ฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึงทีมชาย สำหรับทีมหญิง ดูที่ ฟุตบอลหญิงทีมชาติเยอรมนี
เยอรมนี
Shirt badge/Association crest
ฉายาNationalelf (ชาติที่สิบเอ็ด)
DFB-Elf (เดเอ็ฟเบ สิบเอ็ด)
Die Mannschaft (ทีม)[1][2]
อินทรีเหล็ก (ฉายาในภาษาไทย)[3]
สมาคมสมาคมฟุตบอลเยอรมัน
(Deutscher Fußball-Bund; DFB; เดเอ็ฟเบ)
สมาพันธ์ยูฟ่า (ทวีปยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนฮันส์-ดีเทอร์ ฟลิค
กัปตันมานูเอ็ล น็อยเออร์
ติดทีมชาติสูงสุดโลทาร์ มัทเทอุส (150)
ทำประตูสูงสุดมีโรสลัฟ โคลเซอ (71)
รหัสฟีฟ่าGER
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 16 ลดลง 4 (12 สิงหาคม 2021)[4]
อันดับสูงสุด1 (มิถุนายน ค.ศ. 1994)
อันดับต่ำสุด22 (มีนาคม ค.ศ. 2006)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ 5 - 3 เยอรมนี
(บาเซิล, สวิตเซอร์แลนด์; 5 เมษายน ค.ศ. 1908)
ชนะสูงสุด
เยอรมนี 16 - 0 จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิรัสเซีย
(สต็อกโฮล์ม สวีเดน; 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1912)
แพ้สูงสุด
อังกฤษ สมัครเล่นอังกฤษ 9 - 0 เยอรมนี
(ออกซฟอร์ด อังกฤษ; 16 มีนาคม ค.ศ. 1909)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม16 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ 1954, 1974, 1990, 2014
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม9 (ครั้งแรกใน 1972)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ 1972, 1980, 1996
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม3 (ครั้งแรกใน 1999)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ 2017

ฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี (เยอรมัน: Deutsche Fußballnationalmannschaft) เป็นทีมฟุตบอลของประเทศเยอรมนีในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในการแข่งขันระดับนานาชาติ[5][6][7] โดยคว้าตำแหน่งชนะเลิศฟุตบอลโลก 4 สมัย, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 3 สมัย และคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 1 สมัย และเหรียญทองกีฬาโอลิมปิก 1 สมัยในนามทีมเยอรมนีตะวันออก และยังเป็นชาติเดียวในโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งในประเภททีมชายและทีมหญิง[8]

ทีมชาติเยอรมนีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1900) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) และสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ฟีฟ่าได้ให้การรับรองทีมเยอรมนีตะวันตก (สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี), ทีมซาร์ลันด์ (ค.ศ. 1950–1956) และทีมเยอรมนีตะวันออก (สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี) ในการแข่งขันระดับทางการ[9] โดยเยอรมนีตะวันตกสามารถชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สามสมัยและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปอีกสองสมัย ต่อมาทั้งสองทีมได้ยุบรวมกันภายหลังการรวมประเทศเยอรมนีใน ค.ศ. 1990[10] และพวกเขาสามารถชนะเลิศฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเพิ่มได้อีกรายการละหนึ่งสมัยใน ค.ศ. 2014 และ 1996 ตามลำดับ และยังเป็นทีมจากยุโรปเพียงชาติเดียวที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ทวีปอเมริกา

เยอรมนีเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นต้นกำเนิดของนักฟุตบอลระดับโลกมาหลายยุคสมัย[11][12] ปัจจุบันทีมชาติเยอรมนีมีผู้ฝึกสอนคือ ฮันส์-ดีเทอร์ ฟลิค ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจาก โยอาคิม เลิฟ ใน ค.ศ. 2021

ประวัติ[แก้]

ยุคแรกของการก่อตั้ง (ค.ศ. 1899–1942)[แก้]

ภาพถ่ายของทีมฟุตบอลเยอรมนีในปี 1908

เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1897 เยอรมนีจัดการแข่งขันครั้งฟุตบอลนัดแรกขึ้นในเมืองฮัมบวร์ค ผลปรากฏว่าทีมเดนมาร์กเอาชนะทีมสมาคมฮัมบวร์ค-อัลโทนาไปได้ 5–0[13][14]

ในช่วงระหว่างปี 1899 ถึง 1901 ก่อนมีการก่อตั้งทีมชาติอย่างเป็นทางการ มีการแข่งขันนานาชาติอย่างไม่เป็นทางการอีก 5 นัดระหว่างทีมคัดเลือกจากเยอรมนีและอังกฤษซึ่งเยอรมนีแพ้ไปอย่างยับเยินทุกนัด ต่อมาอีก 8 ปี ภายหลังการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (DFB) ใน ค.ศ. 1900 มีการแข่งขันนัดแรกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1908 โดยเป็นการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่เมืองบาเซิล โดยเยอรมนีแพ้ไป 3–5[15] ยูลีอุส เฮิร์สช์ เป็นผู้เล่นชาวยิวคนแรกที่เป็นตัวแทนทีมชาติเยอรมนีหลังเข้าร่วมทีมในปี 1911[16] และยิง 4 ประตูในนัดที่พบกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในปี 1912[17] เขากลายเป็นผู้เล่นเยอรมนีคนแรกที่ยิงได้ถึง 4 ประตูในนัดเดียว[18]

กอทท์ฟรีด ฟุช สร้างสถิติทำ 10 ประตูในนัดที่เยอรมนีชนะทีมจักรวรรดิรัสเซีย 16–0 ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1912 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นสถิติมาอย่างยาวนานจนถึงปี 2001[19] ก่อนจะถูกทำลายโดยผู้เล่นชาวออสเตรเลีย อาร์ชี ทอมป์สัน ซึ่งทำคนเดียว 13 ประตูในนัดที่ทีมชาติออสเตรเลียชนะหมู่เกาะซามัวไปได้ถึง 31–0 แต่ฟุชยังเป็นเจ้าของสถิติทำประตูมากที่สุดในนัดเดียวของเยอรมนีจนถึงปัจจุบัน[20]

กอทท์ฟรีด ฟุช ผู้ยิง 10 ประตูในนัดเดียวซึ่งเป็นสถิติตลอดกาลของทีมชาติเยอรมนี

ในยุคแรก นักเตะทีมชาติทุกคนถูกคัดเลือกโดยตรงจากสมาคมฟุตบอลเยอรมนีเนื่องจากยังไม่มีผู้ฝึกสอนที่เหมาะสม ผู้จัดการทีมคนแรกของทีมชาติเยอรมนีคือ อ็อตโต เนิร์ซ (Otto Nerz) ครูจากโรงเรียนมันไฮม์และอดีตนายทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1926–1936[21] รัฐบาลเยอรมนีไม่มีงบประมาณให้ทีมชาติเดินทางไปร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก ณ ประเทศอุรุกวัย ในปี 1930 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม เยอรมนีเข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรกของพวกเขาในปี 1934 และจบการแข่งขันในอันดับ 3 หลังจากนั้น ทีมมีผลงานที่ย่ำแย่ในโอลิมปิกฤดูร้อน 1936 ที่กรุงเบอร์ลิน ทำให้ เซ็พพ์ แฮร์แบร์เกอร์ เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมโดยมีผลงานที่เป็นที่จดจำคือการรวบรวมผู้เล่น 11 ตัวจริงที่มีผลงานโดดเด่นจนได้รับฉายากจากสื่อในประเทศว่า Breslau Elf (Breslau Eleven) ซึ่งมีผลงานสำคัญคือการเอาชนะทีมชาติเดนมาร์ก 8–0[22]

