ฟาโรห์โฮเทปเซคเอมวี
| โฮเทปเซเคมวี | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เบดจาทาอู, เบดจาอู, โบเอธอส, โบคัส | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
แจกันหินที่สลักพระนามเซเรคของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวี ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ (ฝรั่งเศส) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ฟาโรห์ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัชกาล | 25–29, 38 ปี ป. ศตวรรษที่ 29 ก่อนคริสตกาล | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | กาอา (มีความเป็นไปได้มากที่สุด) หรือ สเนเฟอร์คา, ฮอรัส เบิร์ด | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | เนบรา | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบุตร | เพอร์เนบ, เนบรา? | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สุสาน | สุสานแบบห้องยาว เอ, ซักกอเราะฮ์ (?) | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ที่สองแห่งอียิปต์ ซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อ ป. 2890 ปีก่อนคริสตกาล | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
โฮเทปเซเคมวี เป็นพระนามฮอรัสของฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณในช่วงยุคแรก ๆ พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์ที่สองแห่งอียิปต์ ระยะเวลาการครองราชย์ที่แน่นอนของพระองค์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยบันทึกพระนามแห่งตูรินระบุไว้อย่างไม่น่าเป็นไปได้ว่าพระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 95 ปี[4] ขณะที่แมนิโธ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ระบุว่า ฟาโรห์ "โบเอธอส" (Boëthôs) ทรงครองราชย์เป็นเวลา 38 ปี[5] อย่างไรก็ตาม นักไอยคุปต์วิทยาส่วนใหญ่เห็นว่าข้อความทั้งสองน่าจะเกิดจากการตีความผิดหรือการกล่าวเกินจริง จึงประเมินว่าพระองค์น่าจะทรงครองราชย์ราว 25 หรือ 29 ปี[6]
แหล่งที่มาของพระนาม
[แก้]
นักโบราณคดีได้ค้นพบพระนาม "โฮเทปเซเคมวี" ที่ซักกอเราะฮ์ กีซา อัลบะดารี และอไบดอส จากรอยประทับตราดินเหนียว ภาชนะหิน และกระบอกกระดูก นอกจากนี้ จารึกบนภาชนะหินหลายชิ้นยังปรากฏพระนามโฮเทปเซคเฮมวีอยู่กับพระนามของผู้ทรงสืบราชบัลลังก์ของพระองค์ ซึ่งก็คือ ฟาโรห์ราเนบ[1][7][8][9]
พระนามฮอรัส โฮเทปเซเคมวี เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในหมู่นักไอยคุปต์วิทยาและนักประวัติศาสตร์ เนื่องจากพระนามของพระองค์อาจสะท้อนถึงความปั่นป่วนทางการเมืองในช่วงเวลานั้น โดยคำว่า "โฮเทป" ในภาษาอียิปต์โบราณมีความหมายว่า "สงบสุข" และ "พึงพอใจ" แต่อาจหมายถึง "การประนีประนอม" หรือ "การคืนดีกัน" ได้เช่นกัน ดังนั้น พระนาม โฮเทปเซเคมวี จึงอาจแปลได้ว่า “สองอำนาจได้คืนดีกัน” หรือ “ผู้ทรงเป็นที่พึงพอใจในอำนาจทั้งสอง” ซึ่งสื่อถึงนัยสำคัญทางการเมืองอย่างเด่นชัด ในบริบทดังกล่าว "สองอำนาจ" อาจหมายถึงอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง ตลอดจนเทพสำคัญสององค์คือ ฮอรัส และ เซธ[1][10][11]
จึงทำให้เกิดธรรมเนียมในการเขียนพระนามฮอรัสและพระนามเนบตีในรูปแบบเดียวกันนับตั้งแต่รัชสมัยของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีเป็นต้นมา นักวิชาการสันนิษฐานว่าการเลือกพระนามดังกล่าวอาจได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเชิงปรัชญาบางประการ เนื่องจากพระนามฮอรัสมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนเมื่อแปลความ อีกทั้งการที่พระนามฮอรัสและพระนามเนบตีตรงกัน อาจบ่งชี้ว่าพระนามฮอรัสถูกกำหนดขึ้นหลังจากการเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว[1]
พระราชประวัติ
