ข้ามไปเนื้อหา

สนามศุภชลาศัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สนามศุภชลาศัย
แผนที่
แผนที่โต้ตอบของสนามศุภชลาศัย
ที่ตั้งแขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
เจ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[1]
ผู้ดำเนินการกรมพลศึกษา
ความจุ19,793 ที่นั่ง[2] / 35,000 ที่นั่ง (คอนเสิร์ต)
พื้นผิวหญ้า
การก่อสร้าง
ก่อสร้าง2480
เปิดใช้งาน2481
ต่อเติม2484
สถาปนิกกรมพลศึกษา
การใช้งาน
ฟุตบอลทีมชาติไทย (พ.ศ. 24912541)

สนามศุภชลาศัย (อังกฤษ: Suphachalasai Stadium) เป็นสนามกีฬาแห่งสำคัญของประเทศไทย และเป็นสนามกีฬาหลักของกลุ่มอาคารกรีฑาสถานแห่งชาติ ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 1 ในพื้นที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ใช้สำหรับจัดการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท เช่น ฟุตบอล กรีฑา รวมถึงใช้จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมอื่น ๆ เป็นบางครั้ง[3] ปัจจุบันดูแลโดยกรมพลศึกษา ภายใต้สัญญาเช่าที่ดินจากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติ

[แก้]
สนามศุภชลาศัย เมื่อปี พ.ศ. 2486

การก่อสร้างสนามกีฬาเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2480 ในพื้นที่เดิมของวังวินด์เซอร์ที่ถูกรื้อถอนเมื่อสองปีก่อนหน้า[4][5][6] โดยกรมพลศึกษาได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นระยะเวลา 29 ปี การใช้สนามกีฬาครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการแข่งขันกรีฑาชาย พ.ศ. 2481 โดยเปลี่ยนสถานที่จัดการแข่งขันจากท้องสนามหลวง[7][8]

สนามกีฬาแห่งนี้ได้รับการตั้งชื่อตามหลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) ซึ่งเป็นบิดาแห่งกีฬาไทย และอธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก[9]

สนามศุภชลาศัยถูกใช้สำหรับการจัดการแข่งขันฟุตบอลเป็นส่วนใหญ่ โดยเคยถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมฟุตบอลทีมชาติไทยมาโดยตลอด ก่อนจะย้ายไปใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานที่มีความจุมากกว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 รวมถึงสโมสรในไทยลีกบางทีมที่สนามเหย้าของตนไม่ผ่านมาตรฐานของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย ก็มักใช้สนามศุภชลาศัยในรายการแข่งขันระดับเอเชียเช่นกัน

สนามศุภชลาศัยยังถูกใช้เป็นสนามกีฬาหลักในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ใน 3 ครั้งแรกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ปี 1966, 1970 และ 1978 รวมถึงถูกใช้เป็นสนามแข่งขันในกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน 2007 และซีเกมส์ 2025 และยังถูกใช้สำหรับการแข่งขันเอเชียนคัพ 2007 อีกด้วย แต่ใช้สำหรับเกมเดียวเท่านั้น (คือ โอมาน พบ อิรัก ในกลุ่ม เอ)

สนามศุภชลาศัยยังใช้จัดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่การแข่งขันครั้งที่ 5 พ.ศ. 2481 จนถึงปัจจุบัน[10] รวมถึงใช้จัดงานฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี[11] อีกด้วย

สนามศุภชลาศัยเป็นโครงสร้างชั้นเดียวซึ่งเปิดโล่งทั้งสามด้าน หลังคาเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพครอบคลุมด้านอัฒจันทร์หลัก ถึงแม้จะมีลู่วิ่ง แต่อัฒจันทร์ก็อยู่ติดกัน ทำให้ผู้ชมอยู่ไม่ห่างจากสนามแข่งขันมากเท่ากับราชมังคลากีฬาสถาน และผู้ชมยังสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวก เนื่องจากมีรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม จอดที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติซึ่งอยู่ติดกัน ถึงแม้จะมิได้มีการทำทางเชื่อมเข้าสนามกีฬาโดยตรงก็ตาม[12]

