ฟาโรห์เซเบคเอมซาฟที่ 2
| เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
![]() รูปสลักอิริยาบถประทับในท่าของเทพโอซิริสของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 ซึ่งน่าจะมาจากธีบส์[2] | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ฟาโรห์ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัชกาล | ราวช่วง 1570 ปีก่อนคริสตกาล | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | โซเบคเอมซาฟที่ 1 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | อินโยเตฟที่ 5 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คู่เสกสมรส | นุบคาเอสที่ 2 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบุตร | อินโยเตฟที่ 5, อินโยเตฟที่ 6 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบิดา | โซเบคเอมซาฟที่ 1 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟที่ 2 เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณซึ่งทรงครองราชย์อยู่ในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง ในช่วงเวลานั้นดินแดนอียิปต์อยู่ในภาวะแตกแยกทางการเมืองและถูกปกครองโดยผู้ปกครองหลายพระองค์พร้อมกัน พระองค์เป็นฟาโรห์ของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่มีสูนย์กลางทางอำนาจอยู่ที่ธีบส์ เนื่องจากทั้งพระองค์และฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 ทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์อินโยเตฟที่ 6ที่ทราบแล้วเป็นฟาโรห์แห่งธีบส์จากราชวงศ์ที่สิบเจ็ดอย่างแน่นอน
พระราชประวัติ
[แก้]พระนามครองราชย์ของพระองค์คือ เซเคมเร เชดตาวี ซึ่งหมายความว่า “เทพราผู้ทรงพลัง ผู้ทรงกอบกู้สองแผ่นดิน” [3] ปัจจุบันนักไอยคุปต์วิทยา เช่น คิม ไรโฮลต์ และแดเนียล โพลซ์ เชื่อว่า ฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 เป็นพระราชบิดาของทั้งฟาโรห์เซเคมเร-เวปมาอัต อินเทฟ และฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ โดยอาศัยหลักฐานจากจารึกบนเสาประตูที่ค้นพบในซากวิหารของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่ญะบัล อันเทฟในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ จารึกนั้นกล่าวถึงฟาโรห์พระนาม โซเบคเอม[ซาฟ] ผู้ซึ่งเป็นพระราชบิดาของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ/อินเทฟที่ 7 ว่า “อินเทฟ ผู้ทรงถือกำเนิดแต่โซเบคเอม…”[4] และยิ่งไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าพระองค์จะทรงเป็นเจ้าชายโซเบคเอมซาฟ ผู้ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นพระราชโอรสและรัชทายาทที่แต่งตั้งไว้ของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1 ตามหลักฐานจากรูปสลักไคโร หมายเลข ซีจี 386[5]
ไอแดน ด็อดสัน ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาชาวอังกฤษ ก็สนับสนุนการตีความใหม่ของข้อความบนเสาประตูนี้เช่นกัน และเขาเขียนความเห็นไว้ว่า
- ไรโฮลต์ยังได้นำเสนอหลักฐานใหม่จากการสำรวจ “เส้นทางทะเลทราย” ของตระกูลดาร์เนลล์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินโยเตฟ (ซึ่งไรโฮลต์เรียกว่า “อินโยเตฟ เอ็น”) เป็นพระราชโอรสของ[ฟาโรห์]โซเบคเอมซาฟ ซึ่งเป็นหลักฐานที่้เกี่ยวข้องกับการสืบเชื้อสายที่สำคัญภายในราชวงศ์[ที่สิบเจ็ด][6]
ในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง มีฟาโรห์สองพระองค์ที่ทรงพระนามโซเบคเอมซาฟ คือ ฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟ และฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟ นอกจากนี้ยังทรงพระนามครองราชย์ว่า เซเคมเร เชดวาเซต (แปลว่า เทพราผู้ทรงพลัง ผู้ทรงกอบกู้แห่งวาเซต/ธีบส์) ซึ่งอาจเป็นอีกพระนามหนึ่งของฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี พระนามเหล่านี้สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย ซึ่งเมืองและดินแดนต้องการการกอบกู้ และยังมีบุคคลที่ใช้พระนามว่า “พระราชโอรสแห่งกษัตริย์ โซเบคเอมซาฟ” และมีสามัญชนรวมถึงขุนนางหลายคนที่ใช้ชื่อนี้เช่นกัน เช่น ผู้ถือสารแห่งธีบส์นามว่า โซเบคเอมซาฟ ซึ่งเป็นพี่ชายของพระราชินีนุบคาเอส โดยบุคคลกลุ่มหลังนี้ดูเหมือนจะขึ้นครองราชย์หลังการล่มสลายในช่วงปลายราชวงศ์ที่สิบสาม เนื่องจากลุงของพระนางนุบคาเอส คือมหาเสนาบดีเนบอังค์ ซึ่งเคยรับราชการในรัชสมัยฟาโรห์เนเฟอร์โฮเทปที่ 1 และ ฟาโรห์โซเบคโฮเทปที่ 4 และยังไม่แน่ชัดว่ามีพระราชินีพระนามนุบคาเอสจำนวนหนึ่งหรือสองพระองค์หรือไม่ โดยหลักฐานของพระราชินีนุบคาเอส (ที่ 1) ไม่ได้ระบุพระนามพระสวามีเอาไว้ ส่วนบันทึกปาปิรุสแอบบอตต์สันนิษฐานว่าพระราชินีนุบคาเอส (ที่ 2) ซึ่งพบในสุสานของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟ อาจเป็นพระมเหสีของพระองค์ และมักเกิดความสับสนในการนับลำดับของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1 และที่ 2 โดยไรโฮลต์ (ปี ค.ศ.1997) จัดลำดับให้ฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี เป็นฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1
หลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์
[แก้]รายการหลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์ได้ถูกรวบรวมโดยไรโฮลต์ (1997:393 แฟ้ม 17/2) โดยในหลักฐานที่ยังคงเหลืออยู่ จะปรากฏเพียงเฉพาะพระนามครองราชย์และพระนามส่วนพระองค์เท่านั้น

- บีเอ็ม อีเอ 38089 | แผ่นหินปูนที่มีคาร์ทูชสองวงที่ปรากฏพระนามครองราชย์และพระนามของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 ที่อไบดอส[7]
- เอ็มเอ็มเอ 25.3.330 | เศษชิ้นส่วนศาลบูชาขนาดเล็ก ที่ดะรอ อะบู อันนะญา[8]
- เอ็มเอ็มเอ 25.3.229 | แผ่นจารึกหินที่ปรากฏพระนามโซเบคเอมซาฟ ซึ่งพบพร้อมกับศาลบูชา (เอ็มเอ็มเอ 25.3.330) ซึ่งเป็นของบุคคลทั่วไป[9]
- บีเอ็ม อีเอ 1163 | แผ่นจารึกหินปูนรูปสามเหลี่ยมของอาลักษณ์ประจำวิหารที่อยู่ในช่วงวลาเดียวกันนามว่า โซเบคโฮเทป ซึ่งปรากฏคาร์ทูชของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 ที่อัลกุรนะฮ์[10]
- รายงานทางโบราณคดีที่มะดีนะฮ์ ฮาบู | เสาประตูของฟาโรห์อินเทฟ ซึ่งปรากฎพระนาม โซเบคเอมซาฟ โดยระบุว่าเป็นพระราชบิดาของฟาโรห์อินเทฟ โดยรูปแบบการเขียนที่ชี้ให้เห็นว่าฟาโรห์อินเทฟพระองค์นั้นคือ ฟาโรห์นุบเคเฟอร์เร อินเทฟ บนถนนลักซอร์–ฟัรชูต[11]
- ไม่ทราบสถานที่ปัจจุบัน | ทับหลังประตูที่ธีบส์
- ไคโร เจอี 85415 | แหวนสวมนิ้วที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
- ไม่ทราบสถานที่ปัจจุบัน |สุสานพีระมิดขนาดเล็กที่ดะรอ อะบู อันนะญา (?)[12]
หมายเหตุ: หลักฐานที่ปรากฏเพียงพระนาม “โซเบคเอมซาฟ” อาจเป็นของฟาโรห์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งจากสองพระองค์ คือ ฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1 หรือฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2
หลักฐานที่ไม่ร่วมสมัย