[แก้]พระนามของพระมเหสีของฟาโรห์โฮเทปเซคเฮมวียังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีบุคคลผู้หนึ่งนามว่า เพอร์เนบ ซึ่งดำรงตำแหน่ง "พระราชโอรสแห่งกษัตริย์" และ "นักบวชแห่งเทพซอปดู" ซึ่งอาจเป็นพระราชโอรสของพระองค์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตราประทับดินเหนียวที่ปรากฏพระนามและตำแหน่งของเพอร์เนบถูกค้นพบในสุสานชุด ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าเป็นของฟาโรห์สองพระองค์ ได้แก่ ฟาโรห์โฮเทปเซคเฮมวี และผู้ทรงสืบราชบัลลังก์ของพระองค์คือ ฟาโรห์ราเนบ จึงยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าเพอร์เนบเป็นพระราชโอรสของฟาโรห์พระองค์ใด[12][13]
ตัวตนและการอ่านพระนามที่คลาดเคลื่อน
[แก้]โดยทั่วไปแล้ว พระนาม "โฮเทปเซเคมวี" มักได้รับการระบุว่าเป็นพระนามของฟาโรห์พระองค์เดียวกับฟาโรห์ที่ปรากฏพระนามในกรอบพระนามที่สลักขึ้นในสมัยรามเสส ได้แก่ พระนาม "เบดจาอู" จากบันทึกพระนามแห่งอไบดอส พระนาม "เบดจาทาอู" จากกิซา พระนาม "เนทเจอร์-บาอู" จากบันทึกพระนามแห่งซักกอเราะฮ์ และพระนาม "บาอู-เฮเทปจู" จากบันทึกพระนามแห่งตูริน โวล์ฟกัง เฮลค์ ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยา ได้ชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงของพระนาม "เบดจาทาอู" ซึ่งปรากฏอยู่ในบันทึกพระนามฉบับย่อที่พบบนกระดานจารึกจากสุสานมาสตาบา จี 1001 ของขุนนางชั้นสูงนามว่า เมสดเจรู โดยคำว่า "เบดจาทาอู" มีความหมายว่า "ช่างหลอมโลหะ" และเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากการอ่านพระนาม "โฮเทปเซเคมวี" ที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากอักษรเฮียโรกลิฟที่ใช้เขียนคำว่า โฮเทป ในรูปแบบสมบูรณ์นั้น มีลักษณะคล้ายกับสัญลักษณ์ของเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาและลูกนกในอักษรเฮียราติกเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ สัญลักษณ์คทาเซเคมจำนวนสองรูปยังอาจถูกตีความคลาดเคลื่อนว่าเป็นสัญลักษณ์รูปขาหรือสว่านได้อีกด้วย ปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับพระนามของฟาโรห์คาเซเคมวี ซึ่งสัญลักษณ์คทาเซเคมสองรูปในพระนามฮอรัสของพระองค์อาจถูกอ่านคลาดเคลื่อนว่าเป็นสัญลักษณ์รูปขาสองรูปหรือรูปสว่านสองรูป บันทึกพระนามแห่งอไบดอสได้คัดลอกรูปแบบพระนามสมัยราชอาณาจักรเก่าดังกล่าวในพระนาม เบดจาทาอู อย่างไรก็ตาม พระนาม "เนทเจอร์-บาอู" และ "บาอู-เฮเทปจู" ยังคงเป็นปัญหาทางวิชาการ เนื่องจากนักไอยคุปต์วิทยายังไม่สามารถค้นพบหลักฐานร่วมสมัยในรัชสมัยของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีที่อาจใช้เป็นต้นแบบในการสร้างพระนามทั้งสองพระนามดังกล่าวได้[1][14][15]
รัชสมัย
[แก้]การยุติความขัดแย้งภายในราชวงศ์ที่อาจเกิดขึ้น
[แก้]ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับรัชสมัยของฟาโรห์โฮเทปเซคเฮมวีที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หลักฐานร่วมสมัยบ่งชี้ว่าพระองค์อาจทรงขึ้นครองราชบัลลังก์หลังจากช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการมีอยู่ของผู้ปกครองที่ทรงครองราชย์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ฟาโรห์ฮอรัสเบิร์ด และฟาโรห์สเนเฟอร์คา โดยนักวิชาการบางส่วนยังสันนิษฐานอีกว่าพระนาม "สเนเฟอร์คา" อาจเป็นอีกพระนามหนึ่งที่ฟาโรห์กาอาทรงใช้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อสนับสนุนข้อสันนิษฐานดังกล่าว นักไอยคุปต์วิทยา ได้แก่ โวล์ฟกัง เฮลค์, ดีทริช วิลดุง และจอร์จ ไรส์เนอร์ ชี้ไปที่สุสานของฟาโรห์กาอา ซึ่งถูกปล้นในช่วงปลายราชวงศ์ที่หนึ่ง และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในรัชสมัยของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวี การปล้นสุสานหลวงดังกล่าว ประกอบกับความหมายเชิง "การคืนดี" ของพระนามโฮเทปเซเคมวี อาจเป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในราชวงศ์ นอกจากนี้ เฮลค์ยังเสนอว่า ฟาโรห์สเนเฟอร์คาและฟาโรห์ฮอรัสเบิร์ดไม่ได้ถูกบันทึกลงในบันทึกพระนามในยุคหลัง เนื่องจากความขัดแย้งในการแย่งชิงราชบัลลังก์ของทั้งสองพระองค์อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ที่หนึ่ง[1][10][16]
งานก่อสร้าง
