ผู้พิการและผู้ป่วยทางจิตถูกสั่งฆ่าจนสิ้นสงคราม[71] ชุมชนแพทย์ได้รับศพและชิ้นส่วนร่างกายเป็นประจำเพื่อใช้ในการวิจัย มหาวิทยาลัยเอเบอร์ฮาร์ด คาร์ลได้รับศพ 1,077 ศพที่ถูกประหารชีวิตระหว่างปี 1933 ถึง 1945 นักประสาทวิทยาศาสตร์ ยูลีอุส ฮัลเลอร์วอร์เดินได้รับสมอง 697 ชิ้นจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งระหว่างปี 1940 ถึง 1944 เขาว่า "ฉันยอมรับสมองพวกนี้อยู่แล้ว พวกมันมาจากไหนและมาถึงฉันได้อย่างไรนั้นไม่ใช่ธุระของฉันเลยจริง ๆ"[74]

กฎหมายเนือร์นแบร์ค, ยิวอพยพออกนอกประเทศ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กฎหมายเนือร์นแบร์ค
ผู้ลี้ภัยยิวจากเชโกสโลวาเกียที่ท่าอากาศยานครอยดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 31 มีนาคม 1939 มีรายงานว่าพวกเขาถูกเนรเทศไปยังกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ซึ่งถูกยึดครองแล้วในเวลานั้น เพราะเอกสารไม่ผ่าน[75]

วันที่ 15 กันยายน 1935 ไรชส์ทาคผ่านกฎหมายความเป็นพลเมืองไรช์และกฎหมายสำหรับการพิทักษ์เลือดเยอรมันและเกียรติยศเยอรมัน เรียก กฎหมายเนือร์นแบร์ค กฎหมายฉบับแรกระบุว่า ฉพาะ "เลือดเยอรมันหรือเครือญาติ" เท่านั้นที่เป็นพลเมืองได้ ทุกคนที่มีปู่ย่าตายายเป็นยิวตั้งแต่สามคนขึ้นไปจะจัดเป็นยิว กฎหมายฉบับที่สองระบุว่า "ห้ามการสมรสระหว่างยิวและคนในบัคับของรัฐเยอรมันหรือเลือดที่สัมพันธ์" ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างยิวและเยอรมันก็มีความผิดอาญาเช่นกัน ยิวไม่ได้รับอนุญาตให้ว่าจ้างหญิงเยอรมันอายุต่ำกว่า 45 ปีในบ้าน กฎหมายพาดพิงถึงยิวแต่ยังใช้กับชาวโรมาและเยอรมันผิวดำเท่า ๆ กัน

นโยบายเชื้อชาติของนาซีมุ่งบีบให้ยิวอพยพออกนอกประเทศ[76] ยิวเยอรมัน 50,000 คนออกนอกประเทศเยอรมนีเมื่อถึงปลายปี 1934 และในปลายปี 1938 ประชากรยิวเยอรมันประมาณครึ่งหนึ่งออกนอกประเทศ ในบรรดายิวที่โดดเด่นที่ออกนอกประเทศ ได้แก่ ผู้ควบคุมวง บรูโน วัลเทอร์ ซึ่งหนีไปหลังได้รับคำบอกว่าจะมีการเผาโถงของเบอร์ลินฟิลฮาร์มอนิกหากเขายังควบคุมวงคอนเสิร์ตอยู่[77] อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้อยู่ในสหรัฐเมื่อฮิตเลอร์เถลิงอำนาจ ไม่หวนกลับประเทศเยอรมนีอีก เขาถูกขับออกจากสมาคมไกเซอร์วิลเฮล์ม และสมาคมวิทยาศาสตร์ปรัสเซีย และถูกเพิกถอนความเป็นพลเมือง[78] นักวิทยาศาสตร์ยิวอื่น รวมทั้งกุสทัฟ เฮิร์ตซ เสียงานอาจารย์และออกนอกประเทศ[79] วันที่ 12 มีนาคม 1938 เยอรมนีผนวกออสเตรีย นาซีออสเตรียบุกเข้าร้านค้ายิว ขโมยของจากบ้านและธุรกิจของยิว และบังคับให้ยิวทำงานที่น่าอับอาย เช่น ขัดถนนหรือทำความสะอาดส้วม[80] ธุรกิจยิวถูก "ทำให้เป็นอารยัน" และมีการกำหนดข้อจำกัดทางกฎหมายทุกประการดังเช่นยิวในประเทศเยอรมนี[81] ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน อาด็อล์ฟ ไอช์มันได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบหน่วยงานกลางสำหรับการอพยพออกนอกประเทศของยิวในกรุงเวียนนา (Zentralstelle für jüdische Auswanderung in Wien) ยิวออสเตรียประมาณ 100,000 คนออกนอกประเทศเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม 1939 รวมทั้งซิกมุนด์ ฟรอยด์และครอบครัวซึ่งย้ายไปกรุงลอนดอน[82] มีการจัดการประชุมเอเวียง (Évian) ในเดือนกรกฎาคม 1938 โดยมี 32 ประเทศเข้าร่วมเพื่อพยายามช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากประเทศเยอรมนีที่เพิ่มขึ้น แต่นอกจากการตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยผู้ลี้ภัยซึ่งค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพแล้ว ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการเพีงยเล็กน้อยและส่วนมากไม่เพิ่มจำนวนผู้ลี้ภัยที่จะรับเข้าอยู่แล้ว[83]

คืนกระจกแตก[แก้]

ดูบทความหลักที่: คืนกระจกแตก
โรงพิมพ์ แอล. สเพอร์ลิงแอนด์โค. ออทโท-ฟอน-เกอริกเคอสทรัสเซอ 16 มัคเดอบวร์ค หลังคริสทัลนัคท์ เดือนพฤศจิกายน 1938

วันที่ 7 พฤศจิกายน 1938 เฮอร์เชล กรินสปัน ยิวโปแลนด์ ยิงนักการทูตเยอรมัน แอนสท์ ฟอม รัท ในสถานเอกอัครราชทูตเยอรมันในกรุงปารีส เพื่อแก้แค้นการขับบิดามารดาและพี่น้องเขาจากประเทศเยอรมนี[84] เมื่อฟอม รัทเสียชีวิตในวันที่ 9 พฤศจิกายน รัฐบาลใช้เป็นเหตุชนวนของโพกรมต่อยิวทั่วไรช์ที่สาม รัฐบาลอ้างว่าเหตุดังกล่าวเกิดเอง แต่ที่จริงเป็นคำสั่งและการวางแผนของฮิตเลอร์และเกิบเบิลส์ แม้ไม่มีเป้าหมายชัดเจนตามข้อมูลของเดวิด ซีซารานี เขาเขียนว่า ผลคือ "การฆ่าคน การข่มขืนกระทำชำเรา การปล้นสะดม การทำลายทรัพย์สินและการคุกคามในขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน"[85][86]

