ภาษาไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ในปี พ.ศ. 2485 นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมด้วยคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย ได้ยกร่างและประกาศใช้อักขรวิธีไทยแบบใหม่ขึ้น เพื่อให้การสะกดคำในภาษาไทยกะทัดรัดและลดความซ้ำซ้อนของตัวอักษรลง อย่างไรก็ตาม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากตำแหน่งในปลายปี พ.ศ. 2487 นโยบายต่าง ๆ ในสมัยรัฐบาลชุดก่อนได้ถูกยกเลิก ซึ่งรวมถึงอักขรวิธีไทยดังกล่าวด้วย รวมระยะเวลาการบังคับใช้อักขรวิธีของคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทยประมาณ 2 ปี 3 เดือน

ประวัติ[แก้]

เมื่อประเทศไทยถูกดึงเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามายังประเทศไทย และขณะเดียวกันนั้นก็ได้แจ้งแก่รัฐบาลไทยว่า ภาษาไทยนี้ยากมาก ทั้งการอ่าน เขียน พูด จึงขอให้เปิดโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น และบังคับให้คนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่น เหมือนคนจีนในเกาะไต้หวัน

จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงเรียกประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต ปรึกษาหาเรือเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไข เมื่อตกลงกันได้แล้ว จึงแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย ประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งสิ้น 29 คน ซึ่งอาจารย์เปลื้อง ณ นคร และอาจารย์ทวี ทวีวรรธนะ อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

คณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทยมีแนวทางส่งเสริมภาษาไทย 4 แนวทางคือ

  1. ส่งเสริมการศึกษาหลักและระเบียบภาษาไทย อย่างที่เรียกว่าภาษาศาสตร์
  2. ส่งเสริมการแต่ง ทั้งในวิธีร้อยแก้ว และร้อยกรอง ซึ่งรวมเรียกว่าวรรณคดี
  3. ส่งเสริมให้มีการวิจารณ์วรรณคดี
  4. จัดตั้งสมาคมวรรณคดี เพื่อจะได้เป็นแหล่งที่เพาะความรู้ภาษาไทย และโฆษณาภาษาไทย

ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวช่วยกันยกร่างเรื่องการปรับปรุงตัวอักษรไทย เสนอจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งท่านเห็นชอบด้วย จึงได้ลงนามในประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงอักสรไทย[1] เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 โดยให้เหตุผลว่า:

ด้วยรัถบาลพิจารณาเห็นว่า ภาสาไทยย่อมเป็นเครื่องหมายสแดงวัธนธรรมของชาติไทย สมควนได้รับการบำรุงส่งเสิมไห้แพร่หลายออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น ไห้สมกับความจเรินก้าวหน้าของชาติ ซึ่งกำลังขยายตัวออกไปไนปัจจุบันคนะหนึ่ง ดังมีรายชื่อแจ้งอยู่ไนประกาสตั้งกรรมการส่งเสิมวัธนธรรมภาสาไทยนั้นแล้ว เพื่อร่วมกันพิจารนาหาทางปรับปรุงและส่งเสิมภาสาไทยไห้มีความจเรินก้าวหน้ายิ่งขึ้น อันที่จริงภาสาไทยก็เป็นภาสาที่มีสำเนียงไพเราะสละสลวยและมีความกว้างขวางของภาสาสมกับเป็นสมบัติของชาติไทยที่มีวัธนธรรมสูงอยู่แล้ว ยังขาดอยู่ก็แต่การส่งเสิมไห้แพร่หลาย สมควนแก่ความสำคันของภาสาเท่านั้น

กรรมการส่งเสิมวัธนธรรมภาสาไทยได้มีการประชุมกันเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๓ พรึสภาคม ๒๔๘๕ มีความเห็นไนชั้นต้นว่า สมควนจะปรับปรุงตัวอักสรไทยไห้กระทัดรัดเพื่อได้เล่าเรียนกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ได้พิจารนาเห็นว่า ตัวสระและพยัญชนะของภาสาไทยมีอยู่หลายตัวที่ซ้ำเสียงกันโดยไม่จำเป็น ถ้าได้งดไช้เสียบ้างก็จะเป็นความสดวกไนการสึกสาเล่าเรียกภาสาไทยไห้เป็นที่นิยมยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ประกาศให้ใช้เลขสากล (เลขอาหรับ) แทนที่เลขไทย เพื่อความสะดวกในการติดต่อทั่วไป และเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว[2]

ภายหลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 ในวันถัดมานั้น นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ออกประกาศยกเลิกการใช้อักขรวิธีดังกล่าว และการใช้เลขสากล[3] ส่งผลให้กลับไปใช้อักขรวิธีไทยแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ใช้มาจวบจนถึงปัจจุบัน และแม้ว่าจอมพล ป. พิบูลสงครามจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2491 ท่านก็มิได้นำอักขรวิธีดังกล่าวกลับมาใช้อีก

อนึ่ง สาเหตุหลักของการที่อักขรวิธีไทยของคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทยนั้นไม่ได้รับความนิยมคือ การขัดต่อความรู้สึกของประชาชน และความเคยชินกับอักษรไทยแบบเดิม[4]

การเปลี่ยนแปลง[แก้]

งดใช้[แก้]

  • สระ: ใ, ฤ, ฤๅ, ฦ, ฦๅ
  • พยัญชนะ: ฃ, ฅ, ฆ, ฌ, ฎ, ฏ, ฐ , ฑ, ฒ, ณ, ศ, ษ, ฬ

เปลี่ยนแปลงอักษร[แก้]

ตัวอักษร ญ ให้คงไว้ แต่ตัดเชิง (ั) ออกเสีย เป็น ญ

หลักเกณฑ์[แก้]

  • คำที่เคยใช้สระ ใ (ไม้ม้วน) ให้ใช้ ไ (ไม้มลาย) แทน
  • คำที่เคยใช้สระ ฤ ฤๅ ให้ใช้ ร (เรือ) ประกอบสระตามกรณีที่ออกเสียงภาษาไทย เช่น
    • ฤ ใน พฤกษา → รึ → พรึกสา
    • ฤ ใน ฤกษ์ → เริ → เริกส์
    • ฤ ใน ฤทธิ์ → ริ → ริทธิ์
    • ฤๅ → รือ
  • คำที่เคยใช้สระ ฦ ฦๅ ให้ใช้ ล (ลิง) ประกอบสระตามกรณีที่ออกเสียงในภาษาไทย เช่น
    • ฦา → ลือ
  • คำที่เคยใช้พยัญชนะ ฆ (ระฆัง) ใช้ ค (ควาย) แทน เช่น
    • เฆี่ยน → เคี่ยน
    • ฆ้อง → ค้อง
  • คำที่เคยใช้ ฌ (เฌอ) ใช้ ช (ช้าง) แทน
  • คำที่เคยใช้พยัญชนะวรรค ฎ (ชฎา) ให้ใช้พยัญชนะวรรค ด (เด็ก) แทน โดยลำดับคือ
    • ฎ (ชฎา) → ด (เด็ก) เช่น
      • ชฎา → ชดา
      • กฎหมาย → กดหมาย
    • ฏ (ประฏัก) → ต (เต่า) เช่น
      • ประฏัก → ประตัก
    • ฐ (ฐาน) → ถ (ถุง) เช่น
      • ฐาน → ถาน
      • รัฐ → รัถ
    • ฑ (มณโฑ) ในกรณีที่อ่านเป็นเสียง ด ให้ใช้ ด (เด็ก)
      • บัณฑิต → บันดิต
    • ฑ (มณโฑ) ในกรณีที่อ่านเป็นเสียง ท ให้ใช้ ท (ทหาร)
      • ไพฑูรย์ → ไพทูรย์
    • ฒ (ผู้เฒ่า) ให้ใช้ ธ (ธง) เช่น
      • วัฒนธรรม → วัธนธัม
    • ณ (เณร) ให้ใช้ น (หนู) เช่น
      • ธรณี → ธรนี
  • คำที่เคยใช้พยัญชนะ ศ ษ ให้ใช้ ส แทน เช่น
    • ประกาศ → ประกาส
    • ราษฎร → ราสดร
  • คำที่เคยใช้พยัญชนะ ฬ (จุฬา) ให้ใช้ ล (ลิง) แทน เช่น
    • จุฬาลงกรณ์ → จุลาลงกรน์
  • คำที่มิได้มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต ให้เขียนตามระเบียบคำไทย เช่น
    • บรร (ร หัน) → บัน เช่น
      • บรรจุ → บันจุ
    • ควร → ควน
    • เสริม → เสิม
    • เจริญ → จเริน
    • สำคัญ → สำคัน
    • ทหาร → ทหาน
    • กระทรวง → กระซวง

ตัวอย่าง[แก้]

ด้วยตามที่รัถบาลได้ตั้งกัมการส่งเสิมวัธนธัมภาสาไทยขึ้นคนะหนึ่ง เพื่อปรับปรุงภาสาและหนังสือไทยนั้น กัมการคนะนี้ได้พิจารนาและปรับปรุงตัวอักสรไทย โดยตัดสระและพยัญชนะบางตัวออกเสียบ้าง แล้วเสนอมายังคนะรัถมนตรี และคนะรัถมนตรีได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ไห้ประกาสไช้ได้ ดังปรากตไนประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักสรไทย ลงวันที่ ๒๙ พรึสภาคม ๒๔๘๕ นั้น