ปาฏิหาริย์แห่งเบิร์นและแชมป์โลกสมัยแรก (ค.ศ. 1954)[แก้]

ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองมีรัฐที่เกิดขึ้นใหม่ คือ เยอรมนีตะวันตก ซาร์ลันด์ และเยอรมนีตะวันออก โดยเยอรมนีถูกฟีฟ่าห้ามลงแข่งขันจนถึงปี 1950

ฟริตซ์ วอลเตอร์ (ซ้ายมือ) กัปตันทีมชาติเยอรมนีตะวันตกในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1954 ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

เยอรมนีตะวันตกนำโดย ฟริตซ์ วอลเตอร์ (Fritz Walter) เป็นกัปตันทีมในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1954 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพบกับทีมเต็งอย่างทีมชาติฮังการีในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะแพ้ไป 3–8 ก่อนที่ทั้งสองทีมจะมาพบกันอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเยอรมนีถูกมองว่าเป็นรองเนื่องจากก่อนหน้านั้นทีมชาติฮังการีมีสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันทุกรายการรวม 32 นัด แต่เยอรมนีตะวันตกสามารถเอาชนะไปได้ 3–2 อย่างเหนือความคาดหมาย โดยเฮลมุท ราห์น (Helmut Rahn) เป็นผู้ทำประตูชัยในช่วงท้ายเกม ส่งผลให้เยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เป็นสมัยแรกในนามเยอรมนีตะวันตก[23] และความสำเร็จในครั้งนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น "ปาฏิหาริย์แห่งเบิร์น" (Das Wunder von Bern)[24]

การแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ (ค.ศ. 1958–1970)[แก้]

ภายหลังจากเยอรมนีตะวันตกทำได้เพียงคว้าอันดับที่ 4 ในฟุตบอลโลก 1958 และตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 1962 สมาคมจึงมีการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มมีการจ้างทีมงานอาชีพและคัดทีมจากลีกท้องถิ่นเข้าสู่บุนเดิสลีกาที่เปิดใหม่ (ในปี 1963) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ทีมชาติ

แกร์ท มึลเลอร์ เจ้าของสถิติผู้ทำ 14 ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2 สมัย

ในฟุตบอลโลก 1966 เยอรมนีตะวันตกสามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้โดยเอาชนะโซเวียตได้ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะเข้าไปพบกับทีมชาติอังกฤษเจ้าภาพในช่วงต่อเวลาพิเศษ และประตูแรกของเจฟฟ์ เฮิร์สท์ ถือเป็นหนึ่งในประตูที่มีการโต้เถียงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก[25][26] โดยผู้กำกับเส้นส่งสัญญาณว่าลูกฟุตบอลได้ข้ามเส้นไปแล้วหลังจากกระเด้งลงมาจากคานประตู แต่เมื่อดูภาพรีเพลย์ซ้ำอีกครั้งดูเหมือนลูกบอลยังไม่ข้ามเส้นไปทั้งใบ[27][28] จากนั้นเฮิร์สต์ก็ยิงประตูเพิ่มให้อังกฤษเอาชนะไป 4–2[29]

ในฟุตบอลโลก 1970 เยอรมนีตะวันตกเอาชนะอังกฤษคืนได้ 3–2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย[30] แต่ไปแพ้ทีมชาติอิตาลี 3–4 ในช่วงต่อเวลาพิเศษรอบรองชนะเลิศ ซึ่งมีการทำประตูกันมากถึง 5 ประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษ และจัดเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่น่าตื่นเต้นที่สุดนัดหนึ่งรวมทั้งได้รับขนานนามว่าเป็น "เกมแห่งศตวรรษ" [31] เยอรมนีตะวันตกจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่ 3 และผู้ทำประตูสูงสุดในรายการได้แก่ แกร์ท มึลเลอร์ จำนวน 10 ประตู

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและแชมป์โลกสมัยที่สอง[แก้]

ในปี 1971 ฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์ เป็นกัปตันทีมชาติเยอรมนีตะวันตกและพาทีมชนะเลิศการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรปปี 1972 โดยเอาชนะสหภาพโซเวียต 3–0 ในรอบชิงชนะเลิศคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรได้เป็นสมัยแรก

การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1974 รอบชิงชนะเลิศระหว่างเยอรมนีตะวันตกและเนเธอร์แลนด์ ณ เมืองมิวนิก

ต่อมาพวกเขาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1974 และสามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่สอง หลังจากที่ชนะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 2–1 ในรอบชิงชนะเลิศที่เมืองมิวนิก ในรายการนี้เยอรมนีได้ส่งทีมเข้าแข่งขัน 2 ทีมได้แก่ เยอรมนีตะวันออก และเยอรมนีตะวันตก ซึ่งทั้งสองทีมพบกันในรอบแบ่งกลุ่มและเยอรมนีตะวันออกเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1–0 ก่อนที่เยอรมนีตะวันตกจะสามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและคว้าแชมป์ไปได้[32]

ล้มเหลวในการป้องกันแชมป์สองรายการใหญ่ (ค.ศ. 1976–1980)[แก้]

เยอรมนีตะวันตกไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ในการแข่งขันสองรายการต่อมา โดยแพ้เชโกสโลวาเกีย 3-5 ในการดวลจุดโทษนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 1976[33] และนับตั้งแต่นั้น เยอรมนีไม่แพ้การดวลจุดโทษให้กับทีมใดอีกเลยในการแข่งขันรายการใหญ่[34]

ในฟุตบอลโลก 1978 เยอรมนีตะวันตกตกรอบแบ่งกลุ่มหลังแพ้ทีมชาติออสเตรีย 2–3 และจุปป์ เดอร์วอลล์ (Jupp Derwall) เข้ามารับตำแหน่งผู้ฝึกสอนหลังจบรายการ

เดอร์วอลล์พาทีมประสบความสำเร็จในการกลับมาชนะเลิศฟุตบอลยูโร 1980 เป็นสมัยที่สอง ซึ่งเยอรมนีตะวันตกเอาชนะทีมชาติเบลเยียมไปได้ 2–1 ในนัดชิงชนะเลิศ ต่อมา เยอรมนีตะวันตกผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1982 แต่แพ้ทีมชาติอิตาลี 1–3[35]

ในช่วงเวลาดังกล่าว แกร์ท มึลเลอร์ ทำสถิติทำ 14 ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลกจำนวน 2 สมัย และจำนวน 10 ประตูที่เขาทำได้ในฟุตบอลโลกปี 1970 ถือเป็นสถิติสูงที่สุดอันดับที่ 3 ในฟุตบอลโลก (ต่อมาถูกทำลายโดยโรนัลโดในฟุตบอลโลกปี 2006 และอีกครั้งในฟุตบอลโลกปี 2014 โดย มีโรสลัฟ โคลเซอ)[36]

การคุมทีมของฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์ (ค.ศ. 1984–1990)[แก้]

โลธาร์ มัทเธอุส กัปตันทีมชาติเยอรมนีในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 1990

หลังจากเยอรมนีตะวันตกตกรอบแรกในฟุตบอลยูโร 1984 ฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์ ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม โดยเยอรมนีตะวันตกผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1986 ก่อนที่จะแพ้ให้กับทีมชาติอาร์เจนตินาซึ่งนำโดยดิเอโก มาราโดนา ไป 2–3 และในสองปีถัดมา เยอรมนีตะวันตกในฐานะเจ้าภาพยูโร 1988 ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศก่อนจะแพ้เนเธอร์แลนด์ 1–2

ฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์ ตำนานทีมชาติเยอรมนีผู้ทำสถิติเป็นบุคคลแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม

ในฟุตบอลโลก 1990 เยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 3 ซึ่งเป็นการเข้าแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ทีมชุดนั้นมีกัปตันทีมคือ โลธาร์ มัทเธอุส (Lothar Matthäus) และพวกเขาสามารถล้างตาเอาชนะอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศ 1–0[37] และฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์ถือเป็นบุคคลแรกที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม[38] ซึ่งก่อนหน้านี้เขาอยู่ในทีมชุดที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกในปี 1974[39]

หลังรวมประเทศเยอรมนี[แก้]

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1990 หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตกจับสลากมาอยู่กลุ่มเดียวกันในยูโร 1992 รอบคัดเลือกกลุ่ม 5 โดยในเดือนพฤศจิกายน 1990 สมาคมฟุตบอลแห่งเยอรมันตะวันออก (Deutscher Fußball-Verband) ได้รวมเข้ากับ DFB และทีมเยอรมนีตะวันออกได้ยุติบทบาทลงอย่างเป็นทางการ โดยเล่นนัดสุดท้ายในวันที่ 12 กันยายน 1990 ทีมชาติเยอรมนีที่รวมกันเป็นหนึ่งมีการปรับโครงสร้างของลีกฟุตบอลภายในประเทศในปี 1991–92 เกมแรกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีภายหลังจากรวมตัวกันคือการพบกับสวีเดนในวันที่ 10 ตุลาคม 1990[40] ในการแข่งขันกระชับมิตรซึ่งเยอรมนีชนะ 3–1

หลังจบฟุตบอลโลก 1990 เบ็คเคินเบาเออร์ได้ประกาศวางมือและผู้ที่มารับตำแหน่งต่อคือ แบร์ตี โฟกตส์ (Berti Vogts) โดยได้พาทีมประเดิมในฟุตบอลยูโร 1992 แต่พ่ายให้กับเดนมาร์กในรอบชิงชนะเลิศไป 0–2 ต่อมาในฟุตบอลโลก 1994 เยอรมนีตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยแพ้บัลแกเรีย 1–2

แบร์ตี้ โฟ้กตส์ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนีในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990

ทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์รายการใหญ่รายการแรกหลังรวมประเทศได้ในยูโร 1996 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 3 (นับรวมสมัยเยอรมนีตะวันตก) โดยชนะทีมชาติอังกฤษเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศ[41] ก่อนที่จะผ่านเข้าไปเอาชนะทีมชาติเช็กเกียด้วยการทำประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษ (golden goal)[42]

อย่างไรก็ตาม ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ทีมชาติเยอรมนีตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายโดยแพ้ให้กับทีมชาติโครเอเชีย 0–3 ซึ่งประตูทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากกองหลังเยอรมนีได้รับใบแดง[43] และแบร์ตี้ โฟ้กตส์ได้ประกาศลาออก และผู้ที่มาทำหน้าที่แทนได้แก่ เอริช ริบเบ็ค[44]

ยุคของ อ็อลลีเวอร์ คาห์น และมิชชาเอล บัลลัค (ค.ศ. 2000–2006)[แก้]

ในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2000 เยอรมนีตกรอบแรก เริ่มจากพ่ายทีมชาติอังกฤษ 0–1, ทีมชาติโปรตุเกส 0–3 และเสมอกับทีมชาติโรมาเนีย เอริช ริบเบ็ค ได้ลาออกจากตำแหน่ง และรูดี เฟิลเลอร์ เข้ามารับตำแหน่งต่อ

อ็อลลีเวอร์ คาห์น ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติเยอรมนีในช่วงปี 1995-2005

เยอรมนีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 โดยมีนักเตะชื่อดัง เช่น อ็อลลีเวอร์ คาห์น, มิชชาเอล บัลลัค และมีโรสลัฟ โคลเซอเป็นกำลังหลักของทีม ก่อนหน้านี้ความคาดหวังไม่ค่อยสูงนักเนื่องจากพวกเขาทำผลงานไม่ค่อยดีในรอบคัดเลือก แต่ทีมก็สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มเข้าสู่รอบตัดเชือกโดยชนะ 1–0 ได้ในสามนัดถัดมา (พบทีมชาติปารากวัย, สหรัฐและทีมชาติเกาหลีใต้เจ้าภาพร่วมตามลำดับ) และผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ก่อนที่จะแพ้ให้กับบราซิลไป 0–2 จากประตูของโรนัลโด[45] อย่างไรก็ตาม อ็อลลีเวอร์ คาห์น ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันซึ่งถือเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกที่ผู้รักษาประตูได้รับรางวัลนี้[46]

เยอรมนีตกรอบแรกในฟุตบอลยูโร 2004ประเทศกรีซ โดยเสมอ 2 นัด และแพ้ต่อทีมเช็กเกียในรอบแบ่งกลุ่ม[47] ส่งผลให้ รูดี เฟิลเลอร์ลาออก[48] และเยือร์เกิน คลีนส์มัน เข้ามารับช่วงต่อ เขาพาทีมผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพโดยแพ้ให้กับทีมชาติอิตาลีในรอบรองชนะเลิศในช่วงต่อเวลาพิเศษ 0–2[49] แต่พวกเขาสามารถคว้าอันดับสามได้โดยเอาชนะทีมชาติโปรตุเกส 3–1[50][51]

การคุมทีมของ โยอาคิม เลิฟ (ค.ศ. 2006–2021)[แก้]

โยอาคิม เลิฟ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการทีมเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมต่อจากคลีนส์มัน และเลิฟสามารถพาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลยูโร 2008 แต่ไปแพ้ทีมชาติสเปน 0–1

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 เยอรมนีเข้าสู่รอบตัดเชือกโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่ม ก่อนชนะทีมชาติอังกฤษ 4–1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดนั้นมีกรณีปัญหาที่ถกเถียงกันจากประตูของแฟรงก์ แลมพาร์ดที่ทำประตูได้แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ให้เป็นประตู[52][53] เยอรมนีสามารถเอาชนะอาร์เจนตินา 4–0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะแพ้ทีมชาติสเปนในรอบรองชนะเลิศ 0–1[54] และเอาชนะทีมชาติอุรุกวัยไปได้ 3–2 ในนัดชิงอันดับที่ 3 และโทมัส มึลเลอร์ ได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ (FIFA World Cup Golden Boot) และรางวัลนักเตะดาวรุ่งผู้มีผลงานโดดเด่น (Best Young Player Award)[55]

ทีมชาติเยอรมนีในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012

ต่อมา ในฟุตบอลยูโร 2012 เยอรมนีชนะทีมชาติโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์กได้ทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ตามด้วยการเอาชนะทีมชาติกรีซในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และสร้างสถิติชนะรวด 15 นัดในการแข่งขันทุกรายการในขณะนั้นก่อนไปแพ้ทีมชาติอิตาลี 1–2 ในรอบรองชนะเลิศ[56]

แชมป์ฟุตบอลโลก 2014[แก้]

ทีมชาติเยอรมนีฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2014

เยอรมนีสามารถคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 4 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยพวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่การแข่งขันรอบคัดเลือก โดยในรอบแบ่งพวกเขาอยู่ร่วมกับสหรัฐอเมริกา, กานา และโปรตุเกสก่อนที่จะจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานชนะ 2 นัดและเสมอ 1 นัด ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายพวกเขาเอาชนะทีมชาติแอลจีเรียไปได้ 2-1 จากการทำประตูของเมซุท เออซิล ในนาทีสุดท้ายช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายและเอาชนะทีมชาติฝรั่งเศสไป 1-0 จากการทำประตูของ มัทซ์ ฮุมเมิลส์ ทำสถิติเป็นทีมแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 4 สมัยติดต่อกัน