เหตุดังกล่าวเรียก คริสทัลนัคท์ (หรือ "คืนกระจกแตก") บางส่วนเอ็สเอ็สและเอ็สเอเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ[87] แต่ชาวเยอรมันทั่วไปเข้าร่วมด้วย ในบางพื้นที่เกิดความรุนแรงขึ้นก่อนเอ็สเอ็สหรือเอ็สเอมาถึงเสียอีก[88] ร้านค้ายิวกว่า 7,500 แห่ง (จากทั้งหมด 9,000 แห่ง) ถูกปล้นสะดมและโจมตี และธรรมศาลากว่า 1,000 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย กลุ่มยิวถูกฝูงชนบังคับให้ดูธรรมศาลาถูกเผา ในเบนส์ไฮม์ ยิวถูกบังคับให้เต้นรอบธรรมศาลา และในเลาพ์ไฮม์ ยิวถูกบังคับให้คุกเข่าต่อหน้าธรรมศาลา[89] ยิวเสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน มีการประมาณความเสียหายที่ 39 ล้านไรช์มาร์ค[90] ซีซารานีเขียนว่า "ขนาดของการถูกทำลายทำให้ประชาชนมึนงงและสั่นสะเทือนรัฐบาล"[85] มีการส่งยิว 30,000 คนเข้าค่ายกักกันดาเคา บูเชนวัลด์และซัคเซินเฮาเซิน[91] ยิวจำนวนมากได้รับการปล่อยตัวในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อถึงต้นปี 1939 ยังมียิวอยู่ในค่าย 2,000 คน[92] ยิวเยอรมันถูกถือว่ารับผิดชอบร่วมกันสำหรับการชดใช้ความเสียหาย นอกจากนี้ยังต้องจ่าย "ภาษีไถ่โทษ" กว่าหนึ่งพันล้านไรช์มาร์ค รัฐบาลยึดการจ่ายประกันสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของยิว กฤษฎีกาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1938 ห้ามยิวประกอบอาชีพที่ยังได้รับอนุญาตอยู่เกือบทุกอาชีพ[93] คริสตัลนัคท์เป็นเครื่องหมายการสิ้นสุดของกิจกรรมและวัฒนธรรมยิวสาธารณะทั้งปวง และยิวยิ่งเพิ่มความพยายามออกนอกประเทศมากขึ้น[94]

ทางแก้ดินแดนและการโยกย้ายถิ่นฐาน[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: แผนมาดากัสการ์

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเยอรมนีพิจารณาการเนรเทศหมู่เยอรมันเชื้อสายยิว และในเวลาต่อมารวมยุโรปเชื้อสายยิว ออกจากทวีปยุโรป ดินแดนที่มีการพิจารณาสำหรับการโยกย้ายได้แก่ปาเลสไตน์ของบริเตน และมาดากัสการ์ของฝรั่งเศส หลังสงครามเริ่ม ผู้นำเยอรมันพิจารณาเนรเทศยิวในทวีปยุโรปไปไซบีเรีย ปาเลสไตน์เป็นสถานที่เดียวที่แผนการโยกย้ายประชากรของเยอรมันสัมฤทธิ์ผล ผ่านความตกลงฮาวาราระหว่างสหพันธ์ลัทธิไซออนิสต์แห่งเยอรมนีกับรัฐบาลเยอรมัน ส่งผลให้มีการย้ายเยอรมันเชื้อสายยิว 60,000 คนและเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเยอรมนีไปปาเลสไตน์ แต่ยุติลงเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุ ในเดือนพฤษภาคม 1940 มาดากัสการ์กลายเป็นจุดสนใจสำหรับความพยายามเนรเทศครั้งใหม่ เพราะมีภาวะครองชีพที่ไม่เอื้ออำนวยซึ่งจะเร่งการเสียชีวิตให้เร็วขึ้น ผู้นำเยอรมันหลายคนอภิปรายความคิดนี้ในปี 1938 และสำนักงานของอาด็อล์ฟ ไอช์มันได้รับคำสั่งให้ดำเนินการวางแผนการโยกย้ายถิ่นฐาน แต่ไม่มีหลักฐานการวางแผนจนหลังฝรั่งเศสแพ้ในเดือนมิถุนายน 1940 แต่เพราะไม่สามารถพิชิตบริเตนได้ทำให้ขัดขวางการขนย้ายยิวข้ามทะเล และมีการประกาศยุติแผนมาดากัสการ์ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1942

สงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ประเทศที่ถูกยึดครอง[แก้]

ประเทศโปแลนด์[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: ฮอโลคอสต์ในโปแลนด์
เด็กยิวจากค่ายกักกันวูชขณะถูกส่งไปยังค่ายมรณะเชลม์โน กันยายน 1942

เมื่อเยอรมนีบุกครองโปแลนด์ในเดือนกันยายน 1939 เยอรมนีเข้าควบคุมยิวประมาณ 2 ล้านคนในดินแดนยึดครอง ประเทศโปแลนด์ส่วนที่เหลือถูกสหภาพโซเวียตยึดครอง ซึ่งควบคุมประชากรยิวก่อนสงคราม 3.3–3.5 ล้านคนของโปแลนด์ แผนการสำหรับโปแลนด์ของเยอรมนีมีทั้งการขับชาวโปแลนด์ที่มิใช่ยิวจากพื้นที่ขนาดใหญ่ กักขังยิว และให้ชาวเยอรมันตั้งถิ่นฐานในดินแดนว่างเปล่า เยอรมนีเริ่มนโยบายส่งยิวจากทุกดินแดนที่เพิ่งผนวก (ออสเตรีย เชโกสโลวาเกีย และโปแลนด์ตะวันตก) ไปยังส่วนกลางของโปแลนด์ ซึ่งเรียกว่า เขตปกครองสามัญ ที่นั่น ยิวถูกจัดให้อยู่อย่างแออัดในเกตโตในนครใหญ่ ซึ่งถูกเลือกเพราะมีเส้นทางรถไฟเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเนรเทศภายหลัง เสบียงอาหารถูกจำกัด และสุขอนามัยสาธารณะยากลำบาก และผู้อยู่อาศัยมักต้องใช้แรงงานทาส ในค่ายแรงงานและเกตโต ยิวอย่างน้อยครึ่งล้านคนเสียชีวิตเพราะอดอยาก โรคภัยและภาวะการเป็นอยู่ที่เลว เจอเรมี แบล็กเขียนว่าในปี 1939 เกตโตมิได้ตั้งใจใช้เป็นขั้นตอนไปสู่การล้างบางยิว แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างเขตสงวนเพื่อกักขังยิว