สนามศุภชลาศัยในปี พ.ศ. 2558

ในปี พ.ศ. 2550 มีการปรับปรุงสนามศุภชลาศัย ด้วยการเพิ่มที่นั่งสีแดงบนขั้นบันไดคอนกรีตเปล่าทั้งสามด้าน[13]

รูปแบบสถาปัตยกรรม

[แก้]
ทางเข้าหลักของสนามศุภชลาศัย ออกแบบโดย พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) ด้วยสถาปัตยกรรมคณะราษฎร

สนามศุภชลาศัยมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตเดโค หรือ อลังการศิลป์ ที่เน้นการออกแบบเล่นกับเส้นสายแนวตั้งที่ชัดเจน กันสาดแผ่นบาง ๆ หน้าต่างเข้ามุมอาคาร หรือการออกแบบแนวเสาอิงให้แสดงออกถึงเส้นแนวตั้ง เป็นต้น[14] มีซุ้มประตูทางเข้าใหญ่ที่มีอาคาร เป็นรูปทรงเรขาคณิตหนักแน่นเป็นมวลทึบ มีการตกแต่งอาคารด้วยองค์ประกอบของแท่งตั้งของซุ้มประตูทางเข้าใหญ่ที่มีการซอยเส้นเหมือนการย่อมุมทำให้เกิดเส้นทางตั้งถี่ ๆ และปลายของแท่งทางตั้งที่โค้งน้อย ๆ ตรงปลายที่มีการซอยเส้นตามเส้นกรอบของแต่งตั้งเป็นลักษณะของอาคาร และการใช้องค์ประกอบที่หนักแน่นแต่แฝงรายละเอียดของเส้นลดหลั่นเป็นจังหวะ[15]

กิจกรรม

[แก้]

การแข่งขันกีฬา

[แก้]

กิจกรรมอื่น

[แก้]

คอนเสิร์ต

[แก้]

เหตุจลาจลในปี พ.ศ. 2514

[แก้]
แฟนบอล ซึ่งไม่พอใจการระงับแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ กลางคัน กำลังจุดไฟเผาเก้าอี้ และที่นั่งจับเวลาของกรรมการสนาม

วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2514 ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานควีนสคัพ ครั้งที่ 2 ในรอบรองชนะเลิศ ระหว่างทีมหวีฝ่อกับทีมราชวิถี ที่สนามศุภชลาศัย โดยมีคนไปชมการแข่งขันประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งในระหว่างการแข่งขันฝนได้ตกลงมาอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ จนสนามฟุตบอลอยู่ในสภาพน้ำท่วมเจิ่งนองไปทั่ว ทำให้การแข่งขันไปได้อย่างทุลักทุเลจนจบการแข่งขันครึ่งแรกด้วยการเสมอ 0-0[24]

ในช่วงพักการแข่งขัน พ.ต.ต. วันชัย สุวารี ผู้ตัดสิน วิจิตร เกตุแก้ว และมานิจ ศรีดารานพ ผู้กำกับเส้น มีความเห็นว่าไม่สามารถควบคุมเกมการแข่งขันต่อไปได้ ทั้งสามจึงไปพบ พล.อ.ต. ชู สุทธิโชติ ประธานอนุกรรมการจัดการแข่งขัน โดยขอร้องให้ยุติการแข่งขันไว้ก่อน แล้วแข่งขันใหม่ในวันรุ่งขึ้น[25] ชูจึงเรียกประชุมคณะกรรมการ ซึ่งกรรมการผู้ตัดสิน และผู้กำกับเส้นยืนกรานว่าจะยุติการแข่งขัน คณะกรรมการจัดการแข่งขันจึงแจ้งโฆษกประจำสนามประกาศให้แฟนบอลทราบถึงการยุติแข่งขัน และสาเหตุที่ต้องยุติการแข่งขัน แต่แฟนบอลส่วนใหญ่ไม่ได้ยินการประกาศครั้งแรก ประกอบกับรอนาน และเสียดายค่าดูซึ่งมีราคา 10,15 และ 20 บาท แฟนบอลจึงเริ่มปาสิ่งของลงบนสนาม[26]