ในรอบรองชนะเลิศ เยอรมนีถล่มเอาชนะทีมชาติบราซิลไปถึง 7-1 โดยพวกเขาใช้เวลาเพียง 30 นาทีแรกในการทำ 5 ประตู และถือเป็นความพ่ายแพ้ที่ยับเยินที่สุดของทีมชาติบราซิลในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย[57] และเป็นความพ่ายแพ้ที่ยับเยินที่สุดในการแข่งขันทุกรายการของทีมชาติบราซิลนับตั้งแต่ ค.ศ. 1920[58] จากชัยชนะดังกล่าวส่งผลให้เยอรมนีสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาหลายรายการ ได้แก่: เป็นทีมแรกที่ยิงได้ถึง 7 ประตูในการแข่งขันรอบแพ้คัดออก (Knockout) ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย, เป็นทีมที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการยิง 5 ประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (และใช้เวลาเพียง 400 วินาที ในการทำ 4 ประตูแรก), เป็นทีมแรกที่ยิงได้ 5 ประตูในครึ่งเวลาแรกในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และเป็นทีมที่ทำประตูรวมในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากที่สุดนับตั้งแต่จัดการแข่งขันครั้งแรกใน ค.ศ. 1930 (223 ประตู) นอกจากนี้ มีโรสลัฟ โคลเซอ ยังทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้มากที่สุดตลอดกาล (16 ประตู)[59]

ทีมชาติเยอรมนีขณะถ่ายภาพหมู่ในพิธีฉลองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 ณ กรุงรีโอเดจาเนโร โดยเยอรมนีเอาชนะอาร์เจนตินาคู่แข่งสำคัญที่นำทีมโดย ลิโอเนล เมสซิไปได้ 1-0[60] จากการทำประตูชัยของ มารีโอ เกิทเซอ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งถือเป็นการเอาชนะทีมชาติอาร์เจนตินาในการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ 4 ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1990[61] พร้อมทำสถิติเป็นทีมจากยุโรปเพียงชาติเดียวที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ทวีปอเมริกาใต้ได้[62]

ฟุตบอลยูโร 2016 และคอนเฟเดอเรชัน คัพ 2017[แก้]

ภายหลังจากเยอรมนีคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2014 ทีมเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยผู้เล่นหลายคนได้ประกาศอำลาทีมชาติ เช่น ฟิลลิพ ลาห์ม, มีโรสลัฟ โคลเซอ และแพร์ แมร์เทิสอัคเคอร์ ก่อนเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 แม้ว่าเยอรมนีจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันรอบสุดท้ายโดยไม่แพ้ทีมใดเลยตลอด 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ตามด้วยการเอาชนะทีมชาติสโลวาเกียในรอบ 16 ทีมสุดท้ายรวมทั้งเอาชนะทีมชาติอิตาลีได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษ แต่พวกเขาก็ต้องตกรอบรองชนะเลิศโดยแพ้ให้กับฝรั่งเศสเจ้าภาพไป 0-2 และนี่ถือเป็นการแพ้ให้กับฝรั่งเศสในการแข่งขันรายการใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี[63]

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีกลับมาประสบความสำเร็จในรายการใหญ่อีกครั้งโดยการคว้าแชมป์ คอนเฟเดอเรชัน คัพ ได้ในปี 2017 ณ ประเทศรัสเซีย โดยเอาชนะทีมชาติชิลีไปได้ในรอบชิงชนะเลิศ 1-0 คว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นสมัยแรก[64]

ฟุตบอลโลก 2018, ยูฟ่าเนชันส์ลีก และ ฟุตบอลยูโร 2020[แก้]

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ถือเป็นความล้มเหลวอย่างแท้จริงโดยพวกเขาตกรอบตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ในการแข่งขันนัดแรกของกลุ่มเอฟ พวกเขาประเดิมสนามด้วยการแพ้ทีมชาติเม็กซิโกไป 0-1 ก่อนจะกลับมาเอาชนะทีมชาติสวีเดนไปได้ 2-1 แต่แพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ในนัดสุดท้าย 0-2 และถือเป็นการตกรอบที่เร็วที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของพวกเขานับตั้งแต่ปี 1938 และเป็นการตกรอบแบ่งกลุ่มครั้งแรกนับตั้งแต่การแข่งขันปรับรูปแบบมาใช้ระบบใหม่ในการเล่นรอบแบ่งกลุ่มในปี 1950[65]

โยอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนีในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2006-2021

ภายหลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก เยอรมนีก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มการเล่นที่ดีกลับมาได้และยังคงมีผลงานที่ไม่น่าประทับใจในการแข่งขัน ยูฟ่าเนชันส์ลีก ซึ่งพวกเขาอยู่ในลีกเอร่วมกับกับทีมชาติฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ โดยในนัดแรกเยอรมนีเสมอกับฝรั่งเศสไป 0-0 ตามด้วยความพ่ายแพ้ต่อเนเธอร์แลนด์ถึง 0-3[66] และพ่ายแพ้ต่อเนื่องให้กับฝรั่งเศส 1-2 ในนัดที่สามของการแข่งขัน ส่งผลให้เยอรมนีต้องพบกับความพ่ายแพ้เป็นนัดที่ 4 จากการแข่งขันในรายการสำคัญ 6 นัดหลังสุด[67]

ในเดือนมีนาคม ปี 2021 สมาคมฟุตบอลเยอรมันได้ประกาศว่า โยอาคิม เลิฟ จะยุติบทบาทภายหลังจบการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 ในช่วงเดือนกรกฎาคม และผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อได้แก่ ฮันส์-ดีเทอร์ ฟลิค โดยเกมแรกอย่างเป็นทางการในการคุมทีมของฟลิคคือนัดที่เยอรมนีจะพบกับทีมชาติลิกเตนสไตน์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2022 ในเดือนกันยายน[68]

ทีมชาติเยอรมนีลงแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในเดือนมิถุนายน โดยพวกเขาอยู่ในกลุ่มเอฟร่วมกับทีมชาติโปรตุเกส, ฝรั่งเศส และฮังการี เยอรมนีจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงาน ชนะ 1, เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายก่อนจะเข้าไปแพ้ทีมชาติอังกฤษคู่ปรับสำคัญ 0-2 และถือเป็นการยุติบทบาทการทำหน้าที่ผู้จัดการทีมระยะเวลา 15 ปีของ โยอาคิม เลิฟ อย่างเป็นทางการ[69][70]

ภาพลักษณ์ทีม[แก้]

ชุดแข่งและสัญลักษณ์[แก้]

ผู้ผลิตชุดแข่ง[แก้]

ผู้ผลิตชุดแข่ง ช่วงปี หมายเหตุ
เยอรมนี Leuzela ไม่ทราบปี–1954 เยอรมนีสวมชุดแข่งของ Leuzela ในฟุตบอลโลก 1954[71]
เยอรมนี อาดิดาส 1954–ปัจจุบัน ในทศวรรษ 1970 เยอรมนีสวมชุดแข่งของ Erima
(แบรนด์ของเยอรมนีซึ่งเดิมเป็นบริษัทลูกของอาดิดาส[72][73]

ข้อตกลงชุดแข่ง[แก้]