ประเทศอื่นที่ถูกยึดครอง[แก้]

เยอรมนีบุกครองนอร์เวย์และเดนมาร์กในวันที่ 9 เมษายน 1940 ระหว่างปฏิบัติการเวแซร์รืบุง ประเทศเดนมาร์กถูกพิชิตเร็วเสียจนไม่มีเวลาตั้งการต้านทานอย่างมีระเบียบ ผลคือ รัฐบาลเดนมาร์กยังคงมีอำนาจและเยอรมันพบว่าการทำงานผ่านรัฐบาลเดนมาร์กนั้นง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้ จึงมีการออกมาตรการต่อยิวเดนมาร์กเพียงเล็กน้อยก่อนปี 1942 เมื่อถึงเดือนมิถุนายน 1940 นอร์เวย์ถูกยึดครองอย่างสมบูรณ์ ปลายปี 1940 ยิว 1,800 คนในประเทศถูกห้ามประกอบบางอาชีพ และในปี 1941 ยิวทุกคนต้องขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทั้งหมดต่อรัฐบาล วันที่ 26 พฤศจิกายน 1942 ยิว 532 คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปยังท่าเรือกรุงออสโลในเวลา 4 นาฬิกา ซึ่งถูกนำขึ้นเรือเยอรมัน แล้วถูกส่งตัวต่อด้วยรถไฟสินค้าไปยังค่ายมรณะเอาชวิตซ์ แดน สโตนระบุว่า ในจำนวนนี้เก้าคนรอดชีวิตจากสงคราม

จำนวนผู้เสียชีวิต[แก้]

แผนที่แสดงพื้นที่ที่ชาวยิวถูกจับไปที่ค่ายกักกันของนาซีเมือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484

จำนวนที่แน่นอนของผู้ที่เสียชีวิตจากน้ำมือของนาซีอาจจะไม่มีใครล่วงรู้ แต่เชื่อว่ามีจำนวนผู้เคราะห์ร้าย ดังนี้[ต้องการอ้างอิง] :

  • 5-6 ล้านคน เป็นชาวยิว รวมทั้งชาวโปแลนด์ที่เป็นยิว 3 ล้านคน
  • 1.8-1.9 ล้านคน เป็นชาวคริสเตียนและผู้คนที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่ต่อต้านพรรคนาซีและถูกนาซียึดครอง
  • 200,000-800,000 คน เป็นชาวโรมาหรือชาวยิปซี
  • 200,000-300,000 คน เป็นผู้ที่ไม่มีประโยชน์ในการใช้แรงงาน
  • 80,000-200,000 คน เป็นผู้ที่มาจากสมาคมของยุโรปที่ต่อต้านการกระทำของพรรคนาซี
  • 100,000 คน เป็นผู้ที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์
  • 10,000-25,000 เป็นพวกรักร่วมเพศ
  • 2,500-5,000 เป็นชาวคริสเตียน นิกายพยานพระยะโฮวา (Jehovah's Witnesses)

รูล ฮิลเบิร์ก เจ้าของผลงานหนังสือ The Destruction of the European Jews (การสังหารชาวยุโรปเชื้อสายยิว) คาดว่ามีชาวยิวทั้งหมด 5.1 ล้านคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การล้างชาติของนาซี จากสถิติกล่าวไว้ว่า มากกว่า 8 แสนคน เสียชีวิตจากบริเวณเกท-โทและความขาดแคลน, 1.4 ล้านคนเสียชีวิตเพราะถูกยิงทิ้งกลางแจ้ง และมากกว่า 2.9 ล้านคน เสียชีวิตอยู่ในค่ายกักกันนั้นเอง ฮิลเบิร์กประมาณการว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตในประเทศโปแลนด์เป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ตัวเลขที่ฮิลเบิร์กนำมาพิจารณานี้ได้มาจากบันทึกเท่าที่หาได้ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ผู้กระทำผิดและผู้ร่วมมือ[แก้]

  • ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์เป็นคนต้นคิดในการใช้ก๊าซพิษเพื่อฆ่ายิวในค่ายกักกันให้ได้มากที่สุด
  • โจเซฟ เมนเกเล เป็นแพทย์และเป็นหัวหน้าประจำค่ายกักกันเอาชวิทซ์ เขาได้ทำการทดลองมนุษย์ชาวยิวรวมไปถึงเด็กฝาแฝดชาวยิวที่ถูกการทดลองอย่างโหดร้ายทารุณทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
  • อดอล์ฟ ไอชมันน์ เป็นโอแบร์สทุร์มบันน์ฟือแรร์ (พันโท) ของหน่วยเอสเอส และหนึ่งในผู้จัดการการล้างชาติโดยนาซีคนสำคัญ ทำหน้าที่ให้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกและจัดการพลาธิการการเนรเทศชาวยิวขนานใหญ่ไปยังเก็ตโตและค่ายมรณะในยุโรปตะวันออกภายใต้การยึดครองของเยอรมนี

ใครคือผู้ชี้ทางสู่การฆาตกรรม?[แก้]

หลายๆ คนอาจคิดว่า เป็นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์แต่โดยความจริงแล้ว เรื่องนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะตอนที่ฮิตเลอร์ยังเรียนอยู่ ก็มีขบวนการต่อต้านยิวอยู่แล้ว

เยอรมนี[แก้]

ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศแรกที่ได้ริเริ่มทำการฮอโลคอสต์ขึ้น เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์ว่าชุมชนยิวในเยอรมนีเป็นเป้าแห่งความเกลียดชังตั้งแต่การปราศรัยและงานเขียนแรก ๆ ของฮิตเลอร์ อุดมการณ์นาซีวางกฎเข้มงวดเกี่ยวกับว่าใครเป็นหรือไม่เป็นสายเลือด "อารยัน" บริสุทธิ์ มีการกำหนดการปฏิบัติเพื่อทำให้เชื้อชาติอารยันบริสุทธิ์ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งเดียวกับเชื้อชาตินอร์ดิก ตามด้วยเชื้อชาติรองที่เล็กกว่าของเชื้อชาติอารยันเพื่อเป็นตัวแทนของเชื้อชาติปกครองที่เป็นอุดมคติและบริสุทธิ์ ผลของนโยบายสังคมนาซีในเยอรมนีแบ่งแยกระหว่างผู้ที่ถูกมองว่าเป็น "อารยัน" กับ "มิใช่อารยัน" ยิว หรือส่วนหนึ่งของกลุ่มชนกลุ่มน้อยอื่น สำหรับเชื้อชาติอารยัน การดำเนินโยบายสังคมจำนวนมากที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มนี้โดยระบอบนาซีเพิ่มขึ้นตามกาล รวมถึงการคัดค้านการสูบบุหรี่โดยรัฐ การล้างมลทินแก่เด็กอารยันที่เกิดแก่บิดามารดานอกสมรส เช่นเดียวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ครอบครัวเยอรมันอารยันที่ให้กำเนิดบุตร[95] วันที่ 1 เมษายน 1933 ฮิตเลอร์ประกาศคว่ำบาตรสถานประกอบธุรกิจยิวทั้งประเทศ ครอบครัวยิวจำนวนมากเตรียมตัวออกนอกประเทศ แต่อีกหลายครอบครัวหวังว่าการดำรงชีพของพวกตนและทรัพย์สินจะปลอดภัย เพราะตนเป็นพลเมืองเยอรมัน

พรรคนาซีดำเนินนโยบายเชื้อชาติและสังคมผ่านการเบียดเบียนและการสังหารผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ที่สังคมไม่พึงปรารถนาหรือ "ศัตรูของอาณาจักร" ที่ตกเป็นเป้าพิเศษ คือ ชนกลุ่มน้อยเช่น ยิว โรมานี (หรือยิปซี) ผู้นับถือพยานพระยะโฮวาห์[96] ผู้ที่มีความพิการทางจิตหรือทางกาย และพวกรักร่วมเพศ ในคริสต์ทศวรรษ 1930 แผนเพื่อโดดเดี่ยวและกำจัดยิวอย่างสมบูรณ์ในเยอรมนีท้ายสุด เริ่มจากการก่อสร้างเกตโต ค่ายกักกัน และค่ายใช้แรงงาน โดยมีการก่อสร้างค่ายกักกันดาเชาเป็นแห่งแรกในปี 1933 เมื่อไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์อธิบายอย่างเป็นทางการว่าเป็น "ค่ายกักกันศัตรูทางการเมืองแห่งแรก" [97]

ร้านค้าที่ยิวเป็นเจ้าของกิจการถูกทำลายย่อยยับในเหตุการณ์คริสทัลล์นัคท์

ช่วงปีหลังนาซีเถลิงอำนาจ ยิวหลายคนถูกกระตุ้นให้เดินทางออกนอกประเทศและทำเช่นนั้น ในปี 1935 มีการตรากฎหมายเนือร์นแบร์กขึ้น มีใจความเพิกถอนสัญชาติเยอรมันของยิว และปฏิเสธการจ้างงานภาครัฐ ขณะนี้ชาวยิวส่วนมากที่ชาวเยอรมันว่าจ้างเสียตำแหน่งงาน ซึ่งถูกแทนที่โดยชาวเยอรมันที่ว่างงาน นอกจากนี้ การสมรสระหว่างยิวกับอารยันถูกห้าม ยิวสูญเสียสิทธิเพิ่มขึ้นในช่วงอีกไม่กี่ปีถัดมา ยิวถูกแยกออกไปจากหลายวิชาชีพ และมิให้จับจ่ายซื้อของในร้านค้าจำนวนมาก หลายเมืองติดป้ายห้ามมิให้ยิวเข้า ที่โดดเด่น คือ ความพยายามของรัฐบาลในการส่งชาวยิวเยอรมันที่มีเชื้อสายโปแลนด์ 17,000 คนกลับประเทศโปแลนด์ จนทำให้ในเดือนพฤศจิกายน 1938 แฮร์เชล กรึนซพัน ชายหนุ่มชาวยิวในกรุงปารีส ลอบสังหารแอร์นสท์ ฟอม รัท เอกอัครราชทูตเยอรมัน เพื่อเป็นการประท้วงการปฏิบัติต่อครอบครัวของเขาในเยอรมนี พรรคนาซีใช้ความพยายามดังกล่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังชุมชนยิวในเยอรมนี เป็นบริบทของโพกรมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 ซึ่งเจาะจงธุรกิจยิวเป็นพิเศษ เอสเอได้รับมอบหมายให้โจมตีสุเหร่ายิวและทรัพย์สินของยิวทั่วประเทศเยอรมนี ระหว่างคริสทัลล์นัคท์ ("คืนกระจกแตก" หรือความหมายตามตัวอักษรว่า คืนคริสตัล) เหตุที่ใช้การเกลื่อนคำดังกล่าวเพราะหน้าต่างที่แตกจำนวนมากทำให้ถนนมองดูเหมือนปกคลุมด้วยคริสตัล เหตุการณ์นี้ทำให้มีชาวยิวเยอรมันเสียชีวิตอย่างน้อย 91 คน และทรัพย์สินยิวถูกทำลายถ้วนหน้า การกีดกันระยะนี้ทำให้เป็นที่ชัดเจนมากว่ายิวในเยอรมนีจะเป็นเป้าหมายในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ชุมชนยิวถูกปรับหนึ่งล้านมาร์คและได้รับการบอกกล่าวว่า พวกเขาจะไม่ได้รับเงินตอบแทนจากความสูญเสีย จนถึงเดือนกันยายน 1939 ยิวกว่า 200,000 คนเดินทางออกนอกประเทศเยอรมนี โดยรัฐบาลยึดทรัพย์สินใด ๆ ที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง

ในปี 1941 เยอรมนีตัดสินใจทำลายชาติโปแลนด์อย่างสมบูรณ์และผู้นำเยอรมันตัดสินใจว่าในอีก 10 ถึง 20 ปี ชาวโปแลนด์ในรัฐโปแลนด์ภายใต้การยึดครองของเยอรมนีจะถูกกวาดล้างอย่างสมบูรณ์ และให้ผู้อยู่ในนิคมชาวเยอรมันเข้าไปตั้งถิ่นฐานแทน[98] นาซีมองว่ายิว ชาวโรมานี ชาวโปแลนด์อยู่ในกลุ่มเดียวกับชนสลาฟ เช่น ชาวรัสเซีย ชาวยูเครน ชาวเช็ก และอีกหลายเชื้อชาติที่มิใช่ "ชาวอารยัน" ตามศัพทวิทยาเชื้อชาตินาซีร่วมสมัยเป็นอุนแทร์เมนเชน ("ต่ำกว่ามนุษย์") แม้ชนสลาฟจำนวนมากจะถูกมองและได้รับการยอมรับว่าเป็นชาวอารยัน นาซีใช้เหตุผลตัดสินว่าชาวอารยันมีสิทธิทางชีววิทยาในการแทนที่ กำจัดและจับผู้ที่ด้อยกว่าเป็นทาส[99][100] หลังสงคราม ภายใต้ "แผนใหญ่" เจเนรัลพลันโอสท์ (เยอรมัน: Generalplan Ost) คาดการณ์การเนรเทศประชากรที่ไม่สามารถถูกแผลงเป็นเยอรมัน (non-Germanizable) 45 ล้านคนจากยุโรปตะวันออกไปยังไซบีเรียตะวันตกล่วงหน้า[101] และราว 14 ล้านคนจะยังอยู่ แต่จะถูกปฏิบัติเหมือนทาส[102][103] ส่วนชาวเยอรมันจะตั้งถิ่นฐานแทนที่ในเลเบนสเราม์ที่ต่อขยายไปของอาณารจักรพันปี[104]

แฮร์แบร์ท บาเคอเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังแผนความหิว (Hunger Plan) ซึ่งเป็นแผนให้ชนสลาฟหลายสิบล้านคนอดอยากเพื่อประกันเสบียงอาหารแก่ประชาชนและทหารเยอรมัน[105] ในระยะยาว นาซีต้องการกำจัดชนสลาฟราว 30–45 ล้านคน[106] ตามข้อมูลของมิคาเอล ดอร์แลนด์ "ดังที่นักประวัติศาสตร์เยล ทีโมธี ซไนเดอร์เตือนเรา หากนาซีประสบความสำเร็จในสงครามกับรัสเซีย การนำอีกสองมิติของฮอโลคอสต์ไปปฏิบัติ แผนความหิวและเจเนรัลพลันโอสท์ จะนำไปสู่การกำจัดคนอีก 80 ล้านคนในเบลารุส รัสเซียเหนือและสหภาพโซเวียตผ่านความอดอยาก"[107]

ต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ทางการเยอรมนีในเจเนรัลกออูแวร์เนเมนท์ในโปแลนด์ที่ถูกยึดครองสั่งให้ยิวทุกคนถูกบังคับใช้แรงงาน และผู้ที่ด้อยสมรรถภาพทางกาย เช่น หญิงและเด็ก ถูกกักกันอยู่ในเกตโต[108] สำหรับนาซีแล้ว มีหลายแนวคิดปรากฏขึ้นว่าจะตอบ "ปัญหาชาวยิว" อย่างไร วิธีหนึ่ง คือ การบังคับเนรเทศยิวขนานใหญ่ อดอล์ฟ ไอชมันน์เสนอให้ยิวถูกบังคับอพยพไปยัง]ปาเลสไตน์[108] ฟรันซ์ ราเดมาแคร์เสนอให้ยิวถูกเนรเทศไปยังมาดากัสการ์ ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนโดยฮิมม์เลอร์ และมีการถกโดยฮิตเลอร์และผู้เผด็จการอิตาลี เบนิโต มุสโสลินี แต่ภายหลังล้มเลิกไปเพราะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเมื่อปี 1942[108] ความคิดการเนรเทศต่อเนื่องไปยังโปแลนด์ที่ถูกยึดครองถูกผู้ว่าการ ฮันส์ ฟรังค์แห่งเจเนรัลกออูแวร์เนเมนท์ ปฏิเสธ เพราะแฟรงค์ปกิเสธจะยอมรับการเนรเทศยิวมาเพิ่มยังดินแดนที่มียิวจำนวนมากอยู่แล้ว[108] ในปี 1942 ที่การประชุมวันน์เซ เจ้าหน้าที่นาซีตัดสินใจกำจัดยิวทั้งหมด ดังที่อภิปราย "การแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย" ค่ายกักกันเช่นเอาชวิทซ์ ถูกแปลงและใช้ห้องรมแก๊สเพื่อสังหารยิวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จนถึงปี 1945 ค่ายกักกันจำนวนหนึ่งถูกกองทัพสัมพันธมิตรปลดปล่อย และพวกเขาพบว่าผู้รอดชีวิตขาดอาหารอย่างรุนแรง ฝ่ายสัมพันธมิตรยังพบหลักฐานว่า นาซีค้ากำไรจากการสังหารหมู่ยิวไม่เพียงแต่โดยการยึดทรัพย์สินและสิ่งของมีค่าส่วนบุคคลแล้ว แต่ยังโดยการแยกสารอุดฟันทองคำจากร่างของยิวบางคนที่ถูกขังในค่ายกักกันด้วย

บัลแกเรีย[แก้]

ชาวยิวในประเทศบัลแกเรีย หรือแม้แต่พลเรือนและทหารที่อยู่ในเขตการปกครองของประเทศมาซิโดเนียและทางตอนเหนือของประเทศกรีซ ก็ถูกเนรเทศเข้าสู่ประเทศบัลแกเรียของเยอรมนี ประเทศบัลแกเรียก็ไม่ได้ขัดขวางการเนรเทศผู้คนของเยอรมนี ซึ่งชาวยิวที่ถูกเนรเทศเหล่านี้จะถูกนำตัวไปยังค่ายกักกัน

ฟาสซิสต์อิตาลี[แก้]
เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีและผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์อิตาลี ระหว่างปี พ.ศ. 2465 ถึง พ.ศ. 2486

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลีปกครองด้วยระบอบเผด็จการแบบฟาสซิสต์ นำโดยเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำจอมเผด็จการ ซึ่งร่วมกับพรรคนาซีในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองชาวยิว ส่งผลให้กลุ่มชนชาวยิวมีฐานะตกต่ำลง ลดฐานะเป็นพลเมืองชั้นรอง ถึงแม้ว่ามุสโสลินีจะไม่เคยเนรเทศชาวยิวไปยังค่ายกักกัน แต่หลังจากที่มุสโสลินีหมดอำนาจลงแล้ว อิตาลีก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตย ชาวยิวที่รอดมาจากค่ายกักกันได้กว่าพันคนก็กลับเข้ามาสร้างค่ายเล็กๆ มากมายในอิตาลีเรียกกันว่า ริเซียราดิซันซาบบา (Risiera di San Sabba) เป็นสถานที่ปลงศพชาวยิว 2,000 ถึง 5,000 คนที่ถูกสังหารที่นั่น

