ข้ามไปเนื้อหา

มอสซาด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มอสซาด
สถาบันข่าวกรองและปฏิบัติการพิเศษ
הַמּוֹסָד למודיעין ולתפקידים מיוחדים
الموساد للاستخبارات والمهام الخاصة
"เมื่อประเทศชาติขาดกลยุทธ์ ย่อมประสบความพ่ายแพ้ เหตุว่าชัยชนะเกิดจากการวางแผนอย่างรัดกุม" (สุภาษิต 11:14)
ภาพรวมหน่วยงาน
ก่อตั้ง13 ธันวาคม 1949; 76 ปีก่อน (1949-12-13) (ในฐานะสถาบันกลางสำหรับการประสานงาน)
สำนักงานใหญ่เทลอาวีฟ, อิสราเอล
บุคลากรเป็นความลับ
งบประมาณต่อปี2.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายบริหารหน่วยงาน
ต้นสังกัดหน่วยงานสำนักนายกรัฐมนตรี
เว็บไซต์www.mossad.gov.il แก้ไขสิ่งนี้ที่วิกิสนเทศ

มอสซาด (ฮีบรู: הַמּוֹסָד) ชื่อเต็มคือ สถาบันข่าวกรองและปฏิบัติการพิเศษ (ฮีบรู: המוסד למודיעין ולתפקידים מיוחדים) เป็นหน่วยข่าวกรองและปฏิบัติการลับของอิสราเอล เป็นหนึ่งในสามหน่วยงานหลักในกลุ่มหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอิสราเอล

มอสซาดมีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมข่าวกรอง ปฏิบัติการลับ และการต่อต้านการก่อการร้าย ในตรงข้ามกับรัฐบาลและกองทัพ เป้าหมาย โครงสร้างและอำนาจของมอสซาดได้รับการยกเว้นจากกฎหมายตามรัฐธรรมนูญของรัฐอิสราเอล อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวจะขึ้นอยู่กับปฏิบัติการลับที่ไม่เคยมีการเผยแพร่ออกไป ผู้อำนวยการจะรายงานโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี งบประมาณประจำปีของสถาบันนี้อยู่ที่ประมาณ 10 พันล้านเชเกล (2.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และประมาณการว่ามีคนทำงานประมาณ 7,000 คน ทำให้เป็นหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการลับที่ใหญ่ที่สุดในโลก[1] หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า คิดอน

ประวัติ

[แก้]

มอสซาดก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1949 ในชื่อ "สถาบันกลางเพื่อการประสานงาน" ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีดาวิด เบ็น-กูรีย็อน เนื่องจากเขาต้องการหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประสานงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานความมั่นคงที่มีอยู่ในขณะนั้น ได้แก่ กรมข่าวทหาร (AMAN), ศูนย์รักษาความมั่นคงภายใน (Shin Bet) และสถาบันข่าวกรองและปฏิบัติการพิเศษ (Mossad) โดยหน่วยงานทั้งสามนี้อยู่ภายใต้กำกับของ "วาอะดัท" (Va’adat) ซึ่งในปัจจุบันก็คือกระทรวงข่าวกรองของอิสราเอล

ในปี 1951 มอสซาดมีการปรับโครงสร้างและถูกโอนไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และได้รับการยกเว้นจากการถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา

ผลงานสำคัญ

[แก้]

มอสซาดได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในองค์กรข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพและกล้าหาญที่สุดในโลก ความสำเร็จของมอสซาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรวบรวมข้อมูล แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติการลับซึ่งมักมีความซับซ้อนสูง และบางครั้งก็กระทำในต่างประเทศโดยปราศจากการอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น ผลงานสำคัญของมอสสาดมีทั้งที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยคุกคามของชาติ และการล้างแค้นให้ชาวอิสราเอล

การจับกุมอาด็อล์ฟ ไอช์มัน

[แก้]

หนึ่งในปฏิบัติการที่โด่งดังที่สุดคือการจับกุมอาด็อล์ฟ ไอช์มัน ในปี 1960 ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่เอ็สเอ็สของเยอรมนีผู้มีส่วนสำคัญในการวางแผนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงคราม ไอช์มันหลบหนีไปยังอาร์เจนตินา และใช้ชื่อปลอมใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ มอสซาดใช้เวลาหลายปีในการสืบหาเบาะแส ก่อนจะส่งทีมปฏิบัติการเข้าไปจับกุมตัวเขาอย่างลับๆ และลักลอบพาตัวกลับมายังอิสราเอลเพื่อขึ้นศาล[2]

จารกรรมพิมพ์เขียวเครื่องบินขับไล่

[แก้]

