ออกซฟอร์ด
ออกซฟอร์ด
Oxford | |
|---|---|
สถานที่ต่าง ๆ ในนครออกซฟอร์ด | |
| สมญา: นครแห่งยอดแหลมแห่งความฝัน (City of dreaming spires) | |
| คำขวัญ: | |
ที่ตั้งของออกซฟอร์ดในออกซฟอร์ดเชอร์ | |
| พิกัด: 51°45′7″N 1°15′28″W / 51.75194°N 1.25778°W | |
| รัฐเอกราช | |
| ประเทศ | |
| ภูมิภาค | เซาท์อีสต์อิงแลนด์ |
| เทศมณฑล | |
| ก่อตั้ง | คริสต์ศตวรรษที่ 8 |
| สถานะนคร | ค.ศ. 1542 |
| สำนักงานบริหาร | ศาลาว่าการเมืองออกซฟอร์ด |
| การปกครอง | |
| • ประเภท | อำเภอนอกมหานคร |
| • องค์กร | สภานครออกซฟอร์ด |
| • ฝ่ายบริหาร | ผู้นำและคณะเทศมนตรี |
| • เสียงข้างมาก | พรรคแรงงาน |
| • ผู้นำ | ซูซาน บราวน์ (แรงงาน) |
| • ลอร์ดแมร์ | Mike Rowley |
| • สส. | |
| พื้นที่ | |
• ทั้งหมด | 46 ตร.กม. (18 ตร.ไมล์) |
| • อันดับ | 269 |
| ประชากร (2024)[3] | |
• ทั้งหมด | 166,034 คน |
| • อันดับ | 128 |
| • ความหนาแน่น | 3,641 คน/ตร.กม. (9,430 คน/ตร.ไมล์) |
| เดมะนิม | ออกโซเนียน (Oxonian) |
| ชาติพันธุ์ (ค.ศ. 2021) | |
| • กลุ่มชาติพันธุ์ | รายการ
|
| ศาสนา (ค.ศ. 2021) | |
| • ศาสนา | |
| เขตเวลา | UTC+0 (เวลามาตรฐานกรีนิช) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+1 (เวลาฤดูร้อนบริติช) |
| พื้นที่รหัสไปรษณีย์ | OX1–4 |
| รหัสโทรศัพท์ | 01865 |
| รหัส GSS | E07000178 |
| เว็บไซต์ | oxford |
ออกซฟอร์ด (อังกฤษ: Oxford; /ˈɒksfərd/ ;[5][6] ออกซเฟิร์ด) เป็นนครอาสนวิหารและเขตที่ไม่ใช่มหานครในเทศมณฑลออกซฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ โดยเป็นเมืองหลวงของเทศมณฑลออกซฟอร์ดเชอร์
เมืองนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก[7] และมีอาคารสถาปัตยกรรมอังกฤษหลากหลายยุคตั้งแต่ยุคแองโกล-แซ็กซันตอนปลาย อุตสาหกรรมสำคัญของเมืองได้แก่ การผลิตยานยนต์ การศึกษา การพิมพ์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ
เมืองออกซฟอร์ดก่อตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 8 และได้รับสถานะเป็นนครใน ค.ศ. 1542 เมืองตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำเทมส์ ซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่าดิไอซิส (the Isis) กับแม่น้ำเชอร์เวล โดยใน ค.ศ. 2022 ออกซฟอร์ดมีจำนวนประชากร 163,257 คน[3] ออกซฟอร์ดตั้งอยู่ห่างจากลอนดอนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 56 ไมล์ (90 กิโลเมตร), จากเบอร์มิงแฮมไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 64 ไมล์ (103 กิโลเมตร), และจากบริสตอลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 61 ไมล์ (98 กิโลเมตร)
ประวัติศาสตร์
[แก้]ประวัติศาสตร์ของเมืองออกซฟอร์ดในอังกฤษมีรากฐานตั้งแต่ยุคแซ็กซัน ชื่อ "Oxford" มาจากภาษาอังกฤษเก่าว่า Oxenaforda แปลว่า "ที่ลุยน้ำข้ามของวัว" ซึ่งหมายถึงจุดตื้นของแม่น้ำที่วัวสามารถเดินข้ามได้[8] เมืองนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นที่ข้ามแม่น้ำ และจุดที่เมืองใช้ควบคุมพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำเทมส์ที่จุดบรรจบกับแม่น้ำเชอร์เวล
หลังจากการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันใน ค.ศ. 1066 ขุนนางชาวนอร์มันชื่อโรเบิร์ต ดอยลี (Robert D’Oyly) ได้สร้างปราสาทออกซฟอร์ดขึ้นใน ค.ศ. 1071 เพื่อยึดครองพื้นที่[8] เมืองนี้จึงเริ่มมีความสำคัญในระดับชาติในช่วงต้นของยุคนอร์มัน

การสอนในออกซฟอร์ดเริ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 และภายในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมืองนี้ได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในระยะแรก[9] อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนักวิชาการกับชาวเมือง เช่นใน ค.ศ. 1209 หลังจากชาวเมืองแขวนคออาจารย์มหาวิทยาลัยสองคนจากข้อกล่าวหาฆาตกรรม นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงหลบหนีไปก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ความขัดแย้งระหว่างคนในเมืองกับคนในมหาวิทยาลัยดำเนินต่อไป จนถึงเหตุการณ์จลาจลวันนักบุญสโคลาสติกาใน ค.ศ. 1355 ซึ่งกินเวลาหลายวันและมีนักศึกษาและชาวเมืองเสียชีวิตราว 93 คน
ใน ค.ศ. 1142 ระหว่างช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษครั้งแรก (ดิแอนะคี, The Anarchy) ออกซฟอร์ดถูกล้อม[10] ในยุคกลาง ออกซฟอร์ดมีชุมชนชาวยิวที่สำคัญ โดยมีบุคคลสำคัญได้แก่ เดวิดแห่งออกซฟอร์ด (David of Oxford) และภรรยาของเขา ลิโคริเซียแห่งวินเชสเตอร์ (Licoricia of Winchester)[11] มหาวิทยาลัยกลายเป็นศูนย์กลางที่มีอิทธิพลเหนือเมือง