โรมาเนีย[แก้]
ลอน อันโตเนสโค ผู้นำโรมาเนียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ประเทศโรมาเนียภายใต้การปกครองของลอน อันโตเนสโค (Lon Antonescu) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยิวเสียชีวิตระหว่าง 280,000 - 380,000 คน และมีรายการจากคณะรัฐบาลโรมาเนียว่า

"ในบรรดาพันธมิตรของนาซีเยอรมันทั้งหมด โรมาเนียต้องแบบภาระความรับผิดชอบในการตายของชาวยิวมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมกับเยอรมัน ทั้งการสังหารใน การสังหารหมู่ไอซี่ (Iasi pogrom) , โอเดสซา (Odessa) , บ็อกดานอฟก้า (Bogdanovka) , โดมานอฟก้า (Domanovka) และเปซิโอรา (Peciora) เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พวกที่น่าขยะแขยงมากที่สุดและจะปฏิบัติเช่นนี้อีกกับยิวทุกแห่งหนจนกว่าจะถึงการฆ่าล้างชาติ"

จากการเป็นสมาชิกในการช่วยเหลือทางการทหารให้กับเยอรมนีและยูเครน โรมาเนียได้สังหารชาวยิวร้อยละ 10 ที่เมืองเบสซาราเบีย ทางตอนเหนือของเมืองบูโกวินาและเมืองทรานสนิสเตรีย ส่วนการสังหารครั้งใหญ่มีอีกหลายครั้ง อาทิ ชาวยิว 54,000 ศพที่บ็อกดานอฟก้า ชุนนุมชาวโรมาเนียที่ค่ายบั๊ก ริเวอร์ เมืองทรานสนิสเตรีย ระหว่างวันที่ 21-31 ธันวาคม พ.ศ. 2484, ชาวยิวเกือบ 100,000 ศพที่อาศัยในเมืองโอเดสซา , มากกว่า 10,000 ศพในเมืองไอซี่ พ็อกรอม และมีการสังหารชาวยิวจำนวนมากที่เมืองโดมานอฟก้าและค่ายกักกันอัคเมตเชตก้า (Akhmetchetka) อีกด้วย

ฮังการี[แก้]
ชาวยิวฮังการีที่จะถูกสังหารในห้องรมแก๊ส (พฤษภาคม 1944)

ประเทศฮังการีในยุคของมิกโลช ฮอร์ตีเป็นผู้นำ มีการเนรเทศชาวยิวไปทั้งสิ้น 20,000 คนจากโรงเรือนใหญ่ของกองกำลังยูเครนในปี พ.ศ. 2484 ไปที่คาเมียเนส-โพดิสกี้ (Kamianets-Podilskyi) ในไรชส์คอมมิสซาเรียทยูเครน เพื่อให้พวกพันธมิตรของเยอรมันสังหาร โดยการยิงเป้า กองทัพ, ทหารและตำรวจฮังการีได้ทำการสังหารชาวยิวและชาวเซิร์บกว่าพันคนที่เมืองโนวี่ แซด (Novi Sad) เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2485 อย่างไรก็ตามฮอร์ตีก็ยังขัดขวางความต้องการของเยอรมนีที่ให้เนรเทศชาวยิวในฮังการี (ประมาณ 725,000 คน) และส่วนใหญ่ก็มีชีวิตอยู่รอดถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2487 ซึ่งนาซีได้เข้าครอบครองฮังการี ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487 ชาวยิวครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 381,661 คน) ในฮังการีถูกกวาดไปอยู่ที่ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2487 รัฐบาลฮังการีภายใต้การเป็นรัฐหุ่นเชิดของนาซี ชาวยิวก็ถูกกวาดต้อนกลับมายังบ้านเกิด แต่นี่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ต่อมาชนชาวยิวก็กลับมาถูกกลั่นแกล้งดังที่เป็นมา

ฮอร์ตีกลับมาอีกครั้งในนามพรรคแอร์โรวครอส (Arrow Cross Party : Arrow แปลว่า ลูกศรหรือ ลูกดอก , Cross แปลว่า กากบาท) ก่อตั้งโดยเฟอเรนซ์ สซาเลซี่ (Ferenc Szálasi) ในช่วงปลายสงครามซึ่งสัญญาณความพ่ายแพ้ของเยอรมนีเริ่มปรากฏ ทั้งนี้กองกำลังของฮังการีมีอยู่ในกองกำลังเอสเอสของนาซีมากมายไม่น้อย ซึ่งกองกำลังนี้ได้ไล่ล่าชาวยิวเพื่อนำตัวเข้าสู่ค่ายกักกันซึ่งเป็นสถานที่สังหารชาวยิวกว่า 437,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น ชาวยิวในกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการี 20,000 คนถูกยิงทิ้งที่แม่น้ำดานูบโดยคำสั่งของพรรคแอร์โรวครอส นอกจากนี้ฮังการีภายใต้อิทธิพลของพรรคนาซีได้นำชาวยิว 70,000 คนข้ามไปยังประเทศออสเตรีย กว่าพันคนตายเพราะถูกยิง อีกกว่าพันคนตายเพราะความอดอยากและอื่นๆ

สโลวาเกีย[แก้]

ฝ่ายสมาชิกประเทศในยุโรป[แก้]

ฝรั่งเศส[แก้]
เบลเยียม[แก้]
สโลวาเกีย[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งที่มา[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Matt Brosnan (Imperial War Museum, 2018): "The Holocaust was the systematic murder of Europe's Jews by the Nazis and their collaborators during the Second World War."[7]
    Jack R. Fischel (Historical Dictionary of the Holocaust, 2010): "The Holocaust refers to the Nazi objective of annihilating every Jewish man, woman, and child who fell under their control."[8]
    Peter Hayes (How Was It Possible? A Holocaust Reader, 2015): "The Holocaust, the Nazi attempt to eradicate the Jews of Europe, has come to be regarded as the emblematic event of Twentieth Century ... Hitler's ideology depicted the Jews as uniquely dangerous to Germany and therefore uniquely destined to disappear completely from the Reich and all territories subordinate to it. The threat posted by supposedly corrupting but generally powerless Sinti and Roma was far less, and therefore addressed inconsistently in the Nazi realm. Gay men were defined as a problem only if they were German or having sex with Germans or having sex with Germans and considered 'curable' in most cases. ... Germany's murderous intent toward the handicapped inhabitants of European mental institutions ... was more comprehensive ... but here, too, implementation was uneven and life-saving exceptions permitted, especially in Western Europe. Not only were some Slavs—Slovaks, Croats, Bulgarians, some Ukrainians—allotted a favored place in Hitler's New Order, but the fate of most of the other Slavs the Nazis derided as sub-humans ... consisted of enslavement and gradual attrition, not the prompt massacre meted out to the Jews after 1941."[9]