[แก้]รายการหลักฐานต่อไปนี้มีเขียนขึ้นในรัชสมัยฟาโรห์รามเสสที่ 9 ในช่วงปลายราชวงศ์ที่ยี่สิบ ได้แก่
- บีเอ็ม อีเอ 10221 “บันทึกปาปิรุสแอบบอตต์ ” | เอกสารว่าด้วยการตรวจสอบสุสานพีระมิดที่ธีบส์
- พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์หลวงแห่งเบลเยียม อี.6857/แอมเฮิร์สต์ 6 “บันทึกปาปิรุสเลโอโปลด์/แอมเฮิร์สต์” | เอกสารเกี่ยวกับการสอบสวนการปล้นสุสานพีระมิดที่ธีบส์
- เวียนนา ÄS 3876 II:7 “บันทึกปาปิรุสแอมบราส” | รายการที่อ้างอิงถึงเอกสารข้างต้นที่ธีบส์
การปล้นสุสานของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟ
[แก้]บันทึกปาปิรุสแอบบอตต์และบันทึกปาปิรุสลีโอโปลด์–แอมเฮิร์สต์ ซึ่งลงวันที่ในปีที่ 16 แห่งการครองราชย์ของฟาโรห์รามเสสที่ 9 โดยระบุว่า พีระมิด ซึ่งสุสานหลวงของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟถูกบุกรุกและทำลายโดยโจรปล้นสุสาน บันทึกปาปิรุสฉบับหลังยังบันทึกรายละเอียดคำรับสารภาพและกระบวนการพิจารณาคดีของกลุ่มผู้กระทำผิดที่ปล้นสุสานของฟาโรห์เซเคมเร เชดตาวี โซเบคเอมซาฟโดยระบุวันที่ชัดเจนว่าเป็นปีที่ 16 ฤดูกาลเพเรต เดือนที่ 3 วันที่ 22 แห่งรัชสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 9 บันทึกฉบับนี้กล่าวถึงชายผู้หนึ่งนามว่า อาเมนพะนูเฟอร์ บุตรของอันเฮอร์นัคเต ซึ่งเป็นช่างสกัดหินประจำวิหารแห่งอามุนเร โดยระบุว่าเขา “ติดนิสัยปล้นสุสาน[ของขุนนางในฝั่งตะวันตกของธีบส์]ร่วมกับช่างสกัดหินนามว่า ฮาปีเวอร์” และยังกล่าวว่าเขาและผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหกคนได้ปล้นสุสานของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟในปีที่ 13 แห่งการครองราชย์ของฟาโรห์รามเสสที่ 9[13] อาเมนพะนูเฟอร์ให้การสารภาพว่า
...พวกเราได้ลักลอบเข้าไปปล้นสุสาน จนกระทั่งพบพีระมิดของฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟ ผู้เป็นพระราชโอรสแห่งเทพรา โซเบคเอมซาฟ ซึ่งพีระมิดแห่งนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากพีระมิดและสุสานของเหล่าขุนนางที่พวกเรามักลักลอบขุดเจาะเป็นประจำ...
ในการพิจารณาคดี อาเมนพะนูเฟอร์ให้การว่า เขาและพรรคพวกได้ขุดอุโมงค์เจาะเข้าไปในพีระมิดของกษัตริย์ด้วยเครื่องมือทองแดงของพวกเขา
พวกเราเจาะทะลุกองเศษหิน... จนได้พบกับองค์เทพเจ้า (ฟาโรห์) บรรทมอยู่ ณ ส่วนในสุดของสุสาน และยังพบโลงพระศพของพระนางนุบคาเอส พระมเหสีของพระองค์ประดิษฐานอยู่เคียงข้างกัน... เมื่อพวกเราเปิดโลงหินและโลงไม้ที่บรรจุพระศพออก ก็พบมัมมี่อันทรงเกียรติของฟาโรห์ประดับด้วยรูปเหยี่ยว มีเครื่องรางและเครื่องประดับทองคำจำนวนมากประดับอยู่รอบพระศอ อีกทั้งยังสวมพระมาลาทองคำไว้บนพระเศียร มัมมี่ของพระองค์ถูกประดับประดาด้วยทองคำอย่างวิจิตร แม้แต่โลงพระศพก็บุด้วยทองคำและเงินทั้งภายในและภายนอก พร้อมฝังอัญมณีล้ำค่านานาชนิด พวกเราได้ลอกเอาทองคำและทรัพย์สินทั้งหมดจากมัมมี่ขององค์เทพเจ้าและพระมเหสีมา จากนั้นจึงจุดไฟเผาโลงพระศพของทั้งสองพระองค์ พวกเรายังได้ลักเอาเครื่องเรือนอันประกอบด้วยข้าวของที่ทำจากทองคำ เงิน และสัมฤทธิ์ นำมาแบ่งปันในหมู่พวกเรา... แล้วจึงข้ามฟากกลับไปยังธีบส์ ในเวลาต่อมา ผู้ดูแลพื้นที่เมืองธีบส์ทราบข่าวการลักลอบขุดสุสาน จึงจับกุมและคุมขังข้าพเจ้าไว้ ณ จวนเจ้าเมือง ข้าพเจ้าจึงนำทองคำจำนวน 20 เดเบน อันเป็นส่วนแบ่งของตน มอบให้แก่คาเอโมเป อาลักษณ์ประจำย่านท่าข้ามเพื่อสินบนให้ปล่อยตัวข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ากลับไปสมทบกับพรรคพวก พวกเขาก็ได้ชดเชยส่วนแบ่งที่เสียไปให้แก่ข้าพเจ้าอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าและเหล่าหัวขโมยจึงยังคงลักลอบปล้นสุสานของเหล่าขุนนางและผู้วายชนม์ ณ ฝั่งตะวันตกของธีบส์ตราบถึงทุกวันนี้[14]
