ฟาโรห์คยาน
| คยาน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| คายาน, คิอัน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ซากประติมากรรมจากสมัยราชวงศ์ที่สิบสอง ซึ่งถูกนำกลับมาใช้ใหม่โดยฟาโรห์คยาน ซึ่งเป็นผู้ปกครองชาวฮิกซอส ซึ่งมีการจารึกพระนามของพระองค์ไว้ในกรอบพระนาม | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัชกาล | การกำหนดรัชสมัยยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอย่างต่อเนื่องในวงการไอยคุปต์วิทยา โดยอาจอยู่ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล[3] และโดยรวมแล้ว ช่วงเรืองอำนาจถึงขีดสุดของพระองค์อาจอยู่ในช่วงระหว่าง ป. 1700 ปีก่อนคริสตกาล และ ป. 1580 ปีก่อนคริสกาล[4][note 1] | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | ซาคิร์-ฮาร์ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | ยานัสซิ หรือ อาเปปิ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบุตร | ยานัสซิ ♂ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| อนุสรณ์สถาน | จารึกหินที่อวาริส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ที่สิบห้า | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เซอูเซอร์เอนเร คยาน เป็นผู้ปกครองชาวฮิกซอสจากราชวงศ์ที่สิบห้าแห่งอียิปต์ ทรงปกครองบริเวณอียิปต์ล่างในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล
ฟาโรห์คยานนับเป็นหนึ่งในฟาโรห์ที่ปรากฏหลักฐานยืนยันค่อนข้างมากในช่วงสมัยการปกครองของชาวฮิกซอส โดยเป็นที่รู้จักจากตราประทับและรอยประทับตราจำนวนมาก สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการค้นพบวัตถุที่ปรากฏพระนามของพระองค์ที่คนอสซอสและฮัตตูชา ซึ่งบ่งชี้ถึงการติดต่อทางการทูตกับเกาะครีตและชาวฮิตไทต์ นอกจากนี้ ยังมีสฟิงซ์ที่ปรากฏพระนามของพระองค์ซึ่งถูกซื้อจากตลาดศิลปะในกรุงแบกแดด อาจเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการทูตกับบาบิโลน ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์กับเมโสโปเตเมีย[7][8]
พระนามและพระราชอิสริยยศ
[แก้]พระนาม "คยาน" มีรูปแบบการสะกดที่หลากหลาย เช่น คายาน คิอัน เป็นต้น
พระนามครองราชย์ของพระองค์ คือ เซอูเซอร์เอนเร ซึ่งแปลความได้ว่า "พระองค์ผู้ซึ่งสุริยเทพเรได้ทรงทำให้เข้มแข็ง"[9] พระองค์ทรงใช้พระอิสริยยศในฐานะฟาโรห์แห่งอียิปต์ อีกทั้งยังทรงใช้ตำแหน่ง "ผู้ปกครองแห่งดินแดนต่างชาติ" (เฮกา-คาเซต) ซึ่งเป็นคำเรียกเฉพาะที่ใช้กับผู้ปกครองชาวฮิกซอส