    Raul Hilberg (The Destruction of the European Jews, 2003): "At the beginning there was little memorialization. ... Little by little, some documents were gathered and books were written, and after about two decades the annihilation of the Jews was given a name: Holocaust."[10]

    Holocaust Memorial Day Trust, UK (2019): "The Holocaust (The Shoah in Hebrew) was the attempt by the Nazis and their collaborators to murder all the Jews in Europe."[11]
    Ronnie S. Landau (The Nazi Holocaust: Its History and Meaning, 1992): "The Holocaust involved the deliberate, systematic murder of approximately 6 million Jews in Nazi-dominated Europe between 1941 and 1945."[2]
    Michael Marrus (Perspectives on the Holocaust, 2015): "The Holocaust, the murder of close to six million Jews by the Nazis during the Second World War ...".[12]
    Timothy D. Snyder (Bloodlands: Europe Between Hitler and Stalin, 2010): "In this book the term Holocaust signifies the final version of the Final Solution, the German policy to eliminate the Jews of Europe by murdering them. Although Hitler certainly wished to remove the Jews from Europe in a Final Solution earlier, the Holocaust on this definition begins in summer 1941, with the shooting of Jewish women and children in the occupied Soviet Union. The term Holocaust is sometimes used in two other ways: to mean all German killing policies during the war, or to mean all oppression of Jews by the Nazi regime. In this book, Holocaust means the murder of the Jews in Europe, as carried out by the Germans by guns and gas between 1941 and 1945."[13]
    Dan Stone (Histories of the Holocaust, 2010): "'Holocaust' ... refers to the genocide of the Jews, which by no means excludes an understanding that other groups—notably Romanies and Slavs—were victims of genocide."[14]
    United States Holocaust Memorial Museum (Holocaust Encyclopedia, 2017): "The Holocaust was the systematic, bureaucratic, state-sponsored persecution and murder of six million Jews by the Nazi regime and its collaborators."[15]

    Yad Vashem (2019): "The Holocaust was the murder by Nazi Germany of six million Jews."[16]

  2. United States Holocaust Memorial Museum: "Six million Jews died in the Holocaust. ... According to the American Jewish Yearbook, the Jewish population of Europe was about 9.5 million in 1933. ... By 1945, most European Jews—two out of every three—had been killed."[4]
  3. Dan Stone (Histories of the Holocaust, 2010): "Europe's Romany (Gypsy) population was also the victim of genocide under the Nazis. Many other population groups, notably Poles, Ukrainians, and Soviet prisoners of war were killed in huge numbers, and smaller groups such as Jehovah's Witnesses, Black Germans, and homosexuals suffered terribly under Nazi rule. The evidence suggests that the Slav nations of Europe were also destined, had Germany won the war, to become victims of systematic mass murder; and even the terrible brutality of the occupation in eastern Europe, especially in Poland, can be understood as genocidal according to the definition put forward by Raphael Lemkin in his major study, Axis Rule in Occupied Europe (1944), the book that introduced the term 'genocide' to our vocabulary. Part of the reason for today's understanding, though, is a correct assessment of the fact that for the Nazis the Jews were regarded in a kind of 'metaphysical' way; they were not just considered as racially inferior (like Romanies), deviants (like homosexuals) or enemy nationals standing in the way of German colonial expression (like Slavs). ... [T]he Jews were to some extent outside of the racial scheme as defined by racial philosophers and anthropologists. They were not mere Untermenschen (sub-humans) ... but were regarded as a Gegenrasse: "a 'counter-race', that is to say, not really human at all. ... 'Holocaust', then, refers to the genocide of the Jews, which by no means excludes an understanding that other groups—notably Romanies and Slavs—were victims of genocide. Indeed ... the murder of the Jews, although a project in its own right, cannot be properly historically situated without understanding the 'Nazi empire' with its grandiose demographic plans."[21]
  4. Eberhard Jäckel (Die Zeit, 1986): "Ich behaupte ... daß der nationalsozialistische Mord an den Juden deswegen einzigartig war, weil noch nie zuvor ein Staat mit der Autorität seines verantwortlichen Führers beschlossen und angekündigt hatte, eine bestimmte Menschengruppe einschließlich der Alten, der Frauen, der Kinder und der Säuglinge möglichst restlos zu töten, und diesen Beschluß mit allen nur möglichen staatlichen Machtmitteln in die Tat umsetzte." ("I maintain ... that the National Socialist killing of the Jews was unique in that never before had a state with the authority of its leader decided and announced that a specific group of humans, including the elderly, the women, the children and the infants, would be killed as quickly as possible, and then carried out this resolution using every possible means of state power.")[23]

การอ้างอิง[แก้]