[แก้]รอยประทับตราแสดงหลักฐานว่าฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีโปรดให้สร้างพระราชวังแห่งใหม่นามว่า "ฮอรัส พระองค์ผู้ทรงเป็นดาวอันเจิดจ้า" นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสร้างวิหารใกล้เมืองบูโต เพื่อถวายแด่เทพเนทเจอร์-อัคตี ซึ่งเป็นเทพที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และโปรดให้สร้าง "วิหารมงกุฎขาว" ขึ้น มงกุฎขาวเป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์บน จึงถูกมองว่าอาจเป็นอีกหนึ่งหลักฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของราชวงศ์ของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวี ซึ่งอาจมีฐานอำนาจมาจากอียิปต์บน[1][17] นักไอยคุปต์วิทยา เช่น นาบิล สเวลิม ยังชี้ว่า ไม่พบจารึกใดจากรัชสมัยของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีที่กล่าวถึงพิธีเซด ซึ่งเป็นพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการครองราชย์ จึงสันนิษฐานได้ว่าพระองค์ไม่น่าจะทรงครองราชย์ยาวนานเกิน 30 ปี[18]
รอยแยก
[แก้]แมนิโธ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ เรียกฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีว่า "โบเอธอส" ซึ่งอาจเพี้ยนมาจากพระนาม "เบดจาอู" และบันทึกว่า ในรัชสมัยของพระองค์ "ได้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้นใกล้เมืองบูบัสติส และมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก" แม้แมนิโธจะเขียนบันทึกดังกล่าวขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ซึ่งห่างจากยุคสมัยของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีมากกว่าสองพันปี แต่นักไอยคุปต์วิทยาบางส่วนเห็นว่าเรื่องราวดังกล่าวอาจมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง เนื่องจากบริเวณใกล้เมืองบูบัสติสเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาและเกิดแผ่นดินไหวได้[5]
สถานที่ฝังพระบรมศพ
[แก้]ตำแหน่งที่ตั้งของสุสานของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวียังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด นักไอยคุปต์วิทยา เช่น ฟลินเดอร์ส พีทรี, อเลสซานโดร บาร์ซานติ และโทบี วิลกินสัน เสนอว่าสุสานของพระองค์อาจเป็น "สุสานแบบห้องยาว เอ" ซึ่งเป็นสุสานใต้ดินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใต้ทางเข้าวิหารประกอบพิธีพระศพในหมู่สุสานของฟาโรห์อูนาส ซึ่งเป็นฟาโรห์จากราชวงศ์ที่ห้าที่ซักกอเราะฮ์ ทั้งนี้ มีการค้นพบรอยประทับตราจำนวนมากของฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีภายในห้องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นักไอยคุปต์วิทยา เช่น โวล์ฟกัง เฮลค์ และปีเตอร์ มุนโร ไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานดังกล่าว โดยเสนอว่า "สุสานแบบห้องยาว บี" น่าจะเป็นสถานที่ฝังพระบรมศพของฟาโรห์ราเนบมากกว่า เนื่องจากมีการค้นพบรอยประทับตราจำนวนหลายชิ้นของฟาโรห์พระองค์ดังกล่าวภายในสุสานแห่งนี้เช่นกัน[9][19][20][21][22]
อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับมากกว่าในปัจจุบัน คือ ฟาโรห์โฮเทปเซเคมวีและพระราชโอรสของพระองค์ คือ ฟาโรห์ราเนบ อาจจะทรงใช้สุสานแบบห้องยาว เอ ร่วมกัน
รูปภาพ
[แก้]- จารึกบนภาชนะหินจากพีระมิดของฟาโรห์ดโจเซอร์ ซึ่งปรากฏพระนามประสูติของฟาโรห์โฮเทป ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์
- กระบอกจากกระดูกสลักจารึกพระนามเซเรคของฟาโรห์โฮเทป ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บรูคลิน
- ทางเข้าสู่สุสานแบบห้องยาวใต้ทางเดินประกอบพิธีของพีระมิดของฟาโรห์อูนัสที่ซักกอเราะฮ์
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 Wolfgang Helck: Untersuchungen zur Thinitenzeit (Ägyptologische Abhandlungen), Vol. 45, Harrassowitz, Wiesbaden 1987, ISBN 3-447-02677-4
- ↑ Edward Brovarski: Two old writing boards from Giza. In: Annales du Service des Antiquités de l'Égypte. vol. 71, 1987, ISSN 1687-1510, p. 27–52, issue 1, Online (PDF; 11 MB).