พระนาม "คยาน" ได้รับการสันนิษฐานว่าอาจมีที่มาจากชื่อในภาษาอะมอไรต์ว่า "ฮายานู" (Hayanu ซึ่งอ่านว่า h-ya-a-n) ซึ่งรูปแบบในภาษาอียิปต์สามารถถ่ายทอดเสียงดังกล่าวได้อย่างสอดคล้อง[10] และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นการสันนิษฐานที่ถูกต้อง ชื่อ "ฮายานู" ยังปรากฏในบันทึกพระนามกษัตริย์อัสซีเรีย เช่น ในบันทึกฉบับคอร์ซาบัด คอลัมน์ที่ 1 บรรทัดที่ 17 และบันทึกฉบับเอสดีเอเอส คอลัมน์ที่ 1 บรรทัดที่ 16 โดยถูกระบุว่าเป็นบรรพบุรุษห่าง ๆ ของกษัตริย์ชัมชิ-อาดัดที่ 1 (ราว 1800 ปีก่อนคริสตกาล)[10] ทั้งนี้ ควรเน้นย้ำว่าชื่อ "คยาน" ไม่ใช่ชื่อที่เกิดขึ้นใหม่ในรัชสมัยของพระองค์ หากแต่เป็นชื่อที่มีการใช้มาแล้วเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนหน้าราชวงศ์ที่สิบห้า (สมัยการปกครองของชาวฮิกซอส)
อาณาจักรฮิกซอส
[แก้]ศูนย์กลางการปกครองของฟาโรห์คยานอยู่ที่เมืองอวาริส ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา[11] จากการขุดค้นทางโบราณคดีได้พบรอยประทับตราของฟาโรห์คยาน รวมถึงจารึกหินของพระราชโอรสพระองค์โตของพระองค์ คือ เจ้าชายยานัสซิ[12][13] ในพื้นที่สองแห่งบริเวณของเมือง ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในพื้นที่ดังกล่าว[14] พระราชวังแห่งนี้ ซึ่งอาจถูกทำลายในช่วงการพิชิตอาณาจักรฮิกซอสในภายหลังโดยชาวธีบส์ในช่วงปกครองของฟาโรห์อาห์โมสที่ 1[note 2] ประกอบด้วยฐานยกสูงที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างอิฐขนาดใหญ่แบบช่อง รายล้อมด้วยโถงเสาที่โอ่อ่า และบันไดขนาดมหึมาที่นำขึ้นไปยังฐานที่สูงกว่า ซึ่งน่าจะเป็นที่ตั้งของที่ประทับ[11] พระราชวังแห่งนี้ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างเมื่อราว 1600 ปีก่อนคริสตกาล โดยในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการจัดงานเลี้ยงในพิธีกรรมครั้งใหญ่ ทิ้งร่องรอยเป็นหลุมขนาดกว้างประมาณ 5 เมตรที่เต็มไปด้วยกระดูกสัตว์และเศษภาชนะดินเผานับพันชิ้น เศษภาชนะบางส่วนมาจากวัฒนธรรมเคอร์มา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในบริเวณนิวเบียและยังเป็นพันธมิตรของฮิกซอสในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง[16] มันเฟรด บีตัก ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยา ได้เสนอว่าพิธีกรรมดังกล่าวและการทิ้งพระราชวังให้ร้างนั้นอาจมีสาเหตุมาจากการสวรรคตของเจ้าของพระราชวัง[17] ซึ่งน่าจะหมายถึงฟาโรห์คยานเอง[18][19] ต่อมา บริเวณขอบด้านตะวันตกของเมืองอวาริสได้มีการสร้างป้อมปราการแห่งใหม่ขึ้นในช่วงปลายสมัยการปกครองของชาวฮิกซอส เมื่อราว 1560–1530 ปีก่อนคริสตกาล โดยน่าจะอยู่ในรัชสมัยของผู้สืบราชบัลลังก์ของพระองค์ คือ ฟาโรห์อาเปปิ[17]
ทางทิศตะวันออกของเมืองอวาริส ชาวฮิกซอสได้ควบคุมป้อมปราการขนาดใหญ่ที่เมืองทจารู ซึ่งมีขนาดประมาณ 350 × 400 เมตร ตั้งอยู่บนเส้นทางไปยังไซนายและคานาอัน โดยมีการค้นพบจารึกหินของฟาโรห์อาเปปิในสถานที่ดังกล่าว[20]