อาเมนพะนูเฟอร์ยังให้การอีกว่า ทรัพย์สินที่โจรกรรมจากมัมมี่ทั้งสองพระองค์มีน้ำหนัก “ทองคำรวม 160 เดเบน” (เทียบเท่าประมาณ 14.5 กิโลกรัม หรือ 32 ปอนด์)[15] บันทึกดังกล่าวจบลงด้วยการระบุบทลงโทษกลุ่มผู้กระทำผิด ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโทษประหารชีวิตพร้อมทั้งระบุว่ามีการส่งสำเนาบันทึกการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการไปทูลเกล้าถวายแด่ฟาโรห์รามเสสที่ 9 ที่อียิปต์ล่าง ทั้งนี้ คาดว่าอาเมนพะนูเฟอร์ถูกตัดสินโทษด้วยการเสียบประจานด้วยหลัก ซึ่งเป็นบทลงโทษสูงสุดที่สงวนไว้[เฉพาะ]อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดในสมัยอียิปต์โบราณเท่านั้น[16]
แนวคิดทฤษฎี
[แก้]การจัดลำดับการครองราชย์ของพระองค์ในราชวงศ์ที่สิบเจ็ด
[แก้]เดิมเคยเชื่อว่าพระองค์ทรงครองราชย์อยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ที่สิบสาม แต่ปัจจุบันนักไอยคุปต์วิทยาคิดเห็นว่าควรจัดให้พระองค์เป็นฟาโรห์ของราชวงศ์ที่สิบเจ็ด ทั้งนี้อาศัยหลักฐานจากวงกบประตูที่ค้นพบในซากวิหารจากสมัยราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่ญะบัล อันเทฟ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพระองค์น่าจะเป็นพระราชบิดาของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ซึ่งเป็นฟาโรห์ของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่มีศูนย์กลางการปกครองที่ธีบส์
ดาเนียล โพลซ์ ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาชาวเยอรมัน และเป็นผู้ค้นพบสุสานของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟที่ดะรอ อะบู อันนะญาอีกครั้ง ก็ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟทรงครองราชย์ในช่วงปลายราชวงศ์ที่สิบเจ็ดแน่นอน ซึ่งหมายความว่ารัชสมัยฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟ (ที่ 1) ไม่อาจอยู่ระหว่างช่วงเวลาของการครองราชย์ของสายฟาโรห์อินเทฟและสายฟาโรห์อาห์โมส ได้แก่ ฟาโรห์เซนัคต์เอนเร ฟาโรห์เซเคนเอนเร และฟาโรห์คาโมสได้ ข้อสมมติฐานของโพลซ์นี้อิงจาก “หีบของมินเอมฮัต เจ้าเมืองคอปโตส” ในปีที่ 3 แห่งการครองราชย์ของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ[16][17] ซึ่ง “เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประกอบพิธีศพของอักเฮอร์ ผู้มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของฟาโรห์เซเคนเอนเร [ทาโอ]”[18] การค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัชสมัยของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟและฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ห่างกันเพียงไม่กี่ปี แทนที่จะเป็น 15 ถึง 20 ปีตามที่เคยสันนิษฐานไว้ ซึ่งสอดคล้องกับบริบทในช่วงเวลาของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่ฟาโรห์ส่วนใหญ่ทรงครองราชย์แค่ช่วงเวลาสั้นๆ" เดทเลฟ ฟรังเคอ (1952–2007) ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับช่วงปลายสมัยราชอาณาจักรกลาง ก็สนับสนุนความเห็นนี้ลงในบทความซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2008 (หลังจากที่เขาถึงแก่กรรมหนึ่งปี) โดยเขียนว่า
