ข้ามไปเนื้อหา

ฟาโรห์อินโยเตฟที่ 7

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ (หรือ อันเทฟ หรือ อินโยเทฟ และบางครั้งเรียกพระองค์ว่า อินเทฟที่ 7) เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณจากราชวงศ์ที่สิบเจ็ด ซึ่งทรงครองราชย์ในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง ในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนอียิปต์ถูกแบ่งแยกอำนาจระหว่างราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ธีบส์ในอียิปต์บน และราชวงศ์ที่สิบห้าของชาวฮิกซอส ซึ่งมีอำนาจควบคุมอยู่ในอียิปต์ล่างและบางส่วนของอียิปต์กลาง

คาร์ทูชของฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟหรือฟาโรห์อินเทฟที่ 8 จากบล็อกหินปูนจากคอปโตส

ฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ ถูกเรียกพระองค์ว่า อินเทฟที่ 7 ในงานวิชาการบางชิ้น[2][3][4] ส่วนงานวิชาการชิ้นอื่น ๆ จะเรียกพระองค์ว่า อินเทฟที่ 8[5]

รัชสมัย

[แก้]

ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับรัชสมัยของฟาโรห์พระองค์นี้น้อยมาก นอกจากว่าพระองค์ทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัตทรงครองราชย์ที่ธีบส์เป็นระยะเวลาสั้นมาก ไรโฮลต์ (1997) แสดงคิดเห็นว่า ปรากฏหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ฟาโรห์อินเทฟที่ 8 ไม่ได้ทรงครองราชย์แต่เพียงพระองค์เดียว หากแต่ทรงเป็นผู้ครองราชย์ร่วมกับฟาโรห์อินเทฟที่ 7 โดยกำหนดระยะเวลาครองราชย์ไว้เป็น 0 ปี[6]

บล็อกหินจากคอปโตส

[แก้]

คิม ไรโฮลต์ ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาชาวเดนมาร์ก เสนอว่าฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ อาจทรงเป็นผู้ครองราชย์ร่วมกับฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ โดยอิงจากบล็อกหินชิ้นหนึ่งจากคอปโตส ซึ่งยังคงข้อความที่จารึกไว้ว่า

…พระนามส่วนพระองค์และพระนามครองราชย์ของฟาโรห์อันเทฟ นูบเคเพอร์เร พร้อมกับพระนามครองราชย์ของฟาโรห์อีกพระองค์หนึ่งซึ่งหลงเหลืออยู่อย่างเลือนราง พระนามครองราชย์ของฟาโรห์ทั้งสองพระองค์ได้รับสร้อยพระนามว่า di-ˁnḫ[7] และเนื่องจากปกติสร้อยพระนามนี้ใช้เฉพาะกับฟาโรห์ผู้ทรงครองราชย์อยู่ จึงอาจสรุปได้ว่าฟาโรห์ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชย์ร่วมกัน[8]

ไรโฮลต์ยังสังเกตว่าความยาวของคาร์ทูชที่เสียหายสอดคล้องกันได้ดีกับพระนามครองราชย์ที่ยาวของฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต

สถานที่ฝังพระบรมศพ

[แก้]

เชื่อกันว่าพระบรมศพของพระองค์ได้รับการฝังไว้ในสุสานทรงพีระมิดที่สุสานหลวงของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่ดะรอ อะบู อันนะญา และยังเชื่อว่าสุสานของพระองค์เพิ่งถูกค้นพบและถูกปล้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19[9][10]

โลงไม้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ หมายเลข อี 3020

[แก้]

หลักฐานที่ชัดเจนเพียงชิ้นเดียวของพระองค์คือโลงไม้ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ หมายเลข อี 3020 ประเทศฝรั่งเศส[11] ภายในโลงพระบรมศพมีการแก้ไขทั้งพระนามส่วนพระองค์และพระนามครองราชย์ เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต โดยพระนามดังกล่าว “ถูกเขียนเพิ่มเติมด้วยหมึกบริเวณช่วงอกของโลงศพ”[12]

อย่างไรก็ตาม โลงศพใบนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างมาก ด็อดสัน (1991) เสนอว่า ฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ น่าจะเป็นกษัตริย์แห่งธีบส์ที่ครองราชย์ในช่วงเวลาสั้นมาก และอาจสวรรคตเพียงไม่กี่เดือนหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ เนื่องจากอาลักษณ์ในวิหาร “น่าจะยังคุ้นเคยกับการเขียนชื่อ อินโยเทฟ ตามแบบพระนามของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร [อินเทฟ] (กล่าวคือ เขียนด้วยเครื่องหมายใบอ้อ: in-it=f) จึงนำไปสู่การแก้ไขความผิดพลาดบนโลงศพ[ของฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ]”[13] ข้อสังเกตนี้ยังช่วยอธิบายถึงความเรียบง่ายของโลงศพใบนี้ ซึ่งไม่ปรากฏงูอูเรอุสประดับ และมีลักษณะทางศิลปะคล้ายคลึงกับโลงพระบรมศพแบบเรียบของฟาโรห์คาโมส ดังนั้น ฟาโรห์อินเทฟจึงอาจไม่มีเวลาสร้างโลงพระบรมศพที่สมบูรณ์เหมาะสมในรัชสมัยอันสั้นของพระองค์

ไรโฮลต์ (1997) เสนอว่า ฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ สวรรคตก่อนเวลาอันควร และพระบรมศพของพระองค์ถูกบรรจุลงในโลงพระบรมศพที่เดิมเป็นของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ดังนั้นฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟจึงอาจไม่ได้ทรงมีรัชสมัยที่ปกครองด้วยพระองค์เองอย่างแท้จริง[14]