ตามความเห็นของมันเฟรด บีตักที่ว่า รัชสมัยของฟาโรห์คยานถือเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรฮิกซอสเรืองอำนาจถึงขีดสุด[21] โดยในความเห็นดังกล่าว ฟาโรห์คยานทรงปกครองบริเวณอียิปต์ล่างและอียิปต์กลางจนถึงเมืองคิวเซ และมีอำนาจครอบคลุมบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ลงไปถึงธีบส์[22] ส่งผลให้อาณาจักรของชาวอียิปต์พื้นเมือง รวมถึงราชวงศ์ที่สิบหกและราชวงศ์อไบดอสอยู่ในสถานะเป็นรัฐบรรณาการ[23] ในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างฮิกซอสกับรัฐบริวารของอียิปต์น่าจะเป็นไปอย่างสันติ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนและการค้า และอาจรวมถึงการถวายสิ่งของแด่ศาสนสถานในอียิปต์บน เช่น การค้นพบบล็อกหินที่บันทึกพระนามของฟาโรห์คยานที่อัลญะบะลัยน์[24] อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยอเล็กซานเดอร์ อิลิน-โทมิช ได้เสนอว่า อาณาเขตที่ผู้ปกครองชาวฮิกซอสที่มีศูนย์กลางปกครองที่เมืองอวาริสสามารถปกครองโดยตรงนั้น น่าจะจำกัดอยู่เพียงบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ด้านตะวันออกเท่านั้น และลักษณะรวมถึงขอบเขตของอำนาจเหนืออียิปต์กลางยังคงไม่ชัดเจน[25]
ลำดับรัชสมัยของฟาโรห์คยานในราชวงศ์ของชาวฮิกซอส
[แก้]

ในงานเขียนของโยเซฟุส ฟาโรห์คยานถูกระบุว่าเป็นฟาโรห์ "เอียนนาส" (Iannas) ซึ่งความรู้ของเขาเกี่ยวกับฟาโรห์ชาวฮิกซอสนั้นมีที่มาจากประวัติศาสตร์อียิปต์ที่เขียนโดยแมนิโธ โยเซฟุสกล่าวถึงฟาโรห์คยานต่อจากฟาโรห์อาโพฟิส (Apophis) ในการอธิบายเกี่ยวกับระยะเวลาครองราชย์ของผู้ปกครองที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากฟาโรห์ซาลิทิติส (Salitis) ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่น อาร์เธอร์ เบดฟอร์ด จึงจัดลำดับให้ฟาโรห์คยานทรงครองราชย์หลังรัชสมัยของฟาโรห์อาโพฟิส ใกล้ช่วงปลายสมัยราชวงศ์ของชาวฮิกซอส อย่างไรก็ตาม ในฉบับของเซ็กส์ตุส จูลิอุส อะฟริกานุส ที่สรุปผลงานของแมนิโธ โดยบันทึกให้รัชสมัยของฟาโรห์คยาน (ซึ่งถูกถอดเสียงว่า "สตาอัน") ไว้หลังรัชสมัยของฟาโรห์พระนามว่าพัคนัน (Pachnan) ซึ่งอาจเป็นพระองค์เดียวกันกับฟาโรห์ยาคุบ-ฮาร์ อย่างไรก็ตาม สมมติฐานที่ว่าฟาโรห์คยานและฟาโรห์อาเปปิทรงครองราชย์ใกล้เคียงกันยังคงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป แม้ว่าจะยังมีข้อโต้แย้งและความไม่แน่นอนอยู่[25][27][28] ในเชิงศิลปะและรูปแบบ ตราประทับสคารับของฟาโรห์คยานมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับของฟาโรห์ยาคุบ-ฮาร์ ซึ่งอาจมีอายุอยู่ในช่วงต้นมากกว่าช่วงปลายของสมัยการปกครองของชาวฮิกซอส[29][30] ข้อสังเกตนี้บ่งชี้ว่าฟาโรห์คยานน่าจะทรงเป็นหนึ่งในผู้ปกครองยุคต้นของราชวงศ์ที่สิบห้า