ผู้ผลิตชุด ช่วงปี สัญญา หมายเหตุ
วันที่ประกาศ ระยะเวลา
อาดิดาส 1954–ปัจจุบัน 20 มิถุนายน ค.ศ. 2016 2019–2022 (4 ปี)[74] 50 ล้านยูโรต่อปี (56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ทั้งหมด: 250 ล้านยูโร (283.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[75][76]
10 กันยายน ค.ศ. 2018 2023–2026 (4 ปี) ไม่เปิดเผย[77]

ชุดแข่งในแต่ละปี[แก้]

ชุดเหย้า[78]

1908
ฟุตบอลโลก
1934
ฟุตบอลโลก
1938 [79]
ฟุตบอลโลก
1954
ฟุตบอลโลก
1962
ฟุตบอลโลก
1966
ฟุตบอลโลก
1970
ฟุตบอลโลก
1974
ฟุตบอลโลก
1978
ยูโร 1980
ฟุตบอลโลก 1982
ยูโร
1984
ฟุตบอลโลก
1986
ยูโร 1988 และ ฟุตบอลโลก 1990
ยูโร
1992
ฟุตบอลโลก
1994
ยูโร
1996
ฟุตบอลโลก
1998
ยูโร
2000
ฟุตบอลโลก
2002
ยูโร
2004
ฟุตบอลโลก
2006
ยูโร
2008
ฟุตบอลโลก
2010
ยูโร
2012
ฟุตบอลโลก
2014
ยูโร
2016
ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ
2017
ฟุตบอลโลก
2018

ชุดเยือน[78]

ฟุตบอลโลก
1954 – 1958
ฟุตบอลโลก
1966 – 1970
ฟุตบอลโลก
1974 – 1978
ยูโร 1980 – ฟุตบอลโลก 1982
ยูโร 1984
ฟุตบอลโลก 1986
ยูโร 1988 – ฟุตบอลโลก 1990
ยูโร
1992
ฟุตบอลโลก
1994
ยูโร
1996
ฟุตบอลโลก
1998
ยูโร
2000
ฟุตบอลโลก
2002
ยูโร
2004
ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ
2005
ฟุตบอลโลก
2006
ยูโร
2008
ฟุตบอลโลก
2010
ยูโร
2012
ฟุตบอลโลก
2014
ยูโร
2016
ฟุตบอลโลก
2018

สนามแข่ง[แก้]

สนามโอลึมพีอาชตาดีอ็อน ณ กรุงเบอร์ลิน

ทีมชาติเยอรมนีใช้สนามแข่งขันในหลายเมืองทั่วประเทศซึ่งเปลี่ยนแปลงตามรายการแข่งขัน, สภาพอากาศ, คู่แข่ง และปัจจัยอื่นๆ ที่ผ่านมาเยอรมนีใช้สนามแข่งขันจากเมืองต่างๆรวม 43 เมืองด้วยกันรวมถึงสนามกีฬาในกรุงเวียนนา, ประเทศออสเตรีย ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีในอดีตจำนวน 3 นัด ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1938-1942

เยอรมนีมักจะใช้สนามกีฬาของกรุงเบอร์ลินเป็นสนามเหย้าหลัก (42 นัด) ซึ่งเป็นสนามนัดเหย้านัดแรกของเยอรมนีในปี 1908 ซึ่งพบกับทีมชาติอังกฤษ สนามในเมืองอื่นๆ ที่ทีมชาติเยอรมนีใช้ในฐานะเจ้าบ้าน ได้แก่ ฮัมบวร์ค (34 นัด), ชตุทท์การ์ท (32 นัด), ฮันโนเฟอร์ (28 นัด) และดอร์ทมุนด์ ส่วนสนามแข่งขันที่โดดเด่นอีกแห่งอยู่ที่มิวนิก ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันนัดสำคัญหลายรายการรวมถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1974 ซึ่งเยอรมนีตะวันตกเอาชนะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปได้[80][81]

สถิติต่างๆ[แก้]

สถิติฟุตบอลโลก[แก้]

     ชนะเลิศ       รองชนะเลิศ       อันดับที่สาม       อันดับที่สี่  

สถิติในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย สถิติในรอบคัดเลือก
ปี รอบ อันดับ แข่ง ชนะ เสมอ* แพ้ ได้ เสีย ผู้เล่น แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย
อุรุกวัย 1930 ไม่เข้าร่วม ไม่เข้าร่วม
อิตาลี 1934 อันดับที่ 3 3 4 3 0 1 11 8 ผู้เล่น 1 1 0 0 9 1 1934
ฝรั่งเศส 1938 รอบแรก 10 2 0 1 1 3 5 ผู้เล่น 3 3 0 0 11 1 1938
บราซิล 1950 ถูกสั่งห้ามแข่งขัน 1950
สวิตเซอร์แลนด์ 1954 ชนะเลิศ 1 6 5 0 1 25 14 ผู้เล่น 4 3 1 0 12 3 1954
สวีเดน 1958 อันดับที่ 4 4 6 2 2 2 12 14 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์เก่า 1958
ชิลี 1962 รอบก่อนรองชนะเลิศ 7 4 2 1 1 4 2 ผู้เล่น 4 4 0 0 11 5 1962
อังกฤษ 1966 รองชนะเลิศ 2 6 4 1 1 15 6 ผู้เล่น 4 3 1 0 14 2 1966
เม็กซิโก 1970 อันดับที่ 3 3 6 5 0 1 17 10 ผู้เล่น 6 5 1 0 20 3 1970
เยอรมนีตะวันตก 1974 ชนะเลิศ 1 7 6 0 1 13 4 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบในฐานะเจ้าภาพ 1974
อาร์เจนตินา 1978 รอบแบ่งกลุ่มที่สอง 6 6 1 4 1 10 5 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์เก่า 1978
สเปน 1982 รองชนะเลิศ 2 7 3 2 2 12 10 ผู้เล่น 8 8 0 0 33 3 1982
เม็กซิโก 1986 รองชนะเลิศ 2 7 3 2 2 8 7 ผู้เล่น 8 5 2 1 22 9 1986
อิตาลี 1990 ชนะเลิศ 1 7 5 2 0 15 5 ผู้เล่น 6 3 3 0 13 3 1990
สหรัฐ 1994 รอบก่อนรองชนะเลิศ 5 5 3 1 1 9 7 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์เก่า 1994
ฝรั่งเศส 1998 รอบก่อนรองชนะเลิศ 7 5 3 1 1 8 6 ผู้เล่น 10 6 4 0 23 9 1998
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น 2002 รองชนะเลิศ 2 7 5 1 1 14 3 ผู้เล่น 10 6 3 1 19 12 2002
เยอรมนี 2006 อันดับที่ 3 3 7 5 1 1 14 6 ผู้เล่น ผ่านเข้ารอบในฐานะเจ้าภาพ 2006
แอฟริกาใต้ 2010 อันดับที่ 3 3 7 5 0 2 16 5 ผู้เล่น 10 8 2 0 26 5 2010
บราซิล 2014 ชนะเลิศ 1 7 6 1 0 18 4 ผู้เล่น 10 9 1 0 36 10 2014
รัสเซีย 2018 รอบแบ่งกลุ่ม 22 3 1 0 2 2 4 ผู้เล่น 10 10 0 0 43 4 2018
ประเทศกาตาร์ 2022 กำลังแข่งขัน กำลังแข่งขัน 2022
แคนาดา เม็กซิโก สหรัฐ 2026 2026
ทั้งหมด 19/21 4 สมัย 109 67 20* 22 226 125 94 74 18 2 292 70 ทั้งหมด
* นัดที่เสมอ รวมนัดแพ้คัดออกที่ตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ
** กรอบสีแดง หมายถึง การแข่งขันที่ชาตินี้เป็นเจ้าภาพ