- ตรงกันข้ามกับไรโฮลต์ ผมไม่เห็นว่าจะมีช่องว่างระหว่างรัชสมัยของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟพระองค์องค์ใดที่จะทรงครองราชย์หลังจากฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อันเทฟ[19]
ไรโฮลต์เชื่อว่ารัชสมัยของฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟอยู่ระหว่างการครองราชย์สายฟาโรห์อินเทฟกับการขึ้นครองราชย์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร ซึ่งเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดจากสายฟาโรห์อาห์โมส อย่างไรก็ตาม โพลซ์โต้แย้งว่าฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟเป็นพระราชบิดาของฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟ (ที่ 2) และเป็นพระอัยกาของเหล่าฟาโรห์อินเทฟ เนื่องจากรูปสลักของฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟชี้ให้เห็นว่าพระโอรสพระองค์โตของพระองค์ก็ทรงพระนามว่าโซเบคเอมซาฟเช่นกัน ตามที่ทั้งโพลซ์[20] และแอนโธนี สแปลิงเจอร์[21] ระบุไว้ ดังนั้นฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟจึงทรงครองราชย์ก่อนที่เหล่าฟาโรห์อินเทฟจะขึ้นสู่อำนาจในช่วงต้นราชวงศ์ที่สิบเจ็ด และควรได้รับการระบุว่าเป็นฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1 และเป็นพระราชบิดาของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 เมื่อทราบว่าฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟ (ที่ 2) เป็นพระราชบิดาของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ก็หมายความว่าทั้งพระองค์และฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1 ต่างก็ทรงครองราชย์ก่อนที่ฟาโรห์เซเคมเร-เวปมาอัต อินเทฟและฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟจะเสวยราชสมบัติ ดังนั้น ฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 2 จึงเป็นพระราชโอรสของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟที่ 1 และเป็นพระราชบิดาของผู้สืบราชบัลลังก์สายตรงสองพระองค์ คือ ฟาโรห์เซเคมเร-เวปมาอัต อินเทฟ และฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ
ลำดับการสืบราชบัลลังก์ฟาโรห์ของราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่มีศูนย์กลางการปกครองที่ธีบส์ตามทฤษฎีของดาเนียล โพลซ์ คือ ฟาโรห์ราโฮเทป → ฟาโรห์เซเคมเร วัดจ์คาว โซเบคเอมซาฟที่ 1 → ฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟที่ 2 → ฟาโรห์เซเคมเร-เวปมาอัต อินเทฟ → ฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ → ฟาโรห์เซเคมเร-เฮรูเฮอร์มาอัต อินเทฟ → ฟาโรห์เซนัคต์เอนเร → ฟาโรห์เซเคนเอนเร → ฟาโรห์คาโมส[22]
สถานที่ฝังพระบรมศพ
[แก้]ยังไม่พบตำแหน่งสถานที่ฝังพระบรมศพของฟาโรห์โซเบคเอมซาฟอย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตาม จากบันทึกปาปิรุสแอบบอตต์และบันทึกปาปิรุสลีโอโปลด์–แอมเฮิร์สต์ ซึ่งลงวันที่ในปีที่ 16 แห่งการครองราชย์ของฟาโรห์รามเสสที่ 9 ระบุว่าฟาโรห์เซเคมเร เชดทาวี โซเบคเอมซาฟ ได้รับการฝังพระบรมศพร่วมกับพระอัครมเหสีนุบคาเอส (ที่ 2) ภายในพีระมิด โดยพีระมิดของพระองค์ในนครสุสานฝั่งตะวันตกตรงข้ามเมืองธีบส์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะตั้งอยู่ที่ดะรอ อะบู อันนะญา
อ้างอิง
[แก้]- Petrie, Flinders; A History of Egypt, vol. I, p. 223.