ลำดับรัชสมัยของฟาโรห์คยานในช่วงต้นสมัยราชวงศ์ที่สิบห้าอาจได้รับการยืนยันจากหลักฐานโบราณคดีใหม่ที่อิดฟู ซึ่งมีการค้นพบรอยประทับตราของฟาโรห์คยานในแหล่งขุดค้นเดียวกันที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับรอยประทับตราของฟาโรห์โซเบคโฮเทปที่ 4 จากราชวงศ์ที่สิบสาม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าฟาโรห์ทั้งสองพระองค์อาจครองราชย์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน.[31] นักวิชาการมึลเลอร์และมารัวได้อภิปรายถึงการค้นพบสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญจากสมัยราชอาณาจักรกลางในช่วงสมัยราชวงศ์ที่สิบสอง ในบริเวณตัลอิดฟูด้านตะวันออก ซึ่งถูกใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นสมัยระหว่างกลางที่สอง ก่อนจะถูกเลิกใช้ในช่วงสมัยราชวงศ์ที่สิบเจ็ด โดยซากอาคารถูกปิดทับด้วยลานไซโลขนาดใหญ่ การสำรวจภาคสนามในปี ค.ศ. 2010 และ 2011 โดยนักไอยคุปต์วิทยาในซากอาคารดังกล่าว ซึ่งยังถูกใช้งานในราชวงศ์ที่สิบสาม ได้นำไปสู่การค้นพบห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกัน ซึ่งภายในพบรอยประทับตราจำนวน 41 ชิ้นที่แสดงพระนามในกรอบคาร์ทูชของฟาโรห์ชาวฮิกซอสพระนามว่า คยาน ร่วมกับรอยประทับตราอีก 9 ชิ้นที่ระบุพระนามของฟาโรห์โซเบคโฮเทปที่ 4 ดังที่มึลเลอร์และมารัวระบุว่า "การค้นพบเหล่านี้มาจากบริบททางโบราณคดีที่ปิดผนึกและมีความน่าเชื่อถือ และก่อให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและลำดับเหตุการณ์ของช่วงปลายราชอาณาจักรกลางและช่วงต้นสมัยระหว่างกลางที่สอง"[32] อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวถูกโต้แย้งโดยโรเบิร์ต พอร์เตอร์ ซึ่งเสนอว่าฟาโรห์คยานน่าจะทรงครองราชย์หลังจากรัชสมัยของฟาโรห์โซเบคโฮเทปที่ 4 เป็นระยะเวลานานมาก และตราประทับของฟาโรห์อาจยังคงถูกใช้งานต่อไปอีกเป็นเวลานานหลังจากการสวรรคต อีกสมมติฐานหนึ่งที่เขาเสนอคือ ฟาโรห์โซเบคโฮเทปที่ 4 อาจทรงครองราชย์ในช่วงเวลาที่ช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้[33]

ผลการวิเคราะห์คาร์บอน-14 แทบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสมัยระหว่างกลางที่สอง ให้ค่าปีศักราชที่โดยเฉลี่ยเก่ากว่าที่คาดการณ์ไว้จากการจัดลำดับเวลาแบบดั้งเดิมของราชวงศ์ที่สิบห้าประมาณ 120 ปี แม้ว่าประเด็นดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการถกเถียง แต่นักไอยคุปต์วิทยาได้ยอมรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และเห็นว่าข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญบางประการในกรอบฉันทามติทางลำดับเหตุการณ์ที่เคยยึดถือกันมา ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาการครองราชย์ของฟาโรห์คยานจึงไม่สามารถกำหนดได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป นักไอยคุปต์วิทยา เดวิด แอสตัน ได้แสดงให้เห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันสอดคล้องกับความเป็นไปได้ที่ฟาโรห์คยานอาจจะทรงครองราชย์ในช่วงระหว่าง 1700 ถึง 1580 ปีก่อนคริสตกาล โดยเขาให้น้ำหนักกับช่วงเวลาที่เก่ากว่าเป็นพิเศษ[4] ในปัจจุบัน สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายคือ อาจจะมีฟาโรห์หนึ่งพระองค์หรือมากกว่านั้นทรงครองราชย์แทรกระหว่างรัชสมัยของฟาโรห์คยานกับฟาโรห์อาโพฟิส
