ข้ามไปเนื้อหา

ฟาโรห์เซอังค์เอนเร เมนทูโฮเทปิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เซอังค์เอนเร เมนทูโฮเทปิ (อังกฤษ: Seankhenre Mentuhotepi) เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณในสมัยช่วงระหว่างกลางครั้งที่สอง ตามข้อสันนิษฐานของนักไอยคุปต์วิทยา คิม รีฮอล์ต และดาร์เรล เบเกอร์ พระองค์เป็นฟาโรห์พระองค์ที่ห้าแห่งราชวงศ์ที่สิบหกที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ธีบส์ในอียิปต์บน[2] หรืออีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง โดยเยอร์เกน ฟอน เบ็คเคอราธได้มองว่าพระองค์เป็นฟาโรห์พระองค์ที่ห้าแห่งราชวงศ์ที่สิบเจ็ด[4][5]

หลักฐานยืนยัน

[แก้]

ปรากฏหลักฐานยืนยันที่เกี่ยวข้องกับฟาโรห์เมนทูโฮเทปิ คือ จารึกศิลจากคาร์นัก[2] และตราประทับแมลงสคารับที่ไม่ทราบที่มา ซึ่งปรากฏพระนามครองพระราชบัลลังก์ที่สามารถอ่านได้หลากหลาย เช่น เซวาเอนเร, เซวัดจ์เอนเร และเซอังค์เอนเร นอกจากนี้ ค้นพบสฟิงซ์สลักหินปูนของฟาโรห์เมนทูโฮเทปิจำนวนสองชิ้น ซึ่งถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1924 ในซากปรักหักพังของศาสนวิหารแห่งฮอรัสในเอ็ฎฟู โดยชิ้นหนึ่งปรากฏพระนาม เซอังค์เอนเร และอีกชิ้นหนึ่งปรากฏพระนาม เมนทูโฮเทปิ[6][7] และพระนามของฟาโรห์เมนทูโฮเทปิปรากฏอยู่ในบันทึกพระนามแห่งตูรินในพระนาม เซอังค์เอนเร[7]

พระนาม

[แก้]

การระบุตัวตนของฟาโรห์เมนทูโฮเทปิมีการพัฒนาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยที่เยอร์เกน ฟอน เบ็คเคอราธ ได้ระบุว่า พระองค์เป็นฟาโรห์จากราชวงศ์ที่สิบเจ็ดในพระนาม เมนทูโฮเทปที่ 7 และวอล์ฟกัง เฮล์ก ได้ระบุว่าทรงพระนาม เมนทูโฮเทปที่ 6 แทน ส่วนการตีความใหม่ของบันทึกพระนามแห่งตูรินโดยรีฮอล์ต โดยให้พระองค์มีพระนามว่า เซอังค์เอนเร เมนทูโฮเทปิ[7]

เหตุการณ์ภายในรัชสมัย

[แก้]

หากการระบุตัวตนของฟาโรห์เมนทูโฮเทปิตามการตีความบันทึกพระนามแห่งตูรินใหม่ของรีฮอล์ตนั้นถูกต้อง มันจะทำให้พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ต่อมาจากฟาโรห์เซคเอมเร สอังค์ทาวี เนเฟอร์โฮเทปที่ 3 และทรงครองราชย์เป็นระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี รัชสมัยอันสั้น ๆ ของฟาโรห์เมนทูโฮเทปินั้น อาจจะมีการเกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องกับราชอาณาจักรชาวฮิกซอส ซึ่งปกครองโดยของราชวงศ์ที่สิบห้าแห่งอียิปต์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นราชวงศ์ที่สิบหกตกอยู่ในตำแหน่งที่อ่อนแอลงและปกครองมากกว่าอาณาเขตเมืองธีบส์เล็กน้อย ในจารึกศิลาของพระองค์จาก ศาสนวิหารแห่งคาร์นัก พระองค์ได้ทรงกล่าวอย่างเน้นย้ำว่า: "ข้าพเจ้าเป็นฟาโรห์ในธีบส์ นี่คือเมืองของข้าพเจ้า"[2] และเรียกเมืองธีบส์ว่า "นายหญิงแห่งแผ่นดินทั้งปวง นครแห่งชัยชนะ" พระองค์ทรงพูดถึงการขับไล่กลับไปยัง "ดินแดนต่างประเทศ" อาจเป็นคำสละสลวยสำหรับชาวฮิกซอสหรือสำหรับชาวนิวเบีย[7] อำนาจทางทหารของฟาโรห์เมนทูโฮเทปิถูกเน้นย้ำ โดยฟาโรห์ทรงเปรียบพระองค์เองได้กับเทพีเซคเมตที่สังหารศัตรูด้วยลมปราณแห่งเพลิง[7] ต่อมาฟาโรห์เนบิไรรอที่ 1 ได้ทรงขึ้นมาครองราชย์ต่อจากพระองค์ โดยปกครองเหนืออาณาเขตอียิปต์บนนานกว่า 25 ปี

อ้างอิง

[แก้]
  1. Henri Gauthier (1931), "Deux sphinx du Moyen Empire originaires d'Edfou", ASAE 31
  2. 1 2 3 4 Kim Ryholt, The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period c.1800-1550 B.C, Museum Tusculanum Press, (1997), pp. 154, 160, 202
  3. Darell D. Baker: The Encyclopedia of the Pharaohs: Volume I - Predynastic to the Twentieth Dynasty 3300 - 1069 BC, Stacey International, ISBN 978-1-905299-37-9, 2008, p. 233
  4. Jürgen von Beckerath: Untersuchungen zur politischen Geschichte der Zweiten Zwischenzeit in Ägypten, Glückstadt, 1964
  5. Jürgen von Beckerath: Chronologie des pharaonischen Ägyptens, Münchner Ägyptologische Studien 46, Mainz am Rhein, 1997
  6. Henri Gauthier (1931), "Deux sphinx du Moyen Empire originaires d'Edfou", ASAE 31
  7. 1 2 3 4 5 Darell D. Baker: The Encyclopedia of the Pharaohs: Volume I - Predynastic to the Twentieth Dynasty 3300 - 1069 BC, Stacey International, ISBN 978-1-905299-37-9, 2008, p. 233