นอกจากนี้แล้วทีมชาติเยอรมนี ถือเป็นทีมแรกจากทวีปยุโรปที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในทวีปอเมริกาใต้ได้ (ฟุตบอลโลก 2014 ณ ประเทศบราซิล)[82]และยังเป็นทีมที่เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกมากที่สุดจำนวน 8 ครั้ง[83]

สถิติคอนเฟเดอเรชันส์คัพ[แก้]

การแข่งขันคอนเฟเดอเรชันส์คัพ
ปี รอบ อันดับ จำนวนนัดรวม ชนะ เสมอ แพ้ ประตูที่ได้ ประตูที่เสีย Squad
ซาอุดีอาระเบีย 1992 ไม่เข้าร่วม[84]
ซาอุดีอาระเบีย 1995 ไม่เข้าร่วม
ซาอุดีอาระเบีย 1997 ไม่เข้าร่วม[85]
เม็กซิโก 1999 รอบแบ่งกลุ่ม 5th 3 1 0 2 2 6 Squad
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น 2001 ไม่เข้าร่วม
ฝรั่งเศส 2003 ไม่เข้าร่วม[86]
เยอรมนี 2005 อันดับสาม 3rd 5 3 1 1 15 11 Squad
แอฟริกาใต้ 2009 ไม่เข้าร่วม
บราซิล 2013
รัสเซีย 2017 ชนะเลิศ 1st 5 4 1 0 12 5 Squad
2021 To Be Determined
รวม ชนะเลิศ 1 สมัย 3/10 13 8 2 3 29 22 -

สถิติฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป[แก้]

ปี รอบ จำนวนนัดรวม ชนะ เสมอ แพ้ ประตูที่ได้ ประตูที่เสีย Squad
ฝรั่งเศส 1960 ไม่เข้าร่วม - - - - - - -
สเปน 1964 ไม่เข้าร่วม - - - - - - -
อิตาลี 1968 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก - - - - - - -
เบลเยียม 1972 ชนะเลิศ 2 2 0 0 5 1 Squad
ยูโกสลาเวีย 1976 รองชนะเลิศ 2 1 1 0 6 4 Squad
อิตาลี 1980 ชนะเลิศ 4 3 1 0 6 3 Squad
ฝรั่งเศส 1984 รอบแรก 3 1 1 1 2 2 Squad
เยอรมนีตะวันตก 1988 รอบรองชนะเลิศ 4 2 1 1 6 3 Squad
สวีเดน 1992 รองชนะเลิศ 5 2 1 2 7 8 Squad
อังกฤษ 1996 ชนะเลิศ 6 4 2 0 10 3 Squad
เบลเยียมเนเธอร์แลนด์ 2000 รอบแรก 3 0 1 2 1 5 Squad
โปรตุเกส 2004 รอบแรก 3 0 2 1 2 3 Squad
สวิตเซอร์แลนด์ออสเตรีย 2008 รองชนะเลิศ 6 4 0 2 10 7 Squad
โปแลนด์ยูเครน 2012 รอบรองชนะเลิศ 5 4 0 1 10 6 -
ฝรั่งเศส 2016 รอบรองชนะเลิศ 6 3 2 1 7 3 -
ยุโรป 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 4 1 1 2 6 7 -
รวม 13/16 53 27 13 13 78 55

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

รายชื่อผู้เล่นที่ถูกเรียกตัวเพื่อลงแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ประกาศรายชื่อผู้เล่นรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2021[87][88]

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK มานูเอ็ล น็อยเออร์ (กัปตัน) 27 มีนาคม ค.ศ. 1986 (อายุ 35 ปี) 98 0 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
2 2DF อันโทนีโอ รือดีเกอร์ 3 มีนาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 40 1 อังกฤษ เชลซี
3 2DF มาร์เซ็ล ฮัลชเตินแบร์ค 27 กันยายน ค.ศ. 1991 (อายุ 29 ปี) 8 1 เยอรมนี แอร์เบ ไลพ์ซิช
4 2DF มัททีอัส กินเทอร์ 19 มกราคม ค.ศ. 1994 (อายุ 27 ปี) 38 2 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
5 2DF มัทซ์ ฮุมเมิลส์ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1988 (อายุ 32 ปี) 70 5 เยอรมนี โบรุสซีอาดอร์ทมุนด์
6 3MF โยซูอา คิมมิช 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (อายุ 26 ปี) 53 3 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
7 3MF ไค ฮาแวทซ์ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1999 (อายุ 22 ปี) 13 3 อังกฤษ เชลซี
8 3MF โทนี โครส 4 มกราคม ค.ศ. 1990 (อายุ 31 ปี) 101 17 สเปน เรอัลมาดริด
9 4FW เควิน ฟ็อลลันท์ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 10 1 ฝรั่งเศส มอนาโก
10 4FW แซร์ช กนาบรี 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 (อายุ 25 ปี) 20 15 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
11 4FW ทีโม แวร์เนอร์ 6 มีนาคม ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 38 15 อังกฤษ เชลซี
12 1GK แบนท์ เลโน 4 มีนาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 8 0 อังกฤษ อาร์เซนอล
13 3MF โยนัส โฮฟมัน 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 2 0 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
14 3MF จามาล มูซีอาลา 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 (อายุ 18 ปี) 2 0 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
15 2DF นิคคลัส ซือเลอ 3 กันยายน ค.ศ. 1995 (อายุ 25 ปี) 29 1 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
16 2DF ลูคัส โคลสเทอร์มัน 3 มิถุนายน ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 12 0 เยอรมนี แอร์เบ ไลพ์ซิช
17 3MF โฟลรีอาน น็อยเฮาส์ 16 มีนาคม ค.ศ. 1997 (อายุ 24 ปี) 5 1 เยอรมนี โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
18 3MF เลอ็อน โกเร็ทซ์คา 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (อายุ 26 ปี) 32 13 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
19 3MF ลีร็อย ซาเน 11 มกราคม ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 28 6 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
20 2DF โรบิน โกเซินส์ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 (อายุ 26 ปี) 5 0 อิตาลี อาตาลันตา
21 3MF อิลไค กึนโดอัน 24 ตุลาคม ค.ศ. 1990 (อายุ 30 ปี) 45 10 อังกฤษ แมนเชสเตอร์ซิตี
22 1GK เควิน ทรัพ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 (อายุ 30 ปี) 5 0 เยอรมนี ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท
23 3MF แอมแร จัน 12 มกราคม ค.ศ. 1994 (อายุ 27 ปี) 33 1 เยอรมนี โบรุสซีอาดอร์ทมุนด์
24 2DF โรบิน ค็อค 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1996 (อายุ 24 ปี) 7 0 อังกฤษ ลีดส์ยูไนเต็ด
25 3MF โทมัส มึลเลอร์ 13 กันยายน ค.ศ. 1989 (อายุ 31 ปี) 100 38 เยอรมนี ไบเอิร์นมิวนิก
26 2DF คริสทีอัน กึนเทอร์ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 1 0 เยอรมนี เอ็สเซ ไฟรบวร์ค

อดีตผู้เล่นคนสำคัญ[แก้]

มานูเอ็ล น็อยเออร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งและกัปตันทีมชาติเยอรมนีคนปัจจุบัน เจ้าของรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมคนล่าสุด

หมายเหตุ:(!)=เคยเล่นให้กับทีมชาติเยอรมนีตะวันออกมาก่อน

สถิติสำคัญของผู้เล่น[แก้]

ณ วันที่ 29 June 2021[89]
รายชื่อผู้เล่นที่เป็นตัวหนา คือผู้เล่นที่ยังคงเล่นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุด[แก้]