อิดฟู
[แก้]ที่อิดฟูในอียิปต์บน ได้มีการค้นพบรอยประทับตราของฟาโรห์คยาน (ช่วงต้นสมัยราชวงศ์ที่สิบห้า) ในแหล่งขุดค้นเดียวกันกับรอยประทับตราของฟาโรห์โซเบคโฮเทปที่ 4 (ช่วงปลายสมัยราชวงศ์ที่สิบสาม) ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ปกครองทั้งสองพระองค์อาจเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน[35] ทั้งนี้ ช่วงปลายราชวงศ์ที่สิบสามและช่วงต้นราชวงศ์ที่สิบห้าอยู่ในช่วงกลางยุคสำริดระยะที่ IIB ในภูมิภาคเลแวนต์ ขณะที่ช่วงปลายราชวงศ์ที่สิบห้าสัมพันธ์กับช่วงกลางยุคสำริดระยะที่ IIC (ประมาณ 1600/1590–1550 ปีก่อนคริสตกาล) ในบริเวณเลแวนต์ตอนใต้ และช่วงปลายยุคสำริดระยะที่ IA ในบริเวณเลแวนต์ตอนเหนือ
จารึกหินของฟาโรห์คยาน
[แก้]ที่ตัล อัดฎ็อบอะฮ์ (อวาริส) ได้มีการค้นพบจารึกหินของฟาโรห์คยาน (ไคโร ทีดี-8422) ซึ่งปรากฏทั้งพระนามส่วนพระองค์และพระนามครองราชย์ พร้อมด้วยข้อความอุทิศแด่เทพเจ้าซึ่งสูญหายไป (สันนิษฐานว่าเป็น "เทพเซธ เจ้าแห่งอวาริส") และด้านล่างปรากฏตำแหน่งพร้อมพระนามว่า "พระราชโอรสพระองค์โตของกษัตริย์ ยานัสซิ"[36][37] ไรโฮลต์ (1997:256) ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างฟาโรห์คยานกับ "พระราชโอรสพระองค์โตของกษัตริย์ ยานัสซิ" บ่งชี้ว่าตำแหน่งดังกล่าว (s3-nsw smsw) อาจหมายถึงรัชทายาทที่ถูกกำหนดไว้โดยชัดเจน.[37] นอกจากนี้ ไรโฮลต์ยังตั้งข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่า แมนิโธอาจเคยกล่าวถึงเจ้าชายยานัสซิในส่วนของงานเขียนที่สูญหายไป และโยเซฟุสอาจได้นำชื่อ "เอียนนาส" (Iannas) มาใช้ พร้อมทั้งรวมเจ้าชายยานัสซิเข้ากับฟาโรห์คยาน ผู้เป็นบิดาเป็นบุคคลคนเดียวกันในลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของตน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์
[แก้]แหล่งข้อมูลหลักของหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับฟาโรห์คยาน อ้างอิงตามงานของไรโฮลต์ (1997:383 แฟ้ม 15/4)
ตำแหน่ง "ผู้ปกครองแห่งดินแดนต่างชาติ" (hk3-h3swt)
[แก้]หลักฐานที่ระบุพระองค์ด้วยตำแหน่ง "ḥḳꜣ-ḫꜣswt" (hk3-h3swt) ซึ่งประกอบด้วยคำว่า ḥḳꜣ (เฮกา; ผู้ปกครอง/หัวหน้า) และ ḫꜣswt (คาซุต; ดินแดนต่างชาติ/ดินแดนภูเขา) โดยคำว่า ḫꜣswt เป็นรูปพหูพจน์ของ ḫꜣst (แผ่นดิน/ดินแดนภูเขา) มีหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้
ตำแหน่ง "กษัตริย์" (King; nsw)
[แก้]หลักฐานที่ระบุพระองค์ในฐานะ "กษัตริย์" (nsw) พบในแหล่งต่าง ๆ ดังนี้
- โบอัซเกย (ตุรกี): ภาชนะ[42]
- แบกแดด (อิรัก): ประติมากรรมรูปสิงโต[43]