ต่อมาแฟนบอลกลุ่มหนึ่งหมดความอดทนและพากันลงไปในสนาม ส่วนฝั่งคณะกรรมการจัดการการแข่งขันยังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าเข้าชมการแข่งขันใหม่ในวันรุ่งขึ้นได้ โดยฝั่งผู้จัดจะให้เข้าชมฟรีเพราะไม่สามารถคืนบัตรผ่านประตูได้ แต่กรมพลศึกษาไม่ยินยอมเพราะกลัวว่าสนามจะพัง ในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมาแฟนบอลได้ขว้างม้านั่งที่หน้าอัฒจันทร์ที่ประทับลงไปบนสนาม และยังได้ทำลายเสาประตูฟุตบอลสองข้าง โดยมีบางคนใช้ไม้ขุดลู่ของสนามจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ส่วนบนอัฒจันทร์ หน้าที่ประทับชั้นบนสุด วัยรุ่นได้ใช้ไม้ทุบกระจกที่ติดอยู่ทุกบานจนตกลงมาใส่รถยนต์ที่จอดหน้าสนามฝั่งถนนบรรทัดทอง เสียหายหลายคัน รถยนต์โอล์ดสโมบิลของผู้จัดการทีมฟุตบอลจาการ์ตา ปุตราถูกเศษกระจกหล่นใส่ได้รับความเสียหาย[27] ส่วนห้องผู้สื่อข่าวที่สร้างขึ้นตอนเอเชียนเกมส์ สกอร์บอร์ด และอัฒจันทร์ด้านเหนือได้รับความเสียหายจนใช้งานไม่ได้[28][29]

ต่อมาคณะกรรมการจัดการแข่งขันจะจัดผู้ตัดสินเพื่อให้การแข่งขันดำเนินต่อไป ซึ่งทั้งสองทีมพร้อมที่จะแข่งต่อ แต่การจลาจลที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถแข่งต่อได้ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอยู่น้อยกว่าจะระงับเหตุได้[30]

แฟนบอลบางส่วนได้ทยอยกลับบ้าน แต่ยังมีแฟนบอลหลายพันคนยังก่อจลาจลต่อเพราะเสียเงินค่าดูไปแล้วแต่ไม่ได้ดู ต่อมาแฟนบอลได้ขนม้านั่งที่ขว้างไปก่อนหน้าไปกองที่อัฒจันทร์ด้านใต้แล้วจุดไฟเผาโดยใช้ตาข่ายประตูเป็นเชื้อเพลิง ส่วนฝั่งอัฒจันทร์ใหญ่ก็มีการเผาอัฒจันทร์ด้วย แฟนบอลใช้อีเตอร์ฟันท่อประปาแตก แฟนบอลได้รื้อฝาท่อประปารอบสนาม แล้วทุบฝาทิ้ง แม้ว่าฝนจะหยุดตกแล้วแต่การจลาจลก็ยังดำเนินต่อไป[31]

ในเวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่ปิดประตูใหญ่ห้ามคนเข้าออก โดยรถดับเพลิงของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยได้แล่นเข้ามาเพื่อดับไฟ แต่แฟนบอลเฮโลไปเพื่อที่จะทุบรถ คนขับรถจึงขับออกมา[32] เจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารไม่สามารถใช้วิธีรุนแรงระงับเหตุได้[33]

ในเวลา 21.20 น. แฟนบอลได้เข้าทำลายรถตู้โฟล์ดสวาเกนของกรมพลศึกษาที่จอดอยู่ใต้อัฒจันทร์ แล้วเข็นไปยังกองไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมาโดของกองปราบสามยอด จึงจัดการขั้นเด็ดขาด วิ่งถือโล่หวาย และกระบองออกมา แฟนบอลจึงทิ้งรถและรีบหนีไป ตำรวจและสารวัตรทหารที่รออยู่ก่อนจึงเข้าระงับเหตุไว้ได้ ตำรวจสามารถจับกุมแฟนบอลได้จำนวน 34 คน[34] โดยถูกควบคุมตัวไว้ในข้อหาก่อจลาจล ทำให้เสียทรัพย์ ทำร้ายเจ้าพนักงาน และวางเพลิงจำนวน 25 คน และกักไว้เป็นพยานจำนวน 9 คน[35] ซึ่งตำรวจไม่ให้ทั้ง 25 คนได้รับการประกันตัว[36][37]