ภายหลังสงครามหกวัน ฝรั่งเศสคว่ำบาตรอาวุธต่ออิสราเอลและระงับการส่งมอบเครื่องบินมีราฌ 5 ทั้งที่จ่ายเงินแล้ว มอสซาดจึงต้องแก้เกมเพื่อความอยู่รอดของกองทัพอากาศ ปฏิบัติการนี้มุ่งเป้าไปที่วิศวกรชาวสวิสในบริษัทสวิสที่รับจ้างผลิตเครื่องยนต์ของมีราฌตามสิทธิบัตร วิศวกรคนดังกล่าวใช้เวลาหลายปีทยอยขนแบบแปลนและพิมพ์เขียวกว่าสองแสนแผ่น (น้ำหนักรวมสองตัน) ออกจากโรงงานโดยนำไปสลับกับกระดาษเหลือใช้ที่จะถูกนำไปเผาทำลาย แล้วส่งมอบพิมพ์เขียวจริงให้สายลับมอสซาดเพื่อลักลอบส่งกลับอิสราเอล ความสำเร็จนี้ทำให้อิสราเอลสามารถผลิตเครื่องบิน IAI Nesher ได้สำเร็จ และพัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องบิน IAI Kfir อันเลื่องชื่อในเวลาต่อมา โดยที่ฝรั่งเศสไม่รู้ตัวจนกระทั่งสายเกินไป

ปฏิบัติการดาบปลายปืน

[แก้]

ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยิวถูกสังหารหมู่โดยกลุ่มก่อการร้ายกันยาทมิฬในช่วงโอลิมปิกฤดูร้อน 1972 มอสซาดได้รับคำสั่งให้ดำเนินปฏิบัติการตอบโต้ในชื่อ "ปฏิบัติการดาบปลายปืน" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสังหารผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะอยู่ในยุโรปหรือตะวันออกกลาง[3] ปฏิบัติการนี้ดำเนินการเกือบยี่สิบปี มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด แต่อิสราเอลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐจะไม่ยอมให้ผู้ที่ก่ออาชญากรรมต่อประชาชนของตนหลุดรอดจากความรับผิดชอบ

ปฏิบัติการออร์ชาร์ด

[แก้]

ในด้านการป้องกันภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ มอสซาดทำปฏิบัติการสกัดกั้นโครงการนิวเคลียร์ของศัตรู เช่น ในเดือนมีนาคม 2007 สายลับมอสซาดลอบเข้าไปในห้องพักโรงแรมของหัวหน้ากรรมาธิการพลังงานปรมาณูของซีเรีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนเวียนนา ประเทศออสเตรีย และทำการคัดลอกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์พกพาของเขาจนได้ข้อมูลภาพถ่าย 35 ใบที่เป็นหลักฐานหนักแน่น แสดงให้เห็นภายในอาคารซึ่งมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบก๊าซกราไฟต์รุ่นเดียวกับที่เกาหลีเหนือ พร้อมภาพเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือในพื้นที่

มอสซาดทำหน้าที่ยืนยันพิกัดและส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษลอบเข้าไปเก็บตัวอย่างดินรอบโรงงานเพื่อตรวจหาสารกัมมันตรังสี ก่อนจะส่งมอบข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดให้กองทัพอากาศอิสราเอล เริ่มปฏิบัติการออร์ชาร์ด ส่งฝูงบินขับไล่เข้าทำลายสถานที่ดังกล่าว ต่อมา รายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศก็ยืนยันว่าอาคารที่ถูกทำลายมีลักษณะใกล้เคียงกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์[4]

โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

[แก้]

อีกผลงานสำคัญคือ การแทรกซึมคลังเอกสารนิวเคลียร์ลับของอิหร่านในกรุงเตหะรานเมื่อปี 2018 โดยมอสซาดสามารถลักลอบนำเอกสารกว่า 100,000 รายการกลับอิสราเอล ต่อมานายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้นำหลักฐานบางส่วนเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อแสดงว่าอิหร่านยังมีโครงการนิวเคลียร์ลับอยู่ แม้อิหร่านเคยลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศแล้ว[5]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Levinson, Chaim (2018-08-26). "A Golden Age for the Mossad: More Targets, More Ops, More Money". Haaretz. สืบค้นเมื่อ 2019-07-02.
  2. ↑ Cesarani, D. (2004). Eichmann: His Life and Crimes. William Heinemann.
  3. ↑ Klein, A. (2005). Striking Back: The 1972 Munich Olympics Massacre and Israel’s Deadly Response. Random House.
  4. ↑ IAEA (2011). “Implementation of the NPT Safeguards Agreement in the Syrian Arab Republic.” IAEA Report
  5. ↑ Bergman, R. (2018). Rise and Kill First: The Secret History of Israel’s Targeted Assassinations. Random House.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]