- คนอสซอส (เกาะครีต): ฝาปิดไห[44]
- ตัล อัศศอฟี (ปาเลสไตน์): รอยประทับตรา
- ตัล อัดฎ็อบอะฮ์ (อียิปต์ล่าง): จารึกหินของพระราชโอรส[45]
- ตัล อัดฎ็อบอะฮ์ (อียิปต์ล่าง): ตราประทับสคารับ 2 ชิ้น
- บูบัสทิส (อียิปต์ล่าง): ประติมากรรมที่ถูกยึดมาใช้ใหม่[46]
- ซักกอเราะฮ์ (อียิปต์ล่าง): ตราประทับทรงกระบอก
- อะบูซีร อัลมะลัก (อียิปต์ล่าง): ตราประทับสคารับ[47]
- อัลญะบะลัยน์ (อียิปต์บน): บล็อกจารึกหิน[48]
- ไม่ทราบแหล่งที่มา: ตราประทับสคารับในกรอบทองคำ 5 ชิ้น
- ไม่ทราบแหล่งที่มา: ตราประทับสคารับ 11 ชิ้น
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ ช่วงเวลาที่มีการเสนอของรัชสมัยของฟาโรห์คยาน ป. 1700–1669/1667 ปีก่อนคริสตกาล[5] 1653–1614 ปีก่อนคริสตกาล[6] 1610?–1580 ปีก่อนคริสตกาล
- ↑ พระราชวังได้รับการตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นในรูปแบบและลวดลายศิลปะแบบครีตในระยะแรก มันเฟรด บีตัก ผู้ทำการขุดค้นพระราชวัง ได้ตีความว่าลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าขายที่กว้างขวางภายใต้การปกครองของชาวฮิกซอส อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา เขาได้ทบทวนการกำหนดอายุของภาพจิตรกรรมเหล่านี้ใหม่ โดยเสนอว่าภาพดังกล่าวอาจมีอายุอยู่ในช่วงต้นราชวงศ์ที่สิบแปดแห่งอียิปต์ ในรัชสมัยของฟาโรห์ฮัตเชปซุต หรือฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 [15]
อ้างอิง
[แก้]- "พระนามของฟาโรห์คยานบนประติมากรรมจากบูบัสติสถูกจารึกทับลงบนร่องรอยการลบเดิม ทั้งยังบ่งชี้ว่าประติมากรรมดังกล่าวมีอายุย้อนไปถึงราชวงศ์ที่สิบสอง และฟาโรห์คยานเป็นผู้ปกครองชาวฮิกซอสใน Griffith, F. Ll (1891). Archaeological Report 1890/91 - 1911/12: Comprising the Recent Work of the Egypt Exploration Fund and the Progress of Egyptology During the Year 1890/91-1911/12 (ภาษาอังกฤษ). Kegan Paul, Trench, Trübner. p. 28.
- ↑ "พระนามของฟาโรห์คยานบนประติมากรรมจากบูบัสติสถูกจารึกทับลงบนร่องรอยการลบเดิม ทั้งยังบ่งชี้ว่าประติมากรรมดังกล่าวมีอายุย้อนไปถึงราชวงศ์ที่สิบสอง และฟาโรห์คยานเป็นผู้ปกครองชาวฮิกซอสใน Griffith, F. Ll (1891). Archaeological Report 1890/91 - 1911/12: Comprising the Recent Work of the Egypt Exploration Fund and the Progress of Egyptology During the Year 1890/91-1911/12 (ภาษาอังกฤษ). Kegan Paul, Trench, Trübner. p. 28.
- ↑ Aston 2018, p. 15.
- 1 2 Aston 2018, pp. 35–47.
- ↑ Aston 2018, p. 49.
- ↑ Redford 2001, p. 638, Egyptian King List.
- 1 2 Weigall, Arthur E. P. Brome (2016). A History of the Pharaohs (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. p. 188. ISBN 978-1-108-08291-4.
- 1 2 "Statue British Museum". The British Museum (ภาษาอังกฤษ).