- ↑ Alan H. Gardiner: The royal canon of Turin. Reissued. Griffith Institute, Oxford 1997, ISBN 0-900416-48-3, vol. 1
- ↑ Alan H. Gardiner: The royal canon of Turin. Griffith Institute of Oxford, Oxford (UK) 1997, ISBN 0-900416-48-3; page 15 & Table I.
- 1 2 William Gillian Waddell: Manetho (The Loeb Classical Library, Volume 350). Harvard University Press, Cambridge (Mass.) 2004 (Reprint), ISBN 0-674-99385-3, page 37–41.
- ↑ Dietrich Wildung: Die Rolle ägyptischer Könige im Bewusstsein ihrer Nachwelt. Teil 1: Posthume Quellen über die Könige der ersten vier Dynastien; Münchener Ägyptologische Studien, Volume 17. Deutscher Kunstverlag, München/Berlin, 1969. page 31-33.
- ↑ Guy Brunton: Qau and Badari I, with chapters by Alan Gardiner and Flinders Petrie, British School of Archaeology in Egypt 44, London 1927: Bernard Quaritch, Tafel XIX, 25
- ↑ Gaston Maspero: Notes sur les objets recueillis sous la pyramide d'Ounas in: Annales du Service des Antiquités de l'Egypt (ASAE) Vol. III. Kairo 1902, pages 185–190.
- 1 2 Eva-Maria Engel: Die Siegelabrollungen von Hetepsechmui und Raneb aus Saqqara. In: Ernst Czerny, Irmgard Hein, Hermann Hunger, Dagmar Melman, Angela Schwab: Timelines: Studies in Honour of Manfred Bietak. Peeters, Leuven 2006, ISBN 90-429-1730-X, page 28–29.
- 1 2 Peter Kaplony: „Er ist ein Liebling der Frauen“ – Ein „neuer“ König und eine neue Theorie zu den Kronprinzen sowie zu den Staatsgöttinnen (Kronengöttinnen) der 1./2. Dynastie. In: Manfred Bietak: Ägypten und Levante. Verlag der Österreichischen Akademie der Wissenschaften, Wien 2006 ISBN 978-3-7001-6668-9; page 126–127.
- ↑ Peter A. Clayton: Chronicle of the Pharaohs: The Reign-by-reign Record of the Rulers and Dynasties of Ancient Egypt, Thames and Hudson, London 2006, ISBN 0-500-28628-0, page 26.
- ↑ Toby A. H. Wilkinson: Early dynastic Egypt: Strategy, Society and Security. Routledge, London u. a. 1999, ISBN 0-415-18633-1, page 296.
- ↑ Peter Kaplony: Inschriften der Ägyptischen Frühzeit. Band 3, (= Ägyptologische Abhandlungen Bd. 8). Harrassowitz, Wiesbaden 1963, ISBN 3-447-00052-X, page 96 as Obj. 367.
- ↑ Edward Brovarski: Two Old Kingdom writing boards from Giza. In: Annales du Service des Antiquités de l'Egypte, Vol.71, 1987, Table 1
- ↑ Thomas Schneider: Lexikon der Pharaonen. Albatros, Düsseldorf 2002, ISBN 3-491-96053-3, page 134.
- ↑ Dietrich Wildung: Die Rolle ägyptischer Könige im Bewußtsein ihrer Nachwelt. page 36–41.
- ↑ Toby A. H. Wilkinson: Early Dynastic Egypt. Routledge, London 1999, ISBN 0-415-18633-1, page 285 & 286.
- ↑ Nabil M. A. Swelim: Some Problems on the History of the Third Dynasty. Archaeological Society, Alexandria 1983, (Archaeological and Historical Studies 7). page 67-77.
- ↑ Alessandre Barsanti in: Annales du service des antiquités de lÉgypte - Súppleménts; Volume II. Institut Français d'Archéologie Orientale, Kairo 1902. page 249–257.
- ↑ Toby A. H. Wilkinson: Early Dynastic Egypt. Routledge, London 1999, ISBN 0-415-18633-1, page 83 & 84.
- ↑ Wolfgang Helck: Wirtschaftsgeschichte des alten Ägypten im 3. und 2. Jahrtausend vor Chr. Brill, Leiden 1975, ISBN 90-04-04269-5, page 21–32.
- ↑ Peter Munro: Der Unas-Friedhof Nordwest I. Von Zabern, Mainz 1993, page 95.