บัดนี้ คนะกัมการส่งเสิมวัธนธัมภาสาไทยได้วางระเบียบและหลักเกนท์การไช้ตัวหนังสือไทยและจัดพิมพ์พจนานุกรมตัวสกดแบบไหม่ ขึ้นเส็ดเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น จึงไห้ไช้ระเบียบและหลักเกนท์ตามพจนานุกรมตัวสกดแบไหม่ของคนะกัมการส่งเสิมวัธนธัมภาสาไทยนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาสนี้เปนต้นไป

ประกาส นะ วันที่ ๑๔ กรกดาคม ๒๔๘๕

จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัถมนตรี[5]

ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องไห้ไช้พจนานุกรมตัวสกดแบบไหม่เปนหลักการเขียนหนังสือไทย

โดยที่ซงพระราชดำหริ จอมพล แปลก พิบูลสงครามได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัถมนตรีตามวิถีทางแห่งรัถธัมนูญแล้วนั้น ได้กะทำความดีความชอบต่อแผ่นดินไว้หลายประการ สมควนแต่งตั้งไว้ไนตำแหน่งอันมีเกียรติ ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไนพระปรมาภิไธยสมเด็ดพระเจ้าหยู่หัว จึงไห้ประกาสแต่งตั้ง จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เปนที่ปรึกสาราชการแผ่นดิน

ประกาส นะ วันที่ 24 สิงหาคม พุทธสักราช 2487 เปนปีที่ 11 ไนรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ควง อภัยวงส์ นายกรัถมนตรี[6]

ประกาสแต่งตั้งที่ปรึกสาราชการแผ่นดิน

มาตรา 6 คนะต่าง ๆ แห่งมหาวิทยาลัยนี้ คือ

คนะวิสวกัมสาตร มีแผนกวิสวกัมโยธา แผนกวิสวกัมเครื่องกล แผนกวิสวกัมไฟฟ้า แผนกวิสวกัมเหมืองแร่ และแผนกวิสวกัมอุตสาหการ

คนะวิทยาสาตร มีแผนกเคมี แผนกฟิสิกส์ แผนกชีวะวิทยา และแผนกคนิตสาตร

คนะอักสรสาตร มีแผนกภาสาไทยและภาสาโบรานตะวันออก แผนกภาสาปัจจุบัน แผนกภูมิสาตรและประวัติสาตร และแผนกครุสาตร

คนะสถาปัตยกัมสาตร มีแผนกสถาปัตยกัมสาตร แผนกสิลปกัม และแผนกวิชาผังเมือง

คนะพานิชสาตรและการบัญชี มีแผนกวิชาการบัญชี แผนกพานิชสาตร และแผนกเสถสาตร[7]

พระราชบัญญัติจุลาลงกรน์มหาวิทยาลัย พุทธสักราช 2486

ด้วยตามที่ได้มีประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักสรไทย ลงวันที่ 29 พรึสภาคม 2485 และเรื่องการไช้เลขสากลเปนเลขไทย ลงวันที่ 19 พรึสจิกายน 2485 ความแจ้งหยู่แล้วนั้น

บัดนี้ คนะรัถมนตรีได้ประชุมปรึกสาลงมติ ไห้ยกเลิกประกาสดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่บัดนี้เปนต้นไป

ประกาส นะ วันที่ 2 พรึสจิกายน 2487

ควง อภัยวงส์ นายกรัถมนตรี[3]

ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักสรไทย และการไช้เลขสากลเปนเลขไทย

อ้างอิง[แก้]

  1. "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงอักสรไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๘๕. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559. 
  2. "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการไช้เลขสากลเปนเลขไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559. 
  3. 3.0 3.1 "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักสรไทย และการไช้เลขสากลเปนเลขไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. ๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๗. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559. 
  4. กฤษณา เกษมศิลป์. รอยต่อประวัติศาสตร์. หน้า 35. สำนักพิมพ์วงษ์สว่าง.
  5. "ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องไห้ไช้พจนานุกรมตัวสกดแบบไหม่เปนหลักการเขียนหนังสือไทย" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๘๕. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559. 
  6. "ประกาสแต่งตั้งที่ปรึกสาราชการแผ่นดิน" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๗. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559. 
  7. "พระราชบัญญัติจุลาลงกรน์มหาวิทยาลัย พุทธสักราช 2486" (ใน ภาษาไทย). ราชกิจจานุเบกษา. 2 กุมภาพันธ์ 2486. สืบค้นเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559. 

แหล่งข้อมูล[แก้]