- ↑ Khiyan Titulary เก็บถาวร 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- 1 2 Ryholt, p.128
- 1 2 Stadelmann 2001, p. 14.
- ↑ Bietak 2007, p. 753.
- ↑ Bietak 1981, pp. 63–71.
- ↑ M. Bietak: A Hyksos Palace at Avaris, In: Egyptian Archaeology 38 Spring 2011, S. 38-41
- ↑ Bietak 2000, pp. 185–205.
- ↑ Bietak 2007, p. 778–780.
- 1 2 Bietak 2007, p. 771.
- ↑ Moeller & Forstner-Müller 2018, p. 8.
- ↑ Bietak 2007, p. 780.
- ↑ Mumford 2001a, p. 289.
- ↑ Bietak 2001, p. 140.
- ↑ Mumford 2001b, p. 339.
- ↑ Tyson Smith 2001, p. 30.
- ↑ Moeller & Forstner-Müller 2018, p. 13.
- 1 2 Ilin-Tomich 2016, p. 7.
- ↑ Flinders Petrie: Scarabs and cylinders with names (1917), available copyright-free here, pl. XXI
- ↑ Ilin-Tomich 2014, p. 149–152.
- ↑ Ben-Tor 2007, pp. 103–110.
- ↑ W. Ward, in; O. Tufnell: Scarabs and their Contribution to History in the Early Second Millennium B.C., Warminster 1984, 68, fig. 29
- ↑ A scarab of Khyan at the Metropolitan Museum of Art.
- ↑ N. Moeller, G. Marouard, N. Ayers: Discussion of Late Middle Kingdom and Early Second Intermediate Period History and Chronology in Relation to the Khayan Sealings from Tell Edfu, in: Ägypten und Levante XXI (2011), 87-121 online PDF
- ↑ N. Moeller, G. Maround, N. Ayers, Ägypten und Levante XXI (2011), p.87
- ↑ Robert M. Porter: The Second Intermediate Period according to Edfu, Goettinger Mizsellen 239 (2013), p. 75-80
- ↑ Rohl, David (2010). The Lords Of Avaris (ภาษาอังกฤษ). Random House. p. 216. ISBN 978-1-4070-1092-2.
- ↑ N. Moeller, G. Marouard, N. Ayers: Discussion of Late Middle Kingdom and Early Second Intermediate Period History and Chronology in Relation to the Khayan Sealings from Tell Edfu, in: Ägypten und Levante XXI (2011), 87-121 online PDF
- ↑ Manfred Bietak, MDAIK 37, pp.63-71, pl.6
- 1 2 Kim SB Ryholt, The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period, CNI Publications, (Museum Tusculanum Press: 1997), p.256
- ↑ Tufnell (1984) no. 3214
- ↑ Tufnell (1984) no. 3208
- ↑ Tufnell (1984) no. 3209
- ↑ Tufnell (1984) no. 3210
- ↑ Ankara, Archaelogical Museum 19513
- ↑ BM EA 987
- ↑ Heraklion Archaeological Museum 263
- ↑ Cairo TD-8422
- ↑ Cairo JE 28574/CG 389
- ↑ Berlin 18653
- ↑ Cairo JE 30392
บรรณานุกรม
[แก้]- Aston, David A. (2018). "How Early (and How Late) Can Khyan Really Be. An Essay Based on "Conventional Archaeological Methods"". ใน Moeller, Nadine; Forstner-Müller, Irene (บ.ก.). The Hyksos ruler Khyan and the Early Second Intermediate Period in Egypt: Problems and Priorities of Current Research. Proceedings of the Workshop of the Austrian Archaeological Institute and the Oriental Institute of the University of Chicago, Vienna, July 4 – 5, 2014. Vienna: Verlag Holzhausen GmbH. pp. 15–56. ISBN 978-3-902976-83-3.
- Ben-Tor, Daphna (2007). Scarabs, chronology, and interconnections: Egypt and Palestine in the Second Intermediate Period. Orbis Biblicus et Orientalis. Series Archaeologica. Vol. 27. Fribourg: Academic Press. ISBN 978-3-72-781593-5.