โลธาร์ มัทเธอุส เจ้าของสถิติลงสนามให้ทีมชาติเยอรมนีจำนวน 150 นัด
อันดับ ผู้เล่น จำนวนนัดที่ลงเล่น จำนวนประตู ช่วงเวลา
1 โลธาร์ มัทเธอุส 150 23 1980–2000
2 มีโรสลัฟ โคลเซอ 137 71 2001–2014
3 ลูคัส โพด็อลสกี 130 49 2004–2017
4 บัสทีอัน ชไวน์ชไตเกอร์ 121 24 2004–2016
5 ฟิลลิพ ลาห์ม 113 5 2004–2014
6 เยือร์เกิน คลีนส์มัน 108 47 1987–1998
7 โทนี โครส 106 17 2010–2021
โทมัส มึลเลอร์ 39 2010–ปัจจุบัน
9 เยือร์เกิน โคห์เลอร์ 105 2 1986–1998
10 แพร์ แมร์เทิสอัคเคอร์ 104 4 2004–2014
มานูเอ็ล น็อยเออร์ 0 2009–ปัจจุบัน

ผู้ทำประตูสูงสุด[แก้]

มีโรสลัฟ โคลเซอ ผู้ทำประตูสูงที่สุดตลอดกาลของทีมชาติเยอรมนี
อันดับ ผู้เล่น จำนวนประตู จำนวนนัดที่ลงเล่น ค่าเฉลี่ย ช่วงเวลา
1 มีโรสลัฟ โคลเซอ 71 137 0.52 2001–2014
2 แกร์ท มึลเลอร์ 68 62 1.1 1966–1974
3 ลูคัส โพด็อลสกี 49 130 0.38 2004–2017
4 รูดี เฟิลเลอร์ 47 90 0.52 1982–1994
เยือร์เกิน คลีนส์มัน 47 108 0.44 1987–1998
6 คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเกอ 45 95 0.47 1976–1986
7 อูเวอ เซเลอร์ 43 72 0.6 1954–1970
8 มิชชาเอล บัลลัค 42 98 0.43 1999–2010
9 โทมัส มึลเลอร์ 39 106 0.37 2010–2021
10 โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ 37 70 0.53 1996–2002

ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี[แก้]

เกียรติประวัติ[แก้]

การแข่งขัน 1 2 3 รวม
ฟุตบอลโลก 4 4 4 12
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 3 3 3 9
ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 1 0 1 2
เนชันส์ลีก 0 0 0 0
รวมทั้งหมด 8 7 8 23

ประวัติอันดับโลกของทีมชาติเยอรมนี[แก้]

อ้างอิงจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ:[95]

1993 1994 1995 1996 1997 1998 1999 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013 2014 2015 2016 2017 2018 2019
1 5 2 2 2 3 5 11 12 4 12 19 17 6 5 2 6 3 3 2 2 1 4 3 1 16 15

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิงและเชิงอรรถ[แก้]