- ↑ Petrie, Flinders; A History of Egypt, vol. I, p. 223.
- ↑ Clayton, Peter A., Chronicle of the Pharaohs, Thames and Hudson Ltd, paperback 2006. p. 94.
- ↑ mentioned by Kim Ryholt: The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period c.1800–1550 B.C, pp. 266-270 394 File 17/4.6 & p. 270. ISBN 8772894210. LCCN 98-198517. OL 474149M.
- ↑ Polz, Daniel; Der Beginn des Neuen Reiches. Zur Vorgeschichte einer Zeitenwende. Sonderschriften des Deutschen Archäologischen Instituts, Abteilung Kairo, 31. Berlin/New York: Walter de Gruyter, 2007. pp. 49-50.
- ↑ Aidan Dodson, University of Bristol November 1998 book review of K.S.B. Ryholt, The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period, c.1800-1550 BC (Carsten Niebuhr Institute Publications, with an Appendix by Adam Bulow-Jacobsen 20. Copenhagen: Museum Tusculanum Press, (1997), in Bibliotheca Orientalis LVII No 1/2, January–April 2000, p. 51.
- ↑ British Museum
- ↑ Fragment of a shrine, ca. 1564–1557 B.C., สืบค้นเมื่อ 2025-04-30
- ↑ Stela fragment of Sebekemsaf ca. 1564–1557 B.C., สืบค้นเมื่อ 2025-04-30
- ↑ British Museum
- ↑ Darnell and Darnell (1993-94) THE LUXOR-FARSHUT DESERT ROAD SURVEY
- ↑ Winlock (1924) JEA 10, 237-243
- ↑ Cottrell, Leonard: The Lost Pharaohs, Pan Books, London and Sydney, 8th printing: (1977), p. 135.
- ↑ Cottrell, pp. 135-136.
- ↑ Clayton, Peter A., Chronicle of the Pharaohs, Thames & Hudson Ltd, (1994). p. 171.
- ↑ Gill, Anton. "Ancient Egyptians: The Kingdom of the Pharaohs Brought to Life" Harper Collins Entertainment, (2003). pp. 176-77. ISBN 0007143990.
- ↑ see the Coptos Decree.
- ↑ Winlock, Herbert: Journal of Egyptian Archaeology 10 (1924) 258 with n.1 & Thomas Schneider, "The Relative Chronology of the Middle Kingdom and the Hyksos Period (Dyns. 12-17)" in Erik Hornung, Rolf Krauss & David Warburton (editors), Ancient Egyptian Chronology (Handbook of Oriental Studies), Brill, (2006). p. 187.
- ↑ Franke, Detlef: The Late Middle Kingdom (Thirteenth to Seveenth Dynasties): The Chronological Framework, Journal of Egyptian History, 1(2) (2008) Koninklijke Brill, p. 279.
- ↑ Daniel Polz, New Archaeological Data From Dra Abu El-Naga and Their Historical Implications, in Marcel Marée (ed.), The Second Intermediate Period (Thirteenth – Seventeenth Dynasties). Current Research, Future Projects, Orientalia Lovaniensia Analecta 192, Leuven-Paris-Walpole 2010, pp.344-345
- ↑ Spalinger, Anthony: LÄ, V, 1032.
- ↑ Daniel Polz, New Archaeological Data From Dra Abu El-Naga and Their Historical Implications (p.345), in Marcel Marée (ed.), The Second Intermediate Period (Thirteenth – Seventeenth Dynasties). Current Research, Future Projects, Orientalia Lovaniensia Analecta 192, Leuven-Paris-Walpole 2010, p.345
บรรณานุกรม
[แก้]- Ryholt, Kim: The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period c.1800–1550 B.C, Museum Tuscalanum Press, (1997). ISBN 87-7289-421-0, 393 File 17/2.
อ่านเพิ่มเติม
[แก้]- Franke, Detlef (2010). ""When the sun goes down..." – Early solar hymns on a pyramidion stela from the reign of Sekhemra-shedtawy Sobekemsaf". ใน Marée, Marcel (บ.ก.). The Second Intermediate Period (13th-17th Dynasties), Current Research, Future Prospects. Orientalia Lovaniensia Analecta. Peeters. pp. 283–302. ISBN 978-9042922280.