- Bietak, Manfred (1981). "Eine Stele des ältesten Königssohnes des Hyksos Chajan". Mitteilungen des Deutschen Archäologischen Instituts, Abteilung Kairo (ภาษาเยอรมัน). 37, Labib Habachi Festschrift: 63–71.
- Bietak, Manfred (2000). "Rich beyond the Dreams of Avaris: Tell el-Dabʿa and the Aegean World: A Guide for the Perplexed': A Response to Eric H. Cline". The Annual of the British School at Athens. Athens: British School at Athens. 95: 185–205. doi:10.1017/S0068245400004639. S2CID 159570045.
- Bietak, Manfred (2001). "Hyksos". ใน Redford, Donald B. (บ.ก.). The Oxford Encyclopedia of Ancient Egypt, Volume 2. Oxford: Oxford University Press. pp. 136–143. ISBN 978-0-19-510234-5.
- Bietak, Manfred (2007). "Où est le palais des Hyksôs ? À propos des fouilles à Tell el-Dabca et 'Ezbet Helmi". Comptes rendus des séances de l'Académie des Inscriptions et Belles-Lettres (ภาษาฝรั่งเศส). 151 (2): 749–780. doi:10.3406/crai.2007.87946.
- Ilin-Tomich, Alexander (2016). "Second Intermediate Period". UCLA Encyclopedia of Egyptology: 1–21.
- Ilin-Tomich, Alexander (2014). "The Theban kingdom of Dynasty 16: Its rise, administration and politics". Journal of Egyptian History. 7 (2): 143–193. doi:10.1163/18741665-12340016.
- Moeller, Nadine; Forstner-Müller, Irene (2018). "Introduction". ใน Moeller, Nadine; Forstner-Müller, Irene (บ.ก.). The Hyksos ruler Khyan and the Early Second Intermediate Period in Egypt: Problems and Priorities of Current Research. Proceedings of the Workshop of the Austrian Archaeological Institute and the Oriental Institute of the University of Chicago, Vienna, July 4 – 5, 2014. Vienna: Verlag Holzhausen GmbH. pp. 7–13. ISBN 978-3-902976-83-3.
- Mumford, Gregory (2001a). "Sinai". ใน Redford, Donald B. (บ.ก.). The Oxford Encyclopedia of Ancient Egypt, Volume 3. Oxford: Oxford University Press. pp. 288–292. ISBN 978-0-19-510234-5.
- Mumford, Gregory (2001b). "Syria-Palestine". ใน Redford, Donald B. (บ.ก.). The Oxford Encyclopedia of Ancient Egypt, Volume 3. Oxford: Oxford University Press. pp. 335–343. ISBN 978-0-19-510234-5.
- Redford, Donald B., บ.ก. (2001). "Egyptian King List". The Oxford Encyclopedia of Ancient Egypt, Volume 2. Oxford: Oxford University Press. pp. 637–640. ISBN 978-0-19-510234-5.
- Stadelmann, Rainer (2001). "Palaces". ใน Redford, Donald B. (บ.ก.). The Oxford Encyclopedia of Ancient Egypt, Volume 3. Oxford: Oxford University Press. pp. 13–17. ISBN 978-0-19-510234-5.
- Tyson Smith, Stuart (2001). "People". ใน Redford, Donald B. (บ.ก.). The Oxford Encyclopedia of Ancient Egypt, Volume 3. Oxford: Oxford University Press. pp. 27–33. ISBN 978-0-19-510234-5.
อ่านเพิ่มเติม
[แก้]- Irene Forster-Müller, Nadine Moeller (eds.), The Hyksos Ruler Khyan and the Early Second Intermediate Period in Egypt: Problems and Priorities of Current Research. Proceedings of the Workshop of the Austrian Archaeological Institute and the Oriental Institute of the University of Chicago, Vienna, July 4–5, 2014.(online)