จากการติดตามข่าวหลายด้านของเดลินิวส์พบว่า แฟนบอลที่ก่อจลาจลมีเพียงไม่กี่คน แต่ตำรวจไม่ได้ระงับเหตุตั้งแต่ต้นทำให้เรื่องลุกลามบานปลาย จากการสังเกตุการณ์ของผู้สื่อข่าวเดลินิวส์พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีกำลังไม่พอ และไม่สามารถที่จะขอกำลังมาเพิ่ม ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมาโดของกองปราบสามยอดกว่าจะเดินทางถึงก็ใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่ง[38]

ผู้ชมหลายคนได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ว่า เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่กรมพลศึกษาปิดประตูทางออกหมดตอนเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น ผู้ชมที่หาทางออกไม่ได้อลเวงไปหมด โดยส่วนหนึ่งเป็นเด็กและผู้หญิงที่ถูกเบียดเสียด ทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากขึ้น ซึ่งกว่าจะหาคนเปิดประตูเจอก็ใช้เวลานาน นอกจากนั้นในการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจแยกย้ายกันประจำอยู่ตามอัฒจันทร์ทุกด้านทำให้ระงับเหตุได้ทันท่วงที แต่ครั้งนี้ไม่มี และด้านอัฒจันทร์ฝั่งคบเพลิง ได้มีคนตะโกนว่าจะมีการขว้างระเบิดขวดทำให้ผู้คนแตกตื่นมากขึ้นอีก[39]

ในช่วงเช้าของวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2514 วัชระ เอี่ยมโชติ รองอธิบดีกรมพลศึกษาและคณะ ได้สำรวจความเสียหาย พบว่ามีความเสียหายประมาณ 2,000,000 บาท[40]

ทางคณะกรรมการควีนส์คัพยืนยันว่าจะจัดการแข่งข้นต่อโดยไม่มีการงด โดยสำหรับรอบรองชนะเลิศจะเริ่มในวันที่ 15 ตุลาคม และรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 18 ตุลาคม เดิมคณะกรรมการจะเปิดฟรีสำหรับรอบรองชนะเลิศ แต่เมื่อทรัพย์สินถูกทำลายเสียหายมาก คณะกรรมจึงให้เก็บเงินเหมือนเดิม[41]

กรมพลศึกษาได้ระดมคนจำนวนประมาณ 300 คน จัดกรซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน โดยพยายามจัดการซากปรักหักพังจากการจลาจลให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันรองรับการแข่งขันควีนส์คัพครั้งถัดไปในวันที่ 15 ตุลาคม ระหว่างทีมหวีฝ่อ-ราชวิถี และท่าเรือ-จาการ์ตา ปุตรา ซึ่งจะเป็นการซ่อมแซมเพื่อให้สามารถใช้สนามแข่งขันได้เท่านั้น[42][43]