ในฐานะที่เป็นเมืองศาสนา ออกซฟอร์ดได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ สถาบันศาสนาของออกซฟอร์ดถูกยุบ อารามในเมืองถูกปิดในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1530[12] ความขัดแย้งทางศาสนาได้ส่งผลกระทบต่อออกซฟอร์ดโดยตรงในช่วงการข่มเหงในยุคภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชินีแมรีที่ 1 (Marian persecution) กลุ่มมรณสักขีแห่งออกซฟอร์ดถูกไต่สวนในข้อหาเป็นพวกนอกรีต บาทหลวงฮิว ลาติเมอร์ และนิโคลัส ริดลีย์ ถูกเผาทั้งเป็นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1555 และอดีตอาร์ชบิชอป ทอมัส แครนเมอร์ ถูกประหารในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1556 อนุสรณ์สถานยุควิกตอเรีย "อนุสรณ์มรณสักขี" (Martyrs’ Memorial) บนถนนเซนต์ไจลส์ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้
ออกซฟอร์ดได้รับการยกสถานะจากเมืองเป็นนครใน ค.ศ. 1542 เมื่อมีการจัดตั้งมุขมณฑลออกซฟอร์ด โบสถ์น้อยประจำวิทยาลัยที่ชื่อ ไครสต์เชิร์ช (Christ Church) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาสนวิหาร ทำให้ออกซฟอร์ดได้รับสิทธิในฐานะนครอย่างเป็นทางการ

ในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ พระเจ้าชาลส์ที่ 1 ได้ใช้เมืองออกซฟอร์ดเป็นเมืองหลวงโดยพฤตินัย (ค.ศ. 1642–1646) โดยย้ายราชสำนักมาตั้งที่นี่ และใช้เมืองนี้เป็นศูนย์บัญชาการหลังจากถูกขับไล่ออกจากลอนดอน[13]
เมืองนี้เริ่มมีการเติบโตทางอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อุตสาหกรรมดั้งเดิมได้แก่ การผลิตเบียร์ และการพิมพ์ โดยมีสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและโรงพิมพ์อื่น ๆ เป็นนายจ้างรายใหญ่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ใน ค.ศ. 1910 นักธุรกิจชื่อวิลเลียม มอร์ริส (William Morris) ซึ่งต่อมาคือลอร์ดนัฟฟิลด์ (Lord Nuffield) ได้ก่อตั้งธุรกิจผลิตรถยนต์ในออกซฟอร์ด โดยเปิดโรงงานประกอบที่ย่านคาวลีย์
ประชากรและเศรษฐกิจของเมืองเติบโตขึ้นตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และมีความหลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากแวดวงมหาวิทยาลัย
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Councillors". Oxford City Council. สืบค้นเมื่อ 9 June 2024.
- ↑ "Mid-Year Population Estimates, United Kingdom, June 2024". Office for National Statistics. 26 September 2025. สืบค้นเมื่อ 26 September 2025.
- 1 2 "Mid-Year Population Estimates, United Kingdom, June 2024". Office for National Statistics. 26 September 2025. สืบค้นเมื่อ 26 September 2025.
- 1 2 UK Census (2021). "2021 Census Area Profile – Oxford Local Authority (E07000178)". Nomis. Office for National Statistics. สืบค้นเมื่อ 6 June 2024.
- ↑ Upton, Clive; และคณะ, บ.ก. (2001). The Oxford Dictionary of Pronunciation for Current English. Oxford, England: Oxford University Press. p. 734. ISBN 978-0-19-863156-9.
- ↑ Dictionary.com, "oxford" in Dictionary.com Unabridged. Source location: Random House, Inc. http://dictionary.reference.com/browse/oxford เก็บถาวร 23 มิถุนายน 2012 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Available: http://dictionary.reference.com เก็บถาวร 20 พฤษภาคม 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Accessed: 4 July 2012.
- ↑ Sager 2005, p. 36.
- 1 2 "The History of Oxford, City of Dreaming Spires". Historic UK (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2025-03-01.
- ↑ "A brief history of the University". University of Oxford. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 March 2011. สืบค้นเมื่อ 17 August 2012.
- ↑ Crouch, D. (2013). The Reign of King Stephen: 1135–1154 (2nd ed.). London: Routledge. p. 203. ISBN 978-1-31789-297-7.
- ↑ Abrams, Rebecca (2022). Licoricia of Winchester: Power and Prejudice in Medieval England (ภาษาอังกฤษ) (1st ed.). Winchester: The Licoricia of Winchester Appeal. pp. 57–58. ISBN 978-1-3999-1638-7.
- ↑ "History | University of Oxford". www.ox.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-03-01.
- ↑ Hargreaves-Mawdsley, W. N. (1973). Oxford in the Age of John Locke (ภาษาอังกฤษ). Norman, University of Oklahoma Press. p. 41. ISBN 978-0-8061-1038-7.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
Howarth, Osbert John Radcliffe (1911). . สารานุกรมบริตานิกา ค.ศ. 1911. Vol. 20 (11 ed.). pp. 405–414.