  1. ในเยอรมนีมักเรียกว่า Die Nationalmannschaft (ทีมชาติ), DFB-Elf (เดเอ็ฟเบ สิบเอ็ด), DFB-Auswahl (เดเอ็ฟเบ ผู้ถูกเลือก) หรือ Nationalelf (ชาติที่สิบเอ็ด) ในสื่อมวลชนต่างประเทศมักเรียกว่า (Die) Mannschaft (หมายถึง: ทีม) ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 เดเอ็ฟเบได้กำหนดให้ใช้ว่า
  2. "DFB unveil new "Die Mannschaft" branding". DFB. สืบค้นเมื่อ 8 June 2015.
  3. "ฝนทำพิษ!อินทรีเหล็กเละคารังพ่ายสโลวัก1-3". สยามกีฬา. 30 May 2016. สืบค้นเมื่อ 31 May 2016.
  4. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 12 สิงหาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2021.
  5. "Germany World Cup Record: Results, Stats & History | BestOnlineBettingSites.co.uk" (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-19.
  6. "Die Mannschaft :: National Teams :: DFB - Deutscher Fußball-Bund e.V." www.dfb.de. no-break space character in |title= at position 15 (help)
  7. "Germany national football team - history, records and facts". www.footballhistory.org.
  8. "Member Associations". origin1904-p.cxm.fifa.com (ภาษาอังกฤษ).
  9. Editors, History com. "Berlin is divided". HISTORY (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: extra text: authors list (link)
  10. "The East German team that refused to die". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2015-12-28. สืบค้นเมื่อ 2021-07-03.
  11. "Uersfeld: Best German XI of all time". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2014-07-11.
  12. "SportMob – Top 10 Greatest German Footballers of All Time". SportMob (ภาษาอังกฤษ). 2021-05-19.
  13. "Fodboldens indtog i Danmark - 1889 til 1908". TotalBold.dk (ภาษาเดนมาร์ก). 2008-12-26.
  14. "Dänische Nationalmannschaft: Rekorde, Erfolge, Trainer – alle Infos". https://www.tz.de (ภาษาเยอรมัน). 2021-05-14. External link in |website= (help)
  15. "DFB - Deutscher Fußball-Bund e.V. -  All Games". web.archive.org. 2012-10-23. no-break space character in |title= at position 37 (help)
  16. Simpson, Kevin E. (2016-09-22). Soccer under the Swastika: Stories of Survival and Resistance during the Holocaust (ภาษาอังกฤษ). Rowman & Littlefield. ISBN 978-1-4422-6163-1.
  17. "The War Generation - Julius Hirsch". Inside Futbol | Latest Football News, Transfer Rumours & Articles » Football - » Features | Inside Futbol - Online World Football Magazine (ภาษาอังกฤษ). 2011-04-14.
  18. "Remembering the cream of Jewish footballing talent killed in the Holocaust". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2019-05-06.
  19. "Football Tournament 1912 Olympiad". www.rsssf.com.
  20. "Gottfried Fuchs Bio, Stats, and Results | Olympics at Sports-Reference.com". web.archive.org. 2020-04-17.
  21. "DFB - Deutscher Fußball-Bund e.V. -  Professor Otto Nerz". web.archive.org. 2012-03-16. no-break space character in |title= at position 37 (help)
  22. Muras, Udo (2007-05-16). "Breslau-Elf: Nur Hitler konnte sie stoppen". DIE WELT. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  23. Welle (www.dw.com), Deutsche. "World Cup Final, 1954: Hungary vs. West Germany | DW | 01.04.2010". DW.COM (ภาษาอังกฤษ).
  24. "FIFA". origin1904-p.cxm.fifa.com (ภาษาอังกฤษ).
  25. King, Dominic (2016-01-04). "Geoff Hurst's goal against West Germany DID cross the line". Mail Online.
  26. Limited, Bangkok Post Public Company. "Germans still disputing England 1966 World Cup final goal". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 2021-06-26.
  27. "That 1966 goal: do we finally have proof that it crossed the line?". World Soccer. 2016-01-05.
  28. "Geoff Hurst's crucial second goal in the World Cup final comes under the MNF microscope". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  29. "FIFA Men's World Cup History: World Cup Winners, Hosts, Stats". www.foxsports.com (ภาษาอังกฤษ).
  30. "World Cup stunning moments: Gordon Banks is stricken". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2018-05-25.
  31. Welle (www.dw.com), Deutsche. "World Cup Semi-Final, 1970: Italy vs. West Germany | DW | 01.04.2010". DW.COM (ภาษาอังกฤษ).
  32. Welle (www.dw.com), Deutsche. "World Cup Final, 1974: West Germany vs. The Netherlands | DW | 01.04.2010". DW.COM (ภาษาอังกฤษ).
  33. UEFA.com (2003-10-03). "Panenka makes his name as Czechoslovakia beat West Germany in EURO 1976 final shoot-out". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  34. Fennessy, Paul. "Germany's 40-year penalty record continues and more Euro 2016 thoughts". The42 (ภาษาอังกฤษ).
  35. "FIFA". origin1904-p.cxm.fifa.com (ภาษาอังกฤษ).
  36. "Klose sets World Cup goals record". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  37. "West Germany National Football Team Results 1990". eu-football.info (ภาษาอังกฤษ).
  38. "Three players who won the World Cup as a player and a manager | Goal.com". www.goal.com.
  39. "Franz Beckenbauer | German soccer player". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  40. "West Germany National Football Team Results 1990". eu-football.info (ภาษาอังกฤษ).
  41. UEFA.com (2003-10-06). "Germany beat England on penalties to reach EURO '96 final". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  42. UEFA.com (2003-10-06). "Bierhoff the hero of Germany's EURO '96 final win against Czech Republic". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  43. Longman, Jere (1998-07-05). "WORLD CUP '98; Croatia Stuns Germany With the Aid Of a Red Card". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  44. Hughes, Rob; Tribune, International Herald (1998-09-09). "Another Day, Another Coach Gone:Now It's Vogts". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  45. "BBC SPORT | WORLD CUP | Germany v Brazil | Brazil crowned world champions". news.bbc.co.uk.
  46. "Kahn named top keeper" (ภาษาอังกฤษ). 2002-06-30. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  47. "Germany 1-2 Czech Rep" (ภาษาอังกฤษ). 2004-06-23. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  48. "Voeller quits Germany role" (ภาษาอังกฤษ). 2004-06-24. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  49. "Last-gasp Italy knock Germany out" (ภาษาอังกฤษ). 2006-07-04. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  50. "Klose finishes as leading scorer" (ภาษาอังกฤษ). 2006-07-09. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  51. "Germany 3-1 Portugal" (ภาษาอังกฤษ). 2006-07-08. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  52. "Frank Lampard's 'goal' against Germany should have stood – linesman". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-07-05.
  53. "FIFA World Cup moments: When Frank Lampard's disallowed goal against Germany provided impetus for goalline technology-Sports News , Firstpost". Firstpost. 2018-06-11.
  54. "Germany 0-1 Spain | World Cup 2010 semi-final match report". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-07-07.
  55. "FIFA". origin1904-p.cxm.fifa.com (ภาษาอังกฤษ).
  56. UEFA.com (2012-06-22). "Germany overpower Greece in UEFA EURO 2012 quarter-finals". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  57. Staff, Reuters (2014-07-08). "Records in Brazil's 7-1 World Cup loss to Germany". Reuters (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  58. "16 incredible stats from Germany's 7-1 rout of Brazil". ESPN.co.uk.
  59. https://fcbayern.com/en/news/2020/06/miroslav-klose-profile
  60. "Why Mueller is the World Cup superstar Messi only dreams of being | The Rio Report - Yahoo Eurosport UK". web.archive.org. 2014-10-06.
  61. "Germany national football team: record v Argentina". www.11v11.com.
  62. Borden, Sam (2014-07-13). "Germans End Long Wait: 24 Years and a Bit Extra". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  63. Hayward, Paul (2016-07-07). "Euro 2016: France's 2-0 semi-final victory over Germany strikes poignant note on night of ancient rivalry and modern spirit". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  64. "Germany win Confederations Cup after Lars Stindl punishes error to deny Chile". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2017-07-02.
  65. "Germany knocked out of 2018 World Cup". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  66. "Germany 'broke apart' in loss to Dutch". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-25.
  67. "UEFA Nations League: Germany's struggles continue with loss to France". The Indian Express (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-17.
  68. "Hansi Flick to replace Joachim Löw as Germany head coach". bundesliga.com - the official Bundesliga website (ภาษาอังกฤษ).
  69. UEFA.com (2021-06-29). "England 2-0 Germany: Sterling and Kane send Three Lions through". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  70. "England end 55-year wait for knockout win over Germany". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-29.
  71. "Das Geschäft mit den Trikots". merkur.de. 10 August 2018. สืบค้นเมื่อ 23 December 2020.
  72. "Deutsche Fußball-Nationalmannschaft 1978–1980". sportmuseum.de. 4 May 2012. สืบค้นเมื่อ 9 February 2012.
  73. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ auto
  74. "Adidas pays up to extend deal with German soccer". The Irish Times.
  75. Smith, Matt. "Adidas agrees record new deal with German soccer team". สืบค้นเมื่อ 17 November 2018.
  76. "German Team Scores Record Deal with Adidas". 21 June 2016. สืบค้นเมื่อ 17 November 2018.
  77. ADIDAS AND DFB EXTEND PARTNERSHIP UNTIL 2026
  78. 78.0 78.1 "Germany Football Shirts – Old Football Kits". oldfootballshirts.com. สืบค้นเมื่อ 25 December 2011.
  79. "FIFA ฟุตบอลโลก 1938 – Historical Football Kits". Historicalkits.co.uk. สืบค้นเมื่อ 13 July 2014.
  80. "World Cups remembered: West Germany 1974". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  81. Limited, Alamy. "Stock Photo - 1974 World Cup Final, Olympic Stadium, Munich. West Germany 2 v Holland 1. West German team celebrate with trophy. July 1974". Alamy (ภาษาอังกฤษ).
  82. "เยอรมนี ชนะ อาร์เจนตินา 1 - 0 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4". ไทยพีบีเอส. 14 July 2014. สืบค้นเมื่อ 14 July 2014.
  83. "เยอรมันดวลฟ้าขาว ชิงแชมป์ นัดหยุดโลกคืนนี้ จับตา"เมสซี่"ระเบิดฟอร์มเทพ สถิติเจอกันอาร์เจนตินาเหนือกว่า". ข่าวสด. 13 July 2014. สืบค้นเมื่อ 14 July 2014.
  84. As 1990 FIFA World Cup Champions
  85. As UEFA Euro 1996 Champions
  86. As 2002 FIFA World Cup Runners-up
  87. "Der Kader für die Europameisterschaft vom 11. Juni bis 11. Juli 2021" [The squad for the European Championship from 11 June to 11 July 2021]. German Football Association (ภาษาเยอรมัน). 19 May 2021. สืบค้นเมื่อ 19 May 2021.
  88. German Football Association [DFB_Team] (24 May 2021). "26 für Deutschland" [26 for Germany] (ทวีต) (ภาษาเยอรมัน). สืบค้นเมื่อ 24 May 2021 – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  89. Mamrud, Roberto. "(West) Germany - Record International Players". RSSSF.
  90. "Arsenal playmaker Mesut Ozil wins Germany player of the year award". The Guardian. 14 January 2016. สืบค้นเมื่อ 17 March 2016.
  91. "Mesut Ozil: Arsenal midfielder wins Germany's Player of the Year for fifth time". BBC Sport. 15 January 2017. สืบค้นเมื่อ 17 January 2017.
  92. "Joshua Kimmich named Germany's 2017 Player of the Year". Bundesliga. 19 January 2018. สืบค้นเมื่อ 24 January 2018.
  93. "Matthias Ginter: The spare part who became the main man for Germany | DW | 10.01.2020". DW.COM.
  94. "Neuer ist "Nationalspieler des Jahres 2020"". German Football Association (ภาษาเยอรมัน). 10 January 2021. สืบค้นเมื่อ 14 January 2021.
  95. "Member Association - Germany - FIFA.com". www.fifa.com.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]