ด็อดสัน (2000) ได้วิจารณ์ข้อเสนอของไรโฮลต์ที่ว่า ฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ สวรรคตในรัชสมัยของฟาโรห์พระองค์ก่อน และพระบรมศพของพระองค์ถูกบรรจุลงในโลงพระบรมศพที่เดิมเป็นของฟาโรห์เซเคมเร-เวปมาอัต อินเทฟ โดยด็อดสันชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการเขียนพระนาม “อินเทฟ” บนโลงพระบรมศพนี้ (ซึ่งเดิมคล้ายกับแบบที่ใช้เขียนพระนามของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ก่อนจะถูกแก้ไขให้เป็นของฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ) รวมถึงพระนามครองราชย์ “เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต” ที่ถูกเพิ่มเข้าไปนั้น เขียนด้วยลายมือที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากข้อความส่วนอื่น ๆ บนโลงพระบรมศพ[15] ด็อดสันยังเน้นย้ำว่า

ในประเด็นเรื่องโลงพระบรมศพของเหล่่าฟาโรห์อินโยเทฟ ไรโฮลต์ไม่ได้กล่าวถึงจุดสำคัญว่าโลงพระบรมศพที่ใช้กับฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต (หรือ “อินโยเทฟ เฮช” ในการเรียกของเขา) นั้นเป็นโลงศพแบบ “สำเร็จรูป” [กล่าวคือ ไม่ใช่โลงพระบรมศพ] ซึ่งสร้างขึ้นโดยไม่มีชื่อผู้ตาย และจะนำชื่อมาใส่ภายหลัง เช่นเดียวกับโลงที่ต่อมาถูกใช้ในการฝังพระบรมศพของฟาโรห์คาโมส ด้วยเหตุนี้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่โลงศพใบนี้จะเป็นโลงพระบรมศพเดิมของฟาโรห์อินโยเทฟ เอ็น ซึ่งถูกนำมาใช้แทนให้กับผู้ครองราชย์ร่วมที่สวรรคตก่อนเวลาอันควร ดังนั้น คำอธิบายเดิมของผู้วิจารณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนการสะกดพระนามส่วนพระองค์จึงยังคงเป็นเหตุผลที่น่าเชื่อถือที่สุด และยังอาจอธิบายได้ถึงการเพิ่มพระนามครองราชย์ด้วย กล่าวคือ จากความสับสนในใจของอาลักษณ์ เขาจึงมั่นใจว่าฟาโรห์จะได้รับการระบุพระองค์อย่างถูกต้องในปรโลกด้วยการเพิ่มพระนามครองราชย์เข้าไปอีกด้วย![16]

แนวคิดทฤษฎี

[แก้]

ในปี ค.ศ. 2001 คณะนักโบราณคดีที่นำโดยดาเนียล โพลซ์ ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาชาวเยอรมัน ได้ค้นพบสุสานของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร ที่ดะรอ อะบู อันนะญาอีกครั้ง ต่อมาโพลซ์ (2007) ได้เสนอว่า ฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ ทรงสืบราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร อาห์โมส[17]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ryholt 1997:204
  2. 1 2 Jürgen von Beckerath, Handbuch der ägyptischen Königsnamen (= Münchner ägyptologische Studien, vol 46), Mainz am Rhein: Verlag Philipp von Zabern, 1999. ISBN 3-8053-2310-7, pp. 128–29
  3. Chris Bennett, "A Genealogical Chronology of the Seventeenth Dynasty", Journal of the American Research Center in Egypt, Vol. 39 (2002), pp. 123–155 JSTOR
  4. Dodson, Aidan and Hilton, Dyan. The Complete Royal Families of Ancient Egypt. Thames & Hudson. 2004.
  5. Kim S. B. Ryholt, The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period, c. 1800–1550 BC, CNI Publications, Vol: 20, Copenhagen: Museum Tusculanum Press, 1997, pp. 177, 204, 266, 289, 395
  6. Ryholt 1997:204
  7. Given life
  8. Ryholt, p. 268
  9. Polz, Daniel. "New archaeological data from Dra' Abu el-Naga and their historical implications". Marcel Marée (ed.), The Second Intermediate Period (Thirteenth to Seventeenth Dynasties). Current Research, Future Prospects, Orientalia Lovaniensia Analecta 192, Leuven 2010, pp. 343-353.
  10. Rummel, Ute; Beckh, Thomas; Polz, Daniel; Eichner, Ina (January 2014). "Topographical Archaeology in Dra' Abu el-Naga: Three Thousand Years of Cultural History".
  11. Kim Ryholt, The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period, Museum Tusculanum Press, (1997), p. 267
  12. Ryholt, p. 267
  13. Aidan Dodson, "On the Internal Chronology of the Seventeenth Dynasty", Göttinger Miszellen 120 (1991), p. 36
  14. Ryholt 1997:267
  15. Aidan Dodson, Book Review of Ryholt, K. S. B., The Political Situation in Egypt..., Bibliotheca Orientalis LVII No. 1/2, January–April 2000, p. 51
  16. Dodson, Bi Or, LVII No. 1/2, pp. 51–52
  17. Daniel Polz, Der Beginn des Neuen Reiches. Zur Vorgeschichte einer Zeitenwende. Sonderschriften des Deutschen Archäologischen Instituts, Abteilung Kairo, 31. Berlin/New York: Walter de Gruyter, 2007. p. 50
ก่อนหน้า ฟาโรห์อินโยเตฟที่ 7 ถัดไป
นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ฟาโรห์แห่งอียิปต์
(ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด)

เซนัคต์เอนเร อาห์โมส