  1. "Deportation of Hungarian Jews". Timeline of Events. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 25 November 2017. สืบค้นเมื่อ 6 October 2017.
  2. 2.0 2.1 Landau 2016, p. 3.
  3. 3.0 3.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ushmm1
  4. "Remaining Jewish Population of Europe in 1945". Holocaust Encyclopedia. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 13 June 2018.
  5. For the date, see Marcuse 2001, p. 21.
  6. Stackelberg & Winkle 2002, pp. 141–143.
  7. Brosnan, Matt (12 June 2018). "What Was The Holocaust?". Imperial War Museum. Archived from the original on 2 March 2019. สืบค้นเมื่อ 2 March 2019.
  8. Fischel 2010, p. 115.
  9. 9.0 9.1 Hayes 2015, pp. xiii–xiv.
  10. Hilberg 2003, p. 1133.
  11. "The Holocaust". Holocaust Memorial Day Trust. Archived from the original on 10 February 2019.
  12. Marrus 2015, p. vii.
  13. Snyder 2010, p. 412.
  14. Stone 2010, pp. 1–3.
  15. "Introduction to the Holocaust". Holocaust Encyclopedia. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 1 October 2017. สืบค้นเมื่อ 4 October 2017.
  16. "What was the Holocaust?". Yad Vashem. Archived from the original on 2 March 2019.
  17. Gray 2015, p. 8.
  18. Gray 2015, p. 4; "What Was the Holocaust?". United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 2 February 2019.
  19. 19.0 19.1 Gray 2015, p. 4.
  20. Gray 2015, p. 5.
  21. Stone 2010, pp. 2–3.
  22. Niewyk & Nicosia 2000, p. 52.
  23. Jäckel, Eberhard (12 September 1986). "Die elende Praxis der Untersteller". Die Zeit. p. 3/8. Archived from the original on 18 July 2009.
  24. Bauer 2002, p. 49.
  25. Friedländer 2007, pp. 51–52.
  26. Berenbaum 2006, p. 103.
  27. Fischel 1998, p. 167.
  28. United States Holocaust Memorial Museum 1996, p. 7.
  29. Crowe 2008, p. 447.
  30. Evans 2015a, p. 385.
  31. "Gassing Operations". Holocaust Encyclopedia. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 8 February 2015. สืบค้นเมื่อ 25 January 2015.
  32. "Killing Centers: An Overview". Holocaust Encyclopedia. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 14 September 2017. สืบค้นเมื่อ 30 September 2017.
  33. Gilbert 2001, p. 289.
  34. Bajohr & Pohl 2008, p. 10, cited in Stone 2010, p. 109.
  35. Bloxham 2009, p. 130.
  36. Friedländer 2007, p. xxi.
  37. 37.0 37.1 Evans 1989, pp. 69–70.
  38. Friedlander 1994, pp. 495–496.
  39. "Antisemitism in History: World War I". Holocaust Encyclopedia. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 9 September 2015. สืบค้นเมื่อ 1 September 2015.
  40. Peukert 1994, p. 289.
  41. Fischer 2002, p. 47.
  42. Kershaw 1998, p. 60.
  43. Bergen 2016, pp. 52–54.
  44. Bergen 2016, p. 56.
  45. "Boycotts". Educational Resources. Center for Holocaust and Genocide Studies, University of Minnesota. Archived from the original on 11 June 2007.
  46. Fritzsche 2009, pp. 38–39.
  47. Noakes & Pridham 1983, p. 499.
  48. Wachsmann 2015, pp. 28–30.
  49. Wachsmann 2015, pp. 32–38.
  50. Gilbert 1985, p. 32.
  51. Longerich 2012, p. 155.
  52. Wachsmann 2015, pp. 84–86.
  53. Peukert 1987, p. 214.
  54. Friedländer 1997, p. 33.
  55. Friedländer 1997, pp. 19–20.
  56. 56.0 56.1 Burleigh & Wippermann 1991, p. 78.
  57. Friedländer 1997, pp. 32–33.
  58. Friedländer 1997, p. 29.
  59. Friedländer 1997, p. 134.
  60. Evans 2005, pp. 158–159, 169.
  61. Hanauske-Abel 1996, p. 1459.
  62. "Poster promoting the Nazi monthly publication Neues Volk". Artifact Gallery. United States Holocaust Memorial Museum. Archived from the original on 6 October 2017. สืบค้นเมื่อ 5 October 2017.
  63. Hanauske-Abel 1996, p. 1457.
  64. Proctor 1988, pp. 101–103.
  65. Tolischus, Otto D. (21 December 1933). "400,000 Germans to be sterilized", The New York Times.
  66. Hanauske-Abel 1996, p. 1458.
  67. Proctor 1988, pp. 106–108.
  68. Burleigh & Wippermann 1991, pp. 142–149.
  69. Kershaw 2000, pp. 252–261.
  70. Lifton 2000, p. 142.
  71. 71.0 71.1 Niewyk & Nicosia 2000, p. 48.
  72. Strous 2007.
  73. Lifton 2000, pp. 90–95.
  74. Hanauske-Abel 1996, pp. 1458–1459.
  75. London 2000, p. 161.
  76. Gilbert 2001, p. 285.
  77. Friedländer 1997, p. 1.
  78. Friedländer 1997, p. 12.
  79. Evans 2005, p. 16.
  80. Cesarani 2016, pp. 147–150.
  81. Cesarani 2016, pp. 153–155.
  82. Evans 2005, pp. 659–661.
  83. Niewyk & Nicosia 2000, p. 200.
  84. Cesarani 2016, p. 181.
  85. 85.0 85.1 Cesarani 2016, p. 183.
  86. Evans 2005, pp. 581–582.
  87. Evans 2005, pp. 583–584.
  88. Bloxham 2009, p. 168.
  89. Cesarani 2016, pp. 184–185.
  90. Cesarani 2016, pp. 184, 187.
  91. Evans 2005, p. 591.
  92. Cesarani 2016, p. 200.
  93. Evans 2005, pp. 595–596.
  94. Ben-Rafael, Glöckner & Sternberg 2011, pp. 25–26.
  95. Perry Biddiscombe "Dangerous Liaisons: The Anti-Fraternization Movement in the US Occupation Zones of Germany and Austria, 1945-1948", Journal of Social History 34.3 (2001) 611-647
  96. United States Holocaust Memorial Museum"ushmm.org". สืบค้นเมื่อ 2007-08-15.
  97. จากหน้า http://www.mazal.org/archive/DACHPHO/Dach02.htm ซึ่งสามารถแปลได้ว่า: "หัวหน้าหน่วยตำรวจแห่งกรุงมิวนิก, ฮิมม์เลอร์, ได้ออกประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า: เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ค่ายกักกันแห่งแรกได้เปิดใช้งานที่ดาเชาโดยจัดให้มีนักโทษกว่า 5,000 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นพวกคอมมิวนิสต์และพวกไรช์บันเนอร์และเจ้าหน้าที่พรรคสังคมประชาธิปไตยผู้ซึ่งได้คุกคามความปลอดภัยของรัฐจะถูกจับกุมด้วยถ้าจำเป็น ซึ่งในระยะยาวแล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บตัวนักโทษให้แยกจากกันในเรือนจำของรัฐ และบุคคลเหล่านี้ไม่สามารถถูกปล่อยตัวได้เนื่องจากความพยายามของพวกเขาที่จะยืนกรานและเจตนาที่จะสร้างความวุ่นวายในประเทศ ทันทีที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว"
  98. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Germans and Poles 1871–1945
  99. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ neu
  100. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ hanover
  101. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ anthropology
  102. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ madajczyk
  103. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ google19
  104. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ JPop186
  105. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ destruction
  106. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ google21
  107. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ google22
  108. 108.0 108.1 108.2 108.3 Kershaw 2000, p. 111.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]