การจลาจลครั้งนี้นับเป็นการจลาจลในสนามฟุตบอลครั้งแรกของประเทศไทย[44]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "จุฬาฯ ยังคงให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการสนามกีฬาแห่งชาติ". 19 April 2019.
  2. "สนามกีฬาศุภชลาศัย". SATC. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-12-03. สืบค้นเมื่อ 2017-01-16.
  3. "กรมพละหมดสัญญาใช้สนามศุภชลาศัย คืนให้ จุฬาฯ อาจเป็นเวทีคอนเสิร์ตแห่งใหม่". mgronline.com. 2024-11-20. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  4. "ระบบจองสนาม กรมพลศึกษา". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-12-09. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  5. "สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย".
  6. ""อนุทิน-สาธิต" ใช้สบยช.-สนามกีฬาหัวหมาก-นิมิบุตร เป็นศูนย์แรกรับ-ส่งต่อผู้ป่วยโควิดไม่มีเตียง".
  7. "2831_2.PDF" (PDF). ratchakitcha.soc.go.th. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2011-11-11.
  8. "สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาที่อยู่คู่กับวงการกีฬาไทยมากว่า 80 ปีแล้ว".
  9. จรัสจรรยาวงศ์, นริศ (2022-10-28). "ความเป็นมาของ 'หลวงศุภชลาศัย' สมาชิกคณะราษฎรที่ถูกนำชื่อมาตั้งเป็น 'สนามศุภชลาศัย'". thepeople (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-06-22.
  10. "กำเนิดฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์". www.sanook.com/campus. 2011-01-25. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  11. "จตุรมิตรสามัคคี". www.thairath.co.th. 2017-11-06. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  12. "อาจเหลือแค่ความทรงจำ : 80 ปี ศุภชลาศัย กับอนาคตซึ่งไร้คำตอบ | FourFourTwo". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-08-27.
  13. "ส่อง9สนามฟุตบอลหัวเมืองใหญ่ ไทยพร้อมแค่ไหนกับเจ้าภาพบอลโลก". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-08-27.{{cite web}}: CS1 maint: unfit URL (ลิงก์)
  14. "งานสถาปัตยกรรมสมัยโมเดิร์นในประเทศไทย" (PDF). docomomothailand.
  15. ปัณฑารีย์ วิรยศิร. "พัฒนาการสถาปัตยกรรมสนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ ช่วงพุทธศักราช 2477-2509" (PDF). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2022-02-21. สืบค้นเมื่อ 2025-03-05.
  16. "งานสวัสดีปีใหม่พี่น้องคนไทย สวัสดีปีใหม่ข้ามโลก 2547". www.sanook.com/travel. 2003-12-30. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  17. "สีสันบรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในกทม". mgronline.com. 2006-01-01. สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  18. กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม (2024-08-24). "ไมเคิล แจ็คสัน โชว์ลูบเป้ากลางสนามกีฬาแห่งชาติ 24 ส.ค. 2536". สืบค้นเมื่อ 2025-02-28.
  19. "Blackpink captivate thousands of 'Blinks' at Bangkok's National Stadium". nationthailand (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2023-01-08. สืบค้นเมื่อ 2024-06-22.
  20. "ทำถึง ! Stray Kids เสิร์ฟชุดใหญ่ให้ STAY Thai ใน Stray Kids World Tour dominATE BANGKOK". corporate.teroasia.com. สืบค้นเมื่อ 2025-11-14.
  21. Three Man Down Live at สนามศุภชลาศัย อีกหนึ่งก้าวของการเดินทางครั้งใหม่ มติชนออนไลน์ เขียนวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568
  22. "ทึเมไทย เตรียมไปสเตเดี้ยม! TREASURE ประกาศคัมแบ็คคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ 2025-26 TREASURE TOUR [PULSE ON] IN BANGKOK". thepeople (ภาษาอังกฤษ). 2025-11-11. สืบค้นเมื่อ 2025-11-11.
  23. "SEVENTEEN เตรียมจัด คอนเสิร์ต ที่ไทย 14-15 มีนาคม 2026". THE STANDARD. 2025-11-14. สืบค้นเมื่อ 2025-11-14.
  24. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  25. "ข่าวล่า". หนังสือพิมพ์ไทยเดลี่. 12 October 1971. p. 16.
  26. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  27. "จลาจล". หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. 13 October 1971. p. 16.
  28. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  29. "ถล่มสนามศุภฯ". หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย. 12 October 1971. p. 16.
  30. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  31. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  32. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  33. "จลาจล". หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. 13 October 1971. p. 16.
  34. "ข่าวล่า". หนังสือพิมพ์ไทยเดลี่. 12 October 1971. p. 16.
  35. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.
  36. "ถล่มสนามศุภฯ". หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย. 12 October 1971. p. 16.
  37. "จลาจล". หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. 13 October 1971. p. 16.
  38. "ตร.ไม่ให้ประกัน". หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. 13 October 1971. p. 16.
  39. "ตร.ไม่ให้ประกัน". หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. 13 October 1971. p. 16.
  40. "บอลควีนส์คัพ". หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย. 13 October 1971. p. 16.
  41. "บอลควีนส์คัพ". หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย. 13 October 1971. p. 16.
  42. "แฉต้นเหตุ". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 13 October 1971. p. 16.
  43. "ระดม". หนังสือพิมพ์ไทยเดลี่. 13 October 1971. p. 2,15.
  44. "แฟนลูกหนัง". หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. 12 October 1971. p. 16.